ย้อนมองวิกฤตราคาน้ำมัน 6 ยุค ท่ามกลางแรงกระแทกจากสงครามอิหร่าน ดันราคาพลังงานพุ่งสูง โจทย์เดิมไทยเผชิญอีกครั้ง


วิกฤตราคาน้ำมันและพลังงานแพงไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย หากเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วหลายครั้งในอดีต วันนี้ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่จากผลกระทบของสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวสูง จากต้นสัปดาห์ 198 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ ณ วันที่ 23 มี.ค. สูงขึ้น 242 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และล่าสุดประเทศไทยมีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท/ลิตร ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

 

หากย้อนกลับไปมองอดีตที่ผ่านมา จะพบว่าประเทศไทยเคยเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันมาแล้วหลายครั้ง และแทบทุกครั้งล้วนมีจุดร่วมสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลก และโครงสร้างการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศของไทยเอง


 

ปี 2516-2524 ยุคจอมพลถนอม กิตติขจร

 

...

วิกฤตน้ำมันครั้งแรกเริ่มต้นในปี 2416 ยุคของรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันลดกำลังการผลิต ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นถึงประมาณ 4 เท่า

 

บริบทในขณะนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังขยายตัว ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจึงเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างประเทศอาหรับกับอิสราเอลยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ด้านอุปทานพลังงานให้ตึงตัวมากขึ้น ประกอบกับก่อนหน้านั้น ในปี 2514 สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้ประกาศยกเลิกระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่และปล่อยให้ค่าเงินลอยตัว ส่งผลให้หลายประเทศอุตสาหกรรมดำเนินนโยบายในทิศทางเดียวกัน ไทยเองก็ต้องปรับตัวตามด้วยการลดค่าเงินบาท

 

ผลลัพธ์คือแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรง เงินเฟ้อพุ่งสูงถึงประมาณร้อยละ 24 ในช่วงปลายปี ขณะที่ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงปี 2516-2517 น้ำมันเบนซินเพิ่มจาก 2.30 บาทต่อลิตร เป็น 3.62 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นราว 57% ส่วนดีเซลเพิ่มจาก1.05 บาท เป็น 2.33 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นถึง 122%

 

ขณะที่รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 เพื่อให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกมาตรการควบคุมการใช้น้ำมัน อย่างไรก็ตาม มาตรการส่วนใหญ่ยังอยู่ในลักษณะขอความร่วมมือมากกว่าการบังคับใช้จริงทำให้ผลลัพธ์ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

 


ปี 2522 ยุคพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

 

ในยุคของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เกิดวิกฤตราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกพุ่งสูงเป็นครั้งที่ 2 เมื่อกลุ่มประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียม (OPEC) ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันดิบถึง 4 ครั้งติดต่อกัน ผลกระทบในประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ลุกลามไปถึงค่าไฟฟ้า ราคาสินค้า และค่าครองชีพโดยรวม ในบางช่วงเกิดปัญหาไฟฟ้าขาดแคลน จนถึงขั้นมีการแต่งเพลงกล่าวถึงวิกฤตการณ์น้ำมันแพงในครั้งนี้

 

อีกทั้ง แรงกดดันทางเศรษฐกิจจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นได้สะสมจนกลายเป็นแรงกดดันทางการเมือง และในที่สุดมีส่วนทำให้รัฐบาลในขณะนั้นต้องยุติบทบาทลงในปี พ.ศ. 2523

 

ปี 2533 ยุคพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

 

ในปี 2533 ยุคของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจากการปะทุของสงครามอ่าวเปอร์เซียทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 18.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมกราคม เป็น 31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลภายในเวลาไม่กี่เดือน

 

ผลกระทบมาถึงประเทศไทยทันที ราคาน้ำมันเบนซินปรับขึ้นจาก 8.45 บาท เป็น 11.05 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 31% ขณะที่ดีเซลเพิ่มจาก 6.10 บาท เป็น 8.40 บาทต่อลิตร หรือประมาณ 38%

 

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นถึงข้อจำกัดสำคัญของไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศได้

 

...


ปี 2551 ยุคพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์

 

ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 147 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2551 ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลก ขณะที่กำลังการผลิตไม่สามารถตอบสนองได้เพียงพอ

 

อีกทั้ง ยังมีบทบาทของกองทุนเก็งกำไรและเฮดจ์ฟันด์ที่เข้ามาเร่งให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันในไทยปรับตัวสูงขึ้น โดยน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นถึง 44.24 บาทต่อลิตร และเบนซินอยู่ที่ 42.89 บาทต่อลิตร ก่อนที่ราคาจะปรับลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี

 

ปี 2557 ยุคยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

 

ในช่วงปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประเทศไทยเผชิญราคาน้ำมันในประเทศที่สูงขึ้น โดยราคาน้ำมันเบนซินแตะระดับ 49.15 บาทต่อลิตร ขณะที่ดีเซลอยู่ที่ประมาณ 29.99 บาทต่อลิตร แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะอยู่ที่ประมาณ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ปัจจัยภายในประเทศมีบทบาทสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภาษี การจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน การยกเลิกเบนซิน 91รวมถึงค่าเงินบาทที่อ่อนตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

 

ปี 2565 ยุคพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา การปะทุของสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ประกอบกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่จำกัดการส่งออกและการค้ากับรัสเซีย ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

...

 

แรงกระแทกดังกล่าวสะท้อนมาถึงประเทศไทย ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งทะลุ 49 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาดีเซลถูกตรึงไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร

จากวิกฤตราคาน้ำมันในแต่ละช่วงเวลา จะเห็นได้ว่าแม้สาเหตุจะเปลี่ยนไปตามบริบทของโลก ตั้งแต่สงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง ไปจนถึงกลไกตลาดและการเก็งกำไร แต่สิ่งที่ยังคงเดิมคือความเปราะบางของไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ผลกระทบจึงวนซ้ำในรูปแบบเดิม ทั้งราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ลุกลามไปสู่การเมือง

 

วิกฤตราคาน้ำมันในครั้งนี้จึงกลายเป็นเป็นโจทย์สำคัญว่าประเทศไทยจะสามารถหลุดพ้นจากวงจรวิกฤตนี้ได้หรือไม่