วิเคราะห์ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 5 พรรคใหญ่เลือกตั้ง 2569 “นักวิชาการ” ชี้จะสะท้อนความนิยมแท้จริงของพรรค มองคลื่นอนุรักษ์นิยมซัดแรง “ภูมิใจไทย” มีผลงาน อภิสิทธิ์ดึง “ประชาธิปัตย์” ฟื้น

วันนี้ (28 ธ.ค.2568) เป็นวันแรกที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดรับสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ พร้อมจับหมายเลขที่จะถูกใช้หาเสียง โดย สส.ปาร์ตี้ลิสต์ มีจำนวนทั้งหมด 100 คน ที่แต่ละพรรคจะต้องช่วงชิงเอาคะแนนเสียงมาให้ได้ และในวันนี้มีพรรคที่เข้ามาสมัครและจับรายชื่อทั้งหมด 52 พรรคการเมือง รวมผู้สมัคร 1,502 คน

วิเคราะห์ปาร์ตี้ลิสต์ 5 พรรคใหญ่

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับ ผศ.ว่าที่ ร.ต.จตุพล ดวงจิตร อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ถึงภาพรวมของศึก สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 5 พรรคใหญ่ ที่คาดว่าจะได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดในการเลือกตั้ง 2569 

จตุพล มองว่า การเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ในครั้งนี้ จะสามารถวัดความนิยมของพรรคได้ค่อนข้างชัดเจนมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ โดยในการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาอาจยังไม่ชัดเจนนัก เพราะเกิดขึ้นหลังจากมีการปฏิวัติรัฐประหารหรือการผูกขาดอำนาจมาเป็นระยะเวลานาน และมีการสวิงไปมาของกลุ่ม สส.อยู่พอสมควร ไม่แน่ชัดว่าใครคือกลุ่มหรือขั้วอำนาจที่แท้จริง แต่ในวันนี้ภาพของการจัดการอำนาจค่อนข้างจะชัดเจนพอสมควรแล้วว่าอยู่ที่ พรรคภูมิใจไทย

...

  • พรรคภูมิใจไทย

สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 5 ลำดับแรกคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 , นายไชยชนก ชิดชอบ , นายวราวุธ ศิลปอาชา,นายสันติ พร้อมพัฒน์ และ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ในจำนวนนี้มีการย้ายเข้ามาของ 2 กลุ่มการเมือง และได้อยู่ในลำดับต้นๆ มองว่าเป็นลิสต์ที่มีอนาคตและสามารถเดินต่อได้

นอกจากนี้มองว่าภูมิใจไทยมีข้อได้เปรียบจากการประกาศรองนายกฯ 3 คน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคนนอกที่ภาพลักษณ์ดี และมีผลงานในการทำงานในฐานะรัฐบาลช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา รวมถึง นโยบายคนละครึ่งพลัส ที่สร้างความนิยมในหมู่พี่น้องประชาชนฐานรากพอสมควร

  • พรรคเพื่อไทย

ในช่วงที่ผ่านมาอาจจะดูแผ่วลงจากการถูกกระทำ-นิติสงคราม ในครั้งนี้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 5 ลำดับแรก คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ,นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ , นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง มองว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่ง ด้วยความอาวุโส ความเก๋าเกม รวมกับทุนเดิมของพรรคก็เชื่อว่าจะยังไปต่อได้อยู่ รวมถึงการเข้ามาของนายยศชนัน ที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีพอสมควร

  • พรรคประชาชน

จตุพล มองว่าความนิยมของพรรคประชาชนถูกท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ที่ลดทอนความน่าเชื่อถือของพรรค โดยเฉพาะจากการวิพากษ์วิจารณ์แนวทางจัดการสงครามหรือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ มุมมองที่อาจขัดหูขัดใจคนบางกลุ่ม บางเจเนอเรชัน ซึ่งส่วนนี้อาจไปหนุนกลุ่มสีน้ำเงินมากขึ้น

สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 5 ลำดับแรก คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล,นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, นายเซีย จำปาทอง และ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ มองว่า ดูกลางๆ ไม่ต่างจากภาพเดิมมากนัก ขณะเดียวกันพรรคประชาชนก็สูญเสียผู้สมัคร หรือ สส.ที่เป็นแม่เหล็ก มีฐานนิยมไปพอสมควร การเลือกตั้งครั้งนี้มองว่าจะเป็นเครื่องวัดความนิยมว่าในกลุ่มที่เคยชื่นชอบในเรื่องอุดมการณ์ การเมืองใหม่ จะยังไปต่อมากน้อยแค่ไหน

  • พรรคประชาธิปัตย์

จตุพล มองว่า ประชาธิปัตย์จะเป็นหนึ่งในพรรคที่เป็นตัวแปรสำคัญ หลังได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมานั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค ทำให้พรรคดูมีชีวิตมากขึ้น น่าจับตามอง โดยเฉพาะแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 ท่าน ที่นั่งอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ 5 ลำดับแรก เป็นคนที่มีประสบการณ์ มีวุฒิภาวะ แม้จะมองว่าเป็นตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์นิยม แต่ในมุมมองของคนรุ่นกลางๆ ที่ไม่เก่ามากและไม่ใหม่มาก มองว่าน่าสนใจ และควรมีคนคาแรกเตอร์แบบนี้เข้าไปอยู่ในสภา

  • พรรคกล้าธรรม

พรรคกล้าธรรม สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 5 ลำดับแรก คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นางปวีณา หงสกุล , น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และ นายวิกรม เตชะธีราวัฒน์ จตุพล มองว่า ตัวละครที่น่าสนใจและดูมีแผลน้อยที่สุด คือ นางนฤมล โดยเป็นคนที่มีประสบการณ์ ขณะเดียวกันกล้าธรรมเป็นพรรคที่พึ่งพาเสียงจาก สส.เขต มากกว่า ถ้า สส.เขต สามารถผลักดันให้ประชาชนเลือกพรรคได้ด้วย ก็อาจจะมีโอกาสมากขึ้น

...

ผศ.ว่าที่ ร.ต.จตุพล ดวงจิตร
ผศ.ว่าที่ ร.ต.จตุพล ดวงจิตร

ปัจจัยส่งผลเลือกปาร์ตี้ลิสต์

จตุพล มองว่า อยู่ที่ตัวผู้นำพรรคหรือผู้ที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ว่าใครมีคุณสมบัติในเรื่องประสบการณ์ รวมถึงคาแรกเตอร์ของพรรคด้วย

“หนึ่งคือเรื่องของตัวบุคคลและประสบการณ์ ประวัติส่วนตัวเป็นสิ่งสำคัญ รองลงมาคือตัวพรรคและผลงานที่ผ่านมา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าภูมิใจไทยมีผลงานในช่วงหลังที่ชัดเจนกว่า อาจแผ่วลงช่วงของน้ำท่วม แต่ในช่วงการยุบสภา ช่วงผึ้งแตกรัง เราก็เห็นภาพชัดเจนถึงความเคลื่อนไหวของ สส.ที่ย้ายสังกัด ที่มักจะไปอยู่ยังพรรคที่มีแนวโน้มจัดตั้งรัฐบาล มองว่าการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ เป็นการทำให้พรรคใหญ่บางพรรค มีพลังลดน้อยลงจนเราคาดไม่ถึงก็ได้”

ขณะเดียวกันหากแบ่งคนเลือกตั้งเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มเสรีนิยม มองว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมจะเทคะแนนไปที่ภูมิใจไทย รวมถึงประชาธิปัตย์ ที่ได้นายอภิสิทธิ์กลับมากอบกู้ภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่น ส่วนในกลุ่มหัวก้าวหน้าที่เป็นฐานเสียงของพรรคประชาชน ก็ต้องจับตามองว่าจะได้คะแนนเท่าเดิมหรือไม่ 

...

ที่จะลืมไปไม่ได้กลุ่มคนตรงกลางที่มีอยู่จำนวนมาก อย่างไรก็ดีมองว่าหากเปรียบเทียบแค่อนุรักษ์นิยมและหัวก้าวหน้า คิดว่าอนุรักษ์นิยมน่าจะได้เปรียบมากกว่า

“ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับต้นๆ ของพรรคเหล่านี้เป็นคนที่มีชื่อเสียง ลำดับถัดๆ ไปก็อาจจะได้รับผลพลอยได้ มองว่าประชาชนอาจประเมินจากปัจจัยหลักๆ คือสีพรรค การงัดเอาผลงานมาโชว์ การนำเสนอนโยบาย และแรงสนับสนุนจาก สส.เขต ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด อย่างไรก็ดี ก็มีกลุ่มที่ชื่นชอบตัว สส.เขต แต่ไม่ได้ชอบพรรคที่สังกัดด้วยเช่นกัน”

“พรรคเล็ก” อีกตัวแปรจัดตั้งรัฐบาล 

ในส่วนของพรรคขนาดเล็กหรือพรรคใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวลงสมัคร เช่น พรรคเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ ก็มีโอกาสที่จะได้ปาร์ตี้ลิสต์เช่นกัน ซึ่งการที่แต่ละพรรคกล้าจัดตั้งพรรคและลงรับสมัครเลือกตั้ง เชื่อว่ามีตัวแปรที่มีนัยยะอยู่พอสมควร มีพลังหนุนที่ทำให้ได้มาซึ่งปาร์ตี้ลิสต์ และจะกลายเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

เรื่องที่น่ากังวลเล็กน้อย คือ เลขปาร์ตี้ลิสต์ ที่อาจสร้างความสับสน โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชน ชาวบ้านที่ไม่ได้มีการรับรู้มากนัก อย่างไรก็ดีเชื่อว่าในการหาเสียงของทุกพรรคต่อจากนี้ จะมีการสร้างการรับรู้ถึงเบอร์พรรคกันอย่างเต็มที่ 

...