ภาคประชาชนกังวลรัฐบาลใหม่ อนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ร่างรัฐธรรมนูญใหม่สอดไส้ผูกขาดอำนาจ ไม่ฟังเสียงชาวบ้านในพื้นที่ชนบท

วันที่ 6 มี.ค. คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนทั่วประเทศ แถลงข่าวในหัวข้อ “ขบวนการประชาชน Xประเทศไทย บนทางแยกทิศทางสิทธิมนุษยชน ภายใต้อนุรักษ์นิยมสุดขั้ว และทุนสุดทางเพื่อสะท้อนภาพการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และการประกาศจุดในการขับเคลื่อนสังคมไทยต่อจากนี้


หวั่นประชาชนถูกละเมิด-คุกคามหนักขึ้น

นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เวลานี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พรรคอนุรักษ์นิยมจะขึ้นมาบริหารประเทศ เราคิดว่าสถานการณ์ต่อจากนี้ไป พี่น้องประชาชนที่เรียกร้องสิทธิในพื้นที่ต่างๆ น่าจะถูกคุกคามหนักขึ้น จากการละเมิดสิทธิและการบริหารของนักการเมืองอนุรักษ์นิยมในเวลานี้เครือข่าย กป.อพช.และขบวนประชาชนจากหลายภูมิภาคได้ร่วมกันสะท้อนสถานการณ์ร่วมกันอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์รวมศูนย์อำนาจรัฐและการขยายตัวอย่างสุดทางของทุนผูกขาดขนาดใหญ่ การหวนกลับของความคิดและการปกครองแบบอนุรักษ์นิยมที่กำลังผสานตัวเข้ากับกลไกรัฐ พร้อมกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญ จากเสียงสะท้อนของชุมชนและขบวนประชาชนจากหลายภูมิภาค เวทีเขาเราจึงได้สรุปประเด็นเร่งด่วนและแนวโน้มสำคัญของการต่อสู้ของประชาชน เพื่อสื่อสารต่อสาธารณะ

...

แม้ผลประชามติจะสะท้อนความต้องการของประชาชนกว่า 22 ล้านเสียง แต่สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลในนามอนุรักษ์นิยมกลับเปรียบเสมือนการ "ขโมยชัยชนะ" ของประชาชนไป การรวมตัวครั้งนี้จึงเป็นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวบนเส้นทางมุ่งสู่ 100 ปี อภิวัฒน์สยาม (2475-2575) เพื่อหาจุดยืนของขบวนการประชาชน และเตรียมเคลื่อนไหวทันทีหลังจากรัฐบาลแถลงนโยบาย เพื่อรับมือกับทั้งกลุ่มทุนและองค์กรระหว่างประเทศที่จะเข้ามามีบทบาทในอนาคต

เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญไม่ยอมรับกลไก "35 คน" – ย้ำต้องมาจากมือประชาชน

นายเลิศศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ ภาคประชาชนจะไม่นิ่งเฉยรอคอยประกาศจากรัฐบาลในเดือนหน้า แต่จะเริ่มเคลื่อนไหวทันทีเพื่อเสนอทางออกล่วงหน้า ซึ่งเรามีความกังวลต่อกลไกการร่างรัฐธรรมนูญที่อาจถูกผูกขาดโดยกรรมาธิการเพียง 35 คน หรือกลุ่มคนเพียงหยิบมือ ซึ่งถือเป็นการตัดขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างร้ายแรง


"เราไม่สามารถยอมรับรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากคนเพียงไม่กี่คนได้ หากรัฐบาลนี้จะอยู่ครบ 4 ปี ประชาชนก็จะเกาะติดและเคลื่อนไหวทุกช่องทางเพื่อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้สำเร็จ" นายเลิศศักดิ์ กล่าว
ห่วงเลือกตั้งไม่โปร่งใส-รัฐบาลรวมศูนย์อำนาจจัดสรรเก้าอี้

ขณะที่นายนายธีรเนตร ไชยสุวรรณ รองประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) กล่าวถึงข้อเรียกร้องความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง และจับตาการจัดตั้งรัฐบาล ว่า เราแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเปิดเผย โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยและต่อความหมายที่แท้จริงของเสียงประชาชน รัฐบาลที่กำลังก่อร่างอยู่นี้ไม่ใช่เพียงการจัดสรรเก้าอี้ทางการเมือง หากแต่คือการรวมศูนย์อำนาจระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดกับกลไกรัฐแบบอนุรักษ์นิยม ที่กำลังผสานตัวกันอย่างแนบแน่น ภายใต้ถ้อยคำที่ดูสวยงามอย่าง "เสถียรภาพ" และ "การพัฒนา" ในขณะที่ประชาชนคนธรรมดาคือผู้แบกรับราคาทางการเมือง ราคาของสิทธิ และราคาของเสรีภาพ เราจึงแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าการกำหนดนโยบายของรัฐภายใต้โครงสร้างอำนาจเช่นนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ สิทธิชุมชนและการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเองและของประเทศ หลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน


เตือนภัย ‘ทุนผูกขาด-ทุนจีน-ทุนเทา’เร่งโครงการพัฒนาผลักภาระชุมชน

ขณะที่น.ส.อรชา จันทร์เดช เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง กล่าวในกรณีการเตือนภัย 'ทุนผูกขาด–ทุนจีน–ทุนสีเทา' ที่เร่งโครงการพัฒนาและผลักภาระให้ชุมชน ว่าเสียงสะท้อนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศบ่งชี้ตรงกันว่า โครงการพัฒนาอุตสาหกรรม เหมืองแร่ พลังงาน และเขตเศรษฐกิจพิเศษกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ภายใต้การเชื่อมโยงของทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ทุนต่างชาติ และทุนสีเทา ซึ่งผสานตัวกับกลไกรัฐเพื่อเร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่ โดยที่ต้นทุนของ "การพัฒนา" เหล่านั้นกลับถูกผลักไปให้ชุมชนแบกรับแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียที่ดิน การทำลายสิ่งแวดล้อมผลกระทบต่อสุขภาพ และการสั่นคลอนของวิถีชีวิตดั้งเดิม จนก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาคตัวอย่างสถานการณ์จากพื้นที่ที่สะท้อนสู่เวทีนี้ ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรีและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  ที่สร้างความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากร โครงการกังหันลมในป่าภูยูงจังหวัดมุกดาหาร ที่กระทบต่อแหล่งอาหาร ระบบนิเวศ และต้นน้ำของชุมชน โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้(SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของคนทั้งภูมิภาค การต่อสู้ของชุมชนเพื่อปกป้องสายน้ำแหล่งชีวิต เช่น กรณีเขื่อนปากมูลและสายน้ำปาตานี ดังนั้น "สิทธิในการพัฒนา" ต้องเป็นสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเอง ไม่ใช่การพัฒนาที่ถูกกำหนดจากเบื้องบนโดยรัฐและทุน ในขณะที่ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงกลับไม่มีที่ยืนในกระบวนการตัดสินใจ

...


จี้รัฐยุติกฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพ ยกเลิก พ.ร.บ.ชุมนุมปี 58

น.ส.จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จากเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ กล่าวในประเด็นการ ยุติการใช้กฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพ และคุกคามนักปกป้องสิทธิฯ ผ่านกระบวนการยุติธรรม ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กฎหมายจำนวนมากถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมและจำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 รวมถึงการดำเนินคดีในลักษณะการฟ้องปิดปาก (SLAPPs) ต่อประชาชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กระบวนการยุติธรรมกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระทางกฎหมาย ค่าใช้จ่าย และความหวาดกลัว จนการใช้สิทธิเสรีภาพกลายเป็นสิ่งที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยง และทำให้ประชาชนตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจสังคม และจิตใจเพียงเพราะพวกเขาออกมาใช้สิทธิในการปกป้องสิทธิมนุษยชน

...

เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้ ยกเลิกพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพและปิดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผลักดัน พ.ร.บ.สิทธิชุมชน, พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน, พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า และพ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อวางรากฐานความเป็นธรรมทางโครงสร้างให้ประชาชน ทบทวนกฎหมายที่ดินและกฎหมายป่าไม้ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือผลักชุมชนออกจากพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยและดูแลมาอย่างยาวนาน กฎหมายต้องเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรม ไม่ใช่เครื่องมือในการควบคุมและทำให้ประชาชนเงียบเสียง


...