เสียงปืนที่ดังขึ้นเพื่อปลิดชีพผู้สมัครนายก อบต.ท่าชะมวง จ.สงขลา เสมือนเป็นการปิดประตูล็อก เพื่อให้ผู้สมัครคนเดียวที่เหลืออยู่ได้เก้าอี้ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นนี้ไปครอง ทว่า ภายใต้สังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ ทำให้เรื่องนี้จบลงที่ปลายปากกาของการ “โหวตโน” สะท้อนการแสดงออกถึงเจตจำนงและพลังของผู้มีอำนาจสูงสุด
สนามการเลือกตั้ง อบต. เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา แม้จะถูกกลบด้วยเสียงและกระแสของสนามการเลือกตั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอีก 1 เดือนข้างหน้า กลับมีประเด็นหนึ่งที่สังคมพูดถึงเป็นอย่างมาก จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ต.ท่าชะมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา หลังนายพยอม สังข์ทอง ผู้สมัครนายก อบต. ถูกยิงเสียชีวิตก่อนการเลือกตั้ง ทำให้เหลือผู้สมัครหมายเลข 1 เพียงคนเดียว แบบไม่มีคู่แข่งเหลืออยู่
แต่ปรากฏว่า ผู้สมัครที่เหลืออยู่คนเดียว กลับไม่ได้รับชัยชนะไปอย่างเหลือเชื่อ เพราะเขาพ่ายแพ้ให้กับ “Vote No” หรือการไม่เลือกผู้ใด ตามกติการการเลือกตั้งที่ระบุไว้อย่างชัดเจน เป็นการตบหน้าผู้มีอิทธิพลในประวัติศาสตร์การเมืองท้องถิ่นที่สำคัญครั้งหนึ่ง เมื่อชาวบ้านไม่ได้ตอบโต้ด้วยความรุนแรก แต่เป็นการแสดงออกผ่านสิทธิและเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย นั่นคือ การเลือกตั้ง
ตามกฎหมายเลือกตั้ง (พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ) เมื่อคะแนนโหวตโนชนะผู้สมัคร การเลือกตั้งนั้นถือเป็นโมฆะ ต้องมีการจัดเลือกตั้งใหม่ และที่สำคัญคือ "ผู้สมัครคนเดิม จะไม่มีสิทธิ์ลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งต่อไป” เท่ากับว่าถูกใบแดงจากประชาชน ต้อง "เว้นวรรค" ทางการเมืองไปสมัยหนึ่ง
นี่คือบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนว่า วันนี้ "กระสุน" อาจจะเด็ดหัวคนแข่งได้ แต่ไม่อาจเด็ดหัวใจประชาชนได้อีกต่อไป
...
สัญญาณเตือนภัย "การเมืองใหญ่"
ปรากฏการณ์ อบต. พลิกล็อกครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่แค่เรื่องไกลปืนเที่ยง แต่มันคือ "สัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุด" ไปยังพรรคการเมืองใหญ่ และผู้สมัคร ส.ส. ทุกคนที่กำลังเตรียมตัวลงสู่สนามเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็น "การตื่นรู้" ของประชาชนใน 3 ประเด็นสำคัญ
1. ชาวบ้านไม่ได้โง่ และไม่ได้กลัว: การใช้อิทธิพลมืด ข่มขู่ หรือกำจัดคู่แข่ง ไม่สามารถบังคับให้คนกาคะแนนให้ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่ประชาชนเข้าถึงอินเตอร์เน็ต และความรู้ได้ด้วยตัวเอง ยิ่งใช้วิธีสกปรก ประชาชนยิ่งรวมตัวกันใช้ "อารยะขัดขืน" ผ่านปลายปากกา
2. Vote No คืออาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้าง: ประชาชนเรียนรู้แล้วว่า ช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน ไม่ใช่แค่การวางเฉย แต่มันคือการ "ปฏิเสธสินค้าตำหนิ" หากพรรคการเมืองส่งคนไม่มีคุณภาพ ส่งคนสีเทา หรือคนที่ชาวบ้านร้องยี้ลงมา พวกเขามีสิทธิ์ที่จะเขี่ยทิ้งทั้งกระดาน เพื่อรอคนใหม่ที่ดีกว่า
3. หมดยุค "เหล้าเก่าในขวดใหม่": การเมืองแบบบ้านใหญ่ หรือตระกูลดัง หากไร้ผลงาน หรือพัวพันความรุนแรง ฐานเสียงเดิมที่เคยเชื่อว่า "ของตาย" วันนี้พร้อมจะแปรพักตร์ไปเป็นพลังเงียบที่ทรงพลังที่สุด
8 กุมภาฯ: เดิมพันที่ไม่มีที่ยืนให้ 'นักเลง'
การเลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ. นี้ จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่า การเมืองไทยจะก้าวพ้นวงจรอุบาทว์เดิมๆ ได้หรือไม่
พรรคการเมืองที่ยังทำการเมืองแบบเก่า ซื้อเสียง ข่มขู่ หรือฮั้วกันเพื่อหวังผลชนะ จะต้องเจอกับกำแพงเหล็กที่ชื่อว่า "Vote No"
ปรากฏการณ์นี้บอกเราว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการแค่ "ใครก็ได้" มาเป็นผู้นำ แต่พวกเขาต้องการ "คนทำงานจริง" และถ้าตัวเลือกที่มีอยู่มัน "ห่วยแตก" ทั้งหมด ประชาชนก็พร้อมจะเทกระดาน แล้วเริ่มเกมใหม่
เสียงปืนอาจจะทำให้คนคนหนึ่งตายได้ แต่เสียง "กากบาท" ของประชาชนในวันเลือกตั้ง คือคำพิพากษาประหารชีวิตทางการเมืองที่เจ็บปวดยิ่งกว่า