รัฐบาลทุ่มงบ 2 พันล้าน ลงทะเบียนเยียวยาขนส่ง “สหพันธ์ขนส่งฯ" มองแค่บรรเทา จับตาเดือน พ.ค.เสี่ยงเจอวิกฤตน้ำมันขาดแคลน หลังยืนยันส่งมอบ 9 ล้านบาร์เรล ลั่นความหวังริบหรี่กลับไป 30 บาท/ลิตร

จากวิกฤตพลังงาน ผลพวงจากสงครามอิหร่าน ที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกเพิ่มสูงและผันผวนอย่างหนัก และหนึ่งกลุ่มที่ได้รับแรงกระแทกโดยตรงคือ “ภาคการขนส่ง” ทั้งขนส่งสาธารณะและการขนส่งสินค้า

ล่าสุดวันที่ 16 เม.ย. 2569 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันในภาคขนส่ง ครอบคลุมรถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุกสินค้า และรถรับจ้าง วงเงินรวมประมาณ 2,060 ล้านบาท โดยจะเปิดให้มีการลงทะเบียนออนไลน์ ทางเว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ หรือยื่นคำขอ ณ สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 16-19 เม.ย. จากนั้นจะโอนเงินผ่านพร้อมเพย์หลังตรวจสอบสิทธิ เพื่อสนับสนุนการเดินรถ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.-31 พ.ค. ตามอัตราดังนี้

1.รถโดยสารประจำทางบางประเภท เช่น หมวด 1 และหมวด 4 ในกรุงเทพมหานคร ได้รับเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน ต้องวิ่งไม่น้อยกว่า 2,500 กม., หมวด 2 และ 3 ได้รับ 2 บาทต่อกิโลเมตร เพดานไม่เกิน 700 และ 500 บาทต่อวันตามลำดับ ส่วนรถโดยสารไม่ประจำทาง เช่น รถบัส มินิบัส และรถตู้ ได้รับ 5,000 และ 3,600 บาทต่อคัน

2.รถบรรทุก ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไปได้รับ 6,000 บาทต่อคัน ต้องวิ่งไม่น้อยกว่า 4,000 กม. ส่วนรถขนาดเล็กได้รับ 3,000 บาทต่อคัน ต้องวิ่งไม่น้อยกว่า 2,500 กม.

3.รถรับจ้าง แท็กซี่ได้รับ 5,040 บาทต่อคัน ต้องติดตั้งและใช้งานแอปพลิเคชัน DLT GPS NOTICE และวิ่งไม่น้อยกว่า 2,500 กม. ขณะที่รถจักรยานยนต์สาธารณะได้รับ 840 บาทต่อคัน

...

เยียวยาแค่บรรเทา จี้ปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้กับ ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย มองว่า การลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์และผูกกับบัญชีพร้อมเพย์ก็มีความสะดวกสบาย สามารถโอนไปยังนิติบุคคลหรือผู้ประกอบการได้โดยตรง แต่อาจจะติดปัญหาเรื่องเอกสารและระยะเวลาลงทะเบียนที่สั้นเพียง 4 วัน อาจทำให้ตกหล่นได้  

ส่วนในข้อกำหนดต่างๆ เช่น รถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป วิ่งไม่น้อยกว่า 4,000 กิโลเมตร รถบรรทุกขนาดเล็กไม่เกิน 10 ล้อ วิ่งไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตรภายใน 42 วันนั้น เชื่อว่าไม่เป็นปัญหา เพราะปกติแล้วรถเหล่านี้หากวิ่งเป็นประจำก็สามารถทำระยะได้ตามที่กำหนดอยู่แล้ว ซึ่งการกำหนดระยะการวิ่งขั้นต่ำก็ถือเป็นข้อดี เพราะถือเป็นการช่วยผู้ประกอบการที่มีตัวตนและกำลังให้บริการอยู่จริง  

อย่างไรก็ดี มีข้อกังวลในกรณี “ผู้รับจ้างช่วง” (Subcontractor) คือเป็นเจ้าของรถแต่ไม่มีใบอนุญาตประกอบการของตัวเอง ต้องไปร่วมใช้ใบอนุญาตของผู้อื่น ก็อาจต้องไปพูดคุยกับเจ้าของใบอนุญาตประกอบการให้ดีว่าเมื่อได้รับเงินช่วยเหลือมาแล้วขอให้โอนต่อมาให้ด้วย

สำหรับวงเงินที่มอบให้นั้น เป็นจำนวนที่ไม่เพียงพออยู่แล้ว แต่เชื่อว่าวัตถุประสงค์ของรัฐบาลคือเพื่อบรรเทาเบื้องต้น ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการโลจิสติกส์

ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย
ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ทางสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้ยื่นข้อเสนอให้มีการชดเชย 6 เดือน แต่ทาง ครม.อนุมัติมาเพียง 42 วัน นอกจากนี้ก็มีอีกหลายข้อเสนอที่ยังไม่ถูกนำมาดำเนินการ เช่น การอนุมัติซอฟต์โลน ปรับลดเงินสมทบของลูกจ้าง-นายจ้างจาก 5% เป็น 2% นาน 1 ปี เป็นต้น

ดร.ทองอยู่ เปิดเผยว่า ในนามของสหพันธ์ฯ อยากให้รัฐบาลกล้าเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

1.  ด้านน้ำมัน ให้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาแก้ในเชิงลึก เลิกอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ยกเลิกต้นทุนเทียม ทำเป็นสองระบบคือส่วนที่บริโภคในประเทศและส่วนที่ส่งออก

...

2.  ด้านไฟฟ้า ยกเลิกค่ากินเปล่า ที่จ่ายให้โรงไฟฟ้าแม้ไม่มีการผลิต

3.  แก๊สครัวเรือน ไม่ว่าจะ LPG หรือ LNG ต้องมีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือ

จากนี้ก็ต้องจับตาดูว่าจากนี้รัฐบาลจะมีมาตรการด้านพลังงานเพิ่มเติมหลังสงกรานต์หรือไม่ หากยังไม่มี ในวันที่ 25 เม.ย.ทางสหพันธ์ฯ จะมีการประชุมว่าจะออกมาเคลื่อนไหวกดดันต่อหรือไม่ หรืออาจเป็นการขอเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อย่างไรต้องรอการประชุมอีกครั้ง 

เตือน พ.ค.เสี่ยงเจอวิกฤตน้ำมันขาดแคลน 

ดร.ทองอยู่ ชี้ว่า เป็นไปได้ยากที่ราคาน้ำมันจะกลับไปสู่ราคาก่อนสงคราม โดยปริมาณน้ำมันดิบที่เข้ามาในเมษายน ตลอดทั้งเดือนอยู่ที่ 24 ล้านบาร์เรล จากความต้องการใช้ในประเทศที่อยู่ราว 30 ล้านบาร์เรล หรือตกวันละ 1 ล้านบาร์เรล และสถานการณ์ดูจะย้ำแย่มากยิ่งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 

“สำหรับในเดือนพฤษภาคม ข้อมูลน้ำมันดิบเบื้องต้นที่มีการยืนยันว่าจะส่งมอบได้ อยู่ที่ 9 ล้านบาร์เรลเท่านั้น ขณะที่ความต้องการของโรงกลั่นคือ 31 ล้านบาร์เรล ซึ่งไม่พอแน่นอน ดังนั้นเมษายนยังพอทำเนาเพราะน้ำมันดิบเข้ามาเกือบครบความต้องการ แต่วิกฤตอาจเกิดในเดือนพฤษภาคม และโอกาสที่ราคาจะกลับไปลิตรละ 30 บาทตามที่รัฐบาลเคยตรึงไว้นั้นคงจะริบหรี่”

...

ผู้ประกอบการรัดเข็มขัด ดูแลตัวเอง 

ดร.ทองอยู่ เปิดเผยว่า สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ซึ่งมีคณะกรรมการจากสมาคมขนส่ง 16 สมาคมครอบคลุมการขนส่งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ได้มีการพูดคุยหาทางลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด พยายามขึ้นอัตราขนส่งให้ต่ำที่สุด

เมื่อ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ก็ได้มีการปรับขึ้นไป 10% และในที่ประชุมวันที่ 6 เม.ย.ก็เห็นชอบให้ปรับอีก 10% แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไปเจรจากับผู้ว่าจ้างในกรณีที่มีสัญญา ซึ่งใครปรับได้หรือไม่ได้ก็ให้แจ้งกลับมาที่สหพันธ์ฯ แต่ในเวลานี้มองว่าผู้ประกอบการขนส่งก็ต้องช่วยเหลือตัวเองเช่นกัน โดยการรัดเข็มขัด เช่น ลดการขนส่งเที่ยวเปล่า (Backhaul) 

“ภาคีเครือข่าย 16 สมาคมทั่วประเทศ ก็ต้องประสานงานกันว่า ถ้ามีรถวิ่งลงใต้ไปหาดใหญ่แล้ว ขากลับสามารถขนอะไรกลับได้บ้าง อาจได้ในราคาไม่เต็มที่แต่ก็ช่วยลดต้นทุนได้บ้าง”

นอกจากนี้ก็มีการใช้เทคโนโลยีมาช่วย เช่น ระบบจีพีเอส ระบบ TSM (ผู้จัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง) การใช้สมาร์ทโฟนสั่งงานทางไกล การใช้ระบบฟลีทการ์ด หรือบัตรเติมน้ำมันองค์กรที่ใช้เติมได้ทั่วประเทศ เป็นต้น

“เราก็ได้มีการช่วยเหลือดูแลตัวเอง เพราะการปรับอัตราขนส่งขึ้นต่อเนื่องนั้นคงไม่อาจทำได้ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ตอนนี้ก็ขึ้นราคากันไปหมดแล้ว”