"อย่าตกเป็นเหยื่อ นโยบายประหารชีวิต" โทชิ คาซามะ ช่างภาพและนักสิทธิมนุษยชนชาวญี่ปุ่นเตือนคนไทย ก่อนเลือกตั้ง 2569 ชี้พรรคการเมืองชูโทษประหาร แก้ปัญหาไม่ตรงจุด-ไม่ช่วยลดอาชญากรรม

“(ผม)หวังว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะมีความรู้ และ ฉลาดพอที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อ นโยบายการประหารชีวิต ไม่ว่าจะกรณีใดๆก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้ว โทษประหารไม่ได้ทำให้อาชญากรรมในประเทศลดลง ต้องแก้ให้ตรงจุด ผมได้แต่หวังว่าคนไทยจะไม่หลงเชื่อ”

นี่คือคำกล่าวของ โทชิ คาซามะ ช่างภาพเชื้อสายญี่ปุ่น ที่เติบโตและทำงานอยู่ที่ นิวยอร์ก สหรัฐฯ ผู้ที่ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เลือกใช้ “ภาพถ่าย” เป็นสื่อในการตั้งคำถามกับ “โทษประหาร” ที่เขาระบุว่าเป็น “ความรุนแรงที่สังคมมองว่าเป็นความยุติธรรม”

ในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทย ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โทชิ เดินทางมาประเทศไทย หลังทราบข่าวว่ามีพรรคการเมืองบางพรรค หาเสียงเรียกคะแนนด้วยการชูนโยบาย “โทษประหารชีวิต” ซึ่งเขามองว่า ไม่ได้ช่วยทำให้อาชญากรรมลดลง

...

“โทษประหารชีวิต ไม่ได้เป็นมาตรการป้องกัน แต่เป็นมาตรการที่บังคับใช้ได้ง่าย ถ้า(นักการเมือง)แคร์ประเทศจริงๆ เขาต้องดูว่าอะไรคือต้นเหตุ แล้วหาทางป้องกันแก้ไข ซึ่งนั่นเป็นงานยากสำหรับพวกเขา” โทชิ กล่าว

โทชิ บอกกับไทยรัฐออนไลน์ว่า การชูนโยบายโทษประหารชีวิต ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายสิบปีที่ผ่านมา นักการเมืองบางมลรัฐใน สหรัฐฯ ก็ใช้วิธีนี้เรียกคะแนน เพราะเป็นการเล่นกับอารมณ์และความรู้สึกของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

แต่มาช่วง 10 ปี ให้หลัง นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวญี่ปุ่น บอกว่า เมื่อกระแสสังคม ตีกลับ คนเริ่มเข้าใจความจริงที่ว่า โทษประหารชีวิต เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ และไม่สามารถรับรองว่า อาชญากรจะกลัวและไม่กล้าทำผิดกฎหมาย ซึ่งความเข้าใจนี้ทำให้คนอเมริกัน จำนวนมากไม่เห็นด้วยกับโทษประหาร และ ทำให้นักการเมือง เลิกหาเสียงโดยการชูนโยบายดังกล่าวไปโดยปริยาย

เมื่อ 30 กว่า ปีที่แล้ว กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนในสหรัฐฯ ได้จ้างเขาไปถ่าย “ภาพสุดท้าย” ของนักโทษประหารวัย 16 ปี ในเรือนจำที่มลรัฐมิซซูรี่ เพื่อใช้ประกอบการยื่นแก้กฎหมาย ยกเลิกโทษประหารชีวิต ซึ่งประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้ช่างภาพแฟชั่นมือทองของยุค หันมาสนใจ ศึกษา และ ผันตัวมาเคลื่อนไหวรณรงค์ต่อต้านโทษประหารชีวิตในหลายประเทศทั่วโลก ด้วยการเดินสาย บรรยาย และ จัดนิทรรศการภาพถ่าย บอกเล่าเรื่องราวของ เรือนจำ นักโทษประหาร เพชรฌฆาต และ ครอบครัวของเหยื่อ เพื่อสื่อสารว่า โทษประหารชีวิต ไม่ใช่คำตอบของสังคม

สำหรับประเทศไทย โทชิมองว่า โทษประหารชีวิต สำหรับผู้ค้ายาเสพติด และ คดีคอร์รัปชันนั้น ถ้านักการเมืองเป็นห่วงอนาคตของประเทศไทย ควรจะหันมาทำงานหาวิธีแก้ปัญหา จะดีกว่า

“แทคติก (การชูนโยบายโทษประหารชีวิต) นี้ เล่นกับอารมณ์คน คุณพยายามจะสื่อสารว่า คุณเป็นนักการเมืองที่แข็งแกร่ง แต่ถ้าคุณแคร์คนที่จะเลือกคุณจริง คุณควรจะแก้มาตรการปราบคอร์รัปชันยังดีเสียกว่า… เพราะถ้าเอาโทษประหาร มาปราบคนที่คอร์รัปชันจริงๆ บางหน่วยงานของรัฐอาจจะ (ต้องโทษประหารฯ) แทบไม่เหลือใครทำงาน” โทชิกล่าว พร้อมรอยยิ้มบางๆและเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ

“(ผม)หวังว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะมีความรู้ และ ฉลาดพอที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อ นโยบายการประหารชีวิต ไม่ว่าจะกรณีใดๆก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้ว โทษประหารไม่ได้ทำให้อาชญากรรมในประเทศลดลง ต้องแก้ให้ตรงจุด ผมได้แต่หวังว่าคนไทยจะไม่หลงเชื่อ”

นักเคลื่อนไหวต่อต้านโทษประหารชีวิต ระบุว่า หลายประเทศได้พิสูจน์จนเป็นที่ประจักษ์แล้ว ว่าการมี หรือ การเพิ่มโทษประหาร ไม่ได้ช่วยลดอาชญากรรม แต่ในทางกลับกัน Restorative Justice System หรือกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ที่หลายประเทศ โดยเฉพาะแถบสแกนดิเนเวีย นำมาใช้ ช่วยเหลือเหยื่อ และ บำบัดนักโทษ กลับช่วยลดตัวเลขการก่ออาชญากรรมได้มากกว่า

“เมื่อนักโทษผ่านกระบวนการบำบัด และกลับไปสู่สังคม ก็จะต้องมีเจ้าหน้าที่คอยสังเกตพฤติกรรม ว่าจะไม่กลับไปทำความผิดอีก… แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะกลับไปเป็นคนดีของสังคมได้” โทชิ กล่าว