น้ำมันแพง ส่องทางรอด ลดภาษีน้ำมัน พยุงดีเซล-กองทุนน้ำมัน ได้จริงหรือ ประชาชนต้องแบกหนักเหมือนเดิม การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นเครื่องมือทางการเงินที่รัฐบาลมักนำมาใช้เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนโดยตรง แต่การลดภาษีนี้มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" ซึ่งปัจจุบันมีสถานะติดลบอย่างหนัก

 

ผลต่อราคาน้ำมันหน้าปั๊ม

หากรัฐบาลประกาศลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เช่น ดีเซล ทุกๆ 1 บาทที่ลดภาษี ราคาน้ำมันหน้าปั๊มมีโอกาสลดลงได้สูงสุด 1 บาททันที

ในทางปฏิบัติ: รัฐบาลมักลดภาษีดีเซลครั้งละ 1–5 บาทต่อลิตร

ข้อควรระวัง: บ่อยครั้งที่รัฐบาลไม่ได้ส่งผ่านภาษีที่ลดลงไปยังผู้บริโภคทั้งหมด 100% แต่แบ่งส่วนหนึ่งไปช่วย "ลดการชดเชย" จากกองทุนน้ำมัน เพื่อไม่ให้กองทุนฯ ติดลบเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป

 


ผลต่อสถานะ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง"

ภาษีสรรพสามิต และ เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน เป็นคนละส่วนกัน

...

การลดภาษี ไม่ได้ช่วยลดหนี้กองทุนน้ำมันที่ติดลบอยู่แล้ว ของกองทุนน้ำมันโดยตรง แต่ช่วย "ชะลอการไหลออก" ของเงินกองทุนได้ หากรัฐบาลเลือกที่จะคงราคาน้ำมันหน้าปั๊มไว้ที่เดิม แล้วเอาส่วนต่างภาษีที่ลดไปทดแทนเงินชดเชยจากกองทุน

ตัวอย่าง สมมติปัจจุบันกองทุนต้องควักเงินชดเชยดีเซลอยู่ 4 บาท/ลิตร เพื่อให้ราคาขายปลีกอยู่ที่ 33 บาท

ถ้ารัฐลดภาษีลง 2 บาท แล้วให้ขายราคาเดิมที่ 33 บาท เท่ากับกองทุนจะจ่ายชดเชยลดลงเหลือแค่ 2 บาท/ลิตร

ผลลัพธ์: กองทุนน้ำมันจะมีรายจ่ายลดลง (หรือติดลบน้อยลง) ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน (คำนวณจากการใช้ดีเซลประมาณ 60-70 ล้านลิตร/วัน)

 


ผลกระทบด้านรายได้รัฐ (Trade-off)

การลดภาษีน้ำมันคือ "ดาบสองคม" 

กระทรวงการคลังเสียรายได้: การลดภาษีดีเซล 1 บาท/ลิตร ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน

เพดานหนี้: เมื่อรัฐขาดรายได้จากภาษี ก็อาจต้องกู้เงินเพิ่มขึ้น หรือบริหารงบประมาณส่วนอื่นได้ยากขึ้น

ตารางสรุปผลกระทบ (โดยประมาณ)

รายการ

ผลกระทบต่อราคาน้ำมัน

ผลกระทบต่อกองทุนน้ำมัน

ผลกระทบต่อรายได้รัฐ

ลดภาษี 1 บาท

ลดลง 0 - 1 บาท

ลดภาระชดเชย2,000 ลบ./เดือน

รายได้หายไป 2,000 ลบ./เดือน

ลดภาษี 5 บาท

ลดลง 0 - 5 บาท

ลดภาระชดเชย10,000 ลบ./เดือน

รายได้หายไป10,000 ลบ./เดือน

...