ปรากฏการณ์ ด้อมการเมืองเปลี่ยนสี สะเทือนโค้งสุดท้าย เลือกตั้ง 2569 "นักวิชาการ" มองมีผลกระทบจิตวิทยา เพิ่มคะแนนโหวตยุทธศาสตร์ ดัน "ปาร์ตี้ลิสต์"
จากกรณีโพสต์ “จากคนเสื้อเหลืองจัด ทำไมวันนี้เชียร์สีส้ม?” ของ นพ.สุรเวช น้ำหอม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ได้โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 2 หมื่นคน เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2569 เล่าว่าเหตุใดจึงหันมาสนับสนุนพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ จนกลายเป็นไวรัล ถูกแชร์ต่อมากกว่า 3.8 หมื่นครั้ง (ณ เวลา 15.00 น. วันที่ 30 ม.ค.69)
นำมาสู่โพสต์ของเหล่าคนดังทั้งในและนอกแวดวงการเมือง รวมถึงประชาชนคนทั่วไปที่แห่ออกมาแสดงความเห็นต่อโพสต์ดังกล่าวอย่างกว้างขวาง ทั้งสนับสนุน บ้างก็คัดค้าน-ตั้งคำถามว่าเป็นกลยุทธ์หาเสียงหรือไม่ ขณะเดียวกันหลายคนก็ออกมาแชร์ประสบการณ์ หรือเรื่องราวของตัวเองบ้าง ในการ “เปลี่ยนสี” ย้ายไปสนับสนุนฝ่ายการเมืองที่ถูกมองว่าเป็น “ขั้วตรงข้าม” หรือพรรคคู่แข่งในกลุ่มที่ถูกมองว่า “อุดมการณ์เดียวกัน”
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้กับ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ว่าปรากฎการณ์ "ด้อมการเมืองเปลี่ยนสี" ไม่ว่าจะเป็นสนับสนุนอย่างบริสุทธิ์ใจหรือเป็นกลยุทธ์การเมือง ก็ถือว่ามีผลทางจิตวิทยา อย่างโพสต์ไวรัลที่ระบุว่า ย้ายจากเหลืองมาเป็นส้ม เชื่อว่าในเวลานี้ผู้โพสต์คงเป็นผู้สนับสนุนพรรคส้มอยู่แล้วและอยากฉายภาพให้เห็นว่าคนที่เลือกพรรคส้มไม่ใช่คนที่ไม่เอาสถาบัน ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมว่ามีประชาชนคนทั่วไปไม่น้อยที่เบื่อหน่ายกับการเมืองเดิมๆ แต่ยังเคารพเทิดทูนต่อสถาบันอยู่ และเลือกให้โอกาสพรรคประชาชนเพื่อเข้าไปแก้ไขโครงสร้างที่เขามองว่ามีปัญหาและไม่เคยได้รับการแก้ไข
...
“ต้องให้ความเป็นธรรมกับคนที่เลือกพรรคประชาชน แต่ผมคิดว่าบางครั้งมันเป็นการเล่นเกมที่ระมัดระวัง เพื่อไม่ให้คนที่คิดต่างโจมตีพรรคประชาชนด้วยประเด็นเหล่านี้ ประการต่อมาเพื่อสร้างแรงสะเทือนว่ามันเกิดอะไรขึ้น ให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมหรือฝ่ายที่เป็นโจทก์กับพรรคประชาชนต้องมาใช้เวลาในการปรับกลยุทธ์ใหม่ ว่าทำไมจึงเกิดชุดความคิดแบบนี้เกิดขึ้นมา”
ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ใน 1 สัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง อาจส่งผลกระทบโดยเฉพาะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ กระตุ้นให้เกิดคะแนนแบบออแกนิกเพิ่มเข้ามาให้ใกล้เคียงกับปี 2566 หรือให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
สำหรับพรรคประชาชนนั้น ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า ฐานเสียงเดิมที่ไม่เปลี่ยนใจนั้นไม่น่าเป็นห่วง แต่ทางพรรคต้องการดึงเสียงจากคนที่เคยผิดหวังจากพรรคแล้วหันไปสนับสนุนพรรคอื่นให้กลับมาเลือกตนอีกครั้ง หรือช่วงชิงเสียงของคนที่กำลังลังเลให้มาเทคะแนนให้ทั้ง 2 ใบ เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วมีการแบ่งเลือก สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคละใบค่อนข้างมาก ซึ่งถือเป็นการวางเกม “เลือกแบบยุทธศาสตร์” ช่วงชิงคะแนนเพื่อรวมเสียงฝ่ายเดียวกันให้ได้มากที่สุด ซึ่งฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็ทำอยู่เช่นกัน
หากเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนปี 2566 ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า การต่อสู้กันบนโลกโซเชียลมีความรุนแรง และมีความเป็นลบ (Negative) มากกว่าเดิม มีการด้อยค่ากัน ดิสเครดิต ถูกเอาไป “แขวน” ให้รุมโจมตีมากขึ้น ขณะเดียวกันกระแสใดที่เป็นผลบวกก็จะถูกรีบนำไปแชร์ต่อ และมีคอมเมนต์โต้ตอบกันไปมา ซึ่งหากคอมเมนต์ไปในแนวทางเดียวกันมากๆ ก็จะส่งผลกระทบในเชิงจิตวิทยา
“การมีข้อความสนับสนุนหรือคัดค้านเยอะๆ ในแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง ก็จะกลายเป็นการรวมกลุ่มคนที่มีรสนิยมหรือความคิดเห็นในทางเดียวกัน มีผลทางจิตวิทยาว่า คนส่วนใหญ่ชอบหรือไม่ชอบพรรคนี้”
สำหรับในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ มองว่าคนไทยทุกคนควรต้องใช้วิจารณญาณ ตรวจสอบรอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) ว่าแต่ละพรรคการเมือง ทำอะไรมาบ้าง ทำได้หรือไม่ได้จริง หรือจะทำอะไรต่อไป และนำประกอบการตัดสินใจในการลงคะแนน