วิสัยทัศน์ 6 พรรคการเมือง ประชันนโยบายการศึกษา “เรียนไปทำไม?” แนวทางแก้ความเหลื่อมล้ำ "เรียนฟรีไม่จริง" พัฒนาเด็กไทยให้มีทักษะแห่งอนาคต มุมมองการจัดสรรงบประมาณและคำมั่นสัญญาหากได้เป็นรัฐบาล
วันนี้ 16 ม.ค.2569 ไทยรัฐ จัดเวทีดีเบต “นโยบายการศึกษา 2569: เรียนไปทำไม?” โดยมีตัวแทนจาก 6 พรรคการเมือง คือ ดร.ธีราภา ไพโรหกุล จากพรรคเพื่อไทย, ดร.การดี เลียวไพโรจน์ จากพรรคประชาธิปัตย์, ดร.รัชดา ธนาดิเรก จากพรรคภูมิใจไทย, ดร.เจนจิรา รัตนเพียร จากพรรคกล้าธรรม, พริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน และ วราวิช กำภู ณ อยุธยา จากพรรคไทยก้าวใหม่
ค้นหาคำตอบการศึกษาไทย ทวงคืนอนาคตของชาติ หลังประเทศไทยกำลังประสบปัญหาอัตราการเกิดต่ำ ติดกับดักความยากจนข้ามรุ่น “เรียนฟรีไม่จริง” ครอบครัวยากจนจ่ายเงินเพิ่มหลักหมื่นบาท/ปี กัดฟันส่งลูกเรียนแต่การศึกษาไม่ทันกระแสโลก
แนวทางแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
รายงานจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า ต้นทุนของเด็กไทยไม่เท่ากัน ผลักให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กไทยให้ถี่ห่างมากขึ้นต่อเนื่อง เด็กในโรงเรียนขนาดเล็กผลการสอบ O-NET น้อยกว่า เด็กชนบทมีผลการประเมิน PISA ตามหลังเด็กในเมืองถึง 3 ปีการศึกษา ขณะที่เรียนฟรีก็ยัง “ฟรี” ไม่จริง ผู้ปกครองควักเงินจ่ายค่าใช้จ่ายแฝงเกือบหมื่นบาทต่อปี
...
ดร.ธีราภา ไพโรหกุล จากพรรคเพื่อไทย มองว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นสิ่งที่อยู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงแต่ด้านการศึกษาแต่คือเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยพรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายที่จะยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง พัฒนาคนให้เป็นคนคุณภาพสูง โดยเริ่มจากการผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ปรับหลักสูตรโดยให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง กระจายงบประมาณสู่ท้องถิ่นมากขึ้น ให้โรงเรียนขนาดเล็กได้รับงบที่เหมาะสม รักษาสิทธิของนักเรียน
นอกจากนี้จะสร้าง “สะพานโอกาสทางการศึกษา” สานต่อโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน หรือ ODOS ที่ช่วยเหลือเด็กเก่งที่ขาดโอกาส และโครงการ Thailand Zero Dropout พร้อมผลักดันโครงการ 1 นักเรียน 1 นักจิต เพื่อดูแลสภาพจิตใจของเด็กๆ ต่อเนื่องไปยังโครงการ 30 บาทรักษาทุกใจ ที่จะช่วยดูแลทุกคนรวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง บุคลากรทางการศึกษา โดยเชื่อว่าสุขภาพใจดีก็จะส่งผลดีต่อการเรียนไปด้วย
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ จากพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า ต้นตอของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มาจากหลายปัจจัยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ระยะทาง การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เหมาะสม โดยตั้งเป้าปลดล็อกไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต เด็กๆ สามารถออกแบบอนาคตของตัวเองได้ โดยเน้นใน 3 ประเด็นพัฒนา อันดับแรก มุ่งทลายกำแพงห้องเรียนสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยนโยบาย “บุฟเฟต์การศึกษา” แก้ปัญหาทรัพยากรแต่ละโรงเรียนที่ไม่เท่ากัน
อันดับที่ 2 คือ ทลายข้อจำกัดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงข้อมูลการศึกษาที่ดี ให้ทุกคนได้รับการศึกษาคุณภาพสูงอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหนของประเทศไทย พร้อมต่อยอดเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่มีอยู่แล้ว และประเด็นที่ 3 คือทำให้คุณครูทุกคนมีศักยภาพดีเยี่ยมอย่างเท่าเทียม ลดภาระงานธุรการ ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ศักยภาพของเด็ก
ดร.รัชดา ธนาดิเรก จากพรรคภูมิใจไทย มองว่า เหนือกว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการที่โรงเรียนไม่ใส่ใจ ครูไม่เก่ง หรือนักเรียนไม่ฉลาด แต่เป็นปัญหาความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง โดยภูมิใจไทยมีนโยบาย “การศึกษาเท่าเทียมพลัส” ที่จะสานต่อ ต่อยอดโครงการเดิมที่ดีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผลักดันให้เกิดการเรียนฟรี มีคุณภาพ เรียนได้จากทุกที่ทุกเวลา เมื่อจบแล้วมีงานทำ
สิ่งที่จะทำ 3 ประการ ประการแรกคือ การสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ ยกคลังความรู้ทุกระดับไปอยู่บนออนไลน์ ให้ทุกคนเข้าไปเรียนได้ฟรีไม่ต้องเสียค่าหลักสูตรและอินเทอร์เน็ต ประการที่ 2 คือการสร้างแอปฯ Skill-Bridge ดึงเอกชนเข้ามาร่วมร่างหลักสูตร ให้ทันสมัยตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และประการที่ 3 คือ ธนาคารเครดิต สำหรับคนที่ใฝ่รู้สามารถเรียนออนไลน์แล้วเก็บหน่วยกิตครบ สามารถรับใบปริญญาได้
...
ดร.เจนจิรา รัตนเพียร จากพรรคกล้าธรรม มองว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งการเรียนสูงแต่รายได้ต่ำ จบไปทำงานไม่ตรงสาย เด็กได้รับการเรียนการสอนจากครูไม่ตรงตามประเด็น ความเหลื่อมล้ำทางโอกาสระหว่างโรงเรียนชนบทและโรงเรียนในเมือง
ซึ่งเชื่อหากพรรคกล้าธรรมได้เข้ามาบริหารประเทศจะสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนให้หมดไปได้ และไม่กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเกิดขึ้น โดยเชื่อว่าจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของปัญหาการศึกษาคือ “ครู” ที่ถูกละเลยความสำคัญ จึงต้องทำให้ครูมีความสุข พัฒนาเพิ่มทักษะ ให้อยากสอนอยู่ในพื้นที่เดิม อยากมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนนั้นๆ
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน กล่าวว่า ทางพรรคประชาชนมีเป้าหมายที่จะลดความเหลื่อมล้ำทำให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ประการแรก คือทำให้ โรงเรียนฟรีจริง 100% ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยปรับสูตรการจัดสรรทรัพยากร ให้โรงเรียนทุกแห่งโดยเฉพาะขนาดเล็กมีทรัพยากรที่เพียงพอในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยไม่ได้จัดสรรงบประมาณหรือบุคลากรอ้างอิงจากจำนวนนักเรียนเพียงอย่างเดียวเพราะจะทำให้โรงเรียนเล็กเสียเปรียบได้งบประมาณหรือครูไม่พอ พร้อมสั่งห้ามเก็บค่าบำรุงรักษาเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง เช่น ค่าห้องคอมพิวเตอร์
ประการที่ 2 คือการดูแลสุขภาพกายและใจของนักเรียน โดยการเพิ่มงบอาหาร 16,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้น 50% จากเดิม เพื่อให้นักเรียนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น และจ้างนักสุขภาพจิตให้ประจำอยู่ในโรงเรียนมากขึ้น
ประการที่ 3 กระจายอำนาจให้สถานศึกษาแต่ละแห่ง สามารถออกแบบการเรียนการสอนที่เหมาะกับบริบทของตนเองมากขึ้น ทั้งหลักสูตร การใช้งบประมาณ การคัดเลือกบุคลากร และประการที่ 4 ออกแบบการศึกษาที่ไร้รอยต่อทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา เด็กสามารถเอาประสบการณ์นอกห้องเรียนมาเทียบเคียงเป็นหน่วยกิตได้ และมอบคูปองเปิดโลกปีละ 2,000 ให้เด็กเลือกเรียนที่ต้องการได้
...
นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา จากพรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเผยว่า หากทางพรรคได้เป็นเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ สิ่งแรกที่จะทำ คือการ “หยุดเลือดการศึกษา” แก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบ ที่มีสาเหตุหลักมาจากการที่เด็กยากจน ด้อยโอกาส พร้อมผลักดันให้เกิด “โรงเรียนดีใกล้บ้าน” ให้มีครูประจำทุกระดับชั้นและสอนตรงตามวุฒิการศึกษา เลิกทำงานธุรการ-ทำรายงาน
ผลักดันนโยบาย 3 ให้ ให้แรกคือ ให้เรียนฟรีถึงปริญญาเอก โอนเงินสนับสนุนเข้ากระเป๋าผู้ปกครองโดยตรงผ่านแอปฯ เป๋าตัง สนับสนุนให้ทุกโรงเรียนมีมาตรฐานเท่ากัน ไม่เก็บค่าพิเศษ ให้ที่ 2 คือ ให้อาหารเช้าเด็กประถมศึกษา และให้ที่ 3 คือให้เด็กมหาวิทยาลัย เรียนฟรีไม่ต้องกู้ ยกเลิกหนี้ กยศ.ทั้งหมด
พัฒนาเด็กไทยให้มีทักษะแห่งอนาคตอย่างไร
รายงานจาก กสศ.ยังเปิดเผยด้วยว่า “เด็กไทย” อาจยังขาด “ทักษะแห่งอนาคต” เสี่ยงตกขบวน วิ่งตามกระแสไม่ทันในยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุกคนเป็นพลเมืองโลก โดยคะแนนการสอบ PISA ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาลดน้อยลงต่อเนื่อง ในผลการสอบล่าสุด พบทักษะพื้นฐาน อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD และตามหลังหลายประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนทั้ง สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ขณะที่ทักษะเฉพาะด้านอย่าง สมรรถนะการอยู่ในสังคมโลก อยู่อันดับที่ 21 จาก 27 ประเทศ และทักษะความคิดสร้างสรรค์ อยู่ที่ 51 จาก 61 ประเทศ
...
ดร.ธีราภา ไพโรหกุล จากพรรคเพื่อไทย มองว่า สำหรับการสร้างทักษะแห่งอนาคตนั้น ต้องมีการ “เสริมและซ่อมระบบ” โดย “เสริม” คือการเสริมจุดแข็งของเด็กไทย CBD ได้แก่ Creativity หรือ ความคิดสร้างสรรค์ ทางเพื่อไทยจะสานต่อนโยบาย THACCA มาเป็นกลไก นำระบบดิจิทัลต่างๆ มาประยุกต์ใช้
Biodiversity หรือ ความหลากหลายทางชีวภาพ ผลักดันเกษตรกร โดยใช้ AI Chatbot โต้ตอบข้อมูลอย่างแม่นยำ และส่งเสริม “เกษตรแม่นยำ” ให้เกษตรกรสามารถรู้ดิน-น้ำ-อากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ และ Digital จะมีโครงการ AI for all ให้มีแพลตฟอร์มระดับชาติ ที่เมื่อมาเรียนจะได้ทั้งประกาศนียบัตรและ Token เพื่อในการไปสมัครใช้งาน AI ระดับโลก
นอกจากนี้จะมีนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” ทำงานร่วมเอกชน เพื่อเจาะจงทักษะและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่เป็นความต้องการของตลาด โดยมีการใช้งบประมาณระหว่างเรียน
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ จากพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า ในเรื่องทักษะแห่งอนาคต ควรต้องเตรียมพร้อมให้เด็กไทยเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่จำกัดเพียงแค่ในรั้วโรงเรียน ด้วยนโยบายบุฟเฟต์การศึกษาที่เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบได้ และนโยบาย Learn to Earn เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งจะกลายเป็นทักษะที่จะเก็บสะสมใน “กระเป๋าตังค์ทักษะ” ในธนาคารหน่วยกิต เพื่อต่อยอดไปสู่อาชีพใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
ซึ่งจะต่อเนื่องไปถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับระบบเอกชน การลงทุนทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเตรียมกำลังมนุษย์ให้พร้อม ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาไปจนถึงมหาวิทยาลัย
ดร.รัชดา ธนาดิเรก จากพรรคภูมิใจไทย มองว่า การรอปฏิรูปการศึกษาทุก 15 ปีอย่างที่ทำอยู่ไม่สามารถก้าวทันยุคแห่งอนาคตได้ การเรียนรู้ที่ทันสมัยจะต้องนำแอปพลิเคชันเข้ามาใช้งาน โดยนำเสนอนโยบาย แพลตฟอร์มแห่งชาติ ยกหลักสูตรการเรียนการสอบมาไว้ในออนไลน์ แบ่งเป็นทั้งของเด็กนักเรียนนักศึกษาและของคุณครู โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน พัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย เท่าทันเทคโนโลยี ชี้ว่าในวันนี้ที่เทคโนโลยี AI ก้าวหน้า ต้องมีการใช้แชตบอทอยู่ในหลักสูตรวิชาต่างๆ เป็นพื้นฐานให้เด็กทุกช่วงวัยเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง
ขณะเดียวกัน ครูก็ต้องพัฒนาทักษะ ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ยกระดับกระบวนการคิดของเด็ก เลิกการเรียนแบบท่องจำ ประยุกต์ใช้กับท้องถิ่นได้ ต้องเรียนให้เป็นโปรเจกต์ เช่น ในวิชาการเกษตร ไม่ใช่แค่ว่าพืชชนิดนี้ปลูกอย่างไร แต่ต้องรู้ด้วยปลูกแล้วประโยชน์คืออะไร ตลาดอยู่ที่ไหน
ดร.เจนจิรา รัตนเพียร จากพรรคกล้าธรรม มองว่า การศึกษาที่ดีไม่ใช่การแจกฟรีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีคุณภาพและนำพาไปสู่ประสบการณ์และอาชีพได้ โดยเด็กต้องมีทักษะในการคิด วิเคราะห์ คิดเชิงระบบมากขึ้น ต้องรู้จักโอกาสในการหาเงินและอดออม นอกจากนี้ต้องมีการสอดแทรกวิชาจริยธรรม คุณธรรม และการเป็นพลเมืองที่ดีให้กับเด็ก เพื่อให้ไม่ลืมรากเหง้าความเป็นคนไทย ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่เริ่มต้นจากครู โดยจะมีการแก้หนี้ครู ตั้งสหกรณ์กลาง, ดูแลสวัสดิการครู เป็นต้น
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน เผยถึงความต้องการสร้างระบบการศึกษาและนิเวศการเรียนรู้ ที่ทำให้ทุกคนในประเทศมีทักษะที่รับมืออนาคตได้ ประการแรกคือการเดินหน้าจัดทำหลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่ให้สำเร็จ เพราะหลักสูตรปัจจุบันไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่มานานกว่า 20 ปี โดยไม่เน้นเนื้อหาเชิงปริมาณ แต่เป็นการเพิ่มสมรรถนะที่ใช้งานได้จริง ทั้งการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ และทักษะที่เทคโนโลยียังทดแทนได้ยาก เช่น การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ และหลักสูตรฉบับใหม่ต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอให้โรงเรียนไปปรับใช้ได้ตามสถานการณ์
ประการที่ 2 มองว่าแม้หลักสูตรจะดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์หาก “ครู” ไม่มีเวลาและทักษะในการดูแลพัฒนาการของผู้เรียน ดังนั้นจึงมีการดำเนินแนวทางคือ 1.คืนเวลาให้กับครู คืนครูให้ห้องเรียน ลดภาระงานธุรการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เพิ่มพนักงานธุรการมาช่วยแบ่งเบาภาระ ปรับปรุงกฎหมายให้การดำเนินการสะดวกรวดเร็วมากขึ้น 2.กระจายงบอบรมจากส่วนกลาง มาให้โรงเรียนและครูตัดสินใจได้เองมากขึ้นว่าอยากพัฒนาทักษะด้านใด
ประการที่ 3 นำเทคโนโลยีมายกระดับการศึกษา ผ่านการลงทุนในแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ ที่ไม่ใช่แค่คลังเนื้อหา แต่ต้องเป็น AI ที่วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนผู้เรียนได้ เพื่อปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับแต่ละคน
นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา จากพรรคไทยก้าวใหม่ ประกาศว่าหากมีโอกาสเข้าไปบริหารกระทรวงศึกษาธิการ จะไม่รอ พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ แต่จะแก้กฎกระทรวงเพื่อจัดทำหลักสูตรใหม่ทันที ยกให้ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่ 2 AI เป็นภาษาที่ 3 เลิก “จด ท่อง จำ สอบ” เปลี่ยนวิธีวัดผลการเรียนทั้งประเทศให้เน้นการคิดวิเคราะห์
พร้อมผลักดันนโยบาย “สกิลปัง กระเป๋าตุง” แก้ปัญหาทักษะ เทคโนโลยีของคนปัจจุบัน โดยเฉพาะคนตัวเล็ก เกษตรกร SME ที่ยังมีไม่เพียงพอ โดยลงทุนกับคน 1 หมื่นบาท เพื่อให้ได้เงินเดือนขั้นต่ำ 25,000 บาท และกลับวนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ
คำมั่นสัญญาหากเป็นรัฐบาล และมุมมองจัดงบประมาณการศึกษา
นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา จากพรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเผยว่า พรรคไทยก้าวใหม่ตั้งขึ้นเพราะอยากพัฒนาทุนมนุษย์และตั้งใจจะเข้าไปบริหารกระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็ไม่ได้มองแค่กระทรวงนี้เท่านั้นเพราะประเทศจะประสบความสำเร็จได้ต้องพัฒนาทุนมนุษย์ทั้งระบบ
สำหรับงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการแม้จะดูเยอะ แต่แท้จริงแล้วเป็นงบค่าใช้จ่ายประจำ งบที่จะนำมาใช้พัฒนา ลงทุนมีจำนวนจำกัด แต่สามารถแก้ไขได้ เช่น ค่าไฟโรงเรียนสังกัด สพฐ.ตกปีละเกือบ 5 พันล้านบาท หากให้เอกชนเข้ามาติดโซลาร์เซลล์ จะลดค่าใช้จ่ายทันที 3 พันล้านบาท และนำมาจัดสรรโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาสการศึกษา
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน ให้สัญญาว่าจะให้ความสำคัญกับการศึกษา ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่คาบเกี่ยวกับกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อุดมศึกษาฯ พม. สาธารณสุข โดยภายใน 100 วันแรกที่ยังไม่สามารถตั้งงบประมาณได้นั้น มีหลายอย่างที่ทางพรรคสามารถเดินหน้าได้เลย คือ
1.ประกาศเจตนารมณ์ในการจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่
2.ยกเลิกและลดโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและครู
3.ต่ออายุ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา กระจายอำนาจให้โรงเรียนตัดสินใจใช้งบประมาณได้สะดวกมากขึ้น
4.ยกเลิกกิจกรรมบังคับของนักศึกษา กยศ.
5.ยื่นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่เข้าสู่สภา
ดร.เจรจิรา รัตนเพียร จากพรรคกล้าธรรม มองว่าประเทศไทยมีคนนโยบายเก่งๆ อยู่มาก แต่ยังขาดคนที่กล้าตัดสินใจ จึงอยากขอโอกาสให้พรรคกล้าธรรม โดยสัญญาว่าจะกล้าทำและกล้าตัดสินใจในทุกๆ เรื่อง และหากได้เข้าไปบริหารกระทรวงศึกษาธิการ จะมีนโยบายที่ครอบคลุมและจะจัดสรรงบประมาณให้ตรงตามจุดประสงค์ ทั้งเพิ่มเงินอุดหนุนเป็นสองเท่า สนับสนุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนของค่าน้ำ-ค่าไฟ
ดร.รัชดา ธนาดิเรก จากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่าทางพรรคให้ความสำคัญกับปัญหาการศึกษามาก เพราะหากแก้ไขไม่ได้ก็จะเชื่อมโยงไปถึงปัญหาสังคมและปัญหาเศรษฐกิจ และไม่อาจนำพาไทยพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้ โดยสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยจะทำนอกจากนโยบายการศึกษาพลัสที่ได้นำเสนอไป ในส่วนของงบประมาณนอกจากที่จัดสรรให้โดยตรงอยู่แล้ว จะมีการจัดสรรเพิ่มเติมจากงบบูรณาการที่ซ้ำซ้อน นอกจากนี้จะผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม เข้าสู่สภาฯ รวมถึง ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาให้ทันสมัย กระจายอำนาจ ยืดหยุ่น
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ จากพรรคประชาธิปัตย์ ชูความภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งริเริ่ม “นโยบายเรียนฟรี 15 ปี” และตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนอีกครั้ง โดยจะไม่มีการลดงบประมาณรวมของกระทรวงศึกษาธิการ แม้จำนวนเด็กจะลดลง และจะกระจาย บริหารงบให้ถูกจุด ไปสู่กลุ่มเด็กที่ห่างไกลหรือต้องการความช่วยเหลือมากกว่า
ในฐานะแม่และนักการศึกษา มองว่า ไม่ควรวัดผลเพียงแค่ตัดเกรด แต่หมายถึงอนาคตที่เด็กจะเติบโตเป็นคนที่มีจริยธรรมที่ดี เป็นทรัพยากรบุคคลให้กับสังคม สามารถเรียนรู้ได้ตลอดทาง ดูแลตนเองและครอบครัว โดยแนวคิดการศึกษาของประชาธิปัตย์ไม่ได้อยู่ในรั้วโรงเรียนและรั้วกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่หมายถึงการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากการเรียนรู้ระบบเปิด คือการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นตามความแตกต่างของแต่ละบุคคลและอนาคตที่เปลี่ยนแปลงได้ ผูกรวมการลงทุนกับการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ นำนวัตกรรมใหม่มายกระดับทั้งครูและนักเรียน เมื่อสามารถผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่ดีได้ก็จะส่งผลประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้คือคำมั่นของพรรคประชาธิปัตย์
ดร.ธีราภา ไพโรหกุล จากพรรคเพื่อไทย เผยคำมั่นสัญญาที่พรรคจะมอบให้กับประชาชน คือการวางเป้าหมายนำพาประเทศไปสู่ประเทศรายได้สูง ซึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือการยกระดับและพัฒนาการศึกษาและมนุษย์ไปสู่การเป็นคนที่มีศักยภาพสูง โดยแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย อย่าง ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก็เป็นผู้ที่อยู่กับระบบการศึกษามาโดยตลอด ยืนยันว่าหากได้มีโอกาสเป็นรัฐบาลจะผลักดันเรื่องการศึกษาแน่นอน
ในส่วนของงบประมาณ จะผลักดันการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม มีการ Rematching Resources จากงบที่มีอยู่อย่างจำกัด ตั้งเป้าให้ชัดเจนว่าต้องทำอะไรก่อนหลังตามลำดับความสำคัญ เพื่อให้ผลประโยชน์ตกสู่พี่น้องประชาชนจริงๆ
คำถามจาก “ครู-นักเรียน”
ในช่วงถาม-ตอบ “น้องกระต่าย" จากโรงเรียน 4 ตารางวา จ.อุตรดิตถ์ ได้สอบถามว่าบ้านของตนมีโรงเรียนอยู่ใกล้ แต่เป็นโรงเรียนที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียน จึงจำเป็นต้องเดินทางไปเรียนในโรงเรียนอีกแห่งซึ่งอยู่ไกลออกไปแต่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม แม้จะเลือกโรงเรียนที่ประหยัดกว่า ตนก็ยังไม่สามารถเรียนต่อได้ เนื่องจากทุกโรงเรียนมีค่าใช้จ่ายแฝง จึงอยากสอบถามว่ามีนโยบายของพรรคการเมืองใดบ้างที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหานี้ได้
ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ได้ตอบคำถามดังกล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ตนเคยทำงานร่วมกับ กสศ. ในการพานักเรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ทำให้ตระหนักและเข้าใจถึงข้อจำกัดของระบบการศึกษา โดยเฉพาะปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นอย่างดี ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงมีนโยบาย Thailand Zero Dropout ซึ่งจะให้ กสศ. เป็นกลไกสำคัญในการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยดูแลค่าใช้จ่ายของนักเรียน เพื่อสนับสนุนให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ODOS ซึ่งมุ่งสนับสนุนนักเรียนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยโครงการจะให้ทุนการศึกษาที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมด ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 1,200 ทุน และหากสามารถขยายโครงการในอนาคตได้ ก็จะช่วยยกระดับโอกาสทางการศึกษาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายด้านการคมนาคม เช่น รถเมล์ค่าโดยสาร 10 บาทตลอดสาย และรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อช่วยลดภาระค่าเดินทางและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน โดยเฉพาะนักเรียนและเยาวชนในการเดินทางไปศึกษาเล่าเรียน
ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตอบคำถามดังกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีแนวทางในการบริหารจัดการงบประมาณด้านการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการจัดสรรงบประมาณให้กับชุมชน เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงเรียนของนักเรียน
นอกจากนี้ พรรคยังเสนอแนวทางการจัดระบบการเรียนการสอนในรูปแบบ “เรียน 2 วัน ทำงาน 2 วัน” เพื่อเพิ่มทักษะและประสบการณ์การทำงานให้แก่นักเรียนควบคู่ไปกับการเรียนในห้องเรียน โดยมุ่งหวังให้การจัดการศึกษามีความยืดหยุ่น ตอบโจทย์บริบทชีวิตของผู้เรียน และช่วยเพิ่มทางเลือกและความหลากหลายให้กับระบบการศึกษามากยิ่งขึ้น
ดร.รัชดา ธนาดิเรก ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย ได้ตอบคำถามดังกล่าวว่า แนวนโยบายของพรรคภูมิใจไทยมีทิศทางสอดคล้องกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ โดยพรรคได้จัดตั้งคณะกรรมการโครงการ Thailand Zero Dropout Plus ซึ่งเป็นการต่อยอดและสานต่อการดำเนินงานของ กสศ. ที่เคยร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ
สำหรับกรณีของน้องกระต่าย พรรคภูมิใจไทยเห็นว่าประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้นคือการค้นหาและวิเคราะห์ปัญหาเชิงลึก โดยไม่ใช่เพียงการนำนักเรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาเท่านั้น แต่ต้องมุ่งแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาที่นักเรียนต้องเผชิญในทุกมิติ ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และโครงสร้างของระบบการศึกษา เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างครบถ้วนและยั่งยืน
ดร.เจนจิรา รัตนเพียร ตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม เผยว่า พรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีความร่วมมือกับ กสศ. กระทรวง พม. และกระทรวงมหาดไทยมาโดยตลอด ก่อนนี้พรรคเพื่อไทยได้ดำเนินโครงการ “พาน้องกลับเข้าเรียน” ซึ่งเป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพและสามารถติดตามนักเรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้เป็นจำนวนมาก และพรรคกล้าธรรมมีแนวทางที่จะสานต่อการดำเนินงานในลักษณะดังกล่าว
สำหรับประเด็นค่าใช้จ่ายแฝง หากพรรคกล้าธรรมมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล พรรคมีนโยบายที่จะจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลและครอบคลุมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อย่างทั่วถึง เพื่อช่วยลดภาระของนักเรียนและครอบครัว
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนจากพรรคประชาชน ได้ตอบคำถามดังกล่าวว่า ปัญหาโรงเรียนที่มีค่าใช้จ่ายแฝงสามารถแบ่งออกเป็นสองลักษณะ ได้แก่ โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งได้รับงบประมาณตามสูตรการจัดสรรแบบรายหัว ส่งผลให้งบประมาณไม่เพียงพอต่อความจำเป็น และโรงเรียนขนาดใหญ่ที่ยังคงเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแฝงจากนักเรียน ดังนั้น พรรคประชาชนมีแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยจะกำหนดมาตรการห้ามโรงเรียนเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกเหนือจากนโยบายเรียนฟรี
นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเสนอการแก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายแอบแฝงอื่น ๆ เช่น ค่าเดินทางและค่าอาหาร โดยจะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 1,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 50 จากฐานงบประมาณปัจจุบัน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของนักเรียนและผู้ปกครอง รวมถึงสนับสนุนการทำงานของ กสศ. อย่างต่อเนื่อง
ในปัจจุบัน ทุนสำหรับนักเรียนยากจนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ทุนเสมอภาค และทุนปัจจัยพื้นฐาน โดยทุนปัจจัยพื้นฐานครอบคลุมเฉพาะนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นเท่านั้น จึงเห็นความจำเป็นในการขยายการสนับสนุนทุนดังกล่าวไปยังนักเรียนระดับอนุบาลและมัธยมศึกษาตอนปลาย อีกทั้งยังมีนักเรียนบางส่วนที่ผ่านการคัดกรองของ กสศ. แต่ยังไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุน ซึ่งพรรคประชาชนมีนโยบายที่จะเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ประสบปัญหาได้อย่างทั่วถึงและเต็มที่
ด้านนายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ตัวแทนจากพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ตอบคำถามดังกล่าวว่า หากพรรคไทยก้าวใหม่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลและเข้ามากำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ จะดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวภายในระยะเวลา 30–60 วัน โดยย้ำว่านโยบาย หลักการ หรือแนวทางใด ๆ ไม่สามารถกำหนดหรือสั่งการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องรับฟังและทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจากทุกภาคส่วน ทั้งนักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารระดับเขตพื้นที่การศึกษา
ในประเด็นการเรียนฟรี การเรียนฟรีต้องเป็น “การเรียนฟรีที่มีคุณภาพ” แม้การยกระดับคุณภาพของโรงเรียนให้เท่าเทียมกันทั้งหมดอาจเป็นไปได้ยาก แต่กระทรวงศึกษาธิการจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานคุณภาพขั้นต่ำที่สามารถยอมรับได้ในระดับประเทศ จากนั้นจึงจัดสรรงบประมาณเพื่อเติมเต็มโรงเรียนที่ยังขาดแคลนให้สามารถบรรลุมาตรฐานดังกล่าว
นายวราวิช ยอมรับว่าในทางปฏิบัติจะมีโรงเรียนขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองผ่านการบริจาค ทำให้มีคุณภาพสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีโรงเรียนจำนวนไม่น้อยที่ผู้ปกครองไม่มีกำลังในการสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่มีมาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการคือการสร้างสวัสดิการและกลไกสนับสนุนเพื่อยกระดับโรงเรียนทั้งประมาณ 29,000 แห่งทั่วประเทศให้มีคุณภาพในระดับที่ใกล้เคียงกัน เนื่องจากปัจจุบันระบบการศึกษาไทยยังมีคุณภาพไม่เพียงพอ และหากสามารถแก้ไขปัญหาในจุดนี้ได้ ก็จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่นายก้านทอง ใจฮึก คุณครูจากโรงเรียนบ้านแม่ตาวแพะ จ.ตาก ซึ่งเป็นครูคืนถิ่นรุ่นที่ 1 ได้สะท้อนปัญหาว่า นักเรียนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กชาติพันธุ์ โดยครอบครัวมีรายได้หลักจากการทำงานในโรงงานบริเวณใกล้โรงเรียน ซึ่งมีรายได้น้อย ส่งผลให้เกิดปัญหานักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง
นอกจากนี้ในประเด็นงานพัสดุและงานการเงิน หากเป็นไปได้ อยากให้ภาครัฐจัดสรรบุคลากรเฉพาะด้านเพื่อรับผิดชอบงานดังกล่าว เนื่องจากในปัจจุบันครูจำนวนมากต้องแบกรับภาระงานธุรการและงานเสริมที่นอกเหนือจากการสอน ทำให้ไม่สามารถทุ่มเทเวลาให้กับการพัฒนาการเรียนการสอนของนักเรียนได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการมีบุคลากรเฉพาะทางจะช่วยลดภาระงานที่ล้นมือของครู และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน
ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องบ้านพักครูและอาคารสถานศึกษา ครูก้านทองเสนอว่า รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงอาคารและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ห่างไกล เนื่องจากหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้าและสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะโรงเรียนในโครงการครูรักถิ่นหลายแห่งที่โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคยังไม่ครอบคลุม จึงอยากฝากถึงพรรคการเมืองทุกพรรคว่า หากมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ขอให้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ห่างไกล เนื่องจากเด็กและเยาวชนในพื้นที่เหล่านี้ยังคงรอคอยโอกาสทางการศึกษาและการเติบโตที่ดีขึ้นในอนาคต
ดร.เจนจิรา รัตนเพียร ตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม ได้ตอบคำถามดังกล่าวว่า ปัญหาบ้านพักครูเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับนโยบายหลักของพรรคกล้าธรรม โดยที่ผ่านมา พรรคได้ดำเนินการสนับสนุนการซ่อมแซมบ้านพักครูแล้วกว่า 16,000 หลัง และหากได้รับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายในปี 2570 พรรคจะสานต่อนโยบายดังกล่าว เพื่อดำเนินการซ่อมแซมบ้านพักครูในส่วนที่ยังเหลืออยู่ให้ครบถ้วน
ในส่วนของการลดภาระงานครู ยังคงเป็นนโยบายสำคัญของพรรค โดยมีแนวทางในการเพิ่มผู้ช่วยงานธุรการให้กับสถานศึกษา ผ่านการให้อาจารย์ที่เกษียณอายุราชการแล้วเข้ามาปฏิบัติงานด้านธุรการ ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการไปแล้วบางส่วน และได้รับผลตอบรับที่ค่อนข้างดี เนื่องจากช่วยลดภาระงานนอกเหนือจากการสอนของครูได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรมได้ดำเนินการในตำแหน่งผู้ช่วยงานดังกล่าวแล้วกว่า 17,000 ตำแหน่ง และมีเป้าหมายที่จะขยายจำนวนเป็น 16,000 ตำแหน่งเพิ่มเติมในอนาคต
ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ได้ตอบคำถามดังกล่าวว่า ไม่ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมาจากพรรคการเมืองใด การเปิดรับและยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ถือเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ในสถานศึกษา ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่ต้องผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกกลุ่มสามารถเรียนรู้และเติบโตได้อย่างเท่าเทียม
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนจากพรรคประชาชน ได้ตอบคำถามดังกล่าวว่า การลดภาระงานของครูเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อกำหนดให้ผู้รับจ้างหรือผู้ผลิตต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น หากสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่จัดส่งไม่เป็นไปตามรายละเอียดหรือคุณภาพที่กำหนดไว้ ซึ่งจะช่วยลดภาระงานแก้ไขปัญหาที่ตกอยู่กับครูและสถานศึกษา