ครบรอบ 1 ปี สตง. “นักสิทธิแรงงาน” เผยความคืบหน้าและอุปสรรคการเยียวยา เมื่อรัฐเห็นค่าเอกสาร มากกว่าชีวิตคน ทำเหยื่อถอดใจก่อนได้รับความยุติธรรม
วันที่ 28 มีนาคม 2569 ครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมียนมา คร่าแรงงาน 93 ชีวิต ยังสูญหายอีก 3 ราย ตึกสูง 30 ชั้นที่ก่อสร้างในวงเงินงบประมาณ 2 พันล้านบาทพังทลายลงในชั่วพริบตา เทียบไม่ได้กับความเชื่อมั่นที่สูญสลาย และชีวิตคนนับร้อยที่จากไปไม่มีวันกลับ
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา แม้เรื่องราวจะค่อยๆ หายไปจากหน้าสื่อ แต่กระบวนการติดตามเยียวยายังคงไม่สิ้นสุด จากความซับซ้อนของเงื่อนไขทางกฎหมาย อุปสรรคด้านเอกสาร กำแพงเชื้อชาติและภาษา ทำหลายครอบครัวเหยื่อยอมถอดใจ แม้จะยังไม่ได้รับความยุติธรรมก็ตาม
วรชัย สนั่นสุข นักวิชาการกฎหมายและแรงงานข้ามชาติ มูลนิธิรักษ์ไทย องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรภาคประชาสังคมที่ได้เข้าช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่เกิดเหตุมาจนถึงปัจจุบัน เปิดเผยถึงกระบวนการและปัญหาในการช่วยเหลือเหยื่อตลอด 1 ปีที่ผ่านมาว่า หลังเกิดเหตุทันทีได้เข้าไปช่วยเหลือโดยการลงพื้นที่พร้อมกับเจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติเพื่อช่วยเป็นผู้ประสานงานทางภาษา เก็บข้อมูลเรื่องของความต้องการของผู้ประสบภัยและนำมาออกแบบวิธีช่วยเหลือเหยื่อและญาติ
...
ปัญหาที่พบในระยะแรก คือไม่สามารถระบุตัวตนผู้ประสบภัยได้ ไม่มีข้อมูลว่ามีคนงานในไซต์กี่คน ไม่รู้ว่านายจ้างที่เกี่ยวข้องกับลูกจ้างในที่เกิดเหตุมีใครบ้าง ทำให้มีปัญหาด้านการประสานงานกับสถานทูตประเทศต้นทางว่าต้องติดต่อไปยังครอบครัวของเหยื่ออย่างไร
ซึ่งทางมูลนิธิฯ ได้เข้าไปช่วยเหลือในเบื้องต้น โดยมอบเงินฉุกเฉินรายละ 10,000 บาท และมอบถุงยังชีพแต่ก็มีจำนวนไม่เพียงพอ
ในระยะต่อมาทางมูลนิธิก็ทำงานร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ภาคประชาสังคมที่ดูแลคนข้ามชาติที่ทำงานในไทย ว่าในเรื่องสิทธิทางกฎหมายว่าแรงงานเหล่านี้ควรได้รับสิทธิอย่างไรบ้าง และพาผู้ประสบภัยเข้ารับสิทธิจากภาคกระทรวงแรงงานหรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็เจอกับอุปสรรคที่ทำให้กระบวนการการเยียวยาไม่เป็นไปอย่างราบรื่น
ลูกจ้าง Sub-Contract แรงงานไร้ตัวตน
วรชัย เผยว่า ปัญหาที่พบมากคือการให้นิยามนิติสัมพันธ์ลูกจ้างนายจ้าง เนื่องจากตึก สตง.ที่ถล่มไปมีการจ้างผู้รับเหมาหลาย Sub-Contract หรือการที่ผู้รับเหมาหลักจ้างผู้รับเหมารายเล็กต่ออีกหลายเจ้า จนไม่สามารถระบุตัวตนหรือระบุตัวนายจ้างและแรงงานได้อย่างแน่ชัดว่าเป็นใครบ้าง
วรชัย เปิดเผยว่า กรณีของ Sub-Contract ที่เจอ มีการจ้างงานต่อกัน 3-4 ทอด ที่มีปัญหาคือผู้รับเหมารายเล็กที่ไม่ได้มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงลูกจ้างนายจ้าง โดยผู้รับเหมารายเล็กเหล่านี้ มักจ้างแรงงานที่เคยจ้างเดิมและอยู่ระหว่างการพักงานจากไซต์อื่น ให้มาทำงานที่ตึก สตง.ต่อโดยไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่มีการแจ้งเข้าทะเบียนกรมการจัดหางาน เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นลูกจ้างนายจ้างจริงหรือไม่
“อีกปัญหาคือ กลุ่มลูกจ้างต่างชาติไม่สามารถเพิ่มนายจ้างในระบบได้มากกว่า 1 ราย ทำให้ลูกจ้างที่ว่างงานหรือสัญญารับเหมาเดิมสิ้นสุดและยังไม่ได้สัญญารับเหมาใหม่ เมื่อมารับงานที่ตึก สตง.เป็นงานเสริมและตึกถล่ม ทำให้ลูกจ้างที่ทำงานอยู่ขณะนั้นไม่มีเอกสาร กลายเป็นไร้ตัว ซึ่งหากดูในเชิงการทำงาน เขาทำงานในตึกจริง แต่พอเกิดเหตุการณ์ปุ๊บก็ไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร ไร้ตัวตนไปเลย”
...
ขั้นตอนเอกสารซับซ้อน-ติดกำแพงภาษา
วรชัยชี้ว่า สำนักงานประกันสังคม ควรมีบทบาทสำคัญที่สุดในการเยียวยาชดเชยผู้เสียหาย ภายใต้ พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 แต่เรื่องเอกสาร การตีความนิยามลูกจ้าง นายจ้าง ทำให้หลายคนไม่ได้อยู่ภายใต้สิทธินี้ โดยเฉพาะแรงงาน Sub-Contract
“เรื่องนี้เป็นปัญหาในการตีความของหน่วยงานภาครัฐอย่างมาก เพราะมองตัวเอกสารมากกว่าการคุ้มครองหรือการเยียวยาของผู้เสียหาย เช่น กรมประกันสังคม เนื่องจากตัวลูกจ้าง-นายจ้างไม่ได้มีการแจ้งเข้าทะเบียนกรมการจัดหางาน สำนักงานประกันสังคมจึงตีความว่าพวกเขายังไม่ได้รับสิทธิคุ้มครองตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน”
ในการตีความ ทางประกันสังคมได้มีการทำหนังสือเวียนสอบถามไปยังกรมการจัดหางาน ใช้เวลาเกือบ 1 ปี โดยประกันสังคมมองว่าลูกจ้างและนายจ้างที่ไม่ได้สมัครเข้ากองทุนฯ ไม่ได้เป็นผู้ประกันตน เป็นลูกจ้างที่มีสิทธินอกกองทุนเงินทดแทน และออกใบคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชย ซึ่งหากนายจ้างมีศักยภาพเพียงพอก็สามารถจ่ายชดเชยโดยตรงได้ไม่เกิดปัญหาใด ๆ แต่หากไม่จ่าย ลูกจ้างต้องนำใบคำสั่งไปฟ้องร้องกับศาลด้วยตนเอง โดยที่ประกันสังคมลอยตัว
...
วรชัย เปิดเผยต่อว่า ในกระบวนการฟ้องร้องมีขั้นตอนทางเอกสารธุรการที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ในกรณีของแรงงานเมียนมา ก็ต้องเดินทางไปทำพาสปอร์ตและวีซ่าเพื่อเดินทางมายังประเทศไทย ต้องแปลเอกสารจากภาษาพม่าเป็นภาษาอังกฤษเพื่อขอการรับรองจากสถานทูต ก่อนแปลเป็นภาษาไทยเพื่อใช้เป็นเอกสารราชการในการยื่นรับรองว่าบุคคลนี้เป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ต้องมีการจ้างทนายเพื่อฟ้องร้องต่อศาล รอศาลรับฟ้องและบังคับคดี ซึ่งขั้นตอนมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงสภาวะบาดแผลทางจิตใจ ทำให้หลายรายถอดใจจนไม่ดำเนินการต่อ
“หลาย ๆ คนรู้สึกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นบาดแผลทางจิตใจ เลยเลือกที่จะรับเงินเยียวยาเท่าที่ได้และขอไม่พูดเรื่องนี้อีก ไม่ติดต่อหรือไม่ขอความช่วยเหลือมาแล้ว บางรายเลือกที่จะกลับประเทศบ้านเกิดแล้วดำรงชีวิตตามปกติ ไม่ขอกลับมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีก”
บาดเจ็บทางใจ บาดแผลที่จับต้องไม่ได้
วรชัย เผยว่า ในการชดเชยตามกฎหมายต้องมีเอกสารทางการแพทย์ระบุถึงอาการบาดเจ็บที่แพทย์รับรอง ซึ่งปัญหาคือ ยังไม่มีการรับรองว่าบาดแผลทางจิตใจเป็นแผลจากอุบัติเหตุการทำงาน เป็นอาการที่ทำให้สูญเสียศักยภาพการทำงาน ทำให้ลูกจ้างแรงงานต่างชาติหรือคนไทยก็ตามไม่ได้รับการเยียวยาบาดแผลทางจิตใจเลย
...
“เรามองเอกสารมาก่อนการคุ้มครองหรือการเยียวยาผู้เสียหายทั้งหมด ทำให้คนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ถ้าร่างกายยังแข็งแรงสมบูรณ์วันต่อมา พัก 1 วันถ้าสามารถทำงานได้ ก็ไปทำงานต่อที่ใหม่ได้เลย เพราะไม่มีใครมารับรองได้ว่าอาการทางจิตใจ คือการบาดเจ็บจากการทำงาน”
นอกจากนี้ ในกลุ่มลูกจ้างผู้รอดชีวิต ที่กลายเป็น “คนไร้ตัวตน” จากปัญหาเรื่อง Sub-Contract เมื่อฟื้นตัว หลายคนก็ย้ายไปทำงานที่ต่างจังหวัด ย้ายออกจากสิ่งแวดล้อมเดิม แต่บาดแผลทางจิตใจจากเหตุตึก สตง.ถล่ม ยังคงหลอกหลอนให้ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอย่างเคย
วรชัย เล่าว่า ลูกจ้างกลุ่มที่มีสภาวะบาดแผลในจิตใจ เมื่อมีสถานการณ์ที่คล้ายๆ กันเกิดขึ้น เช่น เสียงดัง ก็จะหวาดกลัว บางรายไม่สามารถทำงานบนพื้นที่สูงได้แล้ว พวกเขาเหล่านั้นไม่เพียงได้รับบาดแผลทางจิตใจ แต่ยังขาดความมั่นคงด้านการทำงานลงไปอีก เพราะหากมองในฐานะนายจ้าง แรงงานกลุ่มนี้กลายเป็นคนบกพร่องทางการจ้างงาน ขาดประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้อาจถูกลดเงินและงานลง ซึ่งเป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่งผลเสียต่อตัวแรงงานโดยตรง
นอกจากนี้เมื่อมีการย้ายไปทำงานนอกพื้นที่ หน่วยงานภาครัฐก็ไม่สามารถระบุหรือยืนยันได้ว่า แรงงานรายนี้เคยทำงานที่ไซต์ก่อสร้างตึก สตง. กระทบต่อการเยียวยาที่จะเกิดขึ้นตามมา
ความคืบหน้าการเยียวยา
วรชัยเปิดเผยว่า ปัจจุบันได้ดูแลลูกจ้างจากเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่ม จำนวน 25 คน โดยความคืบหน้าล่าสุดหลาย ๆ คนได้รับเงินเยียวยาจากสำนักนายกรัฐมนตรี และกรมบรรเทาและป้องกันสาธารณภัย (ปภ.) ภายใต้กระทรวงมหาดไทย รวมถึงได้รับเงินจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นค่าจัดการศพประมาณคนละ 10,000 บาท
ในส่วนของการเยียวยาจากหน่วยงานหรือบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นเรื่องของมนุษยธรรมที่ต้องทดแทนให้กับผู้ประสบภัยจากการประกอบธุรกิจของบริษัท เบื้องต้นมีการจ่ายเงินเยียวยาจากบริษัทผู้รับเหมาโครงการ คือ บ.อิตาเลียนไทย และ China railway ในเคสที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นหนึ่งใน Sub-Contract จริง ตรวจสอบแล้วมีการไล่เบี้ย มีหลักฐานประจักษ์ว่าเกี่ยวข้องกัน
หน่วยงานรัฐล่าช้า เพราะเกรงใจ สตง.?
ในส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เนื่องจาก สตง.เป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐอื่นๆ ทำให้หลายหน่วยงานไม่กล้าออกเอกสารให้นั้น วรชัย มองว่าอาจมีปัญหานั้นอยู่ โดยเห็นความผิดปกติในเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐสามารถยกหูคุยกันได้โดยตรง
อย่างเรื่องของความหมายและนิยามของ “นิติสัมพันธ์ลูกจ้างนายจ้าง” ที่หน่วยงานภายใต้กระทรวงแรงงานให้ความหมายไม่เหมือนกัน แม้จะอยู่ในรั้วเดียวกัน อยู่ภายใต้กระทรวงและรัฐมนตรีคนเดียวกันก็ตาม แต่แทนที่หน่วยงานเหล่านี้จะติดต่อกันโดยตรงกลับใช้กลไก “หนังสือเวียน” ทำให้กระบวนการเป็นไปอย่างล่าช้า
“ระหว่างสำนักงานประกันสังคมและกรมการจัดหางาน ก็ใช้หนังสือเวียนกันไปกันมา ต้องใช้เวลาเกือบ 1 ปีในการให้ความหมายของลูกจ้างนายจ้าง ซึ่งเราเห็นว่าเป็นความผิดปกติที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการถูกติดตามหรือไม่”
หน่วยงานรัฐควร “คุ้มครองคน” มากกว่าเป็นแค่ “พนักงานตรวจเอกสาร”
วรชัย ทิ้งท้ายไปถึงหน่วยงานที่มีอำนาจและหน้าที่รับผิดชอบ ว่าอยากให้มองความเป็นมนุษย์ มากกว่าการให้ความสำคัญแค่พยานเอกสาร การคุ้มครองคนทำงานควรเริ่มตั้งแต่ “เหงื่อตก” ลูกจ้างหากประสบเหตุจากการทำงานไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือต่างชาติ ควรได้รับการคุ้มครองจากหน่วยงานภาครัฐทันที โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ว่าเป็นผู้ประกันตนมานานเท่าไหร่ หรือมีสัญญาจ้างหรือไม่ มีนิติสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างนายจ้างอย่างไร สำนักงานประกันสังคมหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องควรสำรองจ่ายเงินชดเชยไปก่อน เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ อัตราค่าแรงที่สูงขึ้น นายจ้างขาดแคลนแรงงาน ลูกจ้างรู้สึกว่าการทำงานไม่ปลอดภัย
“เมื่อคนทำงานประสบเหตุจากการทำงาน ก็มีความคาดหวังว่าจะได้รับการดูแลจากหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล การหยุดงาน การขาดรายได้ การชดเชยจากการสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิต ผมคิดว่าหน่วยงานภาครัฐควรเปลี่ยนแปลงบทบาทการทำงาน จากพนักงานตรวจเอกสาร กลับมาเป็นพนักงานคุ้มครองสิทธิให้กับคน”
