ไลฟ์สไตล์
100 year

Nikola มหากาพย์สตาร์ตอัพยูนิคอร์นหมื่นล้านลวงโลก

ไทยรัฐออนไลน์22 พ.ย. 2563 07:00 น.
SHARE
  • Nikola เริ่มต้นบริษัทด้วยเงินทุน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนจะกลายเป็นสตาร์ตอัพยูนิคอร์นมูลค่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • เทรเวอร์ มิลตัน ถูก Swift Transportation ฟ้องร้อง ในข้อกล่าวหา Product ไม่มีประสิทธิภาพและการส่งมอบไม่โปร่งใส
  • Nikola มหากาพย์ต้มตุ๋น 9 ข้อกล่าวหา ที่ทำให้ เทรเวอร์ มิลตัน ร่วงลงจากสวรรค์สู่ขุมนรก ตัดสินใจลาออกและทิ้งหุ้นมูลค่า 166 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Nikola คือ บริษัทผู้ผลิตรถบรรทุกเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งมีฐานบัญชาการใหญ่อยู่ในเมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับเงินทุนตั้งต้น 600 ล้านเหรียญสหรัฐ มาจากบรรดานักลงทุนตั้งแต่ปี 2014 แต่นับจากนั้นเป็นต้นมา มันค่อยๆ กลายร่างเป็น Startup ยูนิคอร์น ที่เติบโตอย่างแข็งกร้าวจนน่าตื่นตะลึง ก่อนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ผ่าน RTO กับบริษัท VectoIQ Acquisition Corp. และเปลี่ยนชื่อเป็น Nikola Corp. (NKLA) ในเดือนมิถุนายน ปี 2020

ข่าวแนะนำ

ต่อมาในเดือนกันยายนปี 2020 หลังบริษัท General Motors (GM) ยักษ์ใหญ่แห่งวงการยานยนต์โลก ได้ประกาศพร้อมเข้าซื้อหุ้นของยูนิคอร์นตัวนี้ถึง 11% เพื่อหวังผูกเป็นพันธมิตร เดินหน้าการสร้างรถกระบะพลังงานไฟฟ้า ซึ่งผลของการดีลที่ว่านี้ ทำให้มูลค่าบริษัทที่กำลังร้อนแรงนี้ยิ่งทวีกำลังความแรงมากขึ้นไปอีกหลายเท่า กระทั่งขึ้นแตะหลัก 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ!

Startup 600 ล้านเหรียญสหรัฐ สู่ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลาเพียง 6 ปี!

"ผมคิดว่า Nikola คือ หนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก เราคือ บริษัทที่ออกมาจากห้องใต้ดิน เพื่อสร้างรถบรรทุกที่ล้ำหน้าที่สุดเท่าโลกเคยเห็นมา ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่บรรดาผู้ผลิตรายอื่นๆ บอกว่าไม่สามารถทำได้ แต่เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขาเหล่านั้นคิดผิด และภายในอีก 4 หรือ 5 ปี ข้างหน้า Nikola จะกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่สุดยิ่งใหญ่ที่ใครๆ ต่างพากันพูดถึงอย่างแน่นอน"

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จอันน่าตื่นตะลึงกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง ท่ามกลางเสียงกระแทกมืออย่างกึกก้องใน Arizona Science Center ให้กับชายผู้เป็นความภาคภูมิแห่งรัฐแอริโซนา เมื่อเดือนมกราคม ปี 2018

แต่แล้วเสียงกระแทกมือแห่งความภาคภูมิใจนั้นก็ค่อยๆ เบาลง เบาลง ก่อนจะเงียบกริบลงในที่สุด ภายหลังจากชายผู้ที่ได้รับการกล่าวขวัญว่ากำลังจะกลายเป็น "อีลอน มัสก์" (Elon Musk) คนต่อไป...ไม่สิ ชายหนุ่มวัย 39 ปี ผู้ก่อตั้งบริษัท 4 แห่ง ที่ประกอบธุรกิจด้านระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับธุรกิจ การสร้าง Plaform ขายรถมือสอง และที่ Wow ที่สุด คือ การผลิตรถบรรทุก รถกระบะ รถจี๊บ หรือแม้กระทั่งเจ็ตสกี พลังงานไฟฟ้าที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ซึ่งกำลังจะนำพาชาวโลกไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งใหญ่...ควรก้าวขึ้นเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ Mr.Iron Man คนนั้นเสียมากกว่า!

นั่นเป็นเพราะในวันที่ 10 กันยายน 2020 หรือคล้อยหลังเพียง 2 วันหลังประกาศของ GM

ชายแห่งความภาคภูมิใจของชาวแอริโซนา ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "เทรเวอร์ มิลตัน" (Trevor Milton) ผู้ซึ่งอวดอ้างว่า สามารถออกแบบจอกศักดิ์สิทธิ์ (Holy Grail) ของอุตสาหกรรมรถบรรทุกได้สำเร็จ หลังทำให้มันกลายเป็นรถยนต์พลังงานสะอาดสมบูรณ์แบบที่สามารถบรรทุกของหนักได้ถึง 80,000 ปอนด์ ในการเดินทางมากกว่า 1,000 ไมล์โดยไม่หยุดพัก

กลับต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง และมูลค่าหุ้น NKLA หายไปกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งต้องเผชิญหน้าอีกหลายข้อกล่าวหา ไม่เว้นแม้กระทั่งการล่วงละเมิดทางเพศ

จากบุรุษที่กำลังสืบเท้าขึ้นบันไดสู่สรวงสวรรค์ กลับร่วงตกลงเหวสู่ขุมนรกเช่นนี้ได้อย่างไร?

เทรเวอร์ มิลตัน ถูกฟ้องร้องโดย Swift Transportation เมืองฟีนิกซ์ และปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Knight-Swift Transportation Holdings จากข้อกล่าวหาเรื่อง Product ไม่มีประสิทธิภาพ และไร้ซึ่งความโปร่งใสสำหรับส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า

หลังถูกฟ้องร้อง หนุ่มอนาคตไกลผู้นั้นกลับไร้ซึ่งปฏิกิริยาที่จะตอบโต้ โฆษกและผู้แทนของเขาปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ บัญชีทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของเขากลับถูกลบหายไปจาก "ทวิตภพ" ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ มันถูกใช้ทำหน้าที่เปิดเผยชีวิตส่วนตัว และอวดไอเดียอันสุดบรรเจิด รวมถึงความทะเยอทะยานที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโลกครั้งใหญ่ด้วย

อะไรคือ ข้อกล่าวหาที่หักเขายูนิคอร์นพยศตัวนี้ ให้กลายเป็นเพียงม้าแกลบเชื่องๆ?

สำนักวิจัยฮินเดนเบิร์ก (Hindenburg Research) ซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็น "บริษัทสำนักวิจัยทางการเงินแนวนิติวิทยาศาสตร์" และในอดีตที่ผ่านมา มีความชำนิชำนาญเรื่องการปล่อยข้อมูลหรือข้อสังเกตที่มักจะเป็นข้อกล่าวหาร้ายแรงกับบริษัทเล็กๆ หลายแห่ง ถึงความไม่ชอบมาพากล จนทำให้บรรดาผู้บริหารบริษัทเหล่านั้นถูกตั้งข้อหาฉ้อโกง โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อยู่เป็นเนืองนิตย์จนเป็นที่มาถึงความเก่งฉกาจเรื่องการทำเงินทำทอง จากการวางเดิมพันที่ตรงกันข้ามกับนักลงทุนส่วนใหญ่อยู่เสมอๆ

ได้ปล่อยข้อมูลที่สั่นคลอนความเชื่อที่มีต่อ Mr.Iron Man Mark 2 ออกสู่สาธารณชน โดยเรียกมันว่า การฉ้อโกงที่สลับซับซ้อน ซึ่งสร้างขึ้นจากการเสกสรรปั้นแต่งเรื่องโกหกลวงโลกของผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร เทรเวอร์ มิลตัน (Trevor Milton) พร้อมกับยืนยันว่า รายงานฉบับดังกล่าวเกิดจากการเก็บรวบรวมหลักฐานจำนวนมากเป็นเวลาหลายปี ไม่ว่าจะเป็น บันทึกการโทรศัพท์, Messages, อีเมลส่วนตัว, รูปถ่าย ซึ่งเชื่อมโยงกับผู้ก่อตั้ง Golden Unicorn ที่มาแรงที่สุดแห่งยุค

"เราไม่เคยพบเห็นการหลอกลวงของบริษัทมหาชนที่มีระดับความร้ายแรงเช่นนี้มาก่อน" นี่คือบทสรุปข้อหาที่มีต่อผู้ที่ได้ชื่อว่า เขาคือ อีลอน มัสก์ คนต่อไป...

อะไรคือข้อกล่าวหา ที่นำไปสู่มหากาพย์การต้มตุ๋นแห่งศตวรรษ?

เทรเวอร์ มิลตัน บริหารจัดการเรื่องโกหก โดยอ้างว่ามีกรรมสิทธิ์ในเทคโนโลยีมากมาย ทั้งๆ ที่ไม่มีอยู่จริงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อล่อลวงให้บริษัทคู่ค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทยานยนต์ชั้นนำของโลก ที่ต่างกำลังหมดหวังเรื่องความพยายามไล่ตามการสร้างรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ให้มาร่วมทำข้อตกลงเป็นพันธมิตรทางการค้าด้วยความเข้าใจผิด จนกระทั่งสร้างให้บริษัทของตนเองกลายเป็นบริษัทมหาชนมูลค่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐได้สำเร็จ

1. รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าที่ไม่มีอยู่จริง

โดยหนึ่งในหลักฐานที่สามารถยืนยันถึงประเด็นนี้ได้ คือ คลิปวิดีโอที่มีชื่อว่า "Nikola One in Motion" ซึ่ง บริษัทของ เทรเวอร์ มิลตัน พยายามแสดงให้เห็นว่า Nikola One รถบรรทุกกึ่งไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนของตัวเอง สามารถวิ่งบนถนนได้ด้วยความเร็วสูงนั้น จากการไปตรวจสอบพบหลักฐานเป็น Messages ของอดีตพนักงานบริษัท Nikola ซึ่งยืนยันได้ว่า แท้ที่จริงแล้วภาพที่ปรากฏในคลิปเป็นเพียงการลากรถบรรทุกที่ว่านี้ ไปไว้บนถนนในบริเวณยอดเขาสูง ก่อนจะปล่อยให้มันไหลลงมาตามถนนที่ทอดยาวลงมาในเบื้องล่าง เพื่อการถ่ายทำที่แสนหลอกลวงนี้เท่านั้น

2. เทคโนโลยีแบตเตอรี่พลังงานไฟฟ้า ที่ถูกหยามว่าเป็นแค่ "Hot Air"

นอกจากนี้ เดือนตุลาคม ปี 2019 เมื่อ Nikola ประกาศว่าจะเดินหน้าปฏิวัติอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ครั้งใหญ่ โดยเหลือเพียงการรอทำข้อตกลงเพื่อเข้าซื้อกิจการเท่านั้น แต่แล้วในเวลาต่อมา Nikola กลับอ้างว่า ข้อตกลงดังกล่าวต้องถูกยกเลิกไปเนื่องจากบริษัทที่จะเข้าซื้อกิจการนั้นยังไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ว่านั้นเพื่อนำไปใช้งานได้จริง หรือสามารถผลิตออกสู่ตลาดได้

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบในเวลาต่อมาพบว่า ผู้บริหารของบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ Nikola อ้างว่าจะเข้าซื้อกิจการนั้น แท้ที่จริงแล้วถูกฟ้องร้องในหลายข้อหาเมื่อหลายเดือนก่อน นอกจากนี้ เขายังยอมรับผิดกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA ด้วยว่า ได้นำเงินจำนวนมากไปใช้เพื่อซื้อบริการทางเพศ!

หลังจากเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา เทรเวอร์ มิลตัน ยังคงเดินหน้าอวดอ้างเทคโนโลยีที่ว่านั้นกับสาธารณชนอยู่ต่อไป ทั้งๆ ที่รู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า มันไม่สามารถทำให้ใช้งานได้จริง ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า Nikola น่าจะวางแผนใช้เทคโนโลยีแบตเตอรีพลังงานไฟฟ้าของ บริษัท GM เหยื่อรายล่าสุดที่พร้อมจะมาร่วมเป็นพันธมิตรทางการค้ารายใหม่ และนอกจากความพยายามใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่แล้ว Nikola ยังพยายามหาช่องทางนำศักยภาพการผลิตรถยนต์และเซลล์เชื้อเพลิงของ GM มาใช้ด้วย ซึ่งทำให้ Nikola แทบไม่ได้ให้ประโยชน์ใดๆ กับเหยื่อพันธมิตรทางการค้ารายล่าสุดนี้เลย นอกเสียจากเรื่อง Concept Designs รวมถึงเงิน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จ่ายให้กับ GM เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลิต

โฆษกของบริษัท Volvo spin-off Powercell AB บริษัทด้านเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรทางการค้ากับ เทรเวอร์ มิลตัน ให้คำจำกัดความแบตเตอรี่และเซลล์เชื้อเพลิงของ Nikola อย่างสุดเหยียดหยามว่า มันเป็นเพียงแค่ "Hot Air"

ไฮโดรเจนพลังงานราคาประหยัด คือ หลักการพื้นฐานของความสำเร็จสำหรับโมเดลธุรกิจของ Nikola ด้วยเหตุนี้ เทรเวอร์ มิลตัน จึงมักจะอวดอ้างต่อสาธารณชน รวมถึงในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลายต่อหลายครั้งว่า บริษัทประสบความสำเร็จในการลดต้นทุนไฮโดนเจนลงได้ถึง 81% เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดาคู่แข่ง รวมถึงพร้อมที่จะนำผลิตภัณฑ์นี้ออกวางจำหน่ายแล้ว แต่ในความเป็นจริงคือ จนถึงบัดนี้ Nikola ยังไม่เคยผลิตไฮโดรเจนราคาประหยัดนี้เพื่อนำออกวางจำหน่ายได้เลย ไม่ว่ามันจะมีราคาเท่าไรก็ตาม

3. ตั้งน้องชาย อดีตผู้รับเหมาก่อสร้าง ดูแลธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจน

แต่งตั้ง ทราวิส มิลตัน (Travis Milton) น้องชาย ให้ดำรงตำแหน่ง Director of Hydrogen Production/Infrastructure เพื่อดูแลส่วนที่สำคัญที่สุดในธุรกิจของบริษัท ทั้งๆ ที่ทราวิสมีเพียงประสบการณ์รับเหมาก่อสร้างและปรับปรุงบ้านในฮาวายเท่านั้น

4. แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบริษัท ที่ไม่มีอยู่จริง

Mr.Ironman Mark 2 อวดอ้างว่า มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ยักษ์สำหรับผลิตไฟฟ้าขนาดกำลัง 3.5 เกมกะวัตต์ไว้ใช้งาน บนหลังคาที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Nikola แต่จากภาพถ่ายรวมถึงการรายงานของสื่อในภายหลังพบว่า บนหลังคาที่อวดอ้างนั้น "กลับมีแต่ความว่างเปล่า"

5. บ่อก๊าซธรรมชาติ ที่ไม่มีอยู่จริง

Nikola เคยอวดนักลงทุนว่าเป็นเจ้าของบ่อก๊าซธรรมชาติ แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ บริษัทกลับไม่เคยนำหลักฐานมายืนยันในเรื่องนี้ และในเวลาต่อมา คำอวดอ้างคำโตที่ว่านั้นก็ถูก Remove จากเว็บไซต์บริษัทอย่างเงียบๆ

6. ซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทอื่น มาอวดอ้างว่าเป็นของบริษัทตัวเอง

เทรเวอร์ มิลตัน อ้างว่า บริษัท Nikola เป็นผู้ออกแบบส่วนประกอบหลักของ Inverter หรือตัวจ่ายพลังงานไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงทั้งหมดด้วยตัวเอง แต่แล้วความจริงที่ปรากฏตามมาภายหลัง คือ เป็นเพียงการไปซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมาจากบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Cascadia แล้วนำมาติดป้ายเป็นของบริษัทตัวเอง หนำซ้ำ เจ้า Inverter ที่ว่า ยังเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ธรรมดาที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปเสียด้วย!

7. การส่งมอบรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า ที่ไม่มีอยู่จริง

เดือนมกราคม ปี 2020 เทรเวอร์ มิลตัน กล่าวในพอดแคสต์ ระบุชัดเจนว่า Nikola มีรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า 5 คัน ได้ผ่านสายการผลิตจากเมืองอูล์ม (Ulm) ประเทศเยอรมนีแล้ว แต่ในเวลาต่อมา โฆษกของ Bosch บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมัน ซึ่งเป็นพันธมิตรทางการค้าที่ร่วมกันพัฒนาโปรเจกต์ดังกล่าวกลับออกมายืนยันว่า ยังไม่เคยได้รับรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าจาก Nikola แม้แต่เพียงคันเดียว

8. รถบรรทุกพลังงานสะอาด ที่แท้จริงแล้วขับเคลื่อนด้วยพลังงานก๊าซธรรมชาติ

สำนักวิจัยฮินเดนเบิร์กโชว์ภาพถ่ายที่เป็นหลักฐานยืนยันได้ชัดเจนว่า มีการนำสายจากใต้เวทีเสียบเข้าไปยังรถบรรทุก Nikola One ในขณะที่กำลังมีการแถลงข่าวอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อยืนยันระบบไฟฟ้าของมันสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ เมื่อสำนักวิจัยฮินเดนเบิร์ก ทั้งส่งอีเมลและติดตามไปสัมภาษณ์ อดีตหุ้นส่วนของ เทรเวอร์ มิลตัน ถึงสัญลักษณ์ "H2" และ "Zero Emission Hydrogen Electric" ซึ่งถูกติดอยู่ที่บริเวณด้านข้างรถบรรทุก Nikola One ว่า สัญลักษณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันได้ใช่หรือไม่ว่า มันขับเคลื่อนด้วยไฮโดนเจนอย่างที่อวดอ้าง

แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ "แท้ที่จริงแล้ว เจ้ารถบรรทุก Nikola One มันขับเคลื่อนได้ด้วยพลังงานก๊าซธรรมชาติต่างหาก!"

9. ยอดจองรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าที่ไม่มีอยู่จริง

Nikola อ้างว่า ได้รับหนังสือคำสั่งซื้อมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะเพียงยอดจองจาก บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่อย่าง US Xpress ก็มากถึง 1 ใน 3 หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว แต่ในความเป็นจริง เมื่อไปตรวจสอบบัญชีของ US Xpress พบว่า บริษัทนี้มีเงินสดในมือเพียง 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไตรมาสเดียวกับที่ Nikola อ้างถึงยอดจองนั้น

บริษัทคู่ค้าและผู้สนับสนุนคนสำคัญของ Nikola ไม่ว่าจะเป็น Worthington Bosch และ ValueAct ได้ขายหุ้นของ Nikola ออกไปทั้งหมดแล้ว ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้ว่า บริษัทเหล่านั้นเริ่มรู้ตัวแล้วว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นที่ Nikola กันแน่?

อนาคตที่เหลืออยู่ของ Nikola? หลัง Mr.Iron Man Mark 2 ทำตัวสาบสูญ

หลังถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสจากสารพัดข้อกล่าวหาต่างๆ นานา จู่ๆ มนุษย์ที่มีชื่อว่า เทรเวอร์ มิลตัน ก็หายสาบสูญไปจากโลก เขาลบบัญชีทวิตเตอร์ รวมถึง ปฏิเสธคำขอสัมภาษณ์และพยายามซ่อนเร้นตัวจากสังคม

จากนั้นในวันที่ 20 กันยายน 2563 เทรเวอร์ มิลตัน ได้แถลงประกาศลาออกจากตำแหน่ง CEO ด้วยคำพูดสุดหรูและดูดีที่ว่า...

"Nikola อยู่ในสายเลือดของผม และมันจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป แต่ในเมื่อบริษัทควรต้องมุ่งเป้าหมายไปที่ภาระกิจเปลี่ยนแปลงโลก ไม่ใช่ตัวผม ฉะนั้น หลังผ่านการตัดสินใจอย่างยากลำบาก ผมจึงเข้าพบคณะกรรมการบริหารบริษัทและขออาสาก้าวลงจากตำแหน่ง CEO"

ก่อนจะปล่อยให้บริษัทที่เขาก่อตั้งและลูกจ้างอีก 350 ชีวิต อยู่ภายใต้เมฆหมอกที่ไร้ซึ่งความชัดเจนสำหรับเส้นทางที่จะเดินต่อไปสู่อนาคต...

แต่เดี๋ยวก่อน...การลาออกของ เทรเวอร์ มิลตัน กลับถูกขุดคุ้ยโดยสื่อมวลชน โดยมีการชี้เป้าในเวลาต่อมาว่า แม้เขาจะต้องยอมทิ้งหุ้นส่วนหนึ่ง ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 166 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ เวลานั้น) ไป แต่กลับมีการทำสัญญาให้คำปรึกษากับทางบริษัท Nikola ที่มีมูลค่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นการตอบแทน รวมถึง เขา ยังคงถือหุ้นของ Nikola ที่มีมูลค่ามากมายถึง 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐอยู่ต่อไป และยังมีการทำสัญญาที่ครอบคลุมเรื่องการออกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีความต่างๆ ของเขาอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ด้วยซีรีส์อื้อฉาวที่เกิดขึ้น ทำให้หุ้นของ Nikola ที่เคยรุ่งโรจน์ ค่อยๆ ถูกกระหน่ำเทขายอย่างต่อเนื่อง โดยหลังสิ้นสุดเดือนกันยายนที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ Nikola ปรับตัวลดลงถึง 53% นับจากวันที่มันเคยดีดไปจุดสูงสุด เมื่อ GM ประกาศพร้อมเข้าซื้อหุ้นเป็นพันธมิตรกับ Nikola

ซึ่งราคาหุ้นที่ดิ่งลงเหวนี้เอง ทำให้ดีลราคาหุ้น 11% ที่แต่เดิมเคยมีมูลค่าสูงถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐของ GM ได้ลดฮวบลงไปเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ GM จึงเริ่มแสดงท่าทีว่า อาจจะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทแห่งนี้ทันที โดยผู้บริหาร GM ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวรอยเตอร์ว่า "ดีลระหว่าง GM และ Nikola ยังไม่ถึงขั้นปิดฉากลง เรายังคงมีการหารือในเรื่องดังกล่าวอยู่ และจะมีการอัพเดทข้อมูลตามความเหมาะสมต่อไป"

อย่างไรก็ดี ดีลที่คาราคาซังมาเนิ่นนาน จนดูเหมือนจะไร้อนาคตแล้ว ก็กลับมาทำให้นักลงทุนมีความหวังขึ้นอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มารี บาร์รา (Mary Barra) ผู้บริหารของ GM ได้ออกมายืนยัน (อีกครั้ง) กับทางสำนักข่าว Bloomberg ว่า...

"จะมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับดีลนี้ ในเวลาที่เหมาะสม แต่เรา (GM) ยังคงเดินหน้ามองหาวิธีการ ที่ไม่ใช่เพียงการทำให้เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ของเรา เข้าสู่รูปแบบเชิงพาณิชย์ได้ แต่เรายังมองไปถึงแบตเตอรีสำหรับรถไฟฟ้า (Ultium Battery) ที่จะนำพาไปสู่เทคโนโลยีไร้มลพิษ สำหรับอนาคตต่อไปด้วย"

ซึ่งการแสดงท่าทีดังกล่าว ทำให้ราคาหุ้นของ Nikola ดีดขึ้นทันที 11% แม้ว่า กระแสข่าวล่าสุดจากหลายสำนักข่าวจะยืนยันตรงกันว่า ดีลที่แสนยุ่งยากนี้มีกำหนดเส้นตายในวันที่ 3 ธันวาคมที่จะถึงนี้แล้วก็ตาม

อย่างไรก็ดี บรรดาสำนักข่าวต่างประเทศรายงานตรงกันว่า มาร์ค รัสเซลล์ (Mark Russell) CEO ซึ่งก้าวขึ้นมาบริหารงานของ Nikola แทน เทรเวอร์ มิลตัน เพิ่งออกมาแสดงจุดยืนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า บริษัทจะยังคงเดินหน้ามุ่งเน้นไปที่การพัฒนารถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าต่อไป ถึงแม้ว่าข้อตกลงเป็นพันธมิตรกับ GM จะไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายก็ตาม

เพราะบางที...นั่นอาจคือ ความหวังเดียวที่จะทำให้อดีตยูนิคอร์นจอมพยศตัวนี้สามารถ Move on เพื่อพิสูจน์ให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจได้ว่า บริษัทสามารถผลิตยานยนต์ปลอดมลพิษควบคู่ไปกับการผลิตเซลล์พลังงานไฮโดรเจนออกมาได้จริงๆ

ว่าแต่อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว...คุณคิดว่า เรื่องแบบนั้นมันจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ หรือไม่?

ปัจจุบัน มูลค่าหุ้น (ณ วันที่ 20 พ.ย.63) ของบริษัท Tesla อยู่ที่ 489.61 เหรียญสหรัฐ และ Nikola อยู่ที่ 26.38 เหรียญสหรัฐ

ผู้เขียน: นายฮกหลง
กราฟิก: เทพอมร แสงธรรมาพิทักษ์

ข่าวน่าสนใจ:

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

special contentNikolaสตาร์ตอัพรถบรรทุกรายงานพิเศษทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2563 เวลา 19:28 น.