วังวนวิกฤตโคนมไทย ต้นทุนผันผวน เกษตรกรทยอยเลิกทำ ทางตันเพิ่มมูลค่าขายน้ำนมดิบ แพ้สินค้านำเข้า

ภาพเกษตรกรเทน้ำนมดิบ เนื่องจากน้ำนมล้นตลาด กลายเป็นภาพที่คุ้นชิน ล่าสุดเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่ จ.ลพบุรี รวมตัวเทน้ำนมดิบทิ้งกว่า 40 ตัน หลังไม่สามารถจำหน่ายน้ำนมได้ แต่หลังจากนั้นก็สามารถตกลงเพื่อแก้ปัญหาได้ ซึ่งถ้ามองถึงต้นตอของปัญหาที่มีมายาวนาน จะเห็นถึงตลาดของการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศเข้ามาในไทยเพิ่มสูงขึ้น

ข้อมูลวิจัยเรื่อง โคนมและผลิตภัณฑ์นมไทย ศักยภาพ และความท้าทาย โดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ปี 2568 ระบุว่า ความต้องการบริโภค การค้าภายในประเทศและระหว่างประเทศ ความต้องการบริโภคน้ำนมดิบของไทย การบริโภคนมและผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง


ซึ่งการแปรรูปน้ำนมดิบของไทย มี 2 ช่องทางหลักได้แก่

1.สหกรณ์โคนม ผลิตนมพร้อมดื่ม ส่วนใหญ่เป็นนมยูเอชที นมพาสเจอร์ไรส์ ใช้ในประเทศเป็นหลักโดยเฉพาะโครงการนมโรงเรียน รองรับน้ำนมดิบ 1,843 ตัน/วัน 260 วัน/ปีการศึกษา และส่งออกนมยูเอชที ไปตลาดอาเซียน

...

2. โรงงานแปรรูปนมเอกชน แปรรูปนมเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ใช้ทำวัตถุดิบผสมเครื่องดื่มและประกอบอาหารจากปริมาณนมส่วนเกินการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม และแหล่งส่งออกปริมาณการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมรวมของไทยปี 2567 เท่ากับ 288,790 ตัน มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท ประเภทสินค้าที่มีปริมาณและมูลค่าส่งออกมากที่สุด คือ นมเปรี้ยวและโยเกิร์ต รองลงมา คือ นมและครีมไม่เข้มข้น นมและครีมเข้มข้น หางนม (เวย์) เนยแข็ง และเนย


จุดแข็งและจุดอ่อนน้ำนมไทย


ปัจจัยด้านอุปทาน จุดแข็ง มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์โคนมต่อเนื่องให้เหมาะสมกับสภาพอากาศเขตร้อน ผลิตน้ำนมดิบในระดับที่เพียงพอ และมีคุณภาพ มีเกษตรกรฟาร์มขนาดกลาง–ใหญ่ รวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน การผลิต และการจัดส่งน้ำนมดิบ

มีการพัฒนาสูตรอาหารสัตว์ แปลงหญ้า หญ้าหมัก ช่วยลด ต้นทุนค่าอาหาร และเพิ่มคุณภาพน้ำนม

จุดอ่อน เกษตรกรรายย่อยเป็นสัดส่วนสูง ต้นทุนต่อหน่วยสูง และขาดอำนาจต่อรอง

ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลืองผันผวนสูง กระทบต้นทุนการผลิตอย่างมากเกษตรกรบางรายเน้นการเร่งการผลิตให้ได้ปริมาณนมต่อแม่วัวให้มากที่สุด มากกว่าให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอคุณภาพ และระยะเวลาการให้นม

ส่วนโอกาสแนวทางการพัฒนาศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมและผลิตภัณฑ์นม ช่วยยกระดับการจัดการฟาร์มและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เทคโนโลยีการเลี้ยง การให้อาหาร และการรีดนมแบบ อัตโนมัติ ช่วยลดต้นทุนแรงงานและเพิ่มคุณภาพการพัฒนาระบบการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และการป้องกันการ ระบาดของโรคในสัตว์ ทำให้ลดความเสี่ยงจากโรคระบาด

อุปสรรค ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และเกษตรกรสูงอายุ ทำให้การ เลี้ยงโคนมพึ่งแรงงานครัวเรือนมากเกินไปความเสี่ยงโรคระบาดมีสูงขึ้น ซึ่งเป็น แนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนอ การกดดันด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรฐานลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (มีเทน) อาจเพิ่มต้นทุน โดยเฉพาะฟาร์มรายย่อยที่ปรับตัวยาก

ปัจจัยด้านอุปสงค์

จุดแข็ง ความนิยมบริโภคนมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศ ภาครัฐมีแผนเพิ่มการบริโภคนมจาก 18 เป็น 25 ลิตร/คน/ปี ภายในปี 2570 จะช่วยขยายตลาดในประเทศ

จุดอ่อน

อัตราการเกิดในไทยลดลง ทำให้ตลาดนมเด็กหดตัว ตลาดในประเทศยังพึ่งพา “นมโรงเรียน” เป็นสัดส่วนสูง ซึ่ง

ขึ้นอยู่กับงบประมาณรัฐ

โอกาส

ตลาดผลิตภัณฑ์นมหลากหลายขึ้น เช่น นมสำหรับผู้สูงอายุคนรักสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ functional foodการพัฒนาสินค้านมที่แตกต่างและมีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น นม ออร์แกนิก นม low-fat นมผสมโปรไบโอติก รายได้ประชากรเพิ่มขึ้น ทำให้กลุ่มผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงขึ้น ตลาดเพื่อนบ้านในอาเซียนยังเติบโตเร็ว(ประชากรวัยเด็กสูงและบริโภคนมเพิ่มขึ้น) เป็นโอกาสในการส่งออกสำคัญ

...

อุปสรรคการแข่งขันจากเครื่องดื่มทางเลือก เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่ม สุขภาพ การนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมจากประเทศคู่ค้า กดดันตลาดในประเทศ

โครงสร้างตลาดและกลไกการแข่งขัน จุดแข็ง เกษตรกรผู้เลี้ยงมีจำนวนมากพอ ทำให้เกิดการแข่งขัน และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง สหกรณ์บางแห่งมีความเข้มแข็ง ช่วยให้ฟาร์มบริหารจัดการได้มีประสิทธิภาพผู้ประกอบการแปรรูปนมมีจำนวนมาก มีการแข่งขันกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย

จุดอ่อน

ฟาร์มรายย่อยไม่สามารถลงทุนระบบอัตโนมัติ จึงมีต้นทุนต่อหน่วยสูง การผลิตสินค้ามูลค่าสูง เช่น เนย ชีส ยังทำได้จำกัด แข่งขันกับสินค้านำเข้ายาก ต้นทุนการผลิตสูงทำให้ไทยแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตราย สำคัญของโลกได้ยาก

โอกาส

การเปิดการค้าเสรีทำให้เกษตรกรไทยตื่นตัวผลิตสินค้าให้ แข่งขันกับประเทศคู่แข่ง และเปิดโอกาสการส่งออกไปตลาด

อาเซียนและประเทศเพื่อนบ้าน การยกระดับมาตรฐานการผลิตและคุณภาพน้ำนม ทำให้เข้าถึงตลาดพรีเมียมมากขึ้น เช่น นมออร์แกนิก และนมฟังก์ชัน มีโอกาสจากโครงสร้างประชากรในภูมิภาค (เด็กมีจำนวนมากไทยและหลายประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย) ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น นมเสริมสุขภาพ นมสำหรับผู้สูงอายุ และอาหารทางการแพทย์

...



ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย


สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย แนวทางยกระดับอุตสาหกรรมโคนมและผลิตภัณฑ์นมให้เติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ มีดังนี้

1.การผลิต/การเลี้ยง–ฟาร์มโคนม (เกษตรกร และสหกรณ์)

ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์เพื่อเพิ่มประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด(economies of scale) ให้ครอบคลุมเกษตรกร ผู้เลี้ยงรายย่อยให้ได้มากขึ้นเพื่อให้เกษตรกร สามารถปรับตัวต่อปัจจัยเสี่ยง และเพิ่มอำนาจต่อรองและความสามารถในการปรับตัวต่อความผันผวนของต้นทุนการผลิต

พัฒนาระบบการเลี้ยงที่สามารถตรวจสอบ ย้อนกลับ (traceability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

เพิ่มหรือยกระดับความต้องการอุปสงค์สำหรับตลาดนมสด โดยเน้นคุณภาพ ความสม่ำเสมอและระยะเวลาให้นม มากกว่าการเร่งการผลิตเพื่อให้ได้ปริมาณนมต่อแม่วัวให้ได้มากที่สุด

...

ผลักดันระบบการเลี้ยงที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม เช่นการจัดการหรือลดปริมาณของเสีย บริหารจัดการฟาร์มที่ดีเพื่อให้เกิดการนำของเสียหรือของเหลือภายในฟาร์มกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ได้แก่ การนำแนวทางการเกษตรแบบregenerative farming มาใช้ เป็นต้น

เพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกร และผู้ประกอบการให้สามารถรองรับความผันผวนทางด้านราคา โดยการเพิ่มบทบาทและศักยภาพของสหกรณ์ และให้มีการทำงานเป็นโครงข่ายมากขึ้น นอกเหนือจากบทบาทในการรับซื้อน้ำนมดิบ ทั้งนี้ ควาผันผวนของต้นทุนการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ต้นทุนอาหารสัตว์ ค่าแรงงานในการเลี้ยง และค่าบริการสัตวบาล และพลังงาน เป็นต้น และ

ความผันผวนของราคานม (นมสด และนมพร้อมดื่ม) ราคาผลิตภัณฑ์นม (เนย ครีม ชีส โยเกิร์ต

และนมเปรี้ยว)

สนับสนุนการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เข้ามาสืบทอดอาชีพด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต

เพิ่มบทบาท และการสำรวจเครือข่ายการทำงานของสหกรณ์โคนม (cooperative networking) เพื่อบรรเทาปัญหาจากความผันผวนของต้นทุนการผลิต การบริหารสภาพคล่อง และการรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

สนับสนุนกลไกพัฒนา ยกระดับเทคโนโลยีการผลิต การพัฒนาพันธุ์ ระบบอาหาร อุปกรณ์ และเครื่องรีดนม โดยประยุกต์แนวทางจากประเทศที่มีความก้าวหน้า เช่น ออสเตรเลีย เป็นต้น

ยกระดับการจัดการฟาร์มด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มคุณภาพน้ำนมดิบ ลดความเสี่ยงจากโรคระบาด และเพิ่มรายได้ให้แก่ เกษตรกร

การแปรรูปน้ำนมดิบและผลิตภัณฑ์นม (สหกรณ์และโรงงานแปรรูป)

ปรับปรุงระบบโควตานมโรงเรียนและโควตาการรับซื้อ ให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความเป็นจริง ลดปัญหานมล้นตลาดและการปฏิเสธรับซื้อนมซึ่งจะกระทบต่อกระแสเงินสดของเกษตรกร

เพิ่มความหลากหลายของนมและผลิตภัณฑ์นม เช่น นมฟังก์ชัน นมออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์นมสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

โครงการนมโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพราคา ในตลาดนมพร้อมดื่ม และยังช่วยเสริมโภชนาการ และสร้างความมั่นคงทางอาหาร (food security) ของประเทศ

การบริโภคและการขยายตลาดนมและผลิตภัณฑ์นม (ผู้บริโภค และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง)

ส่งเสริมการบริโภคนมภายในประเทศ เพื่อประโยชน์ด้านโภชนาการและเสริมสร้างสุขภาพ โดยเน้นบทบาทของ โครงการนมโรงเรียน ด้วยการยกระดับการส่งเสริมการบริโภคนมผ่านโครงการนมโรงเรียน


สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลกระทบของการเปิดเสรีนำเข้านมผงและผลิตภัณฑ์นมต่อราคา และการรับซื้อนมภายในประเทศ ว่าการนำเข้านมผงและผลิตภัณฑ์นมเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องและเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และสนับสนุนการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์นมในทางอ้อม ไม่กระทบต่อการรับซื้อน้ำนมดิบในประเทศ

เปิดเสรีทางการค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า (trade facilitation) เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกนมพร้อมดื่มและผลิตภัณฑ์นมของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตลาดอาเซียนที่ไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำ

การเปิดตลาดและโอกาสเพื่อการส่งออกนม สนับสนุนแนวทางการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระดับภูมิภาคที่เป็นเงื่อนไข สำคัญต่อการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมของไทย ในตลาดภูมิภาค มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีและยัง มีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมากตามแนวโน้มการ เพิ่มขึ้นของประชากรในประเทศที่เป็นตลาด ส่งออกหลักของไทยที่ยังมีโครงสร้างประชากรในวัยเด็กมาก

ขณะเดียวกัน โครงสร้างประชากรไทย หลายประเทศในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้นเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้พัฒนาผลิตภัณฑ์นมที่เป็นความต้องการของผู้สูงวัย เช่น โยเกิร์ต ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ ฯลฯ ซึ่งอาศัยนมเป็นวัตถุดิบสำคัญ การพัฒนาคุณภาพน้ำนมให้สามารถใช้ในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเหล่านี้จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรได้