ปี 69 ร้อนสุดขั้วยาวนาน สัญญาณแล้ง กระทบหนักเกษตรกร คาดวันร้อนที่สุดของปี มาก่อน 20 เม.ย.นี้ เตือน โรคลมแดด แนะนำทำน้ำพุในบ้าน ลดความร้อนไม่ต้องเปิดแอร์
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ว่า สถานการณ์ความร้อนปีนี้ยังไม่ทุบสถิติปี 67โดยช่วงก่อนวันที่ 20 เมษายนนี้ จะเป็นช่วงที่มีวันที่ร้อนที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นสถิติที่เกิดขึ้นไปแล้วในอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้ความรู้สึกของประชาชนจะรู้สึกว่าร้อนมาก
สาเหตุหลักเป็นเพราะปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ที่เรากำลังพูดถึงกันนั้นยังไม่ได้เข้ามาเต็มตัวในช่วงนี้ แต่กำลังอยู่ในช่วง "เปลี่ยนผ่าน" สิ่งที่น่ากังวลจริงๆ คือช่วงครึ่งหลังของปีนี้ยาวไปจนถึงเดือนเมษายนปีหน้า ซึ่งจะเป็นช่วงที่เอลนีโญเข้ามาแช่อยู่ในประเทศไทยอย่างเต็มที่ ทำให้อากาศจะร้อนกว่านี้และอาจทำสถิติร้อนที่สุดได้
อุณหภูมิและความยาวนานของความร้อน ในส่วนของตัวเลขคาดการณ์อุณหภูมิสูงสุดในเดือนเมษายนนี้ ประเมินว่าไม่น่าจะเกิน 43 องศาเซลเซียส (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 41-42 องศาฯ) ซึ่งในอดีตประเทศไทยเคยร้อนถึง 44.6 องศาฯ มาแล้วในช่วง "ซูเปอร์เอลนีโญ"
...
ความน่ากังวลของปีนี้คือ ความยาวนานของความร้อน ที่จะยาวกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากพอเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เอลนีโญในช่วงกลางปี อากาศจะร้อนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แม้อุณหภูมิในเดือนอื่นๆ จะไม่สูงเท่าเดือนเมษายน แต่จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติของเดือนนั้นๆ ในอดีตอย่างเห็นได้ชัด
วิกฤตภัยแล้งและปัญหาการขาดแคลนน้ำ สถานการณ์น้ำในปัจจุบันยังพอมีน้ำต้นทุนที่ดีจากปีที่แล้ว ทำให้ในเขตชลประทานยังไม่มีปัญหาในช่วงฤดูนาปรังที่จะสิ้นสุดเดือนพฤษภาคมนี้ แต่ปัญหาใหญ่จะอยู่ที่ ปีหน้าคือ ปี 2570 เนื่องจากเมื่อเข้าสู่เอลนีโญในช่วงกลางปีนี้ ภาพรวมฝนเฉลี่ยจะน้อยลง ทำให้น้ำต้นทุนสะสมสำหรับปีหน้าไม่ดี ซึ่งจะกระทบต่อการทำนาปรังในปีหน้าโดยตรง
ผลกระทบน้ำประปาไม่ไหลช่วงแล้ง
สำหรับปัญหา "น้ำประปาไม่ไหล" ในช่วงนี้ เกิดจาก 2 ปัจจัย คือ 1. ปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอหรือไม่ และ 2. ปัญหาท่อประปาแตกบ่อย เนื่องจากอากาศที่ร้อนจัดส่งผลกระทบต่อท่อที่ฝังอยู่ใต้ดิน
นอกจากนี้ยังเตือนว่าภาพรวมฝนที่ไม่ดีอาจนำไปสู่แล้งที่หนักขึ้น แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดน้ำท่วมแบบรอการระบายได้หากมีฝนตกหนักในเวลาจำกัด
ข้อแนะนำและการรับมือสำหรับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อ "โรคลมแดด" (Heatstroke) เนื่องจากหากอุณหภูมิเกิน 35 องศาฯ ก็ต้องเริ่มระวังแล้ว ยิ่งพุ่งสูงถึง 40 องศาฯ ประกอบกับความชื้นสูง จะทำให้เหงื่อไม่ระเหยและกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก และหญิงมีครรภ์ ควรดื่มน้ำบ่อยๆ และรีบเข้ามาในร่ม
ในระยะยาว
แนวทางการปรับตัวด้วยการปลูกต้นไม้และสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำในบริเวณบ้าน เช่น การทำน้ำพุฝอย ซึ่งสามารถช่วยลดอุณหภูมิลงได้ทันทีถึง 2 องศาเซลเซียส ดีกว่าการพึ่งพาเครื่องปรับอากาศเพียงอย่างเดียว เพราะการใช้แอร์คือการใช้พลังงานที่ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น เป็นวงจรการแก้ปัญหาที่ไม่จบสิ้น
...