กกพ.เคาะค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค.ขึ้นเป็น 3.95 บาท/หน่วย “รสนา” จวกซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน แนะหั่นค่ากินเปล่า- ค่าพร้อมจ่าย โรงไฟฟ้าแม้ไม่เดินเครื่อง ลั่นเลิกอุ้มเอกชนช่วยลดค่าไฟทันที 17 สตางค์

จากกรณีวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบค่าไฟฟ้าไตรมาส 2 (พ.ค.- ส.ค. 2569) โดยเก็บค่าเอฟที (ft) ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาท/หน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรก ซึ่งอยู่ที่ 3.88 บาท/หน่วย

เลขาธิการ กกพ.เผยว่า ในส่วนของข้อเสนอที่เพิ่มเติมที่อยากให้ตรึงราคาค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาท/หน่วยนั้น จะต้องใช้งบประมาณราว 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน

การปรับขึ้นราคาค่าไฟดังกล่าว นำมาสู่ความกังวลว่าจะซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพที่กำลังวิกฤตจากปัญหาน้ำมันแพง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้ กับ ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านพลังงาน TDRI และนางสาวรสนา โตสิตระกูล กรรมการนโยบายสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ด้านบริการสาธารณะพลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและแนวทางแก้ไข 

...

ค่าไฟเพิ่ม ซ้ำเติมค่าครองชีพยุควิกฤตน้ำมัน

ดร.อารีพร เปิดเผยว่า การขึ้นราคาไฟฟ้าจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนเป็นห่วงโซ่ ทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ และราคาสินค้าต่างๆ โดยในการปรับค่าไฟแต่ละครั้งจะเป็นการปรับค่าเอฟที (ft) ซึ่งเกี่ยวข้องกับต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 

ปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ทำให้ก๊าซ LNG มีราคาเพิ่มสูง หากคิดตามราคาต้นทุนจริงจะตกอยู่ที่เกือบ 5 บาท/หน่วย ซึ่งจากนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของคณะรัฐมนตรีว่าจะตรึงไว้ที่ระดับเดิม 3.88 บาท/หน่วย หรือใช้ราคาเฉลี่ยที่ 3.95 บาท/หน่วย 

“ในช่วงวิกฤตแบบนี้ หากตรึงราคาไว้ก็จะช่วยประชาชนได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่เราใช้ไฟเยอะ รวมถึงตอนนี้มีการรณรงค์ให้ทำงานจากที่บ้าน ทั้งนี้ไม่สนับสนุนการตรึงราคาระยะยาว เอาเฉพาะช่วงนี้ที่เกิดวิกฤตราคาน้ำมันที่ถ้าหากค่าไฟเพิ่มอีกประชาชนจะกระทบหนัก”

ดร.อารีพร ชี้ว่า เราไม่อาจรู้ล่วงหน้าว่าสถานการณ์ความไม่สงบจะดีขึ้นเมื่อไหร่ แม้ว่าจะยุติก่อนถึงค่าไฟอัตราใหม่เริ่มใช้ในเดือนพฤษภาคม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาพลังงานจะปรับลดลงได้ทันที เพราะต้องมีการซื้อพลังงาน ก๊าซต่างๆ มาสต็อกไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งหากจะมีการตรึง 4 เดือน ใช้เงิน 5,000 ล้านบาท รัฐก็ต้องไปดึงงบประมาณภาครัฐอื่นมาช่วย เพราะในราคา 3.95 บาท/หน่วย ก็มีการใช้เงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) อยู่แล้ว

ดร.อารีพร กล่าวว่า การตรึงราคาก็เป็นมาตรการระยะสั้นให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตพลังงาน แต่ในระยะยาวควรต้องมีการปรับโครงสร้างราคาค่าไฟให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมต่อประชาชน ต้นทุนใดที่ไม่เกิดขึ้นจริงก็ควรต้องไปเจรจากับเอกชนเพื่อปรับลดลง

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์

ปรับสูตรต้นทุนใหม่ ลดค่าไฟทันที 

ด้านนางสาวรสนา  แนะแนวทางแก้ปัญหา โดยเสนอให้ยกเลิกการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน หรือที่เรียกว่าค่ากินเปล่า (Adder) ที่รัฐจ่ายมาหน่วยละ 8 บาท ตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเป็นยุคที่พลังงานหมุนเวียนยังมีราคาสูงอยู่ แต่ปัจจุบันราคาของพลังงานหมุนเวียนมีราคาต่ำลงและตลาดแข่งขันกันได้แล้ว

ซึ่งทาง กกพ.ก็เคยคำนวณตัวเลขไว้เองว่าหากตัดออกจะช่วยให้ค่าไฟฟ้าลง 17 สตางค์ต่อหน่วย และในส่วนนี้ทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกฯ นั่งเป็นประธาน สามารถสั่งการได้เลย

นางสาวรสนา เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสภาองค์กรผู้บริโภคก็ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ว่าเป็นการบวกราคาเพิ่มมา 8 บาท โดยที่ไม่ใช่ต้นทุนการผลิต แต่เป็นนโยบายของรัฐในการอุดหนุนผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในสมัยนั้น โดยปกติทำสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าครั้งละ 5 ปี แต่ต่อโดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดการต่อมาเรื่อย ซึ่งไม่สมควร และในตอนนี้ที่เราเกิดวิกฤตการณ์จากสงคราม รัฐสามารถใช้เป็นเหตุสุดวิสัยในการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงข้อตกลง โดยที่ไม่ถูกเอกชนฟ้องร้องได้

...

“ตอนนี้คุณอนุทินเป็นประธาน กพช.สามารถสั่งยกเลิกค่า Adder ทำให้ค่าไฟลดได้เลย อย่าปกป้องผู้ประกอบการ และโยนภาระให้กับประชาชนและภาคส่วนอื่นที่ต้องใช้ไฟฟ้าทำมาหากิน”

นอกจากนี้ยังมีเรื่อง “ค่าความพร้อมจ่าย” (Availability Payment หรือ AP) ที่รัฐต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้า ซึ่งบางแห่งไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเลย เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบตอนนี้สูงกว่าการใช้จริงและสูงกว่าระดับสำรองตามกฎหมายอยู่แล้ว ดังนั้นโรงไฟฟ้าใดที่คืนทุนไปแล้ว รัฐควรเข้าไปเจรจาเพื่อยกเลิกค่าความพร้อมจ่าย

“และยังมีโรงไฟฟ้าที่รัฐจะเอาเข้ามาเพิ่มเติม ตอนนี้ปริมาณไฟฟ้าสำรองของไทยสูงมาก ไม่ควรที่จะไปทำสัญญาหรือเอาโรงไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเพิ่ม ทำให้การสำรองมันมากยิ่งขึ้นและทำให้ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมพวกนี้”

นางสาวรสนา โตสิตระกูล
นางสาวรสนา โตสิตระกูล

นางสาวรสนา ยังเสนอให้รัฐบาล เปิดโอกาสให้ครัวเรือนที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เป็น “ระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า” เช่น หากครัวเรือนใช้ไฟ 200 หน่วย แต่สามารถผลิตเองได้ 100 หน่วย ก็ให้การไฟฟ้าหักลบไปเลย และภาครัฐควรเปิดโอกาสในการรับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อปครัวเรือน นอกเหนือจากการซื้อจากโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ ก็จะช่วยสร้างรายได้ลดภาระให้ประชาชนด้วย

...

ในส่วนที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ประกาศจะทบทวนการขึ้นค่าไฟ และตรึงไว้เท่าเดิม 3.88 บาทนั้น นางสาวรสนา เผยว่าก็กำลังจับตาอยู่ และหลังจาก ครม.เข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทางสภาองค์กรผู้บริโภคจะขอเข้าพูดคุยกับ รมว.ที่เกี่ยวข้อง และนายกฯ ในฐานะ กพช.ด้วย

“เอกนัฏ” ลุยตรึงค่าไฟ 3.88 บาท

วันนี้ (2 เม.ย. 2569) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า กพช.มีอำนาจในการสั่งทบทวนมติ กกพ.เพื่อตรึงค่าไฟให้อยู่ที่อัตราเฉลี่ยเดิมคือ 3.88 บาทต่อหน่วยได้ โดยวิธีการคือการเข้าไปบริหารจัดการเงินของ 3 การไฟฟ้า (กฟผ., กฟน. และ กฟภ.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐถือหุ้น 100% ด้วยการดึงเงินลงทุนที่ไม่ได้ใช้ (Claw Back) หรือการขอแบ่งกำไรจากการไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีตัวเลขอยู่ราว 9,000 กว่าล้านบาท มาช่วยลดหย่อนค่าไฟงวดใหม่แล้วยังจะต้องมีการปรับเกณฑ์ชี้วัด (KPI) เพื่อไม่ให้กระทบต่อโบนัสและขวัญกำลังใจของพนักงานการไฟฟ้าด้วย

ในระยะยาวจะมีการรื้อโครงสร้างไฟฟ้าใหม่ โดยเปิดโอกาสให้มีการซื้อขายไฟฟ้าตรง (Direct PPA) ระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ การขยายโควตาการรับซื้อไฟฟ้าคืนจากประชาชนที่ติดโซลาร์เซลล์ จากเดิมที่รับซื้อเพียง 90 เมกะวัตต์ และการเพิ่มประเภทผู้ใช้ไฟเพื่อจูงใจให้ประชาชนบริหารจัดการการใช้ไฟในชั่วโมงที่ต้นทุนการผลิตต่ำ (Demand Response) ซึ่งจะช่วยให้ค่าไฟโดยรวมถูกลง ซึ่งจะเดินหน้าทำทันทีหลังถวายสัตย์ปฏิญาณ 

...