เหตุเพลิงไหม้ที่ วัดม่อนปู่ยักษ์ (วัดมงคลคีรี) จ.ลำปาง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากที่นี่ไม่ใช่เพียงแค่วัดไม้เก่าแก่ แต่เป็นเพชรเม็ดงามทางสถาปัตยกรรมพม่าที่ทรงคุณค่าอันดับต้นๆ ของไทย
เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญที่สูญเสียไป สรุปตำนานและความสำคัญของวัดแห่งนี้
1. ตำนานแห่งศรัทธา: จากพ่อเลี้ยงไม้สู่พุทธสถาน
วัดม่อนปู่ยักษ์ตั้งอยู่ที่ตำบลพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี สร้างขึ้นในช่วงยุคทองของการทำไม้ในภาคเหนือ โดย "จองตองอู" และ "แม่เจ้าคำปวน" คหบดีผู้มั่งคั่งชาวพม่าและไทใหญ่ที่เข้ามาทำธุรกิจไม้ขีดไฟและไม้สักกับบริษัทต่างชาติในสมัยรัชกาลที่ 5
ทำไมถึงชื่อ "ม่อนปู่ยักษ์"?
...
ตามตำนานท้องถิ่นเล่าว่า บริเวณเนินเขา (ม่อน) แห่งนี้ เคยมีผู้พบเห็นอสูรหรือยักษ์เฝ้าปกปักรักษาพื้นที่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการสร้างวัดขึ้น ชาวบ้านจึงเรียกขานกันว่า "วัดม่อนปู่ยักษ์" เพื่อให้เกียรติแก่จิตวิญญาณผู้คุ้มครองดั้งเดิม
2. ความสำคัญทางสถาปัตยกรรม: "ศิลปะพม่าที่สมบูรณ์ที่สุด"
วัดม่อนปู่ยักษ์มีความโดดเด่นอย่างมากในเชิงศิลปกรรม จนได้รับรางวัล อาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ:
วิหารไม้ครึ่งปูนครึ่งไม้: โครงสร้างหลังคาซ้อนชั้นหลายรูปแบบตามสไตล์พม่า (เรียกว่า พยาธาตุ)ประดับด้วยไม้แกะสลักลวดลายฉลุไม้ที่ละเอียดอ่อนประดุจลูกไม้
งานฉลุสังกะสี: เอกลักษณ์ที่หาชมได้ยากคือการฉลุแผ่นสังกะสีเป็นลวดลายประดับชายคา ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะของช่างฝีมือชาวพม่าในยุคนั้น
พระประธาน: ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะพม่าที่มีพุทธลักษณะงดงาม สงบนิ่ง และดูมีเมตตา
3. ศูนย์รวมจิตใจและมรดกโลกที่จับต้องได้
สำหรับคนลำปาง วัดม่อนปู่ยักษ์คือหนึ่งในเส้นทางสาย "วัดพม่า" (เช่นเดียวกับวัดศรีชุม และวัดพระแก้วดอนเต้า) ที่สะท้อนถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างล้านนา พม่า และอังกฤษ ในยุคอาณานิคม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่นักวิชาการและศิลปินมักเดินทางมาศึกษาโครงสร้างไม้ที่ซับซ้อน
...
แม้เปลวไฟจะพรากความงดงามของเนื้อไม้ไป แต่ "ประวัติศาสตร์" และ "จิตวิญญาณ" ของวัดม่อนปู่ยักษ์จะยังคงอยู่ผ่านภาพถ่ายและบันทึก การสูญเสียครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของมรดกทางวัฒนธรรมไม้ในบ้านเรา
ภาพจากเพจ เทศบาล นครลำปาง