สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ได้ก้าวเข้าสู่ภาวะสงครามเต็มรูปแบบในวันนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2026) หลังจากกองทัพอิสราเอล (IDF) ร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธต่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในกรุงเตหะรานและเมืองสำคัญทั่วอิหร่าน
อาวุธไม้เด็ด: เทคโนโลยี ของคู่ขัดแย้ง
ในการเผชิญหน้าครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างงัดอาวุธที่ก้าวหน้าที่สุดมาใช้ โดยมีจุดแข็งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
ฝ่ายอิสราเอลและสหรัฐฯ: ความเหนือกว่าทางอากาศและเทคโนโลยีล่องหน
F-35 Lightning II & F-22 Raptor: สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้ฝูงบินรบ Stealth เพื่อหลบเลี่ยงระบบเรดาร์และเข้าทำลายฐานนิวเคลียร์และคลังแสงขีปนาวุธในระดับลึก โดยมีเครื่องบินเติมน้ำมันคอยสนับสนุนเพื่อให้ปฏิบัติการข้ามพรมแดนได้ต่อเนื่อง
ระบบป้องกันภัยทางอากาศ Arrow 3 & Iron Beam: อิสราเอลใช้ระบบ Arrow 3 ในการสกัดกั้นขีปนาวุธข้ามลำน้ำ (Ballistic Missiles) นอกชั้นบรรยากาศ และเริ่มมีการนำ "Iron Beam" (เลเซอร์ป้องกันภัย) มาใช้สกัดกั้นโดรนเพื่อประหยัดต้นทุนกระสุน
B-21 Raider (คาดการณ์): สหรัฐฯ อาจใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์รุ่นล่าสุดในการถล่มบังเกอร์ใต้ดินที่แข็งแกร่งที่สุดของอิหร่าน เช่นที่เมืองฟอร์โด (Fordow)
...
ฝ่ายอิหร่าน: ฝูงโดรนพิฆาตและ "ฝนขีปนาวุธ"
Fattah-1 & Kheibar Shekan: ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกและพิสัยไกลของอิหร่านคืออาวุธที่สร้างความลำบากใจให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศ เพราะมีความเร็วสูงและสามารถเปลี่ยนทิศทางได้ในขณะร่อน
Proxy Network: อาวุธลับที่ไม่ใช่เครื่องจักรคือเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธในเลบานอน (Hezbollah) และเยเมน (Houthi) ที่พร้อมเปิดแนวรบหลายด้านพร้อมกันเพื่อตัดกำลังฝ่ายตรงข้าม
สงครามอิราเอล อิหร่าน จะยืดเยื้อหรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญจาก สำนักข่าวต่างประเทศมองว่ามีโอกาสสูงที่จะเป็น "สงครามที่ยืดเยื้อ แต่ไม่ต่อเนื่อง"
การทำลายที่ไม่เบ็ดเสร็จ: แม้เทคโนโลยีสหรัฐฯ จะสูงกว่า แต่พื้นที่อิหร่านกว้างใหญ่และจุดยุทธศาสตร์สำคัญถูกซ่อนอยู่ใต้ภูเขาลึก การโจมตีทางอากาศเพียงไม่กี่ระลอกไม่สามารถกวาดล้างขีดความสามารถทางทหารได้ทั้งหมด
การตอบโต้: อิหร่านรู้ดีว่าสู้ทางตรงไม่ได้ จึงจะเน้นการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และใช้สงครามไซเบอร์โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้ความขัดแย้งลากยาวออกไปนานนับเดือนหรือปี
ผลกระทบต่อโลก: วิกฤตการณ์สามด้าน
การปะทะกันในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 นี้ ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกทันที:
ด้านพลังงานและเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นทันทีกว่า 10% (แตะระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) หากอิหร่านตัดสินใจปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมัน 1 ใน 3 ของโลก ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 130 ดอลลาร์ ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงทั่วโลก
ความมั่นคงระดับภูมิภาค: สงครามนี้อาจลามกลายเป็น "สงครามตะวันออกกลางครั้งใหญ่" (Great Middle East War) โดยดึงเอาชาติอาหรับอื่นๆ และกลุ่มตัวแทนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดวิกฤตผู้ลี้ภัยรอบใหม่
การแบ่งขั้วอำนาจโลก: จีนและรัสเซียมีท่าทีประณามการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การสนับสนุนอาวุธหรือทรัพยากรให้อิหร่านในทางลับ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจโลกตึงเครียดถึงขีดสุด