เช็กอาการ "ฝ่ายค้าน" หลังโหวตประธานสภา สะท้อนภาพอ่อนแอ-ไร้เอกภาพ ทอดไมตรีหวังร่วมรัฐบาล? "นักวิชาการ" มองแข็งแกร่งได้แม้ไม่เป็นเนื้อเดียว เชื่อทำเต็มที่หวังผลเลือกตั้งรอบหน้า
จากกรณีการโหวตเลือก “ประธานสภา” และ รองประธานสภาคนที่ 1 และ 2 เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา “พรรคประชาชน” ที่มี สส.มากที่สุด และถูกวางตัวครองตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ได้เสนอชื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้ท้าชิงเก้าอี้ประธานสภา แข่งกับนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคแกนนำรัฐบาล ที่เป็นสายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์
เมื่อถึงโหวตประธานสภา ทางพรรคร่วมฝ่ายค้านหลัก อย่างพรรคกล้าธรรม ซึ่งมี 58 เสียง และพรรคประชาธิปัตย์ 22 เสียง ได้ลงคะแนน “งดออกเสียง” เกิดเป็นคำถามว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความอ่อนแอและไร้เอกภาพของพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือไม่ รวมถึงมีคนตั้งข้อสังเกตว่านี่คือการ “ทอดไมตรี” หวังข้ามขั้วร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยในอนาคต
...
กธ.-ปชป.แจงปมงดออกเสียง ยันไม่ใช่ทอดไมตรี
เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ในฐานะแกนนำพรรคกล้าธรรม (กธ.) ชี้แจงกรณีนี้ว่าเป็นมติของพรรคที่พิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่มีบุคคลเหมาะสมที่จะให้การสนับสนุน จึงเลือกงดออกเสียงดีกว่า พร้อมย้ำว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากตนเพียงคนเดียว แต่เป็นมติของพรรค
ส่วนการถูกตั้งคำถามว่าการงดออกเสียงดังกล่าว เป็นการรอจังหวะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า พรรคกล้าธรรมมีหลักการ มีอุดมการณ์ และมีจุดยืนของตัวเอง ไม่ได้ดำเนินการทางการเมืองเพื่อรอเข้าร่วมรัฐบาล
ขณะที่ประเด็นการโหวตเลือกนายกฯ พรรคกล้าธรรมจะเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ เพราะยังไม่มีการหารือภายในพรรคอย่างเป็นทางการ ส่วนกระแสข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หลังมีการกล่าวถึงคำว่า “ความเป็นเพื่อนไม่มีวันหมดอายุ” นั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ชีวิตของตนมีเพื่อน มีพี่ มีน้องจำนวนมาก และยึดถือหลักการสำคัญมาตลอดว่า “ไม่ฆ่านาย ไม่ขายเพื่อน”
ส่วนจะสนับสนุน นายอนุทิน ให้เป็นนายกฯหรือไม่นั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่งต้องแยกออกจากความสัมพันธ์ส่วนตัว
ด้านพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ชี้แจงถึงสาเหตุการโหวตงดออกเสียง ว่า พรรคประชาชนได้ตัดสินใจเสนอชื่อโดยไม่ได้มีการพูดคุยหรือขอมติร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นล่วงหน้า และยังขัดกับรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้ ผู้นำฝ่ายค้านต้องมาจากพรรคที่ไม่มีสมาชิกดำรงตำแหน่งประธานหรือรองประธานสภาฯ
นอกจากนี้ยังมองว่าการเสนอชื่อครั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความสนใจมากกว่าหวังชนะ ทาง ปชป.จึงเลือกที่จะไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าว พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่พรรคบริวารของใคร มีแนวทางและกระบวนการตัดสินใจที่เป็นอิสระตามมติพรรค
ในส่วนของการทอดไมตรีหวังร่วมรัฐบาลนั้น วันนี้ (17 มี.ค.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรค ปชป.ได้ตอบคำถามนี้ทางมุมการเมือง ช่อง Thai PBS ว่า ขณะนี้ยังไม่มี “วิปฝ่ายค้าน” เกิดขึ้น ทำให้ยังไม่มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ ซึ่งทางพรรคประชาชนได้โทรศัพท์มา “แจ้ง” ว่าจะมีการเสนอชื่อ แต่ก็ไม่ได้ขอให้ร่วมโหวต ทางพรรคจึงมีการพูดคุยและเห็นตรงกันว่าจะงดออกเสียง เพื่อแสดงความเป็นกลาง ยืนยันว่าจะไม่เป็นปัญหาในการทำงานต่อจากนี้แน่นอน เพราะจะมีวิปฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ชัดเจน
“สำหรับประชาธิปัตย์ งานนี้ไม่มีการทอดไมตรีเด็ดขาด ชัดเจน อยู่ฝ่ายไหนก็ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ซึ่งเราเองชัดเจนแล้วว่าอยู่ฝ่ายค้าน ใช้กลไกนิติบัญญัติตรวจสอบรัฐบาล และจะเริ่มต้นตั้งแต่การแถลงนโยบายที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ และเราเตรียมคนอภิปรายไว้แล้ว”
...
อ่านท่าที "งดออกเสียง"
ร.อ.ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ รอง ผอ.วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า มองว่า การที่พรรคร่วมฝ่ายค้านงดโหวตตัวแทนชิงประธานสภาจากพรรคประชาชนนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากไม่มีการพูดคุยกันในภาพรวมของพรรคฝ่ายค้านทั้งหมด และการเสนอโหวตประธานสภาโดยปกติชัดเจนมาตั้งแต่ต้นว่าพรรครัฐบาลจะเป็นฝ่ายชนะ ส่วนใหญ่พรรคฝ่ายค้านจึงไม่ค่อยมีการเสนอชื่อแข่งหรือหากเสนอชื่อก็เป็นเพียงพิธีเท่านั้น
ในส่วนที่พรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์งดออกเสียง เป็นการทอดไมตรีเพื่อร่วมรัฐบาลในอนาคตนั้น ส่วนตัวมองว่าก็มีความเป็นไปได้ เพราะปัจจุบันก็ยังไม่มีการโหวตนายกฯ จัดตั้ง ครม.อย่างเป็นทางการ แต่ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ยากใน ครม.อนุทินชุดแรก เพราะมีการเกลี่ยโควตารัฐบาลกันเรียบร้อยแล้ว หากดึงพรรคอื่นมาเพิ่มภูมิใจไทยจะเสียโควตารัฐมนตรีมากพอสมควร
อย่างไรก็ดียังไม่ตัดโอกาสความเป็นไปไม่ได้ แม้ไม่ได้ร่วมรัฐบาลในครั้งนี้แต่หากในอนาคตภูมิใจไทยเกิดมีการหักกับเพื่อไทย ก็มีโอกาสที่จะดึงกล้าธรรมหรือประชาธิปัตย์ เข้าไปทดแทนได้
“การเมืองไทยไม่สามารถตัดตัวเลือกใดออกได้เลย แต่ก็ต้องวิเคราะห์กันในหลายๆ มุม คนอาจจะมองว่าเป็นการทอดไมตรีเพื่อรอร่วมรัฐบาล แต่ขณะเดียวกันก็อาจเพราะไม่อยากโหวตให้พรรคประชาชน เนื่องจากมีทิศทางที่ไม่ตรงกันหรือไม่”
...
ฝ่ายค้านเข้มแข็งได้แม้ไร้เอกภาพ
ส่วนที่มีการมองว่า ฝ่ายค้านชุดนี้อาจเป็นฝ่ายค้านที่อ่อนแอที่สุด เนื่องจากไม่มีความเป็นหนึ่งเดียว มีจุดยืนและแนวทางการทำงานที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังมีกรณีที่หลายคนกล่าวหาว่าองค์กรอิสระอาจเป็นองคาพยพเดียวกับรัฐบาล จนทำให้การตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่
ร.อ.ดร.จารุพล มองว่า ต้องแยก “ความอ่อนแอ” และ “การเป็นเนื้อเดียว” ออกจากกันก่อน ส่วนตัวมองว่าฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อเดียวกันก็สามารถแข็งแรงได้ หากทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ แม้รูปแบบหรือแนวทางของแต่ละพรรคจะไม่เหมือนกันก็ตาม
“ประชาธิปัตย์ หรือกล้าธรรมอาจไม่ได้ทำเหมือนพรรคประชาชน แต่ในบทบาทของฝ่ายค้านคิดว่าเขาก็คงทำเต็มที่ เพื่อเป็นการแสดงความสามารถให้ประชาชนได้เห็น คงไม่มีใครเอาบทบาทตรงนี้ไปแลกกับภาพลักษณ์ที่ไม่ดี”
หากเปรียบเทียบกับฝ่ายค้านในรัฐบาลชุดก่อนที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งคือรัฐบาลอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ในครั้งนั้นพรรคประชาชนมีผลงานที่โดดเด่น เชื่อว่าในครั้งนี้ก็คงเดินหน้ารักษามาตรฐานเดิม
...
ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็เป็นพรรคที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ในการเป็นฝ่ายค้าน เชื่อว่าคาดหวังการทำงานที่เข้มข้นในครั้งนี้ได้ ส่วนพรรคกล้าธรรมนั้น หากต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านจริงๆ ก็คงทำหน้าที่เต็มที่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับพรรค
“การเป็นฝ่ายค้านก็ไม่ได้เป็นข้อเสียอย่างเดียว มันก็มีข้อดีอยู่ด้วย เป็นพื้นที่ให้โชว์บทบาทต่อพี่น้องประชาชน ดาวสภาที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยมาจากรัฐบาล แต่มาจากฝ่ายค้าน ซึ่งหากมีดาวสภาเกิดขึ้นก็เป็นผลดีต่อพรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไป”
ส่วนข้อครหาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระนั้น ร.อ.ดร.จารุพล มองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีคนตั้งข้อสังเกตกัน แต่จะให้ไปชี้ชัดอย่างนั้นก็อาจไม่เป็นธรรม โดยเบื้องต้นก็ต้องเชื่อมั่นในระบบของประเทศว่ายังสามารถดำเนินการหรือทำหน้าที่ของตัวเองได้
“การที่เราจะไปชี้ว่าเขาเป็นฝ่ายเดียวกันและจะไม่ทำหน้าที่ ก็คงตั้งข้อสังเกตได้แต่จะให้ฟันธงเช่นนั้นเลยก็ยาก เพราะก็ไม่แฟร์กับทุกฝ่าย”
ร.อ.ดร.จารุพล ทิ้งท้ายว่า จากนี้เข้าสู่ช่วงท้ายของการจัดตั้งรัฐบาล โดยคิดว่าคงไม่มีอะไรพลิกจากโผที่วางกันไว้ เพราะจะกระทบกับโควตารัฐมนตรี แต่ในอนาคตอาจมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ก็ต้องจับตากันต่อไป เพราะการเมืองไทยสามารถพลิกได้ทุกเมื่อ