การศึกษาไทย เรียน “ฟรี” ไม่จริง ครอบครัวยากจนควักกระเป๋าจ่าย "ค่าใช้จ่ายแฝง" เสื้อผ้า-อุปกรณ์-ค่าเดินทาง ซ้ำเติมเด็กด้อยโอกาส ผลักหลุดออกจากระบบ
แม้ว่า “การศึกษา” จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดสรรให้กับเด็กทุกคนในประเทศไทย ผ่าน “โครงการเรียนฟรี 15 ปี” ที่ภาครัฐจัดสรรงบอุดหนุนรายหัว และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งค่าเทอม หนังสือ อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบ และค่าธรรมเนียมทางการศึกษาต่างๆ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6
แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ยังไม่อาจเรียกได้ว่า “เรียนฟรี” อย่างแท้จริง เพราะงบที่จัดสรรยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ มี “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่ผู้ปกครองต้องควักกระเป๋าจ่ายเองปีละหลักพันจนอาจถึงหมื่นบาท
ตัดค่าใช้จ่ายแฝง ทำ “เรียนฟรี” ให้เกิดขึ้นจริง
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับ “ครูจิ๋ว” ทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการศึกษา ต่อสู้เพื่อความเหลื่อมล้ำและช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสมายาวนานกว่า 30 ปี ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงที่อยากเห็นใน “ระบบการศึกษาไทย”
...
อันดับแรก การผลักดันเรียน “ฟรี” ให้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงอย่างน้อยคือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกด้าน ตัดค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ ออก โดยปัจจุบันในโครงการเรียนฟรี 15 ปี มีการจัดสรรเงินอุดหนุนด้านต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วงบประมาณเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ เกิดปัญหา “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่ผู้ปกครองต้องควักเงินจ่ายเพิ่ม
ด้านแรกคือ “อุปกรณ์การเรียน” ได้รับจัดสรรเฉลี่ยที่ 196-206 บาทต่อเทอมแล้วแต่ระดับชั้น แต่ถือว่ายังไม่เพียงพอโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่นักเรียนต้องอาศัยอุปกรณ์ที่ทันสมัย เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ โดยครูจิ๋วเผยว่า เคสที่เคยเจอคือเด็กหลุดจากการศึกษาไปเพราะไม่มีแท็บเล็ตทำการบ้านส่งครู
ต่อมาคือ “เครื่องแต่งกาย” ที่เด็กไทยต้องแต่งทั้งชุดนักเรียน พละ ลูกเสือ และชุดพิเศษต่างๆ เช่น ชุดประจำจังหวัด ชุดปฏิบัติธรรม แม้ในกรณีเครื่องแบบลูกเสือยุวกาชาด จะมีการอนุโลมให้ใส่แค่หมวกหรือผ้าพันคออย่างเดียวได้ แต่ในการเรียนจริงๆ ยังมีปัญหามาตรฐานของครูที่ไม่เท่ากัน เมื่อเด็กแต่งกายไม่ครบตามระเบียบ คุณครูบางคนก็ไม่ให้ผ่าน
นอกจากชุดแล้ว เด็กแต่ละคนต้องมีรองเท้าอีกอย่างน้อย 2-3 คู่ คือรองเท้านักเรียน รองเท้าผ้าใบ รองเท้าลูกเสือ ยังไม่รวมถึงกระเป๋านักเรียนต่างๆ ซึ่งบางโรงเรียนก็บังคับให้ซื้อของโรงเรียนทั้งหมด ทำให้ต้องจ่ายเพิ่มเฉลี่ย 700 - 1,000 บาท
“เปิดเทอมแต่ละครั้ง ผู้ปกครองก็ไม่มีเงินมาจ่าย ยิ่งผลกระทบทางเศรษฐกิจตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา ที่ทำให้รายได้ผู้ปกครองลดลง ส่งผลกระทบกับเด็กในระยะยาวอย่างมาก”
ครูจิ๋วมองว่า ในปัญหานี้ กระทรวงศึกษา โรงเรียนขนาดกลาง ขนาดเล็ก โรงเรียนในชนบทสามารถช่วยตัดค่าใช้จ่ายแฝงเหล่านี้ โดยการยกเลิกเครื่องแบบเพิ่มเติมให้เหลือแค่ชุดนักเรียน หรือไม่บังคับให้ซื้อยี่ห้อของโรงเรียนที่ราคาแพงกว่าตลาดได้หรือไม่
ค่าใช้จ่ายแฝงต่อมาคือ “ค่าอาหารที่ไม่ครอบคลุม” โดยปัจจุบันโรงเรียนในสังกัด กทม.มีการจัดหาอาหารให้เด็กทั้งมื้อเช้าและกลางวัน ขณะที่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.ฟรีแค่มื้อกลางวันเท่านั้น ทำให้ผู้ปกครองต้องเสียค่าอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญเพิ่มเติม
นอกจากนี้ยังมี “ค่าเดินทาง” ที่โครงการเรียนฟรี 15 ปี ไม่มีงบประมาณอุดหนุนในส่วนนี้ เด็กหลายคนที่สอบติดโรงเรียนไกลบ้าน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเดินทางไปโรงเรียนให้ทัน
“ตัวอย่างเด็กที่โครงการดูแล บ้านอยู่เพชรบุรีตัดใหม่แต่สอบติดโรงเรียนชื่อดังย่านสุขุมวิท ต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปขึ้นรถเมล์เที่ยวแรกให้ทัน มีค่าเดินทางเที่ยวละ 12 บาท แต่หากต้องขึ้นรถไฟฟ้า อย่างต่ำก็ต้องจ่ายเที่ยวละ 47 บาท ไปกลับก็เกือบ 100 บาทแล้ว นี่คือค่าใช้จ่ายแฝงที่ผู้ปกครองไม่มีให้”
ครูจิ๋ว เล่าความจริงที่น่าเศร้าต่อว่า ในปีที่ผ่านมามีเด็กที่โครงการครูข้างถนนช่วยดูแล หลุดจากระบบการศึกษาอย่างน้อย 27 คน แม้ว่าทางโครงการฯ จะช่วยเหลือให้การหาทุนการศึกษา จัดหาชุดนักเรียนให้ก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ได้
...
อันดับ 2 อยากเห็นเด็กไทย อยากเรียนต้องได้เรียน แม้เด็กบางรายต้องหลุดจากระบบการศึกษากลางคัน แต่หากสามารถไปเรียนในระบบกรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร.(ชื่อเดิมคือ กศน.) ควรเข้าเรียนได้ทันที โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องจบการศึกษาชั้นใดมาก่อน เช่น จะสมัครเรียน ม.ต้น ต้องมีวุฒิ ป.6 มาก่อน
อันดับ 3 หลักสูตรที่ยืดหยุ่นตามรายบุคคล ดูว่าเด็กคนไหนเหมาะสมกับความถนัดใด เช่น เด็กด้อยโอกาสหรือหลุดจากระบบกลางคันที่ไม่สามารถเข้าไปเรียนตามระบบปกติได้ควรจัดหลักสูตร การสอบวัดผลที่แตกต่างกัน หรือเด็กบางคนที่ไม่ถนัดหลักสูตรพื้นฐานแต่มีความสามารถอื่น เช่น ก่อสร้าง ให้เด็กใช้ความสามารถนี้มาสอบเทียบได้หรือไม่
ปัจจัยเด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา
...
ในปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษากลางคัน ครูจิ๋ว มองว่า ประการแรกคือ ปัจจัยจากตัวของเด็กเอง เพราะเมื่อเติบโตก้าวเข้าสู่วัยรุ่น จะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและอารมณ์สูงมาก มีการเปลี่ยนแปลงด้านฮอร์โมน ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบกับการตั้งใจเรียน การคบเพื่อน การเสี่ยงต่ออบายมุข บุหรี่ ยาเสพติด
ประการที่ 2 เกิดจากสภาพแวดล้อมและรายได้ของครอบครัว บางครอบครัวมีรายได้ตามค่าแรงขั้นต่ำแค่ประมาณ 350 บาท เสาหลักของบ้านมีแค่คนเดียวแต่ต้องเลี้ยงดูลูกหลายคน ซึ่งรายได้เท่านี้ก็แทบไม่เพียงพอซื้ออาหารเลี้ยงปากท้องในแต่ละวัน ไม่ต้องพูดถึงการจ่ายเงินเพื่อส่งลูกหลานเข้าเรียน เด็กหลายคนต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน แต่ก็ยังมีปัญหาค้างค่าเทอมหลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท สุดท้ายก็หลุดจากระบบการศึกษา
“บางเคสที่เราเจอคือ อยู่กับตายาย ได้เงินผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ก็ไปต่อรองกับโรงเรียนขอผ่อนเดือนละ 100 บาท แต่มันก็ใช้หนี้ไม่หมด ถูกทวงตลอดเวลา ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างมาก”
เมื่อเด็กหลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาสในชุมชนแออัด ก็เสี่ยงเข้าสู่อาชีพผิดกฎหมาย ติดอบายมุข ยาเสพติด เพราะอาชีพเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิการศึกษา ประกาศนียบัตร ซึ่งการดึงเด็กกลุ่มนี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือฝึกอาชีพก็ทำได้ยากมาก หรือแม้เด็กจะไปทำอาชีพทั่วไป ก็อาจไม่มีสวัสดิการรองรับ เป็นปัญหาระยะยาวในอนาคต
...
สิ่งที่ “ครูจิ๋ว” อยากเห็น
ครูจิ๋ว บอกทิ้งท้ายว่า สิ่งแรกที่อยากเห็นคือการที่ คุณครูลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเด็กที่ยากจนจริงๆ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ เพราะปัจจุบันนี้ครูหลายคนใช้วิธีเยี่ยมบ้านทางโทรศัพท์ ทำให้ไม่เห็นสภาพของปัญหา
ต่อมาคือการ “ไม่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก" แม้จะมีนักเรียนแค่หลักสิบคน เพราะโรงเรียนเหล่านี้ส่วนมากอยู่ในชุมชน สามารถดึงคนในชุมชนเข้ามาเป็นครู เช่น ครูสอนวัฒนธรรม ครูสอนเกษตร การยุบโรงเรียนเล็กๆ ไปรวมกันในตัวอำเภอ ทำให้ค่าใช้จ่ายของเด็กเพิ่มสูงขึ้นมาก และนำไปสู่การหลุดจากระบบการศึกษา อันเป็นโอกาสสำคัญที่จะให้เด็กผลักตัวเองพ้นจากความยากจน