นับถอยหลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2566 ก่อนถึงวันชี้ชะตาประเทศในวันที่ 14 พ.ค. 2566 บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายเดินสายลงพื้นที่หาเสียงกันอย่างดุเดือด ส่วนใหญ่ชูนโยบายประชานิยมหวังครองใจประชาชนผู้มีสิทธิ์มีเสียงให้มากที่สุด แต่นโยบายหาเสียงเหล่านี้ต้องไม่เกินจริง จะต้องมีที่มาที่ไป ภายใต้การกำกับของ กกต. สุดท้ายแล้วการตัดสินขึ้นอยู่กับประชาชน
ระหว่างการรณรงค์หาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย เริ่มมีการพูดถึงการจับขั้วระหว่างพรรคการเมือง และประกาศจะไม่ร่วมสังฆกรรมกับพรรคใด เพื่อโยนหินถามทาง เช็กกระแสจากประชาชน และต้องลุ้นตัวเลข ส.ส.ในวันที่ 14 พ.ค.นี้จะได้ตามเป้าของแต่ละพรรคหรือไม่ ในการลงเรือลำเดียวกันจัดตั้งรัฐบาลหากผลประโยชน์ลงตัว หรืออาจเป็นพรรคฝ่ายค้าน ก็ได้ หากไม่สามารถฝ่าด่านหิน ส.ว. 250 เสียง ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะการเมืองไทยสามารถพลิกได้เสมอจากหลายปัจจัย
กลายเป็นว่าผลโพลคะแนนนิยมพรรคการเมืองตามที่หลายสำนักโพลต่างทำออกมา อาจไม่ใช่คำตอบชี้ชัดถึงสถานภาพในอนาคตว่าจะได้เป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน จะต้องจับตาอย่ากะพริบในห้วงหลังเลือกตั้งว่าชัยชนะจะเป็นของฝ่ายใด จะเกิดบิ๊กเซอร์ไพรส์หักปากกาเซียนหรือไม่?
...
บรรยากาศหาเสียงเลือกตั้งช่วงโค้งสุดท้าย ในสายตาของ “รศ.ดร.ธนภัทร ปัจฉิมม์” คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มองว่า ขณะนี้ทุกพรรคการเมืองพยายามงัดไม้เด็ดในการนำเสนอนโยบายต่างๆ ออกมา แต่ก็ต้องยอมรับว่านโยบายที่มุ่งเน้นในด้านเศรษฐกิจ ยังไม่มีพรรคใดนำเสนอได้อย่างเด่นชัด และคิดว่าคงไม่มีการนำเสนออีกแล้ว ทำให้บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ค่อนข้างเงียบเหงา และนโยบายที่เสนอก็วกไปวนมา ไม่ได้มุ่งผลสัมฤทธิ์ให้สามารถใช้ได้จริง
“ช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้งไม่มีความคึกคัก สร้างสีสันทางการเมืองในเชิงสร้างสรรค์ อาจด้วยตัวแคนดิเดตนายกฯ ของแต่ละพรรคไม่โดดเด่น ดูมันอิดโรยมากๆ ไปกับกลไกของรัฐธรรมนูญปี 60 ทุกอย่างติดล็อกไปหมด โดยเฉพาะ ส.ว. 250 เสียง ทำให้พรรคการเมืองไปได้ไม่สุด จะแลนด์สไลด์ยังไงให้ได้ 310 ที่นั่งขึ้นไป ก็ดูแผ่วเบาลง บอกเลยว่าช่วงแรกกับช่วงโค้งสุดท้ายไม่แตกต่างกันเลย และระหว่างทางอาจเจอใบเหลือง ใบแดง เจอกระแสเรื่องต่างๆ จนเวลาผ่านไป 2-3 เดือน อาจจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้”
กรณีกลไกรัฐธรรมนูญ ทำให้ขณะนี้แต่ละพรรคการเมืองมีการพูดคุยกันบ้างแล้วว่าจะเดินหน้าร่วมกันอย่างไร และ กกต.ได้เข้ามากำกับให้มีการชี้แจงนโยบายที่นำเสนอในเรื่องของการใช้งบ รวมถึงยังมีอีกตัวแปรเกี่ยวกับเงื่อนไขในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล จะต้องไม่แตะมาตรา 112 ทำให้พรรคการเมืองที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้ก็แผ่วเบาลง เพราะมีผลต่อการจับขั้วทางการเมือง
พรรคที่ 1 ที่ 2 อาจไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
นอกจากนี้หลังการเลือกตั้งแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ที่นั่ง ส.ส.มากสุดในการจัดตั้งรัฐบาล แต่จะมีแนวทางที่จะไปหาพรรคร่วมให้เข้ามาได้อย่างไร เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่าเรื่องมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลได้สร้างกระแสในกลุ่มเยาวชน แต่ก็ต้องปรับบางเงื่อนไข ไม่ได้ยกเลิก ทำให้การจะจับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาลก็คงไม่ได้ ทำให้พรรคเพื่อไทยอาจโดดเดี่ยว หากพรรคการเมืองอื่นรวมตัวกันได้ อาจทำให้พรรคการเมืองที่ไม่ใช่อันดับ 2 ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ได้
“พรรคขั้วรัฐบาลเดิมพร้อมจะจับมือไปด้วยกัน หากเสียงรวมกันเกิน 250 ก็มีสิทธิ์รวมตัวจัดตั้งรัฐบาล โดยมี ภูมิใจไทย เป็นแกนนำ แต่หากเวลาที่มีอยู่ไม่สามารถจัดตั้งได้ ก็เป็นโอกาสให้กับพรรคอื่น แต่คงไม่ใช่เพื่อไทย เพราะไม่ได้แลนด์สไลด์ 376 ที่นั่งขึ้นไป เพื่อไปสู้กับ 250 เสียงของ ส.ว. กลายเป็นว่าแลนด์สไลด์ในตอนนี้เหมือนวาทกรรมเอาไปพูดหาเสียง และความโดดเด่นเรื่องนโยบายก็ยังไม่มี โดยเฉพาะเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท จะทำให้ระบบการธนาคารต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย”
...
ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ได้ทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ ต้องระมัดระวังในการหาเสียง เพราะ กกต.จับตาจ้องมอง และการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีความเป็นอิสระจากกลไกรัฐธรรมนูญปี 60 ได้ออกแบบมาเพื่อบล็อกสิ่งต่างๆ เอาไว้ และแม้จะเอื้อต่อ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ขณะนี้คะแนนนิยมถดถอยลง จากผลงานช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแทนที่จะเป็นต่อ กลับกลายเป็นลบ โดยเฉพาะกระแสค่าไฟแพงที่กำลังเป็นประเด็นถูกโจมตีในขณะนี้
พรรคการเมืองเปิดฉากเชือดเฉือน หว่านประชานิยม
ประเมินว่าในช่วงโค้งสุดท้ายจะเห็นแต่ละพรรคการเมืองเปิดฉากเชือดเฉือนตีกินกันทางการเมืองมากกว่า และยังไม่เห็นพรรคการเมืองใดพูดถึงนโยบายผู้สูงอายุอย่างจริงจัง มีแต่นโยบายแจกเงินในรูปแบบประชานิยมเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีอะไรใหม่ แต่พรรคเพื่อไทยก็สร้างความได้เปรียบ มีการพูดถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้กับการทำงาน เป็นเทรนด์ในศตวรรษที่ 20
ในขณะเดียวกันทางพรรคเพื่อไทยอาจมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จุดไม่ติดก็ได้ เพราะมีแต่เรื่องเป็นพิษขณะเป็นรักษาการนายกฯ ทั้งค่าไฟแพง และต่อไปจะเป็นเรื่องของน้ำมันแพง ถูกตีกิน ถูกโจมตีในทางการเมือง จนส่งผลต่อคะแนนนิยม ซึ่งหลังการเลือกตั้งต้องติดตามดูกันต่อไป เพราะแคนดิเดตนายกฯ มีโอกาสทุกคน ขึ้นอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาล และเสียงของ ส.ว.ที่มีบทบาทมากๆ จะต้องสามารถเชื่อมต่อให้ได้ ยกเว้นพรรคเพื่อไทยจะได้ 376 ที่นั่งก็จบ แต่ยากมาก และการจะรวมกับพรรคก้าวไกลก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
...
นับจากนี้ให้จับตาอย่ากะพริบในช่วงใกล้เลือกตั้ง หากมีสถานการณ์ส่งผลกระทบต่อการกินอยู่ของประชาชน จะยิ่งกระทบต่อพรรคร่วมรัฐบาล หรืออาจเห็น “ตาอยู่” ได้เป็นนายกฯ เพราะการเมืองไทยไม่แน่ไม่นอน หากสมประโยชน์ก็อาจได้เป็นรัฐบาลก็ได้ โดยเฉพาะ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีความเหนือชั้นมากๆ จากที่ผ่านมาสามารถประคับประคองรัฐบาลให้อยู่มาจนครบเทอม
“เชื่อว่าการเมืองไทย เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ก็จะเปลี่ยนไปหมด เพราะไม่มีความมั่นคงทางประชาธิปไตย และไม่ยึดหลักประชาธิปไตยอย่างจริงแท้แน่นอน ยิ่งทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาลกันทั้งหมด เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ทำให้ทุกพรรคอยากเป็น และเมื่อเข้ามา ก็จะรู้ว่าการเมืองไทยเป็นระบบราชการ จนไม่สามารถทำอะไรได้จากกลไกราชการ ซึ่งนโยบายจะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่ระบบราชการ และเมื่อเข้ามาจะต้องทำให้ระบบราชการลื่นไหล เอื้อต่อการทำงานให้ได้”.