การที่ราคาน้ำมันทุกประเภทปรับตัวสูงขึ้นรวดเดียวถึง 6 บาทต่อลิตร มีผลวันที่ 26 มีนาคม 256 ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกอย่างมาก โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยสะสมทั้งในและต่างประเทศ ดังนี้
1. สาเหตุหลัก: การลดการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันฯ
ปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงที่สุดคือ มติของ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่ตัดสินใจ "ปรับลดอัตราชดเชย" หรือลดเงินอุดหนุนราคาน้ำมันลงอย่างกะทันหัน เนื่องจาก:
สภาพคล่องวิกฤต: กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงวันละประมาณ 2,592 ล้านบาท (หรือกว่า 8 หมื่นล้านบาทต่อเดือน) จนสถานะกองทุนติดลบหนัก การลดการอุดหนุนจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายเพื่อรักษาเสถียรภาพระยะยาว
สกัดการลักลอบ: ราคาในไทยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก (เช่น มาเลเซียที่ราคากระโดดไปเกือบ 40 บาท/ลิตร)ทำให้เกิดการกักตุนและลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ
...
2. ปัจจัยภายนอก: วิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเดือนมีนาคม 2569 จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์:
ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน: การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ตลาดกังวลเรื่องอุปทานขาดแคลน
การปิดช่องแคบฮอร์มุซ: ช่องแคบที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกถูกปิดกั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งทะลุ 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง
3. น้ำมันประเภทไหนมีโอกาสพุ่งสูงขึ้นอีก?
แม้จะปรับขึ้น 6 บาทไปแล้ว แต่น้ำมันกลุ่ม "พรีเมียม" และ "ดีเซล" ยังมีความเสี่ยงสูง:
กลุ่มพรีเมียม (Hi Premium): ในการปรับครั้งนี้ บางค่ายปรับขึ้นไปถึง 8 บาทต่อลิตร และมีแนวโน้มจะผันผวนตามตลาดโลกเร็วกว่ากลุ่มอื่นเนื่องจากไม่มีการอุดหนุน
ดีเซล: แม้จะปรับขึ้นมาแล้ว แต่หากราคาน้ำมันดิบโลกยังยืนระยะเหนือ 110-120 ดอลลาร์ กองทุนน้ำมันฯ อาจจำเป็นต้องปล่อยราคาให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้นเพื่อลดภาระหนี้