อ่านยุทธศาสตร์ "ภูมิใจไทย" ปลุกผี “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” นักวิชาการมองตีโจทย์ไม่แตก "เขา-เรา" ไม่ชัด ผูกขาดรักชาติ ส่งผลกระแสตีกลับ
“ไม่เลือกเรา เขามาแน่” วลีการเมืองดัง ที่มีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครเมื่อปี 2556 ระหว่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร จากประชาธิปัตย์ และ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จากเพื่อไทย ที่มีคะแนนสูสีคู่คี่จนแทบคาดเดาผู้ชนะไม่ได้
ก่อนที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ จะเปิดการ์ด “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ใช้ความหวาดกลัวอีกฝั่ง มาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ และสามารถแซงเอาชนะในโค้งสุดท้ายมาได้ ด้วยคะแนน 1.2 ล้าน ต่อ 1 ล้านคะแนน
อาจกล่าวได้ว่าวลีนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ดึง “โหวตเชิงยุทธศาสตร์” เลือกพรรคหรือกลุ่มการเมือง ที่แม้ไม่ใช่คนที่ตรงใจเราที่สุด แต่อย่างน้อยยังอยู่ในแนวอุดมการณ์เดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ “เสียงตกน้ำ” ให้กลุ่มการเมืองหรืออุดมการณ์ฝั่งตรงข้ามเป็นฝ่ายชนะ
การโหวตเชิงยุทธศาสตร์ถูกหยิบนำมาใช้ในอีกหลายสนามเลือกตั้ง แม้จะไม่มีการใช้วลีนี้โดยตรง เช่น การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ปี 2565 ที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมรณรงค์สู้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์
...
ล่าสุดในการเลือกตั้ง 2569 วลีนี้ถูกหยิบยกมาใช้อีกครั้งโดยค่าย “สีน้ำเงิน” หลังเมื่อวันที่ 26 ม.ค.นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และ แม่ทัพหาเสียง กทm.ของภูมิใจไทย เอ่ยปากขึ้นมาด้วยตัวเอง ท่ามกลางความหวังปักธง สส.ในเมืองหลวงให้ได้เป็นครั้งแรก
“รอบนี้จริงๆ มีแค่ 2 ฝั่ง มีแค่เรามุมน้ำเงิน กับอีกมุมหนึ่ง ไม่เลือกเรา เขามาแน่ ก็ขอร้องพี่น้องทุกคนว่าถ้าอยู่ฝั่งเรา ซึ่งก็คงประกอบด้วยหลายๆ สี แต่แน่นอนว่าคงรู้ว่า เลือกสีอื่นไปก็คะแนนแตก เสียงหาย คะแนนทิ้งน้ำแน่นอน ก็ขอให้ทุกๆ ท่านที่อยู่ฝั่งเรามาเลือกภูมิใจไทย เพื่อให้ภูมิใจไทยได้เป็นหัวหน้ามุมน้ำเงิน”
วลีนี้ถูกตอกย้ำอีกครั้งโดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพเลือกตั้งภาคใต้ โดยยกฝ่าย “รักชาติ-ไม่รักชาติ” ขอคนไทยเลือกฝ่ายที่รักชาติ อย่าเลือกฝ่ายที่ไม่รักชาติ หรือละเลยเมื่อเกิดสงคราม
“ขอฝากเพื่อนๆ ใน 14 จังหวัดภาคใต้ ว่าพวกเราควรจะเลือก หรือต้องเลือก หรือต้องตัดสินใจว่าต้องเลือกใครกันแน่ ทหารมีไว้ปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ใช่มีทหารไว้ทำอะไร”
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการปลุกผี “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” กลับไม่ได้รับผลตอบรับเป็นบวกอย่างที่คิด และอาจเป็นการดึงคะแนนภูมิใจไทยไปให้พรรคฝั่งอนุรักษ์นิยมพรรคอื่น จนแม่ทัพใหญ่อย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ออกมาปัดตอบคำถาม บอก “ผมหุบปากดีกว่า ไม่มีแล้ว ไม่เอาแล้ว เราต้องสร้างความสามัคคี”
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เจ้าของวลีต้นฉบับ ก็ได้ใช้โอกาสนี้ท้วงว่า “พูดให้เลือกผิดพรรค” เสียแล้ว
“พูดกันตามความเป็นจริง ส่วนใหญ่แล้วผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสสูงในการที่จะช่วงชิงที่นั่ง (สส.กรุงเทพฯ) มาจากแชมป์”
รวมถึงแคนดิเดตเบอร์ 2 อย่างนายกรณ์ จาติกวณิชย์ รองหัวหน้าพรรค ที่กล่าวว่า วาทกรรมไม่เลือกเรา เขามาแน่ ในอดีตนั้นเป็นเรื่องระหว่าง 1 กับ 2 ที่แบ่งขั้วชัดเจน แต่ปัจจุบันภูมิใจไทยส่งสัญญาณชัดเจนพร้อมจัดตั้งรัฐบาลได้ทั้งแดงและส้ม
“หากต้องการเสนอยุทธศาสตร์ให้คนไม่อยากได้ส้มเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะ กทม. ไม่ควรเสนอให้เลือกน้ำเงิน เพราะไม่มีโอกาสชนะส้ม ดังนั้นหากซื่อสัตย์ในยุทธศาสตร์ดังกล่าวจริง ควรแนะนำให้เลือกพรรคไหน”
...
“ไม่เลือกเรา เขามาแน่” สะท้อนกลับค่ายน้ำเงิน
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยเรื่องนี้กับ อ.ดร.สติธร ธนานิธิโชติ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า วาทกรรม “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ยังทำงานได้อยู่ แต่อาจไม่ใช่ในรูปแบบที่ภูมิใจไทยใช้ในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ ครั้งนี้ คือไม่ใช่สื่อสารตรงๆ แล้วจบ แต่ต้องตีโจทย์ให้แตก เจาะจงให้ชัดว่า “เขา” และ “เรา” คือใคร ทำไมต้องเลือกเรามากกว่า
โดยจะเห็นเจ้าของวลีอย่างพรรคประชาธิปัตย์สามารถเอามาตอบโต้ได้ว่า หากจะใช้วาทกรรมนี้ “เรา” ที่ควรต้องเลือกคือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมีคะแนนความนิยมในกรุงเทพฯ สูงกว่า มีโอกาสชนะมากกว่าภูมิใจไทย
“การใช้วิธีการแบบนี้ต้องตีโจทย์ให้แตกก่อน ว่าแท้จริงวันนี้ประชาชนกลัวเรื่องอะไร อย่างในกรุงเทพหากถามว่าทำไมภูมิใจไทยได้รับความนิยมมากขึ้น มองว่ามาจาก 2 ส่วน หนึ่งการขายคนทำงานมืออาชีพ และสองคือในกลุ่มคนที่เชื่อเรื่องความรักชาติ หวงแหนชาติ จนเกิดเป็นความไว้วางใจว่าคุณอนุทินจะไม่ใช่แค่รักชาติแต่มีทีมที่พร้อม ทำงานได้จริง แต่พรรคกลับไม่ได้สื่อสารตอกย้ำในสิ่งที่คนไว้ใจคุณอนุทิน ไปใช้แค่คำว่า ไม่เลือกเรา เขามาแน่ ถ้ากลัวส้มต้องเลือกน้ำเงิน แต่ไม่ได้ย้ำจุดขาย”
...
ในส่วนที่คุณพิพัฒน์ออกมากล่าวย้ำเรื่องฝ่าย “รักชาติ-ไม่รักชาติ” ก็ถือเป็นวิธีคิดเดียวกัน แต่มีลีลาการสื่อสารที่ได้ผลมากขึ้น กล้าพูดชัดว่า “เรา” คือฝ่ายไหน “เขา” คือฝ่ายไหน แต่อย่างไรก็ดีภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเดียวที่นำเสนอเรื่องรักชาติ มีพรรคอื่นที่นำเสนอประเด็นนี้และไปในแนวที่สุดโต่งมากกว่าเสียด้วยซ้ำ รวมถึงในพื้นที่ภาคใต้ ภูมิใจไทย ถูกท้าทายด้วยกระแสการกลับมาของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ของพรรคประชาชน
“แต่ละพื้นที่ต้องตีโจทย์ต่างกัน ในภาคใต้ก็ไม่แน่ใจว่าแค่ประเด็นรักชาติไม่รักชาติจะพอในการดึงคะแนนเสียงหรือไม่ เพราะว่า “เขา” ในทีนี้ไม่ได้หมายถึง “เขาสีส้ม” แต่เป็น “เขาสีฟ้า” ซึ่งผิดบริบท ประชาชนอาจคิดว่าประชาธิปัตย์ก็รักชาติเหมือนกัน งั้นเลือกน้ำเงินหรือฟ้าก็ได้”
ดร.สติธร มองว่า จากนี้ภูมิใจไทยคงไม่ผลักดันแนวทางนี้ต่อ เพราะเกิดกระแสตีกลับ ไม่ได้สร้างมิตร เพิ่มศัตรู ไม่ได้สร้างผลบวก
“ในเชิงยุทธศาสตร์มันจบแล้ว ถ้าไปขยายผลต่อก็ไม่ดี ต้องรีบปิดเกมว่าพอแล้ว ปรับแนวทางกลับไปนำเสนอตัวผู้สมัครและนโยบาย ดังที่จะเห็นว่ามีการเดินหน้าโปรโมทแล้ว”
...
ค่ายส้ม แก้โจทย์ “ถึงเลือกเรา เขาก็มา”
ในส่วนของพรรคประชาชน ที่ในช่วงเริ่มต้นของการหาเสียงนำเสนอว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีเพียง 2 ทางเลือกคือ “ส้ม” หรือ “น้ำเงิน” จัดตั้งรัฐบาล เป็น “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” หรือไม่นั้น ดร.สติธร มองว่า พรรคประชาชนได้ข้ามจุดนี้ไปสู่อีกจุดหนึ่งแล้ว คือการวางตัวเองเป็นพรรคอันดับ 1 และต้องชนะด้วยเสียงที่ขาด ดังที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ออกมาตั้งเป้าว่าต้องชนะทิ้งห่าง 30-40 ที่นั่ง
“แม้พื้นฐานจะยังเป็นการแข่งขันจัดตั้งรัฐบาลระหว่างส้ม-น้ำเงินจริง แต่พรรคประชาชนพยายามเดินเลยไปสู่จุดที่ไม่ต้องแข่งกับใคร คือคะแนนมาเป็นอันดับ 1 แน่นอน เพียงแต่ว่าคะแนนต้องทิ้งห่างให้มากพอจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่มีใครขัดขวางได้ เป็นการสู้กับ “ต่อให้เลือกเรา แต่ถ้าไม่มากพอ เขาก็มา” ฉะนั้นจึงต้องเลือกเราให้มากที่สุด”
ดร.สติธร ประเมินล่าสุด ณ 29 ม.ค.2569 ว่า พรรคประชาชน อาจได้จำนวนที่นั่ง สส.อยู่ในระดับเดิมคือ 150 ที่นั่ง ซึ่งในช่วงโค้งสุดท้ายอาจเกิดสถานการณ์พลิกเกมได้ ต้องจับตาดูกันต่อไป