สนามเลือกตั้งตะวันออก “กระสุน” ปะทะ “กระแส” ชิงเก้าอี้ดุเดือด "อดีตนักการเมืองชลบุรี" มองเป็นพื้นที่สำคัญ พรรคการเมืองหวังชิงคะแนนจาก "พรรคส้ม" ดันจัดตั้งรัฐบาล
เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป 2569 แต่ละพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ต่างเร่งหาเสียงเพื่อช่วงชิงคะแนนกันอย่างดุเดือด ทั้งการลงพื้นที่ปราศรัย ดีเบต การนำเสนอนโยบาย
ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับ นายศักดา นพสิทธิ์ อดีตนักการเมืองในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ถึงภาพรวมการเลือกตั้งใน “ภาคตะวันออก” อีกหนึ่งพื้นที่ที่แข่งขันกันดุเดือด คะแนนพลิกผันได้ตลอดเวลา
นายศักดา ประเมินมองว่าพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นภาคที่มีการแข่งขันสูงและอยู่ในความสนใจของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีจำนวน สส. ถึง 10 ที่นั่ง มากติดท็อปของประเทศ ซึ่งเมื่อรวมจังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออกพบว่า ผลการเลือกตั้ง 2566 อดีตพรรคก้าวไกลครองที่นั่งถึง 17 จาก 29 ที่นั่ง ดังนั้นบรรดาพรรคการเมืองจึงต้องการชิงเก้าอี้จากพรรคประชาชน ขึ้นเป็นที่ 1 เพื่อจัดตั้งรัฐบาล
...
นายศักดา มองว่า นอกจากเรื่องนโยบายแล้ว ขณะนี้เป็นการขับเคี่ยวระหว่าง “กระแสความนิยม” ของผู้สมัคร กับ “กระสุน” หรือการซื้อขายเสียงที่ยังคงปรากฏในบางพื้นที่
“แม้ว่ากระแสจะดีอย่างไร หากมีการใช้กระสุนเพื่อจูงใจให้คนไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงให้ กระแสความนิยมก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้”
นายศักดา มองว่ามี 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระแสความนิยมสามารถยืนระยะได้ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากกระสุน ได้แก่
1.ฐานเสียงเยาวชนและคนรุ่นใหม่
2.กลุ่มประชาชนที่มีระดับการศึกษาสูง
3.กลุ่มคนที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจดีอยู่แล้ว
มองว่า “กระสุน” จะมีผลกับกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงคะแนนให้ใคร และเคยชินกับการถูกซื้อเสียง และจากสถานการณ์เศรษฐกิจย่ำแย่ อาจเปิดช่องให้กระสุนกลับมามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชนมากขึ้น
ในส่วนของกระแสข่าวการซื้อเสียงระดับ 7,500 บาทต่อหัวนั้น นายศักดา มองว่า ในข่าวที่มีการรายงานการซื้อเสียงในอัตรา 3,000 - 7,500 บาท มีความเป็นไปได้ในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นมากกว่า เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายประชากรน้อยกว่า ต้องจ่ายให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่กี่พันคน แตกต่างจากการเลือกตั้งใหญ่อย่างการเลือก สส. โดยนักการเมืองบางรายใช้การคำนวณเชิงตัวเลข ตั้งเป้าคะแนนเสียงก่อนกำหนดงบประมาณหาเสียง
นายศักดา ย้ำว่า การซื้อเสียงสะท้อนเจตนาทางการเมืองที่ไม่ถูกต้อง ผู้ที่ใช้เงินแลกคะแนนไม่ได้มุ่งทำหน้าที่ในสภา แต่หวังเข้าสู่อำนาจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ เพราะด้วยเงินเดือนผู้แทน 4 ปี อยู่ที่ราว 4.5 ล้านบาท ดังนั้นการใช้เงิน 50-60 ล้านมาซื้อเสียงในแต่ละครั้งย่อมมีการถอนทุนคืo
นอกจากนี้การซื้อเสียงเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ผิดทั้งคนซื้อและคนขาย ขอแนะประชาชนว่าหากมีคนมาขอจดชื่อมาติดต่อขอซื้อเสียง ให้บ่ายเบี่ยงหรือปฏิเสธการรับเงิน หากมีการให้ชื่อและหมายเลขบัตรประชาชนไปเมื่อถึงวันเลือกตั้ง หัวคะแนนอาจมีการโทรศัพท์ทวงถาม แต่ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเราลงคะแนนให้จริงหรือไม่ ตรวจสอบได้เพียงจำนวนผ่านการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งนั้นๆ
“ถ้าหากมีคนมาซื้อ เราไม่ควรขาย แต่ถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าเราจะลงคะแนนให้เบอร์ไหน หัวคะแนนก็ไม่มีทางมารับรู้ได้ อย่าไปเชื่อหัวคะแนนที่บอกว่าตรวจสอบได้”
นายศักดา ย้ำว่า การซื้อเสียงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง การเปิดให้มีการเลือกตั้ง สส.ทุก 4 ปี สะท้อนให้เห็นแล้วว่า เป็นโอกาสให้ผู้ที่ประสงค์จะมาเป็น สส. เสนอตัวรับใช้ประชาชน ได้แสดงความคิดเห็น แสดงขีดความสามารถ หาเสียงสร้างความนิยมในหมู่ประชาชน วันนี้หากประชาชนคิดว่าผู้สมัครคนไหนเป็นคนดีเหมาะสมก็ลงคะแนนเลือก หากที่ผ่านมาลงคะแนนให้ไปแล้วและเห็นว่าทำงานไม่ดี ก็เปลี่ยนใหม่ ขอให้ประชาชนใช้สิทธิอย่างสุจริต เลือกผู้แทนที่ยึดประโยชน์ประชาชนและประเทศเป็นสำคัญ