เปิด 3 กลโกงหน่วยรัฐ “โกงหลวง-ฉ้อราษฎร์-กัดกินกันเอง” วังวนคอร์รัปชันสะท้อนความล้มเหลวเชิงระบบ กัดกินงบประมาณ ความศรัทธา และอนาคตประเทศ

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ระบุว่า เงินคอร์รัปชันเป็นปัญหาเรื้อรังที่กัดกินโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เนื่องจากระบบปัจจุบันยังคงเปิดช่องให้การทุจริตดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กระบวนการใช้งบประมาณ การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งในหลายกรณี ความผิดปกติเหล่านี้กลับถูกมองข้ามหรือถูกทำให้เคยชินและไม่ได้รับการแก้ไข


เมื่อการทุจริตกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง ปัญหาจึงไม่ได้จบลงแค่การลงโทษผู้กระทำผิดรายใดรายหนึ่ง หากแต่ต้องย้อนถามถึงกลไกการตรวจสอบ ความโปร่งใส และความรับผิดรับชอบของผู้มีอำนาจ ตลอดจนตั้งคำถามสำคัญที่ประชาชนจำนวนมากยังคงสงสัยว่า “ปัญหานี้ควรถูกแก้ไขอย่างไร” และ “ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบอย่างแท้จริง” การเปิดโปงรูปแบบและวิธีการทุจริตอย่างเป็นระบบ จึงอาจเป็นก้าวสำคัญในการทำให้สังคมเห็นภาพรวมของปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการบริหารประเทศ

...



เงินคอร์รัปชั่นมีมากแค่ไหนในแต่ละปี ?


รายงานการสำรวจ ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยให้เห็นสถิติเงินบาปจากคอร์รัปชันในภาครัฐราว 5 แสนล้านบาทต่อปี โดยมาจากกลโกง 3 ประเภท ดังนี้


1. โกงหลวง

การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง โดยประเมินมูลค่า “เงินทอน” อยู่ที่ 2–3 แสนล้านบาทต่อปี หรือราว 20–30% ของงบลงทุนและงบจัดซื้อจัดจ้าง นอกจากนี้ ยังมีการเอาเปรียบรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์แก่เอกชน เช่น การอุดหนุนโครงการ PPP เกินจำเป็น การขยายสัมปทานโดยไม่เหมาะสม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเอกชนบางราย การรับซื้อไฟฟ้าราคาแพงและเกินความต้องการ ตลอดจนการจัดเก็บค่าภาคหลวงจากสัมปทานเหมืองแร่ต่ำกว่าความเป็นจริงและการให้เช่าทรัพย์สินของรัฐในราคาถูกเกินควร รวมถึงการยักยอกเงินหลวงโดยตรง เช่น เงินค่าเข้าอุทยาน เงินอุดหนุน และเงินกองทุนต่าง ๆ ซึ่งพบได้ตั้งแต่กรณีมูลค่าเล็กน้อยไปจนถึงความเสียหายระดับหลายร้อยล้านบาท สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้านธรรมาภิบาลและการตรวจสอบภาครัฐ


2. ฉ้อราษฎร์

นอกเหนือจากการทุจริตในระบบราชการแล้ว ยังพบปัญหาสินบนและส่วยที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจนอกระบบ เช่น หวยใต้ดิน บ่อน ยาเสพติด และแรงงานเถื่อน ซึ่งมีมูลค่าราว 8–13% ของ GDP หรือประมาณ 1.7 ล้านล้านบาทต่อปี หากคิดคร่าวๆว่ามีการจ่ายส่วยเพียง 5% จะคิดเป็นเงินถึง 8.5 หมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่ประชาชนทั่วไปยังต้องจ่าย สินบนระดับครัวเรือน จากการติดต่อราชการต่าง ๆ มูลค่าไม่น้อยกว่า 5 พันล้านบาทต่อปี รวมถึงสินบนจากภาคธุรกิจเพื่อความอยู่รอดหรือความได้เปรียบ สินบนเพื่อขอใบอนุญาต และ “ค่ามองไม่เห็น ตรวจไม่เจอ” ที่เกิดขึ้นนอกสถานที่ราชการ เมื่อรวมทั้งหมดแล้วมีมูลค่า มากกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและผู้ยึดมั่นในความสุจริต

...



3. กัดกินกันเอง

การทุจริตภายในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การซื้อขายตำแหน่ง ค่าวิ่งเต้นล้มคดี และการแบ่งส่วยตามลำดับชั้น ยังเป็นปัญหาที่พบเจอได้บ่อยครั้ง แม้มูลค่าเงินต่อกรณีอาจไม่สูง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ร้ายแรง เพราะเป็นการผลักดันให้ระบบราชการหมุนอยู่ในวังวนของอุปถัมภ์และการแสวงหารายได้โดยมิชอบ ซึ่งพบมากในหน่วยงานที่มีผลประโยชน์สูง ขณะเดียวกัน รัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยในปี 2566 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ป.ป.ช. ป.ป.ท.และ สตง. ใช้งบรวม 5,848 ล้านบาท และมีบุคลากรกว่า 7,578 คน สะท้อนต้นทุนของประเทศในการรับมือกับปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในระบบราชการ


จากสถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาการคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกและดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังไม่สามารถแก้ไขให้หมดสิ้นได้ ส่งผลให้ประชาชนต้องดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยการทุจริตอย่างต่อเนื่อง


...



สถานการณ์คอร์รัปชั่นเลวร้ายลง ?


จากรายงานสถานการณ์การทุจริตประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ 2567 ของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า จำนวนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตเพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 11,662 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยในช่วงปี 62–66 ถึง 19.47% โดยคำกล่าวหาร้อยละ 84.49 เป็นเรื่องที่ส่งต่อมาจากหน่วยงานซึ่งมีอำนาจหน้าที่ด้านการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)


...

ในช่วงปี 62–67 ป.ป.ช. ได้พิจารณาและมีมติชี้มูลความผิดแล้วรวมทั้งสิ้น 3,700 เรื่อง โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เป็นหน่วยงานที่ถูกกล่าวหามากที่สุด จำนวน 1,550 เรื่อง รองลงมาคือกระทรวงมหาดไทย 375 เรื่อง กระทรวงศึกษาธิการ 198 เรื่อง และส่วนราชการอื่น ๆ รวม 1,265 เรื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการทุจริตกระจุกตัวอยู่ในหน่วยงานที่มีอำนาจบริหารงบประมาณและใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ซึ่งปัจจุบัน ทาง ป.ช.ช. ยังมีเรื่องกล่าวหาที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการอีก 1,527 เรื่อง


ข้อมูลจากรายงานดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการทุจริตในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่จำนวนเรื่องร้องเรียนและภาระงานของหน่วยงานตรวจสอบ ขณะที่กระบวนการพิจารณาคดีและการชี้มูลความผิดยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญต่อประสิทธิภาพในการปราบปรามคอร์รัปชันและการสร้างความเชื่อมั่นของสังคมในระยะยาว



รื้อโครงสร้างระบบ แก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน


นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันในประเทศไทย โดยให้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจร่วมกันจัดตั้ง “วอร์รูมต้านการทุจริต” ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหลายภาคส่วน อาทิ นักการเมืองระดับสูง รัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และนักวิชาการ เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริต และทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม และให้คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจในการตรวจสอบและเรียกเอกสารหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านโครงการขนาดใหญ่ หรือมีการใช้อำนาจในประเด็นสำคัญ หากสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น


ส่วนการลงโทษ นายมานะ เผยว่า ควรดำเนินการอย่างรวดเร็วภายหลังตรวจพบผู้กระทำความผิด และต้องมีการบังคับใช้โทษจำคุกอย่างแท้จริง โดยกำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษจำคุกไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของระยะเวลาที่ศาลพิพากษา จึงจะมีสิทธิ์ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษหรือขอลดหย่อนโทษได้ เนื่องจากในปัจจุบัน คดีทุจริตยังคงใช้หลักเกณฑ์การลดโทษเช่นเดียวกับนักโทษทั่วไป คือรับโทษจำคุกเพียง 1 ใน 3 ของระยะเวลาทั้งหมด ทั้งนี้ การบังคับใช้บทลงโทษดังกล่าวต้องดำเนินการภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด



บทสรุป


แม้ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่ประชาชนยังคงเฝ้ารอและคาดหวังให้รัฐบาลแสดงความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตัวเลขความเสียหายจากการคอร์รัปชันที่ปรากฏ ไม่เพียงสะท้อนถึงเงินจำนวนมหาศาลที่ประเทศสูญเสียไปในแต่ละปี แต่ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในระบบราชการและการบริหารประเทศ ขณะที่จำนวนเรื่องร้องเรียนและคดีทุจริตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการจับกุมหรือเอาผิดรายกรณี หากแต่คือการรื้อระบบ ปรับกลไกตรวจสอบ และสร้างความโปร่งใสอย่างจริงจัง


ข้อเสนอในการจัดตั้งวอร์รูมต้านการทุจริต ควบคู่กับการยกระดับบทลงโทษให้มีความเด็ดขาดและเป็นธรรมภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน หากรัฐบาลสามารถแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงและการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมได้ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันก็อาจไม่ใช่เพียงความหวังที่เลือนราง แต่เป็นก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงที่สังคมไทยรอคอยมาอย่างยาวนาน