เนปาล จากการลุกฮือของ Gen Z สู่เสียงเรียกร้อง “กษัตริย์กลับมา” เนปาลกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญระหว่างการเดินหน้าต่อ หรือหวนกลับไปในระบบเดิม

เสียงตะโกนเรียกร้อง “นำกษัตริย์กลับมา” ดังก้องขึ้นอีกครั้งบนท้องถนนกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของประเทศเนปาล เมื่อผู้สนับสนุนหลายพันคนออกมารวมตัวต้อนรับ “ชญาเนนทระ ชาห์”  อดีตกษัตริย์เนปาล ที่สนามบินนานาชาติตริภูวัน หลังจากเดินทางกลับจากการเยือนพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2026 พร้อมเรียกร้องให้ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ที่ยกเลิกไปเกือบสองทศวรรษ 

ภาพของอดีตกษัตริย์วัย 78 ปี โบกมือผ่านซันรูฟรถยนต์ ท่ามกลางฝูงชนที่โบกธงชาติ โปรยดอกไม้ และตะโกนข้อความสนับสนุน ขณะตำรวจปราบจลาจลตรึงกำลังอย่างเข้มงวด กลายเป็นสัญลักษณ์สะท้อนการหวนคืนของกระแส “กษัตริย์นิยม” ในประเทศที่ครั้งหนึ่งประชาชนเคยลุกขึ้นโค่นล้มราชวงศ์ด้วยพลังมวลชน ฉากดังกล่าวไม่ใช่ภาพใหม่ หากแต่เป็นภาพที่เหมือนการฉายซ้ำของเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ากระแสกษัตริย์นิยมไม่ได้เกิดขึ้นชั่วคราว หากกำลังค่อย ๆ กลับมาอย่างมีนัยสำคัญ

การประท้วงในเดือนมีนาคม ถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023 และแสดงให้เห็นถึงฐานสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นสำหรับการกลับมาของพระมหากษัตริย์ในเนปาล ผู้สนับสนุนกว่า 10,000 คน รวมตัวกันที่สนามบินกาฐมาณฑุเพื่อเฉลิมฉลองการเสด็จมาถึงของชญาเนนทระ 

...




รวมถึงเหตุการณ์ที่ผู้ประท้วงหลายพันคนรวมตัวกันในเมืองหลวงของเนปาล เพื่อเรียกร้องให้กลับคืนสู่ระบอบกษัตริย์ฮินดู และหวนคืนสู่รัฐฮินดูแทนที่จะเป็นรัฐฆราวาส เหตุการณ์ในครั้งนี้จบลงด้วย มีผู้เสียชีวิต 2 คนและบาดเจ็บอีกหลายสิบคนหลังจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้  ท้องถนนในกรุงกาฐมาณฑุยังเต็มไปด้วยเปลวไฟ และเสียงโกรธแค้นของคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นท้าทายชนชั้นนำและนักการเมือง แต่ภาพฝูงชนที่ออกมาต้อนรับอดีตกษัตริย์ในวันนี้กลับสะท้อนความรู้สึกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ความย้อนแย้งนี้ไม่เพียงบอกเล่าความต่างของอุดมการณ์แนวคิดทางการเมืองในเนปาล หากยังปลุกคำถามสำคัญขึ้นมาอีกครั้งว่าเส้นทางที่เนปาลเลือกเดินมาตลอดเกือบสองทศวรรษ กำลังพาประเทศไปสู่อนาคตที่ประชาชนคาดหวังไว้จริงหรือไม่


สาเหตุของการเรียกร้องคืนระบบกษัตริย์

เนปาลมีประชากรราว 30 ล้านคน เคยอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยาวนานกว่า 239 ปี ก่อนกระแสประชาธิปไตย ความไม่พอใจต่ออำนาจของสถาบันกษัตริย์ และความบาดหมางภายในราชวงศ์ จะค่อย ๆ บั่นทอนความชอบธรรมของระบอบเดิม และนำไปสู่การล่มสลายในปี 2008 จุดเปลี่ยนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลสะสมจากความขัดแย้งยาวนาน ทั้งความไม่มั่นคงทางการเมือง สงครามกลางเมือง  ความล้มเหลวของรัฐในการตอบสนองความคาดหวังของประชาชน

เหตุผลหลักที่เรียกร้องให้ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ มาจากความผิดหวังของประชาชนต่อระบบการเมืองแบบสาธารณรัฐ ที่ดำเนินมาเกือบสองทศวรรษ แม้ภายหลังการยกเลิกระบอบกษัตริย์ในปี 2008 จะมีเป้าหมายเพื่อสร้างประชาธิปไตยแห่งความเสมอภาค แต่หลายคนมองว่าระบบปัจจุบันล้มเหลวในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง แก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน หรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้ระบอบกษัตริย์กลับมาทำหน้าที่เป็น “สถาบันที่ช่วยรวมใจชาติ และคอยถ่วงดุลการเมือง” ซึ่งเป็นภาพจำจากอดีตที่หลายคนเคยมีความหวัง

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทของความไม่แน่นอนทางการเมือง เนื่องจากเนปาลมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้งหลังการยกเลิกกษัตริย์ และยังไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดที่อยู่ครบวาระ 5 ปี อีกทั้ง ระบบพรรคการเมืองที่ผ่านมายังไม่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาและความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจน

...


จากราชอาณาจักรสู่สาธารณรัฐเนปาล จุดจบของราชวงศ์เนปาล

ก่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สาธารณรัฐ เนปาลเป็นราชอาณาจักรฮินดูที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางอำนาจมายาวนานกว่าสองศตวรรษ นับตั้งแต่พระเจ้าปฤถวีนารายันชาห์ทรงรวบรวมอาณาจักรต่าง ๆ และสถาปนาเนปาลสมัยใหม่ในปี 1768 ภายใต้ราชวงศ์ศาหะ อย่างไรก็ตาม อำนาจที่แท้จริงในหลายช่วงเวลากลับอยู่ในมือของตระกูลรานา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแบบสืบสายเลือด และปกครองประเทศในลักษณะรวมศูนย์อำนาจ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1951 เมื่อขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยสามารถโค่นอำนาจของตระกูลรานา และเปิดทางให้มีการจัดตั้งระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเป็นครั้งแรก แม้สถาบันกษัตริย์ยังคงสถานะเป็นศูนย์กลางของรัฐ แต่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นรอยร้าวแรกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

อย่างไรก็ตาม ระบอบประชาธิปไตยมีอายุไม่ยืนยาวนัก เมื่อในปี 1960 กษัตริย์มเหนทราทรงยุบสภา สั่งห้ามพรรคการเมือง และสถาปนาระบบ “ปัญจายัต” ซึ่งเป็นระบบการปกครองแบบไร้พรรคการเมืองและรวมอำนาจไว้ที่สถาบันกษัตริย์ การปกครองลักษณะนี้ดำรงอยู่นานเกือบสามทศวรรษ ท่ามกลางความไม่พอใจที่สะสมในหมู่ประชาชน

แรงกดดันดังกล่าวระเบิดขึ้นในปี 1990 เมื่อการประท้วงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “ขบวนการประชาชน” บีบให้ กษัตริย์พิเรนทรา ต้องยอมยกเลิกระบบปัญจายัต และฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป เมื่อในปี 1996 กลุ่มกบฏเหมาอิสต์เปิดฉากสงครามกลางเมืองเพื่อโค่นล้มระบอบกษัตริย์และจัดตั้งสาธารณรัฐ สงครามยืดเยื้อนานสิบปีและคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 17,000 คน

...

ท่ามกลางความไม่มั่นคง เหตุการณ์ที่สั่นคลอนสถาบันกษัตริย์อย่างรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1มิถุนายน 2001 ภายในพระราชวังนารายัณหิติ ในกรุงกาฐมาณฑุ เมื่อมกุฎราชกุมารดิเพนทราก่อเหตุปลงพระชนม์ กษัตริย์พิเรนทรา และสมาชิกราชวงศ์รวม 9 พระองค์ ก่อนที่พระองค์เองจะสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงแก่ประเทศ และบั่นทอนความศรัทธาของประชาชนต่อสถาบันกษัตริย์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว กษัตริย์ชญาเนนทระ พระอนุชาของกษัตริย์พิเรนทรา ขึ้นครองราชย์ในปี 2002 แต่พระองค์เผชิญความไม่ไว้วางใจจากประชาชน และสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อพระองค์ตัดสินใจยุบสภาและเข้าควบคุมอำนาจโดยตรงในปี 2005 การรวบอำนาจครั้งนั้นจุดชนวนให้เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ในปี2006 ซึ่งประชาชน พรรคการเมือง และกลุ่มกบฏเหมาอิสต์ ผนึกกำลังกันกดดันให้กษัตริย์ต้องคืนอำนาจให้รัฐสภา

กระแสต่อต้านสถาบันกษัตริย์นำไปสู่จุดสิ้นสุดในที่สุด เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2008 สภาร่างรัฐธรรมนูญมีมติยกเลิกระบอบกษัตริย์อย่างเป็นทางการ และประกาศให้เนปาลเป็น “สหพันธรัฐสาธารณรัฐประชาธิปไตย” โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ ถือเป็นการปิดฉากราชวงศ์ศาหะที่ปกครองประเทศมายาวนาน และเปลี่ยนผ่านเนปาลเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐอย่างสมบูรณ์

ต่อมาในปี 2015 เนปาลประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จัดตั้งระบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ มีสภานิติบัญญัติสองสภา และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาล อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กลับสร้างความไม่พอใจในหมู่กลุ่มชาติพันธุ์บางส่วน ขณะที่การแข่งขันอิทธิพลระหว่าง จีน และ อินเดีย ซึ่งต่างสนับสนุนกลุ่มการเมืองคนละฝ่าย ยิ่งทำให้สถานการณ์การเมืองภายในประเทศซับซ้อนมากขึ้น

...

นับตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่สาธารณรัฐ เนปาลต้องเผชิญความไม่มั่นคงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนรัฐบาลมากกว่าสิบชุด และเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมากกว่าสิบคนภายในเวลาไม่กี่ปี ความขัดแย้งทางการเมืองเรื้อรัง เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเชื่องช้า และข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามต่อระบอบสาธารณรัฐ และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่กระแสเรียกร้องให้ฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์อีกครั้งในปัจจุบัน


การลุกฮือของ Gen Z เมื่อคนรุ่นใหม่จุดไฟการเปลี่ยนแปลง

วิกฤตการเมืองครั้งล่าสุดปะทุขึ้นในปี 2025 เมื่อรัฐบาลในเนปาล สั่งปิดกั้นการเข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลัก ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, WhatsApp, YouTube และ X แม้มาตรการนี้จะเป็นเพียงชนวน แต่ความไม่พอใจที่แท้จริงได้สะสมมานานในหมู่คนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ซึ่งออกมาประท้วงต่อต้านสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นระบบการเมืองที่ผูกขาดโดยชนชั้นนำ เต็มไปด้วยคอร์รัปชัน เศรษฐกิจที่ซบเซา และโครงสร้างอำนาจที่ไม่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน กระแสวิพากษ์ “Nepo Kids” หรือลูกหลานนักการเมืองที่แสดงความมั่งคั่งบนโลกออนไลน์ ยิ่งตอกย้ำภาพความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสายตาของสาธารณะ

การประท้วงลุกลามอย่างรวดเร็ว ก่อนบานปลายเป็นความรุนแรงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ภายในเวลาเพียงสองวัน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 77 คน อาคารหลายร้อยแห่งถูกเผา รวมถึงรัฐสภาและศาล ในที่สุดนายกรัฐมนตรี K. P. Sharma Oli ต้องลาออกจากตำแหน่ง การลุกฮือของคนรุ่นใหม่ครั้งนี้จึงไม่ได้เพียงโค่นล้มรัฐบาล หากยังสั่นคลอนความชอบธรรมของระเบียบการเมืองทั้งระบบ และเปิดฉากช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนครั้งใหม่ของประเทศ


จากการต่อต้านชนชั้นนำ สู่การโหยหา “กษัตริย์”

แม้ที่ผ่านมาจะมีกระแสประท้วงจากคนรุ่นใหม่ต่อต้านชนชั้นนำทางการเมือง แต่ปัจจุนกระแสการนิยมกษัตริย์กลับมาช่วงชิงพื้นที่ให้แนวคิดที่ดูเหมือนจะเป็น “อดีต” ฟื้นคืนมาอีกครั้ง 

สำหรับผู้สนับสนุนบางส่วน กษัตริย์ไม่ได้ถูกมองในฐานะผู้ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไป แต่ถูกจินตนาการใหม่ในฐานะ “สัญลักษณ์ของความมั่นคง” “ศูนย์รวมจิตใจของชาติ” และ “กลไกถ่วงดุลนักการเมือง” พรรคการเมืองอย่าง Rastriya Prajatantra Party ซึ่งสนับสนุนการฟื้นฟูราชาธิปไตย เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก โดยหวังใช้การเลือกตั้งรัฐสภาเป็นเวทีขยายอิทธิพล 

ภาพการต้อนรับอดีตกษัตริย์ที่เกิดขึ้นถึงสองครั้งภายในเวลาไม่ถึงปี สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณว่าแนวคิดเรื่อง “ราชาธิปไตย” ไม่ได้เลือนหายไปจากสังคมเนปาล หากยังคงดำรงอยู่ และกำลังกลับเข้าสู่สมการการเมืองอีกครั้งอย่างมีนัยสำคัญ


อนาคตที่ยังไม่ชัดเจน

แม้กระแสสนับสนุนกษัตริย์จะเพิ่มขึ้น แต่โอกาสฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ในระยะสั้นยังคงจำกัด พรรคการเมืองหลักส่วนใหญ่ยังคัดค้านแนวคิดนี้ และตัวอดีตกษัตริย์เองก็ยังไม่ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน 

การกลับมาของฝูงชนบนท้องถนนสะท้อนความจริงสำคัญสำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย ระบอบสาธารณรัฐยังไม่สามารถเติมเต็มคำมั่นสัญญาเรื่องเสถียรภาพ ความมั่นคง และอนาคตทางเศรษฐกิจ เนปาลในวันนี้จึงอยู่ในห้วงเวลาของความไม่แน่นอน เมื่อความหวังใน “อนาคต” สั่นคลอน “อดีต” ที่เคยถูกโค่นล้ม จึงกำลังถูกหวนมองอีกครั้ง

การฟื้นฟูกระแสราชาธิปไตยยังสอดคล้องกับบริบทของการเตรียมการเลือกตั้งรัฐสภาที่จะมีขึ้นในวันที่ 5มีนาคมนี้ โดยกลุ่มสนับสนุนกษัตริย์หวังว่าจะใช้การเลือกตั้งเป็นเวทีขยายฐานเสียงและเพิ่มอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งได้ที่นั่งประมาณ 5% ในการเลือกตั้งครั้งก่อน หวังว่าจะสามารถคว้าที่นั่งเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ แม้โอกาสที่กษัตริย์จะกลับมามีบทบาทอย่างเป็นทางการจะยังมีข้อจำกัดอยู่มากก็ตาม