จาก “ฮอร์มุซ” สู่ “บับเอลมันเดบ” เจาะเบื้องลึกภูมิรัฐศาสตร์เส้นทางเดินเรือ ตัวแปรสำคัญจบสงครามอิหร่าน? หลัง "กบฎฮูตี" ร่วมรบ ส่งสัญญาณปิดอีกช่องแคบสำคัญของโลก
ครบรอบ 1 เดือนความไม่สงบระลอกใหม่ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตี อิหร่าน นำมาสู่การปะทะกันทางทหาร กระทบต่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” คอขวดที่สำคัญของห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก เนื่องจากน้ำมันมากกว่า 20% ของโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบดังกล่าว ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนอย่างหนัก และกลายเป็นเครื่องมือต่อรองสำคัญของอิหร่าน ผ่านการขู่ปิดล้อมและเก็บ “ค่าผ่านทาง”
ล่าสุดมีช่องแคบอีกแห่งที่ถูกจับตาว่าอาจเกิดการปะทุเป็นสมรภูมิใหม่ คือ “ช่องแคบบับเอลมันเดบ” หรือ “ประตูแห่งน้ำตา” ซึ่งแคบสุดเพียง 30 กิโลเมตรตั้งอยู่ระหว่างประเทศเยเมนในตะวันออกกลาง และประเทศจิบูตีในแอฟริกา โดยเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดีย เข้าสู่ทะเลแดง และขึ้นสู่คลองสุเอซ ประเทศอียิปต์ ทะลุเข้าทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของยุโรป ถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าเชื่อมต่อยุโรปและเอเชียที่รวดเร็วที่สุด
...
ในฝั่งของประเทศจิบูตี ถือเป็นแหล่งรวม "ฐานทัพมหาอำนาจ" มากที่สุดในโลก เนื่องจากหลายประเทศใหญ่ได้เข้ามาเช่าพื้นที่เพื่อตั้งฐานทัพดูแลผลประโยชน์ทั้ง สหรัฐฯ จีน ฝรั่งเศส เป็นต้น ขณะที่พื้นที่ฝั่งเยเมนควบคุมโดย “กบฏฮูตี” กลุ่มติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรสำคัญของอิหร่าน
ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เผยว่าในช่วงสงครามอิหร่าน มีปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ คิดเป็นประมาณ 12% ของโลก ซึ่งตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ท่าทีส่วนมากของกบฏฮูตีเป็นการข่มขู่ แต่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ฮูตีได้เปิดฉากยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล จนทำให้สหรัฐฯ ต้องออกคำเตือนครั้งใหม่เกี่ยวกับความเสี่ยงในการเดินเรือ
ซึ่งหากเรือสินค้าไม่สามารถสัญจรผ่านเส้นทางนี้ได้ เรือต้องอ้อมผ่าน “แหลมกู๊ดโฮป” ทางใต้สุดของแอฟริกาแทน และจะเพิ่มเวลาและค่าใช้จ่ายมหาศาล กระทบต้นทุนห่วงโซ่อุปทานทั้งโลก
อย่างไรก็ดีจนถึงขณะนี้ การโจมตียังจำกัดอยู่เพียงเป้าหมายทางทหาร แต่อิหร่านได้ส่งสัญญาณว่าพวกเขาอาจใช้มาตรการ “บีบรัด” เส้นทางการเดินเรือแห่งนี้ หากสหรัฐฯ ยกระดับสถานการณ์ไปสู่การปฏิบัติการภาคพื้นดิน และอาจนำไปสู่การลุกลามบานปลายของสงครามยิ่งขึ้นไปอีก
“เส้นทางเดินเรือ” ตัวแปรสำคัญจบสงครามอิหร่าน?
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้ กับ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผอ.ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ภูมิภาคตะวันออกกลางถือว่าอยู่ตรงกลางระหว่างเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา เป็นศูนย์กลางการเดินทางของโลกทั้งทางอากาศและทางน้ำ โดยถือเป็น “เส้นทางเดินเรือทางยุทธศาสตร์” (strategic waterway) ของโลกด้วย
ซึ่งมี 2 เส้นทางที่สำคัญมากคือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันมากกว่า 1 ใน 3 ของโลกออกสู่ทะเล อีกแห่งคือ “ช่องแคบบับเอลมันเดบ” เชื่อมโยงระหว่างเอเชียและยุโรป แม้จะไม่ได้มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านเท่าช่องแคบฮอร์มุซ แต่มีความสำคัญมากกว่าในการขนส่งสินค้าอื่นๆ โดยตู้คอนเทนเนอร์ 1 ใน 4 ของโลกต้องผ่านเส้นทางนี้
อิหร่าน ถือเป็นประเทศที่มีอิทธิพลเหนือช่องแคบฮอร์มุซ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเปิดปฏิบัติการปิดหรือขัดขวางการเดินเรือมาก่อน จนกระทั่งได้ใช้ไพ่ใบนี้หลังสหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตี และนำมาสู่วิกฤตน้ำมันที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
ที่น่าสนใจคืออีกมหาอำนาจโลกตะวันออกกลางอย่าง “ซาอุดีอาระเบีย” ที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ได้เล็งเห็นปัญหานี้มาอย่างยาวนาน และเห็นว่าจะพึ่งพาการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ทำให้เริ่มมีการวางท่อส่งน้ำมันจากบ่อน้ำมันไปยังทะเลแดงวันละกว่า 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อขนส่งขึ้นไปยังยุโรปผ่านคลองสุเอซ หรือส่งผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบไปยังเอเชีย ซึ่งหากช่องแคบบับเอลมันเดบถูกรบกวนหรือถูกปิด จะยิ่งกลายเป็นวิกฤตหนักต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก
...
ล่าสุดกลุ่มกบฏฮูตี ก็ได้ประกาศว่าพร้อมจะร่วมกับอิหร่านและพันธมิตรในการต่อสู้กับสหรัฐฯ และ อิสราเอล ซึ่งหนึ่งในวิธีการของฮูตีก็คือการปฏิบัติการในทะเลแดง ซึ่งเคยทำมาแล้วตั้งแต่ 2 ปีก่อนในสงครามกาซา และทำให้เรือสินค้าในทะเลแดงหายไปมากกว่าครึ่ง กระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก
อย่างไรก็ดี ดร.ศราวุฒิ มองว่า กลุ่มฮูตีน่าจะมีการพูดคุยกับทางซาอุดีอาระเบีย และตกลงกันว่าจะไม่ปฏิบัติการในทะเลแดงหากซาอุดีอาระเบีย ไม่เข้าเป็นพันธมิตรร่วมรบกับสหรัฐฯ และอิสราเอล เห็นได้จากช่วง 1 เดือนที่เกิดสงคราม กลุ่มฮูตีไม่ได้เข้ามาร่วมปฏิบัติการด้วย แต่ในช่วงหลังมานี้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป สหรัฐฯมีท่าทีว่าจะเตรียมยกพลขึ้นบก อิสราเอลส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปเลบานอน หรือการที่ UAE อาจเข้ามาร่วมปฏิบัติการทางทหารเพื่อสนับสนุน
“สถานการณ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นทำให้ทางฮูตีไม่สามารถนิ่งเฉยอยู่ได้ ต้องยิงขีปนาวุธเข้าไปโจมตีในดินแดนอิสราเอล แต่สังเกตว่ายังไม่มีการปฏิบัติการทางทะเล นั่นแสดงให้เห็นว่าข้อตกลงระหว่างซาอุดีอาระเบียและฮูตีเกิดขึ้นจริงก่อนหน้านี้”
...
สร้างเส้นทางใหม่เพื่อคานอำนาจ
ด้วยความเปราะบางของช่องแคบทั้ง 2 แห่ง ทำให้ที่ผ่านมา อิสราเอลมีแนวคิดที่จะสร้าง “คลองเบนกูเรียน” ขึ้นมา เพื่อเลี่ยงเส้นทางคลองสุเอซ เนื่องจากอียิปต์เป็นผู้ควบคุมคลองสุเอซโดยสมบูรณ์และหากเกิดอียิปต์ปิดเส้นทางไม่ให้มีการขนส่ง อิสราเอลจะได้รับผลกระทบหนัก โดยคลองเบนกูเรียนแห่งนี้จะตัดผ่านกลางอิสราเอล เชื่อมจาก อ่าวอะกาบา (ทะเลแดง) ไปออกสู่ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนโดยตรง
ขณะเดียวกัน ทางพันธมิตรฝั่งตะวันซึ่งมีสหรัฐฯ อิสราเอล และอินเดีย เป็นพันธมิตรที่สำคัญ ก็ได้มีโครงการ “ไอแมค” (IMEC :India-Middle East-Europe Economic Corridor) โครงการระเบียงเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ ผลักดันขึ้นเพื่อเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ BRI (Belt and Road Initiative) หรือ “เส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21” ของจีน ซึ่งเชื่อมต่อกับคลองสุเอซด้วย
...
“ในความคิดของสหรัฐฯ และอิสราเอล มองว่าต้องมีเส้นทางใหม่ ที่เป็นคู่แข่งของ BRI และเขาพยายามสร้าง ไอแมค ขึ้นมา เชื่อมอินเดีย เข้าตะวันออกกลาง และออกที่อิสราเอล แต่ BRI ของจีนมีการเริ่มทำไปได้มากแล้ว แต่ไอแมคยังไม่เริ่มต้นเป็นเพียงแนวคิด แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะพยายามสร้างขึ้นมา ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งสงครามกาซา ความขัดแย้งในจุดต่างๆ ของตะวันออกกลาง อาจเชื่อมโยงกับโครงการเชื่อมโลกของมหาอำนาจ 2 ขั้วก็เป็นได้”
ในส่วนการวางตัวของไทย ดร.ศราวุฒิ มองว่าก็ควรเข้าไปร่วมและใช้ประโยชน์กับ BRI ที่เดินหน้าไปมากแล้วก่อน เพราะโครงการไอแมคนั้นยังไม่แน่นอนและยังไม่เริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรม หากเลือกวางตัวเป็นกลาง ก็อาจทำให้ประเทศเสียประโยชน์ได้
แนวโน้มจุดสิ้นสุด สงครามอิหร่าน
ในส่วนของจุดสิ้นสุดสงคราม ดร.ศราวุฒิ มองว่า ในตอนนี้สหรัฐฯ มีท่าทีอยากจะจบอย่างชัดเจน พยายามหาทางลง เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องกรอบเวลาทางการเมือง ประชาชนอเมริกันออกมาชุมนุมประท้วงหลักล้านคนซึ่งส่วนหนึ่งก็เพื่อต่อต้านการก่อสงครามอิหร่าน ที่นำมาสู่ปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ต้องบริหารความโกรธแค้นนี้ให้ได้ เนื่องจากกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอม
แต่ปัญหาที่ทำให้สหรัฐฯ ยังไม่สามารถถอนตัวได้ ประการแรกคือต้องควบคุมอิสราเอลให้ได้ก่อน เนื่องจากอิสราเอลยังอยากสู้รบต่อ เพราะเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการโค่นระบอบการปกครองของอิหร่านที่กำลังอยู่ในสถานะอ่อนแอที่สุด เศรษฐกิจย่ำแย่ ประชาชนในประเทศไม่พอใจ ขณะที่กองกำลังติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรสำคัญอย่างฮิซบอลเลาะห์ก็เสียหายหนักจากสงครามกาซา หรือพันธมิตรในอิรักก็ไม่ลุกขึ้นมาเปิดปฏิบัติการเนื่องจากเกรงใจรัฐบาลอิรักที่ยังต้องพึ่งสหรัฐฯ
ประการที่สอง คือ ช่องแคบฮอร์มุซ ที่อิหร่านประกาศชัดเจนว่าได้เข้าไปควบคุม หากสหรัฐฯ ไม่ปลดปล่อยช่องแคบฮอร์มุซก่อนก็จะเสียสถานะมหาอำนาจหมายเลข 1
“เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นว่าสหรัฐฯ กับอิหร่าน เจรจากันเรื่องช่องแคบฮอร์มุซสำเร็จ น่าจะเป็นสัญญาณให้เห็นว่าสงครามจะจบลง และอีกเรื่องที่อาจเป็นสัญญาณในการยุติสงครามได้ คือการที่สหรัฐฯ ใช้อำนาจควบคุมอิสราเอล เหมือนกับสงคราม 12 วันเมื่อปีก่อน ที่อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน จากนั้นสหรัฐฯ ได้เข้ามาช่วยถล่มโรงงานนิวเคลียร์และประกาศว่าสงครามยุติ ฝ่ายอิสราเอลที่กำลังจะส่งเครื่องบินรบมาถล่มก็ต้องบินกลับ”
นอกจากนี้ ประเทศมหาอำนาจในตะวันออกกลางอย่าง ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และปากีสถาน ก็พยายามที่จะขับเคลื่อนเรื่องการเจรจาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปากีสถานที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสองฝ่าย ซึ่ง 4 ประเทศนี้เมื่อรวมตัวกันถือว่ามีน้ำหนักมากในการต่อรองกับประธานาธิบดีทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยเชื่อว่าหากไม่มีการยกพลขึ้นบกของสหรัฐฯ สงครามก็ไม่น่าจะลากยาว แต่หากเมื่อใดที่สหรัฐฯ เหยียบแผ่นดินอิหร่าน จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้สงครามไม่จบลงโดยง่าย และลุกลามเหมือนสงครามในอัฟกานิสถานและอิรักได้
