อ่านท่าที กกต.เปิดศึกประชาชน? ฟ้องข้อหาหนัก “ยุยงปลุกปั่น-อั้งยี่” นักการเมือง-ภาคประชาชน ปมถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง 69 นักวิชาการมองหวังปิดปาก แต่ผลสะท้อนกลับ ชี้พฤติกรรมไม่เข้าข่ายเจอฟ้องกลับ ม.157
จากกรณีวันที่ 26 ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มอบหมายให้ นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล 6 รายที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัส “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้แก่
1. นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม
2. นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain
3. นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black.
4. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง
5. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน และว่าที่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ
6. นายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar
...
โดยมีรายงานถึงข้อหาที่ กกต.ดำเนินคดี คือ
- ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ กกต.
ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 66 วรรคสอง : ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือกรรมการที่ กกต. แต่งตั้ง ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท รวมทั้งจำทั้งปรับ - ยุยงปลุกปั่น
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 : ผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใดๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี - อั้งยี่
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 : ผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการ โทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท - เปิดผนึกเอกสารผู้อื่น
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 : ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใดๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - ผิด พ.ร.บ.คอมฯ
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 14 : การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม เท็จ ที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โต้กลับ “กกต.” ใช้หน้าที่มิชอบ
การแจ้งความของ กกต.นำมาสู่การถกเถียงและตั้งคำถามในสังคมว่า นี่เป็นการเปิดศึกทางกฎหมายโต้กลับกลุ่มการเมืองและประชาชนหรือไม่? โดย 6 รายที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี ก็ได้ออกมาตอบโต้ อาทิ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ได้ออกมาโพสต์ว่า ขอ กกต.อย่าถอนแจ้งความ เพราะเมื่อตำรวจเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหา จะได้ทราบว่า กกต.ใช้ตำแหน่งหน้าที่แจ้งความเท็จ กลั่นแกล้งประชาชน และจะถูกแจ้งความกลับในความผิด ม.157 เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ถูกฟ้องแพ่งให้ชดใช้ และเป็นโอกาสให้ศาลเรียกพยานหลักฐาน อาทิ TOR พิมพ์บัตรเลือกตั้ง ที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีอื่นๆ ด้วย
เช่นเดียวกับวันนี้ (27 ก.พ.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม หลังถูก กกต.แจ้งดำเนินคดี ยืนยันว่าการที่ตนไปร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ไม่มีอะไรผิดกฎหมาย เป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้ และในวันนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ กกต.อยู่หลายคน รวมถึงรองเลขา กกต. ก็ไม่เห็นมีท่าทีใด และไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาตักเตือนหรือชี้ว่าตนกำลังขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่
...
ทั้งนี้พร้อมเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ในส่วนการแจ้งความกลับหรือไม่นั้น ต้องรอดูว่า กกต.แจ้งความด้วยข้อเท็จจริงหรือไม่ หากพบว่าแจ้งความด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ทาง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชนฝ่ายกฎหมาย พร้อมดำเนินการกลับทันที
ด้านนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกฯ สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ก็ได้ออกบันทึกถึงกรณีดังกล่าว ว่า การจัดการเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยเปิดเผยและโปร่งใส ยกเว้นการออกเสียงลงคะแนนเท่านั้นที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นไปโดยลับ การที่ประชาชนติดตั้งกล้องหรือถ่ายภาพเพื่อติดตามการจัดการเลือกตั้ง สส. ของ กกต. จึงเป็นการตรวจสอบการทำงานของ กกต. ไม่ใช่ตรวจสอบการออกเสียงลงคะแนน ไม่ได้ขัดขวางการเลือกตั้งหรือละเมิดสิทธิและเสรีภาพของ กกต.และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
การกระทำดังกล่าวเป็นสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 25 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ยังเป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 78 ความว่า “รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ฯลฯ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” การที่ประชาชนตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งของ กกต. จึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญและไม่ขัดต่อกฎหมาย
...
ดังนั้น การที่ กกต. ไปแจ้งความดำเนินคดีจึงเป็นการกระทำที่น่าละอาย ไม่เคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และเป็นผู้จ่ายภาษีเป็นเงินเดือนและค่าใช้จ่ายให้ กกต. ทำงาน เข้าข่ายลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งและข่มขู่ประชาชนให้เกิดความกลัวและหวาดระแวงในการใช้สิทธิในการตรวจสอบ ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชน
กกต. เปิดศึกประชาชน หวังปิดปาก?
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ในรายการ NEWSROOM มองว่า กกต.อาจอยากรักษามาตรฐานทางกฎหมายของตัวเอง เนื่องจากในวันที่มีการเลือกตั้งใหม่ กรุงเทพฯ เขต 15 หน่วย 9 นั้น ทาง ผอ.กกต.กรุงเทพฯ ได้ให้สัมภาษณ์ชัด ว่า ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง และในการปฏิบัติงานก็พบว่าเจ้าหน้าที่มีความระมัดระวังสูง ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นปฏิบัติการตอบโต้
ซึ่งทีมที่ไปเก็บหลักฐานที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง ก็ต้องการพิสูจน์ว่ากระบวนการลงคะแนน ณ หน่วยเลือกตั้ง “ไม่ลับ” เพราะทั้งต้นขั้วและบัตรลงคะแนนอยู่ในพื้นที่เดียวกันหมด หากพิสูจน์ได้ก็จะใช้เป็นหลักฐานว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ขัดแย้งโดยตรงกับที่ระบุในรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดว่าต้องเลือกตั้งโดยตรงและลับ
...
ในส่วนที่ข้อหาขัดขวางการเลือกตั้งนั้น รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผอ.หลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา นิด้า มองว่า หากดูจากพฤติการณ์ของภาคประชาชนและนักการเมืองที่ไปสังเกตการณ์ มองว่าไม่มีการกระทำที่เป็นการขัดขวางการเลือกตั้ง เพราะเป็นการไปยืนดูหน้าหน่วย มีการนับคะแนนคู่ขนาน ไม่ได้ไปตะโกนโวยวายหรือก่อกวนเจ้าหน้าที่ และการถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งที่เจ้าหน้าที่ขานนับคะแนนนั้นสามารถทำได้อยู่แล้ว เพราะกฎหมายห้ามแค่การถ่ายบัตรที่ลงคะแนนในคูหา
กรณีที่เกิดขึ้นคาดเป็นประเด็นต่อเนื่องจากกรณีล้อมหีบบัตรเลือกตั้งที่ชลบุรี ซึ่งมีประชาชนไปร้องเรียน และ กกต.ใช้มาตรการทางกฎหมายฟ้องกลับ และเห็นว่าเรื่องราวเงียบลง ไม่มีใครกล้าหือ ทำให้คิดว่าการใช้กฎหมายปิดปากเป็นวิธีที่ได้ผล เมื่อเกิดกรณีเลือกตั้งวันที่ 22 ก.พ.เลยใช้วิธีนี้อีก แต่ไม่รู้ว่าจะดำเนินคดีในความผิดอะไร เลยไปงัดข้อหาเหล่านี้มาและกลายเป็นผลสะท้อนกลับ เพราะหนึ่งในคนที่ถูกดำเนินคดีอย่าง อ.สมชัย ก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ไม่เกี่ยวข้อง ในส่วนของคนอื่นๆ ถึงแม้ว่าไปก็ไม่ได้เข้ากับข้อหาที่ถูกแจ้ง
“เรื่องที่เกิดขึ้นก็ชวนให้แปลกใจ ว่าทำไม กกต.จึงคิดแบบนี้ ไม่รู้เลยหรือว่าจะถูกแจ้งความกลับ เจตนาที่คิดจะปิดปากก็จะกลายเป็นบูมเมอแรงย้อนกลับมากกว่าในกรณีนี้”
รศ.ดร.พิชาย เชื่อว่าการฟ้องร้องที่เกิดขึ้นมองอย่างไรก็ไม่ผิด และ กกต.จะถูกฟ้อง ม.157 กลับ แต่ก่อนอื่นต้องรอดูก่อนว่าเรื่องจะไปถึงชั้นศาลหรือไม่ หรือตกในชั้นตำรวจและอัยการ ซึ่งหากไปถึงชั้นศาล ทาง อ.สมชัย ก็ประกาศแล้วว่าจะขอใช้อำนาจศาลในการขอข้อมูลบัตรเลือกตั้งจาก กกต.มาพิสูจน์ อย่างไรก็ดีมีโอกาสที่ตำรวจจะไม่ส่งฟ้อง
เช่นเดียวกับ ดร.สติธร ที่มองว่าเพราะ กกต.ไม่รู้ว่าจะดำเนินคดีในข้อหาใด ก็สรรหาข้อกฎหมายที่รุนแรงมาโยงกับพฤติกรรม เช่น เมื่อทำกันเป็นกลุ่มก็แจ้งข้อหาอั้งยี่ ซึ่งส่วนตัวมั่นใจว่าทั้ง 6 ท่านคงไม่ได้รู้สึกกังวลหรือจะยอมปิดปากเงียบ แต่เชื่อว่าจะเสียงดังมากขึ้นด้วยซ้ำ
“แทนที่เรื่องจะเข้าสู่กระบวนการเดินหน้าไปอย่างเรียบร้อยตามปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่วันนี้ กกต.พยายามทำอยู่ ด้วยการทยอยประกาศผลการเลือกตั้ง จัดให้มีการลงคะแนนใหม่นับคะแนนใหม่ มีการเปิดให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ ตรวจสอบในทุกกระบวน ซึ่งมองว่าการพิสูจน์ความเชื่อมั่นแบบนี้ดีกว่าไล่ฟ้องประชาชนที่ต้องการตรวจสอบ”
รศ.ดร.พิชาย มองว่า การไล่ฟ้องแทนการพิสูจน์ให้เห็นความโปร่งใสของกระบวนการ มาจาก 2 กรณีใหญ่ๆ กรณีแรกคือกรรมการประจำหน่วยทำด้วยเจตนาสุจริตจริง และเกิดความผิดพลาดเล็กน้อย หากเป็นลักษณะนี้คิดว่า กกต.พร้อมให้นับใหม่ แต่อีกกรณีคือหลายหน่วยมีความผิดปกติมากและไม่ต้องการให้นับใหม่
อย่างล่าสุดที่สุพรรณบุรี ที่เกิดประเด็น กปน.นับคะแนนโดยไม่โชว์บัตรเลือกตั้ง เมื่อมีการนับใหม่พบว่าในหน่วยนั้นคะแนนต่างจากเดิมหลักร้อยคะแนน และไม่อาจทราบได้ว่ากรณีเช่นนี้เกิดขึ้นในหน่วยเดียวหรือทั้งเขตเลือกตั้ง ซึ่งหาก กกต.ต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจก็ควรให้นับใหม่ทั้งเขต
ขณะที่ ดร.สติธร มองว่าขณะนี้ กกต.มีการรับรอง สส.ไปแล้ว 396 เขต การนับคะแนนใหม่ในเขตเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้น ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการ "สอยหลังเลือกตั้ง" หากมีการร้องเรียนหรือหลักฐานที่ชัดเจน รวมถึงรายงานความผิดปกติจากผู้ตรวจการเลือกตั้ง ก็อาจมีการตรวจสอบและถึงขั้นให้ใบเหลือหรือใบส้มได้
รศ.ดร.พิชาย เสริมว่า การรีบรับรองผลการเลือกตั้ง อาจเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจคนจากความผิดปกติของการเลือกตั้งไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล และทำให้กระบวนการตรวจสอบหลังจากนี้เป็นไปได้ยากมากขึ้น