ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตพลังงานเพื่อผลิตไฟฟ้าถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น โดยเฉพาะไฟฟ้าที่มาจากพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ที่ผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์หรือกังหันผลิตไฟฟ้าที่ผลิตด้วยพลังงานลม

ไทยอนุมัติสร้าง โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ใน จ.ฉะเชิงเทรา สวนทางเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 

ไม่นานมานี้เองประเทศไทยได้ประกาศแผนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 อย่างเป็นทางการในที่ประชุม COP30 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 47% ในปี 2035 

เป้าหมายเหล่านี้จะบรรลุผลได้หรือไม่นั้นส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับแผนพลังงานชาติ (National Energy Plan:NEP) แผนแม่บทที่กำกับทิศทางการพัฒนานโยบายพลังงานของประเทศ โดยมีผู้รับผิดชอบคือ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ประกอบไปด้วยแผนพลังงานอีก 5 แผน คือ

1. แผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) โดยมี สนพ. เป็นผู้รับผิดชอบ

2. แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) โดยมี สนพ. เป็นผู้รับผิดชอบ

3. แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) โดยมีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เป็นผู้รับผิดชอบ

4. แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) โดยมีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เป็นผู้รับผิดชอบ

5. แผนบริหารจัดการน้ํามันเชื้อเพลิง (Oil Plan)  มีกรมธุรกิจพลังงาน

หนึ่งในแผนที่หลายคนอาจเคยได้ยินและถูกถกเถียงในสังคมอยู่หลายครั้งคงหนีไม่พ้นแผน PDP ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับทุกคนที่ต้องจ่ายค่าไฟทุกเดือน เนื่องจาก PDP เป็นแผนแม่บทที่กำหนดการลงทุนระบบไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งจะคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าในประเทศ เพื่อวางแผนการลงทุนผลิตไฟฟ้าล่วงหน้าในระยะเวลา 15-20 ปี

...

แต่ปัจจุบันร่างแผน PDP ฉบับใหม่ที่จะตอบรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้นและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลกลับถูกสั่งยกเลิกไปเสียก่อน 

ด้วยความล่าช้าของการจัดทำแผนใหม่และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ร่างแผน PDP ฉบับใหม่จึงต้องรอความคืบหน้าหลังจากการเลือกตั้งในปี 2569 ไปอีก ทำให้ตอนนี้ไทยยังคงดำเนินการตามแผนเดิมคือแผน PDP 2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ซึ่งนับเป็นแผนที่ใช้มายาวนานที่สุด ตั้งแต่ประเทศไทยมีแผน PDP มา 

ปัญหาสำคัญคือแผน PDP 2018 ฉบับปรับปรุงที่ 1 ยังคงวางแผนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ซึ่งหนึ่งในภาพที่เห็นชัดมากที่สุดคือแผนนี้มีสัญญาผูกผันในการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มที่ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีการเซ็นสัญญาแต่ยังไม่ก่อสร้าง เนื่องจากผู้คนในพื้นที่คัดค้านมาอย่างต่อเนื่องเพราะการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม น้ำและวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ 

แต่เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 พบว่าคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกใบอนุญาตให้กับบริษัทเอกชนเป็นที่เรียบร้อย หมายความว่าโรงไฟฟ้าก๊าซนี้ได้รับการอนุมัติให้สร้างและจะเริ่มจ่ายไฟตามสัญญาในปี 2570 

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านของคนในพื้นที่พร้อมกับห้วงเวลาที่ไทยจะเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ทำให้เกิดข้อสงสัยมากมายถึงความจำเป็นที่ต้องก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล ด้วยข้อมูลที่ทำให้เชื่อได้ว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันออกมีมากเกินพอแล้ว

นอกจากนี้ชาวบ้านที่ต้องเผชิญกับปัญหามลพิษ การขาดแคลนน้ำและผลกระทบด้านการเกษตรกรรมจากโรงไฟฟ้าและโรงงานในพื้นที่ที่มีอยู่ก่อนแล้วอาจต้องเจอกับปัญหาใหม่ที่จะเพิ่มผลกระทบมากขึ้นอีก 

เรื่องราวทั้งหมดชวนย้อนให้กลับมาตั้งคำถามอีกครั้งว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้อย่างไร

โครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลแห่งใหม่เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

“เราต้องสู้เพราะเรารู้ว่าผลกระทบเป็นอย่างไร ตั้งแต่ปี 2542 มีโรงไฟฟ้าชีวมวลตั้งในพื้นที่นี้ 2 โรง ผลกระทบนั้นเห็นชัด เริ่มแรกคือเรื่องน้ำ เพราะมีการใช้น้ำและปล่อยน้ำเสีย แต่ปรากฏว่าบ่อน้ำเสียก็ไม่ได้มีอะไรป้องกันทำให้ไหลซึมลงมาและทำให้หมู่บ้านที่เคยใช้น้ำบ่อตื้นตั้งแต่อดีตไม่ได้ และยังเผชิญกับฝุ่นควันต่างๆ นานา”


กัญจน์ ทัตติยกุล เครือข่ายฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์
กัญจน์ ทัตติยกุล เครือข่ายฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์

...


คำพูดของกัญจน์ ทัตติยกุล เครือข่ายฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ที่เล่าสาเหตุว่า เดิมทีโรงไฟฟ้าที่จะสร้างเพิ่มเริ่มต้นจากการเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนมาก่อน สุดท้ายรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ผ่านความเห็นชอบ แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ประกาศประเภทโครงการรุนแรง ซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นโครงการเข้าข่ายโครงการรุนแรงที่ต้องทำ EHIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ) ฉะนั้น EIA ที่ผ่านไปจึงไม่ได้ใช้และต้องเริ่มทำ EHIA ใหม่

กัญจน์เล่าว่า การดำเนินการทำ EHIA เริ่มตั้งแต่ปี 2554 จนถึง 2560 ยื่นไป 4 รอบแต่ไม่ผ่านความเห็นชอบทุกรอบ หลังจากนั้นโครงการนี้ก็เงียบหายไปสักพัก จนกระทั่งปี 2562 โครงการนี้เปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงถ่านหินไปเป็นเชื้อเพลิงก๊าซ LNG ที่เป็นก๊าซนำเข้าจากต่างประเทศ

“สิ่งที่แตกต่างไปครั้งนี้คือไม่ว่าเราจะสู้ด้วยข้อมูลอะไรเหมือนตอนที่เราสู้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นไม่มีผลแล้ว เพราะ EIA ของโรงไฟฟ้าก๊าซเข้าประชุมรอบแรกก็ผ่านความเห็นชอบอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ มกราคม 2564 และเป็นช่วงที่เกิดโควิด-19 ด้วย ซึ่งเป็นช่วงที่เราลำบากอยู่เหมือนกัน”

“หลังจาก EHIA เห็นชอบแล้ว พวกเราก็ไม่ได้นิ่งเฉยและเคลื่อนไหวอย่างมากในปีนี้ เพราะช่วงระหว่างปี 2564 ในช่วงโควิดเรื่อยมาเป็นช่วงที่โครงการยังไม่มีความคืบหน้าต่อ จนกระทั่งมารู้ตัวกันอีกทีตอนที่ชาวบ้านได้รับหนังสือว่าที่ดินของพวกเขาจะถูกรอนสิทธิเพื่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงไปยังโครงการ จึงรู้ว่าจะมีการดำเนินโครงการต่อ”

...

กัญจน์อธิบายว่าในปี 2568 ชาวบ้านจึงยื่นเรื่องและคัดค้านเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นปี โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ประสานกับชาวบ้านและยืนยันจะลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อมูลที่รอบด้านและดูสภาพการณ์จริงในพื้นที่ ในวันที่ 22 ตุลาคม ก่อนนำไปประกอบการพิจารณาในการให้หรือไม่ให้ใบอนุญาต แต่ปรากฏว่าสำนักงาน กกพ. เร่งบรรจุวาระให้กรรมการ กกพ. พิจารณา ตั้งแต่ 15 ตุลาคมก่อนวันมาลงพื้นที่

“ประเทศไทยตอนนี้มีไฟฟ้าที่ล้นเกินจนส่งผลให้เป็นภาระค่าไฟ และหากไทยยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนที่สูงจะทำให้เราไม่สามารถแข่งขันได้ตามทิศทางโลกสีเขียวและเรื่องโลกร้อนที่ส่งผลกระทบ เหล่านี้เป็นเหตุให้ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมเพื่อบรรเทาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ” กัญจน์กล่าว

วิกฤตน้ำขาดแคลนสู่คำถามว่าใครควรได้ใช้น้ำก่อน?

นอกจากประเด็นการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว การตั้งโรงงานเพิ่มนั้นหมายถึงความต้องการใช้ทรัพยากรที่มากขึ้น ซึ่งน้ำเป็นปัญหาสำคัญเนื่องจากน้ำจืดตามธรรมชาติไม่สามารถผลิตเพิ่มได้เองในพื้นที่ การจัดสรรน้ำจึงเป็นปัญหาสำคัญ

กัญจน์ เล่าว่า น้ำคลองท่าลาดในฉะเชิงเทราเป็นน้ำดิบที่การประปาใช้ผลิตน้ำประปาให้คน แต่ในปี 2562 ที่ฝนตกน้อยมาก การประปาแจ้งว่าไม่สามารถจ่ายน้ำได้ เพราะไม่มีน้ำให้สูบ

“ตามหลักการชลประทานมีการจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำ ลำดับแรกต้องให้มีการอุปโภคบริโภคก่อน คือคนที่ทำประปาหมู่บ้านและทำประปาส่วนภูมิภาค ต้องได้น้ำก่อนถ้าน้ำน้อย ลำดับที่สองคือระบบนิเวศ ลำดับที่สามคือการเกษตร และลำดับสุดท้ายคืออุตสาหกรรม แต่ปัจจุบันการจัดลำดับความสำคัญตามสภาพจริงก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น”

พระอาทร ปัญญาปะทิโป เจ้าอาวาสวัดท่าไม้แดง
พระอาทร ปัญญาปะทิโป เจ้าอาวาสวัดท่าไม้แดง

...

พระอาทร ปัญญาปะทิโป เจ้าอาวาสวัดท่าไม้แดง  จ.ฉะเชิงเทรา ที่มีบ้านเกิดอยู่ที่นี่และบวชเรียนมากว่า 17 ปี สะท้อนว่า บ่อน้ำตื้นที่เมื่อก่อนชาวบ้านใช้ ที่ในปี 2560 พบว่ามีสารปนเปื้อน เนื่องจากมีการขยายตัวของอุตสาหกรรม หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงนำป้ายมาติดประกาศไม่ให้ใช้น้ำบ่อตื้น ทำให้ชาวบ้านต้องซื้อน้ำกินน้ำใช้ ซึ่งปัจจุบันที่วัดต้องซื้อน้ำทุกเดือน เดือนละ 10,000 แพ็ก ช่วงหน้าแล้งเทศบาลจะจัดการเรื่องน้ำโดยนำน้ำจากข้างนอกมาให้ชาวบ้านเก็บในถังไว้เป็นเวลาประมาณ 2-3 เดือนเป็นประจำทุกปี

“ประปาก็ต้องใช้น้ำดื่มของกรมโรงงาน น้ำดื่มนั้นก็มาจากคลองระบม ซึ่งตอนนี้อ่างเก็บน้ำประมาณ 300-400 ไร่ น้ำก็ใช้ไม่พอตลอดปี พอถึงหน้าแล้งก็จะแห้ง ถ้ามีการขยายกิจการโรงงานขึ้นไปอีก ชาวบ้านรวมถึงอาตมาก็ห่วงเรื่องน้ำว่าจะไม่เพียงพอ” พระอาทรแสดงข้อกังวล

สายส่งไฟฟ้าและสวนของเกษตรกร

 การผลิตไฟฟ้าต้องการโครงสร้างพื้นฐานจำเป็น เช่น สายส่งไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งในพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่อย่างฉะเชิงเทรา การสร้างสายส่งอาจเปรียบเสมือนเสาไฟฟ้าและต้นไม้ตามถนนที่หลายครั้งต้นไม้เหล่านั้นต้องถูกตัดทิ้งไปจนโกร๋นเพราะไปติดเสาไฟฟ้าและเสี่ยงต่ออันตราย

“เขาไม่มีสิทธิให้เรารู้เลยว่าเขาจะเอาที่ดินของเรา เขาไม่เคยบอกเรา เขามาเจาะจงเอาเลย ไม่ได้มาสอบถามชาวบ้านเลย” สุปราณี ศรีสวัสดิ์ หนึ่งในชาวบ้านใน จ.ฉะเชิงเทรา เล่า

 สุปราณี ศรีสวัสดิ์ ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ
สุปราณี ศรีสวัสดิ์ ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ

“ปัจจุบันใช้เวลาเกือบ 3 ปีแล้ว เราเริ่มต่อสู้ตั้งแต่รู้วันแรกว่าเราโดนสายไฟ เราก็เริ่มเดินเรื่องมาตลอดตั้งแต่ อบต. นายอำเภอ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด รองผู้ว่าจังหวัด เราก็ยื่นหนังสือทุกหน่วยงานไปจนถึงกระทรวงพลังงาน แต่ไม่ได้คำตอบจนถึงปัจจุบัน”

ขณะที่สายชล ชื่นอารมย์ ชาวบ้าน วัย 57 ปี ที่ได้รับผลกระทบจากสายส่งเช่นกันอธิบายว่าเสาสายส่งไฟฟ้าจะต้องเว้นพื้นที่ประมาณ 60 เมตรจากตัวเสา หรือเว้นพื้นที่ซ้ายขวาข้างละ 30 เมตร ทำให้เขาต้องเสียพื้นที่ส่วนนั้นไปซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกต้นปาล์มและไม้ยืนต้นมีค่า 

“ผมมีรายได้ทั้งแปลง หลักๆ จะเป็นปาล์มได้เดือนละหลายหมื่นสูงสุด 50,000-60,000 บาท ส่วนไม้ป่าจะยังไม่มีรายได้เพราะเป็นไม้ยืนต้น แต่ถ้าปลูกไว้ 10-100 ปีก็มูลค่ามหาศาล”

สายชล ชื่นอารมย์ ชาวบ้าน
สายชล ชื่นอารมย์ ชาวบ้าน

สายชลเล่าว่าเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามานับต้นไม้และขีดสีแดงไว้เพื่อคำนวณค่าเสียหาย แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะได้เท่าไร

“แต่เราไม่ต้องการเงิน เราต้องการธรรมชาติ” สายชลย้ำถึงจุดยืนพร้อมกล่าวต่อว่า “เราไม่ยอมและฟ้องศาลปกครองไปแล้ว” แต่การเดินเรื่องนี้ยังคงต้องรอความคืบหน้า แม้จะยื่นเรื่องมาหลายปีแล้วก็ตาม

ขณะที่ วิสาขา ศรีเกษม ชาวบ้านวัย 60 ปี เจ้าของที่ดินที่เล่า “เราอยากให้ที่ดินลูกหลานไว้ทำกิน” วิสาขากล่าวด้วยน้ำตา เมื่ออาจต้องสูญเสียที่ดินทำกินที่ตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

วิสาขา เล่าว่า สวนของเธอปลูกต้นตะเคียนและต้นปาล์ม ตั้งแต่สมัยพ่อแม่ โดยปกติจะปลูกไว้ 3 ปี ตัด 1 รอบ ไร่ละ 20,000 บาท แต่ต่อไปในพื้นที่นี้จะปลูกต้นไม้สูงแค่ 3 เมตร ทำให้ปลูกพืชได้เพียงไม่กี่ชนิด

วิสาขา ศรีเกษม ชาวบ้าน
วิสาขา ศรีเกษม ชาวบ้าน

ภาคตะวันออกจากพื้นที่ผลิตอาหาร

ฉะเชิงเทราเป็นหนึ่งในจังหวัดสำคัญที่ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่ในระดับประเทศและระดับสากล โดยเฉพาะมะม่วงที่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่ แต่นับตั้งแต่เริ่มมีการพัฒนาอุตสาหกรรมเข้ามาทำให้เกษตรกรสวนมะม่วงหลายแห่งต้องล้มสวนไปหลายร้อยไร่

ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรามีโรงไฟฟ้ารวมกว่า 30 โรง และเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อของท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังภาคกลางและภาคตะวันตก อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตพลังงานสะอาดเพื่อตอบรับนโยบาย RE100 (การใช้พลังงานหมุนเวียน 100%) ของบริษัทข้ามชาติในเขต EEC

จังหวัดที่อัดแน่นไปด้วยหน้าที่มากมายเช่นนี้ การพัฒนาพื้นที่โดยคำนึงถึงสภาพพื้นที่และวิถีชีวิตชุมชนจึงเป็นโจทย์สำคัญ เพื่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

นันทวัน หาญดี เครือข่ายติดตามผลกระทบโรงไฟฟ้าและหนึ่งในกลุ่มเกษตรอินทรีย์  จ.ฉะเชิงเทรา อธิบายถึงผลกระทบ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ยังไม่มีหน่วยงานรัฐหรือนักวิชาการเข้ามาศึกษาข้อมูล เพื่อประเมินผลกระทบในเชิงภาพรวมว่าโครงการขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นมาจะส่งผลต่อภาคเกษตรกรรมมากน้อยแค่ไหน

นันทวัน หาญดี เครือข่ายติดตามผลกระทบโรงไฟฟ้า
นันทวัน หาญดี เครือข่ายติดตามผลกระทบโรงไฟฟ้า

นันทวัน กล่าวว่า ฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่มีลักษณะพิเศษคือเป็นพื้นที่ที่มีน้ำกร่อย น้ำจืดและน้ำเค็ม ทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ทั้งพืช สมุนไพร สิ่งมีชีวิต ซึ่งในประเทศไทยมีลักษณะแบบนี้น้อยมาก

ดังนั้น ฉะเชิงเทราที่ใกล้กรุงเทพฯ จึงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตอาหารมาอย่างยาวนาน และฉะเชิงเทรายังเป็นแหล่งผลิตมะม่วงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและส่งออกมะม่วงไปต่างประเทศเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้ที่มีชื่อเสียง นอกจากนี้ฉะเชิงเทรายังเลี้ยงทั้งสัตว์น้ำ ทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และเลี้ยงปศุสัตว์ รวมไปถึงไข่

“เรามองว่าประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ยิ่งถ้าเชื่อมโยงในแง่ของบริบท การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังวิกฤตและรุนแรงมากขึ้น ประเด็นที่สำคัญและเปราะบางที่สุดที่ประเทศไทยต้องเจอคือเรื่องของความมั่นคงทางอาหาร และความสะอาดของน้ำ การพัฒนาต้องนำเรื่องเหล่านี้มาพิจารณาเป็นอันดับแรก ไม่ใช่มาให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมหรือการผลิตพลังงานไฟฟ้า”

“หากเราพูดถึงชาวสวนมะม่วง เราไม่ได้มองแค่พื้นที่ปลูกและสวนมะม่วง แต่คิดว่าการปลูกมะม่วงได้อย่างมีคุณภาพเป็นวิถีหรือชุดความรู้ ดังนั้นการสูญเสียมะม่วงฉะเชิงเทรา คือการสูญสลายของมะม่วงคุณภาพเยี่ยมไปด้วย ซึ่งโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ใน จ.ฉะเชิงเทรายังไม่มีมาตรการใดที่จะลดผลกระทบต่อภาคเกษตร”

นันทวัน มองว่า ที่ผ่านมาการต่อสู้เรื่องนี้มักมีผู้ได้รับผลกระทบลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเอง ขณะที่หน่วยงานรัฐหรือกฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่ไม่เคยคุ้มครองสิทธิของพวกเขา แม้แต่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็เป็นเรื่องที่ยากมาก

“หากมองเรื่องความเป็นธรรมของการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเราและสังคม ภาพเหล่านี้ไม่ได้ถูกสื่อสารให้สังคมรับรู้ กลับกลายเป็นว่าโครงการในพื้นที่เป็นเรื่องที่ชุมชนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เอง ขณะเดียวกันก็เกิดภาพว่าโครงการพลังงานถือเป็นโครงการสาธารณประโยชน์คนทั้งประเทศ ทำให้ปัญหานี้ยิ่งยากและซับซ้อนมากขึ้นในการที่เสียงของเราจะมีผลต่อการตัดสินใจ” นันทวันกล่าว

ผลกระทบด้านเกษตรเป็นปัญหาใหญ่ถูกมองข้าม เมื่อโครงการในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถูกให้ความสำคัญมากกว่า เกษตรกรหลายคนจึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน

ในพื้นที่ ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม มีโรงงานไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เคยเป็นสวนมะม่วงมาก่อน โดยหนึ่งในพื้นที่นั้นเป็นของ คูณ พรหมมณี เจ้าของที่ดินที่ให้เช่าพื้นที่ทำโซลาร์ฟาร์ม

“พื้นที่ของผมรวมทั้งหมดน่าจะ 200 ไร่ บางส่วนยังมีทำมะม่วงอยู่ แต่ก็อยากจะเลิกเต็มทีแล้ว ลำบากมาก มะม่วงก็น้อยลงๆ คนรุ่นใหม่ไม่ทำมะม่วงแล้ว”

คูณ อธิบายว่า การให้เช่าพื้นที่ทำโซลาร์ฟาร์มเป็นโครงการจากที่รัฐบาลเป็นคนอุดหนุนให้สหกรณ์การเกษตรพนมสารคามสร้างโซลาร์ฟาร์ม โดยคิดค่าเช่าไร่ละ 20,000 บาทต่อปี รวมก็ 900,000 กว่าบาท ซึ่งมากกว่าเมื่อเทียบกับการทำสวนมะม่วงที่เมื่อก่อนจะมีรายได้ 700,000-800,000 บาทต่อปี


คูณ พรหมมณี เจ้าของที่ดินที่ให้เช่าพื้นที่ทำโซลาร์ฟาร์ม
คูณ พรหมมณี เจ้าของที่ดินที่ให้เช่าพื้นที่ทำโซลาร์ฟาร์ม

ความคิดเห็นในกระบวนการกฎหมาย

สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) อธิบายกระบวนการทางกฎหมายประเด็นสำคัญคือเรามักเข้าไม่ถึงสัญญาการซื้อขายไฟฟ้านี้ แม้ว่าจะร้องขอแต่ก็ไม่ได้เห็น เพราะภาคประชาชนเองก็รู้สึกว่าเป็นประเด็นสำคัญ เช่น สัญญาการซื้อขายไฟฟ้ากำหนดสัญญาเงื่อนไขต่างๆ อะไรบ้าง 

สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)

สุภาภรณ์ กล่าวว่า ผู้ขายไฟฟ้าจะมีใบสัญญาอยู่ก่อน แต่สัญญานี้ไม่ได้ผูกมัด หากไม่ได้ใบอนุญาตสัญญานี้ก็จะตกไป เพราะฉะนั้นเจ้าของโครงการต้องนำไปดำเนินตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งการขออนุญาต กกพ. เพื่อก่อสร้างหรือผลิตไฟฟ้าต้องมี 3 ใบอนุญาตก่อน ได้แก่

1. ใบอนุญาตขออนุญาตก่อสร้างอาคาร จะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น ซึ่งมีความซับซ้อนคือเมื่อยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารที่สำนักงาน กกพ. ต่อมาสำนักงาน กกพ. จะส่งรายละเอียดมาให้ท้องถิ่น คือ อบต. หรือเทศบาลเพื่อมาตรวจสอบว่าพื้นที่ตั้งขัดกับผังเมือง หรือกฎหมายต่างๆ หรือไม่ และท้องถิ่นก็จะเช็คว่าขัดหรือไม่ขัด และทำความเห็นส่งไปที่คณะกรรมการ กกพ. ในการพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่

2. ใบอนุญาตขอประกอบกิจการโรงงาน เมื่อยื่นใบอนุญาตขออนุญาตก่อสร้างอาคารเสร็จแล้ว สำนักงาน กกพ. จะส่งรายละเอียดเอกสารเหล่านั้นมาให้อุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อตรวจสอบพื้นที่ว่าเป็นไปตามกรอบกฎหมายการตั้งโรงงาน หรือขัดกฎหมายเกี่ยวกับการสร้างโรงงานหรือไม่ และตรวจสอบตามแบบฟอร์ม และทำความเห็นไปให้ กกพ. ว่ามีความเห็นอย่างไร ซึ่ง พ.ร.บ.โรงงานจะมีพ่วงว่าต้องมีการรับฟังความคิดเห็น แต่การรับฟังนั้นตามกฎหมายคือเพียงแค่เอาประกาศมาติดบนบอร์ดต่างๆ เป็นเวลา 15 วัน ถ้าเห็นแล้วคัดค้าน ก็ยื่นคัดค้าน จากนั้นก็จะสรุปการรับฟังความคิดเห็น และประมวลความเห็นให้คณะกรรมการ กกพ. ในการพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่

3. ใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน ซึ่งพิจารณาเอกสารตามระเบียบ แต่เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ จ.ฉะเชิงเทรา เข้าข่ายต้องทำ EIA เพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และประกอบการพิจารณาการขอใบอนุญาต ฉะนั้น ส่วนของการรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่จะอยู่ในกระบวนการทำ EIA มากกว่ากระบวนการในระเบียบของ กกพ.

สุภาภรณ์ อธิบายว่า ขั้นตอนการทำ EIA เจ้าของโครงการจะไปจ้างบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งขึ้นทะเบียนกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) มาเป็นผู้ดำเนินการจัดทำรายงาน EIA เพื่อเสนอต่อ สผ. ซึ่งในการจัดทำรายงาน EIA จะมีการกำหนดขอบเขต และมีเวทีรับฟังความคิดเห็น 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 คือ กำหนดขอบเขตของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งต้องแจ้งกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับทราบว่าจะมีการรับฟังความคิดเห็นเมื่อไร และอย่างไร ซึ่งตามแนวทางการรับฟังความคิดเห็นระบุไว้ว่าต้องประเมินพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างน้อยรัศมี 5 กิโลเมตร แต่ถ้าผลกระทบมากกว่านั้น ต้องรับฟังมากกว่านั้น แต่ส่วนมากที่รับฟังคือ 5 กิโลเมตร เกินกว่านั้นไม่ได้ประเมิน แม้จะกระทบมากกว่ารัศมี 5 กิโลเมตรก็ตาม เช่น แนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของโครงการโรงไฟฟ้าไม่ถูกนับรวมอยู่ในการประเมินผลกระทบ

ครั้งที่ 2 หลังจากประเมินผลกระทบ และเตรียมมาตรการรองรับต่างๆ จากการรับฟังความเห็นรอบที่ 1 เพื่อทำรายงาน ในครั้งนี้จะนำรายงานประเมินผลกระทบ และมาตรการให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทราบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตามระเบียบระบุว่าการรับฟังความคิดเห็นอย่างน้อย 2 ครั้ง หมายความว่ามากกว่า 2 ได้ แต่ส่วนมากรับฟังเพียงแค่ 2 ครั้ง

“ตามระเบียบกฎหมายเมื่อเล่มไปถึง สผ. จะตรวจสอบรายงาน และนำเล่มไปให้คณะกรรมการชำนาญการในการอ่านเล่มรายงาน EIA ว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งถ้าครั้งแรกไม่ถูก ก็ตีกลับไปให้แก้ แก้กลับมาแล้ว ก็ผ่าน ซึ่งรายงาน EIA ไม่ควรเป็นเช่นนั้น รายงานนี้ไม่ใช่วิทยานิพนธ์ที่ตรวจว่ามาตรการครบหรือไม่ หรือเข้ากับหลักการไหม แต่เกี่ยวข้องกับพื้นที่”

“ตรงนี้เป็นการประเมินผลกระทบที่เป็นปัญหาในระบบมานาน และไม่ได้เปิดโอกาสในการแจ้งผู้มีส่วนได้เสีย หรือประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม” สุภาภรณ์ กล่าว

แม้ทิศทางความเห็นของคนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะสะท้อนเป้าหมายสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และรักษาสภาพแวดล้อมที่ดี แต่ในกระบวนการที่ความเห็นของคนในพื้นที่กลับไม่ถูกได้ยิน เรื่องนี้กำลังสะท้อนให้เห็นปัญหาอันฝังรากลึกที่กำลังทำลายสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชนนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด