มองวิกฤตน้ำมันผ่าน “รถพุ่มพวง” เจ้าของเผย ต้องลดระยะทางวิ่ง-แบกต้นทุนสินค้าพุ่งสูงทุกชนิด กำไรหด ชี้ผลกระทบหนักตกที่คนรากหญ้า
จากเหตุการณ์ปะทะระหว่าง “สหรัฐฯ - อิสราเอล” และ “อิหร่าน” ที่ปะทุมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สร้างแรงสั่นสะเทือนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก โดยมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำมัน และกระทบการเดินเรือผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน ราคาผันผวนอย่างหนัก
ไทย ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจาก 1 ใน 3 ของพลังงานที่ใช้ในประเทศต้องขนส่งผ่านช่องแคบนี้ ซึ่งรัฐบาลได้แก้ปัญหาโดยการเร่งนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น และให้กองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อไม่ให้พุ่งสูงเกินไป พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอมากกว่า 100 วัน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงคือหน้าสถานีบริการน้ำมันหลายแห่ง มีน้ำมันไม่เพียงพอให้บริการ จนต้องมีการจำกัดโควตาการเติมน้ำมันไม่เกิน 300-1,000 บาท ห้ามนำแกลลอนหรือภาชนะมาบรรจุน้ำมัน ไปจนถึงต้องปิดทำการก่อนเวลาเนื่องจากน้ำมันหมดเกลี้ยง โดยประชาชนต้องไปต่อคิวแต่เช้าตรู่เพื่อเติมน้ำมัน หรือต้องขับรถตามหาน้ำมันหลายปั๊มจึงจะได้เติม
ทางการชี้แจงว่าเกิดจากความผิดปกติในการส่งน้ำมันให้กลุ่ม “จ๊อบเบอร์” หรือผู้ค้าคนกลาง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไม่ได้รับน้ำมันตามแผน รถขนส่งและโรงงานต่าง ๆ จึงต้องหันมาแย่งเติมน้ำมันที่สถานีบริการทั่วไปแทน เมื่อความต้องการเติมเพิ่มขึ้นหลายเท่า ทำให้ขนส่งไม่ทันเวลา
...
มองวิกฤตน้ำมันผ่าน "รกพุ่มพวง"
ปัญหาน้ำมันที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการดำรงชีวิตและค่าครองชีพของประชาชน ทำให้ต้นทุนการเดินทาง การขนส่ง และภาคการผลิตเพิ่มมากขึ้น ส่งผลสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการปรับตัวสูงขึ้นด้วย โดยหนึ่งในอาชีพที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมคือ “รถพุ่มพวง” ที่ต้องเติมน้ำมันรถและซื้อสินค้ามาเพื่อตระเวนจำหน่าย และยังเป็นอาชีพที่เข้าถึงกลุ่มคนรากหญ้า คนตัวเล็กตัวน้อย ได้เห็นผลกระทบของวิกฤตนี้โดยตรง
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับ นายธีระยุทธ รื่นเริง เจ้าของเพจรถกับข้าวซิ่ง เปิดเผยว่า รถพุ่มพวงของตนใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็เจอปัญหาหาน้ำมันเติมได้ยากเพราะแต่ละปั๊มน้ำมันหมดเกลี้ยง หรือจำกัดโควตาการเติมไม่เกิน 500 บาทต่อครั้ง ทำให้ตนต้องเปลี่ยนมาเติมน้ำมันทุกวัน วันละ 500 บาท จากปกติที่เติม 1,000 บาททุก 3 วัน เพื่อสำรองให้มีน้ำมันติดรถตลอดเวลา เผื่อวันหนึ่งเกิดไม่สามารถหาน้ำมันเติมได้
นายธีระยุทธ เปิดเผยต่อว่า ปกติวิ่งค้าขายในพื้นที่ จ.สุรินทร์ วันละเกือบ 100 กม. โดยแบ่งเป็น 2 รอบ คือรอบเช้า 06.00-11.00 น. ก่อนจะกลับเข้ามาพัก จากนั้นจะวิ่งรอบเย็นคือ 15.00-18.00 น. แต่เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมัน หากวันนั้นของเหลือน้อยแล้วก็อาจวิ่งไม่ครบตามเส้นทางปกติหรือเลือกจะไม่วิ่งรอบเย็นเพื่อสำรองน้ำมันไว้ขับไปซื้อของในวันต่อไป
“ถ้าวันไหนน้ำมันเหลือน้อยมาก ก็เลือกไม่วิ่งจนสุดเส้นทางที่วิ่งเป็นประจำ หรือเลือกที่จะไม่วิ่งในช่วงเย็นเพื่อเก็บน้ำมันไว้ใช้ในวันต่อไป เพราะไม่รู้ว่าจะได้น้ำมันมาวิ่งขายของไหม ที่ต่างจังหวัดปั๊มน้ำมันมักเปิดตอนตี 5 แต่ต้องไปซื้อของตั้งแต่ตี 1 ถ้าซื้อของแล้วไม่มีน้ำมันวิ่งขายก็จบ”
สถานการณ์ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทบกับรายได้พอสมควร เพราะต้องตัดสินใจว่าจะเก็บน้ำมันเอาไว้ขายรอบเช้าพรุ่งนี้หรือเลือกไปขายตอนเย็น สมมติว่าในการขายรอบเช้าวันนั้นได้เงินพอต้นทุนแล้ว ต้องขายรอบเย็นเพื่อได้กำไร แต่ถ้าหากเลือกที่จะเก็บน้ำมันเอาไว้ ก็เท่ากับว่าวันนั้นขายของไม่ได้กำไรเลย
นอกจากนี้เมื่อน้ำมันขึ้นราคา ก็ส่งผลให้ราคาสินค้าต่างๆ ปรับขึ้นตามไปด้วยและยังหาซื้อยากกว่าเดิม หลายครั้งที่สั่งสินค้ากับพ่อค้ารายใหญ่ให้มาส่งที่บ้านก็ได้ของบ้าง ไม่ได้ของบ้าง หรือได้ไม่ครบตามออเดอร์ หากไปซื้อสินค้าจากตลาดสดก็มีราคาแพงจนนำมาขายต่อก็ไม่ได้กำไร เท่ากับว่าต้นทุนในการประกอบอาชีพเพิ่มสูงขึ้นทุกอย่าง ทางลูกค้าก็กำลังซื้อลดลง ทำให้ขายไม่ดีเท่าแต่ก่อน โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่มีคู่แข่งเพิ่มขึ้น มีร้านขายของสด ซูเปอร์มาร์เก็ตไปเปิดตามหมู่บ้านมากขึ้น
“ทุกอย่างที่ผมรับมาขายขึ้นราคาหมดเลย ผักอย่างกะหล่ำปลีถุง 5 กก. ปกติอยู่ที่ 60 บาทตอนนี้ขึ้นมาเป็น 100 บาท โดยแม่ค้าที่นำมาขายก็รับมาจากอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด นครราชสีมา แต่ตอนนี้ก็เจอปัญหาไม่มีน้ำมันขนส่งให้ หรืออย่างกระเจี๊ยบ ก็ราคาขึ้นเท่าตัว จากปกติ 9 กก. 90 บาท ก็ขึ้นเป็นเกือบ 200 บาท”
...
พวกเนื้อต่างๆ เช่น เนื้อหมูก็ปรับราคาขึ้นแล้ว 3-4 ครั้ง ตอนนี้ตลาดขายส่งที่ประมาณ กก.ละ 140 บาท ถ้าเอามาขายต่อ 150 บาทก็แทบไม่ได้กำไร เลยต้องไปสั่งจากรายใหญ่ที่ขายประมาณ 110-120 บาทแทน ส่วนเนื้อไก่ทุกส่วนก็ราคาปรับขึ้นหมด เฉลี่ยที่เกือบ กก.ละ 20 บาท เช่น ราคาปีกบนที่ตลาดสด ปกติขายส่งที่ 80-85 บาท แต่ปัจจุบัน 90-95 บาท, ไข่ไก่เบอร์ 1 ที่ตลาดสดขายส่งที่ 120 บาท ตอนนี้ขึ้นเป็น 130 บาท หากสั่งจากบริษัทใหญ่ก็พบว่าราคาปรับขึ้นแล้วประมาณ 3-4 บาทต่อแผง เป็นต้น รวมถึงค่าอุปกรณ์ต่างๆ อย่างถุงพลาสติก ห่อละ 0.5 กก. ก็ขึ้นราคาประมาณ 3 บาท
นายธีระยุทธ เปิดเผยต่อว่า ยังมีปัญหาสินค้าขาดแคลนด้วย บางครั้งสั่งตรงจากบริษัทใหญ่ไป 50 กก.ได้แค่ 10 กก. สั่งไข่ไก่ 50 แผง ได้มาแค่ 10 กว่าแผงก็มี โดยผลกระทบจากต้นทุนราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องและหลายครั้ง ทำให้ตั้งราคาขายปลีกได้ยาก เพราะปกติตนแบ่งขายเป็นถุงละ 20 บาทไม่ได้ขายยกกิโลกรัม ที่สามารถบวกราคาเป็นตัวเลขกลมๆ ได้ และถ้าหากขึ้นราคาก็ไม่มีคนซื้ออีก เลยต้องยอมขายราคาเดิมเพื่อให้อยู่รอดไปวันๆ ยอมได้กำไรน้อยลงไปก่อน
...
นอกจากนี้การเป็นรถพุ่มพวงวิ่งขายของตามหมู่บ้านต่างๆ ทำให้เห็นผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในหมู่เกษตรกร ที่ต้องหาน้ำมันมาเติมรถไถ รถแทรกเตอร์ที่ต้องใช้ทำสวนทำนา แต่ตอนนี้หลายปั๊มห้ามไม่ให้นำแกลลอนมาเติมน้ำมัน ทำให้การทำเกษตรต้องหยุดชะงักไป โดยในช่วงนี้เดือนมีนาคม เป็นเดือนสุดท้ายในการชำระหนี้ ธ.ก.ส.ทำให้ชาวบ้านมีกำลังซื้อน้อยกว่าปกติเป็นทุนเดิมด้วย
วอนรัฐบาลแก้ปัญหา
นายธีระยุทธ มองว่าที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลก็มีคำพูดสวยหรูในการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแต่ก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง โดยเชื่อว่าตอนนี้น้ำมันไม่ได้ขาดแคลนและอยากให้แก้ไขในเรื่องของการบริหารจัดการให้มีน้ำมันเพียงพอเติมในแต่ละปั๊ม ซึ่งกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักมากคือเกษตรกร เนื่องจากใกล้ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวนาปรัง และเข้าสู่การทำนาปี และตอนนี้กลับไม่สามารถเอาแกลลอนไปเติมน้ำมันที่ปั๊มได้ โดยเชื่อว่าส่วนใหญ่นำมาใช้งานจริงๆ ไม่ได้เอามากักตุนแน่นอน
“เกษตรกรตามต่างจังหวัดไม่มีกำลังซื้อมากพอจะซื้อน้ำมันมากักตุนจนทำน้ำมันขาดแคลน ถ้ามีชาวบ้านเอาแกลลอนไปขอเติมน้ำมันก็ขายให้เขาเถอะ เพราะรถไถ รถอีแต๊กมันขับไปไม่ถึงปั๊ม”
