จับตา "ธรรมนัส" สกัดงูเขียว "กล้าธรรม” นักวิชาการเชื่อไม่จนตรอกยังมีลุ้นต่อรองร่วมรัฐบาล อ่านเกม "ภูมิใจไทย" จงใจสกัดดาวรุ่ง หวั่นโตแข่ง?
หลังเลือกตั้ง 2569 พรรคภูมิใจไทย ผู้ชนะเลือกตั้งด้วย สส. 193 เก้าอี้เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (26 ก.พ.) โฉมหน้า “ครม.อนุทิน” เริ่มชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจเป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะไม่มี “พรรคกล้าธรรม” เข้าร่วมรัฐบาลนี้ แม้มีเก้าอี้ สส. มาเป็นอันดับ 4 มากกว่า 58 ที่นั่ง และมีข่าวว่ายอมถอยสุดทาง รับเงื่อนไขไม่คุมกระทรวงเกษตรฯ และไม่มีชื่อ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ใน ครม.
การไม่ได้ร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรม นำมาสู่คำถามว่าจะส่งผลสั่นสะเทือนจนถึงขั้น “พรรคแตก” หรือไม่? เพราะหลายคนมองว่า พรรคกล้าธรรม ซึ่งมีลักษณะเป็นพรรคบ้านใหญ่ เมื่อไม่มีอำนาจรัฐ มุ้งในพรรคก็อาจแยกย้ายได้ และวันนี้ (26 ก.พ.) ก็มีกระแสข่าวซื้อตัว “งูเขียว” สส.กล้าธรรม นับ 10 ราย ซึ่งนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวแล้ว ยืนยันว่าทุกคนจะเดินไปด้วยกัน ขณะที่ สส.ที่ถูกพาดพิง ต่างแห่ออกมาแก้ข่าวแล้วเช่นกัน
แนวทางของ “กล้าธรรม” จากนี้จะเป็นอย่างไร ยังเหลือโอกาสแค่ไหนในการเข้าร่วมรัฐบาล ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้ กับ ร.อ.ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ รอง ผอ.วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
...
เชื่อ “ผู้กองธรรมนัส” เหลือไพ่ในมือ ไม่ถึงพรรคแตก
ร.อ.ดร.จารุพล มองว่าแม้ถูกผลักเป็นฝ่ายค้านยังคงไม่ถึงขั้นพรรคแตก โดยเชื่อว่า ร.อ.ธรรมนัส จะยังคงคุมลูกพรรคได้อยู่ แต่ตอนนี้อาจต้องยอมทนไม่ร่วมรัฐบาลไปก่อน แต่การเมืองไม่แน่นอนมีความเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และมีอีกหลายจังหวะให้เข้าร่วมรัฐบาลได้ ซึ่งคงต้องจับตาดูไปจนสุดทางจนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ ว่าหน้าตาของรัฐบาลอนุทินจะออกมาในรูปแบบใด
ในส่วนของข่าวลือว่าอาจมี “งูเขียว” พรรคกล้าธรรมราว 10 คนจะยกมือโหวตให้กับนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยนั้น มองว่า การจะเป็นงูเห่านั้นต้องมีสิ่งตอบแทน ซึ่งตอนนี้ไม่ชัดเจนว่าหากเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นจริง กลุ่มเหล่านี้จะได้ผลประโยชน์อะไรกลับมา
“ถ้าจะไปโหวตแล้วมีตำแหน่ง มีอะไรให้ ที่จะทำให้หลุดจากพรรคกล้าธรรมไปและสามารถเข้าร่วมกับรัฐบาลได้ ก็อาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีคนย้ายไปโหวตให้ แต่ถ้าจู่ๆ จะลุกมาโหวตให้โดยที่ตัวเองไม่ได้อะไรเลย มองว่าไม่น่าเป็นไปได้”
หรือหากมองในอีกแง่หนึ่ง การที่มีบางกลุ่มหรือทั้งพรรคกล้าธรรม ไปยกมือโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ก็อาจเป็นวิธีการในการ “สร้างสะพาน” เชื่อมกับทางฝ่ายรัฐบาลไว้หรือไม่ เผื่อมีการปรับเปลี่ยนในอนาคต
ทั้งนี้เชื่อว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่มีความต้องการที่อยากจะร่วมรัฐบาล ซึ่งในกรณีของกล้าธรรม หากดูความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาก็ค่อนข้างชัดเจนว่าต้องการเป็นรัฐบาล ไม่อยากเป็นฝ่ายค้าน ต่างจากพรรคอื่นที่มีการประกาศจุดยืนชัดเจน เช่น ประชาชน ประชาธิปัตย์
ร.อ.ดร.จารุพล มองว่า พรรคกล้าธรรมน่าจะยังมีหลายกลยุทธ์ในการต่อรองเพื่อเข้าร่วมรัฐบาลให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางการเมืองของพรรคที่กำลังเติบโต ย่อมต้องการอำนาจรัฐ งบประมาณ เพื่อทำผลงานตามนโยบายที่หาเสียงไว้ให้ได้ ซึ่งหากไม่มีข้อต่อในส่วนนี้ก็อาจทำให้พรรคเติบโตได้ไม่เต็มที่ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป
ทั้งนี้หากพรรคกล้าธรรมยอมถอยสุดตัวจริงๆ เพื่อร่วมรัฐบาล เชื่อว่าจะยังอยู่ในจุดที่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีกลับมา แต่อาจลดลงมาจากความต้องการเดิม ไม่ได้กระทรวงเกรดเอ อย่างไรก็ดีก็ขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ของพรรคด้วยว่า จะสามารถต่อรองเอากระทรวงรองๆ ที่พรรคยังพอต่อยอดได้ ทำนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน และเป็นคุณต่อพรรคในเลือกตั้งรอบหน้า
“ในส่วนของตัว ร.อ.ธรรมนัส ผมเชื่อว่า น่าจะยอมถอยไปถึงในจุดที่ไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี และให้คนอื่นในพรรคเป็นแทน เพราะอย่างไรก็แล้วแต่ ตัวท่านเองยังสามารถคุมพรรคได้ในภาพรวมอยู่ดี”
เกมสกัดดาวรุ่ง "กล้าธรรม" ไม่ให้โต?
ร.อ.ดร.จารุพล เผยว่า พรรคภูมิใจไทยเองในขณะนี้ ก็ต้องจัดสรรเก้าอี้ให้เพียงพอต่อกลุ่มต่างๆ ในพรรค ซึ่งการที่จะเอาพรรคกล้าธรรมมาร่วมรัฐบาลเพิ่มและต้องแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีให้อีกนั้น ทางพรรคภูมิใจไทยก็ต้องประเมินว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าหรือไม่
กรณีที่พรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรม ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งกันโดยตรงในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป ด้วยลักษณะที่คล้ายกันในแง่เป็นพรรคอนุรักษ์นิยมสไตล์บ้านใหญ่ การที่ไม่ดึงกล้าธรรมร่วมรัฐบาลในครั้งนี้อาจเป็นการจงใจ “ตัดตอน” เพื่อไม่ให้พรรคกล้าธรรมเติบโตเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในอนาคต
...
ร.อ.ดร.จารุพล ชี้ว่าเรื่องมิตรภาพทางการเมืองไม่มีอะไรถาวร แต่เป็นเรื่องของการเจรจา ต่อรองผลประโยชน์ ส่วนตัวมองว่าแม้ภูมิใจไทยและกล้าธรรมไม่ได้ร่วมรัฐบาลกันในสมัยนี้ แต่คงไม่ถึงขั้นเกลียดชังกัน แต่ในเรื่องของการจงใจสกัดกล้าธรรมไม่ให้เติบโตนั้น มองว่าก็มีความเป็นไปได้ และอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ไม่ดึงมาร่วมรัฐบาล
อย่างไรก็ดี การสกัดพรรคใดพรรคหนึ่งสามารถทำได้ 2 แบบ คือการผลักไปเป็นฝ่ายค้าน หรืออาจจะดึงมาร่วมรัฐบาล แต่ให้บริหารกระทรวงที่ไม่ได้มีเกรดมากนัก หรือว่าใช้นโยบายของนายกฯ ควบคุมอีกที จนเจ้ากระทรวงไม่สามารถทำผลงานอะไรได้มาก
ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรม มีความน่าสนใจตรงที่มันมาจากการเมือง On Ground (ในพื้นที่จริง) ซึ่งจะยั่งยืนกว่าการเมืองแบบ Online ที่ต้องอาศัยกระแส ที่หากเกิดภาพลบขึ้นมาจะส่งผลกระทบมาก แต่การเมือง On Ground ที่ลงไปอยู่ ไปช่วยเหลือชาวบ้าน แม้มีกระแสลบก็อาจไม่ได้กระทบกับความรู้สึกของคนในพื้นที่มากขนาดนั้น การที่พรรคกล้าธรรมได้ สส.เขตจำนวนมาก แต่แทบไม่ได้บัญชีรายชื่อเลย แสดงให้เห็นว่าพรรคเน้นทำการเมืองเชิงพื้นที่ เน้นเขตเป็นหลัก จะมีความมั่นคงมากกว่า
“ผมไม่คิดว่า ร.อ.ธรรมนัส จะคิดว่าตัวเองตกต่ำ คิดว่าน่าจะเชื่อว่าตัวเองสามารถไปต่อได้ ยังมีไพ่เด็ดอยู่ตลอด และการมี สส.เขต นั้นค่อนข้างมั่นคง ประชาชนอยู่กับตัว สส. กับตัวพรรคได้นานกว่า เชื่อว่าน่าจะเป็นเรื่องเวลา ปัจจัยเรื่องยุทธศาสตร์ จังหวะ โอกาส ที่จะทำให้ได้เข้ามาทำงานเป็นรัฐบาลหรือไม่”
หากทั้ง 2 พรรคไม่ได้ร่วมรัฐบาลกัน ในการเลือกตั้งครั้งถัดไปนั้นคาดว่าภูมิใจไทยและกล้าธรรมจะเดินหน้าแข่งกันอย่างเต็มที่ ต่างจากการเลือกตั้ง 2569 ที่ผ่านมา ที่มีกระแสข่าวว่าบางเขตอาจมีการหลบให้กัน ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่ทางภูมิใจไทยที่ต้องนำไปประกอบการตัดสินใจ ว่าหากผลักพรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายตรงข้ามและต้องชนกันหนักในการเลือกตั้ง จะเป็นผลดีกับพรรคหรือไม่ หรือการดึงพรรคกล้าธรรมมาไว้ข้างๆ เป็นพรรคพวกไว้จะเกิดประโยชน์มากกว่า
...
“ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ทั้งหมดในทางการเมือง ต้องจับตารอดูกันว่าในการโหวตนายกรัฐมนตรี ผลโหวตจะเป็นไปทางใด บางทีสิ่งที่วิเคราะห์กันมาโดยตลอด สุดท้ายไปดูกันในวันเดียว”