กองทุนน้ำมันฯ ความหวังตรึงราคาพลังงานยุคสงคราม “นักวิชาการ” เผย ติดลบหนักพยุงได้อีกไม่นาน บทเรียนรัฐบาลใช้ในช่วงไม่วิกฤต แนะปรับโครงสร้างราคา-เพิ่มปริมาณสำรองเชิงยุทธศาสตร์

จากกรณีสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบราคา “น้ำมัน” เพิ่มสูงทั่วโลก ล่าสุดทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ซึ่ง “ประเทศไทย” เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากมีการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศค่อนข้างสูง ขณะนี้ทางกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้จ่ายเงินอุดหนุนเพื่อตรึงราคาดีเซลให้ขายปลีกอยู่ที่ประมาณ 30 บาท

มีรายงานว่า ณ วันที่ 9 มี.ค. 2569 กองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 11.73 บาท เพิ่มขึ้นจากวันที่ 6 มี.ค.ที่อุดหนุนลิตรละ 9.57 บาท โดยกองทุนน้ำมันฯ ต้องใช้เงินอุดหนุนเฉลี่ยประมาณวันละ 700 ล้านบาท เกิดเป็นคำถามและความกังวลในสังคมว่า กองทุนน้ำมันฯ จะแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้อีกนานแค่ไหน?

...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้กับ ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก เนื่องจากน้ำมันไม่สามารถขนส่งออกจากตะวันออกกลางได้สะดวก รวมถึงความกังวลของตลาดต่อสงคราม ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ในส่วนของประเทศไทยนั้น แม้สามารถผลิตน้ำมันได้แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศ โดย 80% ต้องนำเข้ามา และส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลาง หากภาครัฐไม่ได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนในตอนนี้ ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขนส่งและภาคธุรกิจ น่าจะอยู่ 40 บาทต่อลิตรแล้ว ซึ่งการยังคงราคาไว้ช่วยลดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง แต่อาจต้องมีการทยอยปรับสูงขึ้นเล็กน้อยในอนาคต

“น้ำมันเกือบทุกประเภทได้รับผลกระทบ แต่สำหรับประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับน้ำมันดีเซลมากหน่อย เนื่องจากเป็นน้ำมันที่ทั้งภาคขนส่ง เกษตร และอะไรหลายอย่างที่ส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพประชาชน”

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์

กองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนวันละ 700 ล้าน

สำหรับกรณีที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องใช้เงินอุดหนุนเฉลี่ยวันละ 700 ล้านบาท เพื่อตรึงราคาดีเซลนั้น ดร.อารีพร มองว่า มีความจำเป็นและเหมาะสมแล้ว เพราะตอนนี้ประเทศไทยแทบไม่มีทางเลือกอื่น แต่ก็เป็นบทเรียนสำหรับภาครัฐของไทย ที่ในอดีตเคยใช้กองทุนน้ำมันตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ในระยะเวลานานในช่วงที่ไม่ได้เกิดวิกฤต เป็นการใช้ผิดวัตถุประสงค์ แทนที่จะสามารถนำเงินส่วนนั้นมาช่วยพยุงในภาวะที่เกิดวิกฤตจริงๆ อย่างเช่นในปัจจุบัน

ดร.อารีพร เผยต่อว่า ตอนนี้บอกได้ยากว่ากองทุนน้ำมันจะช่วยพยุงได้อีกนานแค่ไหน แต่คิดว่าคงไม่นาน เพราะตอนนี้ก็ขาดทุนแล้ว ซึ่งภาครัฐก็ต้องหามาตรการอื่นมาให้กองทุนน้ำมันสามารถยังอุดหนุนเพิ่มขึ้น เช่น การออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันกองทุนน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งกองทุนน้ำมันมีเพดานในการชดเชยอยู่แต่ในช่วงเหตุการณ์วิกฤตเช่นนี้อาจต้องมีการปรับให้สูงขึ้น หรืออนุโลมให้บวกลบได้

ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน

สำหรับโครงสร้างราคาน้ำมันที่ควรจะเป็นของประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะนั้น ดร.อารีพร มองว่า อันดับแรกมองว่า ประเทศไทยไม่ควรจะอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ เพราะว่าประเทศไทยไม่ได้ใช้น้ำมันจากสิงคโปร์ และมีค่าขนส่งและค่าประกันภัยบวกอยู่ในต้นทุน และหันมาใช้ราคาหน้าโรงกลั่นของประเทศไทยแทน ซึ่งก็ต้องมีมาตรการในการดูแลว่าราคาน้ำมัน ต้นทุนหน้าโรงกลั่นทั้ง 6 โรงของไทยอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด

...

อันดับสอง คือการเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศให้มากขึ้น เพราะไม่อาจทราบได้ว่าวิกฤตแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ ตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็จะเห็นได้ว่าปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เกิดถี่มากขึ้น ซึ่งน้ำมันเป็นสินค้าแรกที่ได้รับผลกระทบ

ก่อนหน้านี้ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีการใช้กองทุนน้ำมันชดเชยค่อนข้างนาน และทำให้กองทุนติดลบมาในระยะยาว และจากนั้นภาครัฐยังใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนราคาดีเซลต่อเนื่องอีก จนเพิ่งจะมายกเลิกเมื่อไม่นานมานี้และทำให้กองทุนกลับมาเป็นบวกในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

ในกรณีประเทศอื่นๆ เกิดปัญหาเช่นเดียวกับไทยหรือไม่นั้น ดร.อารีพร เผยว่า ต้องแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือกลุ่มประเทศที่สามารถผลิตน้ำมันได้เอง ซึ่งคงไม่ได้รับผลกระทบมากนักในเรื่องของอุปทาน แต่คงได้รับผลกระทบในเรื่องราคาที่เป็นไปตามตลาดโลก อีกกลุ่มคือประเทศผู้นำเข้า คงได้รับผลกระทบคล้ายกับประเทศไทย ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศจะมีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ประเทศไทยจึงต้องเร่งหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาให้ทันก่อนประเทศอื่นๆ

“ณ วันนี้กองทุนน้ำมันก็ติดลบวันละหลายร้อยล้านบาทแล้ว ก็คงจะได้อีกไม่นาน แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็ยังต้องใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนในระยะนี้ไว้ก่อน และเป็นบทเรียนรัฐบาลไทย ว่าต้องวางมาตรการลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศอย่างจริงจังมากกว่านี้” 

...

“กระทรวงพลังงาน” เร่งออกมาตรการเพิ่ม 

วันนี้ (9 มีนาคม 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม และ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ร่วมประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านพลังงานที่เกิดขึ้น

นายพิพัฒน์ ได้เผยหลังการประชุมยืนยันว่าปัจจุบันปริมาณน้ำมันสำรองของไทยยังอยู่ที่ 95 วัน ทั้งนี รัฐบาลเตรียมแผนเพื่อลดผลกระทบด้านราคาน้ำมัน หลังหมดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล โดยจะติดตามสถานการณ์ราคาในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมดูแลราคาน้ำมันดีเซล และเบนซิน หากจำเป็นจะมีการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปให้สอดคล้องกับราคาในตลาดโลก แต่จะไม่ให้มีการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน 

ด้านมาตรการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนน้ำมันนั้น หากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใดประสบปัญหาในการจัดซื้อน้ำมันจากผู้ค้าเดิม สามารถนำหลักฐานใบสั่งซื้อน้ำมันย้อนหลัง 2 เดือน ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือพลังงานจังหวัดเพื่อให้สามารถซื้อน้ำมันได้ตามปกติเฉกเช่นที่ผ่านมา 

ด้านนายอรรถพล  กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ออกมาตรการเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งการให้ผู้ค้าน้ำมันปรับสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจาก 1% เป็น 3% ภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ ซึ่งจะช่วยยืดปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศได้เพิ่มอีก 7 วัน และเตรียมออกมาตรการเพิ่มเติม คือการปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 คาดว่าจะมีผลภายในวันที่ 14 มีนาคม 2569 ซึ่งสอดรับกับปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ออกมาพอดีในช่วงนี้ ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้ด้วย รวมทั้งจะส่งเสริมการใช้ E20 โดยจะเตรียมปรับราคาให้มีส่วนต่างกับ E10 มากขึ้นเพื่อเป็นการจูงใจให้ประชาชนใช้ E20 มากขึ้น

...

นอกจากนั้น ในส่วนของการผลิตไฟฟ้า ได้จัดหาก๊าซธรรมชาติทดแทนในส่วนที่ไม่สามารถส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นยังเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย การนำเข้าไฟฟ้าจาก สปป.ลาว เพิ่มขึ้น ทั้งหมดเทียบเท่ากับปริมาณ LNG ประมาณ 2 ลำเรือ จึงขอยืนยันว่าพลังงานไฟฟ้าจะไม่ขาดแคลนแน่นอน นอกจากนั้น ยังตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อไปอีก 2 เดือน (เมษายน - พฤษภาคม) 

กระทรวงพลังงาน อยากขอความร่วมมือภาครัฐและประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน เช่น การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเป็น 26 องศา การตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดการกินน้ำมัน รวมทั้งพิจารณาการให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from home) แต่ขอให้คำนึงถึงผลกระทบร้านค้าในบริเวณออฟฟิศประกอบด้วย