ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ครีมเงินล้าน อุ้มเข้าล้งรอสร่าง บริสุทธิ์ใจแจ้งความ? เฉลยคำตอบคาใจคดีน้องกิ๊ฟ (คลิป)

    ไทยรัฐออนไลน์9 มิ.ย. 2561 05:30 น.
    SHARE

    หลังจากที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ลงพื้นที่สืบเสาะในคดีสะเทือนขวัญ 4 ทรชนอุ้มน้องกิ๊ฟออกจากผับ ก่อนพาไปก่ออาชญากรรมทางเพศภายในล้งผลไม้ ซึ่งอยู่ห่างจากผับ 37 กม. เพื่อไขปมสงสัยต่างๆ จากรายงานพิเศษ 10 ข้อสงสัยอุ้มรุมโทรมน้องกิ๊ฟ บึ่ง 37 กม. ไม่เข้าม่านรูด แจ้งจับตัวเอง?

    เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ได้ให้สัมภาษณ์ ถึงผลสรุปการประชุมติดตามความคืบหน้า โดยแบ่งเป็นประเด็นหลักสำคัญรวม 12 ประเด็น ประกอบด้วย เรื่องเงินในบัญชีของ น้องกิ๊ฟ ทั้งสองแห่ง เป็นเงินที่ได้มาจากธุรกิจขายเครื่องสำอางออนไลน์ สาเหตุที่มียอดเงินจำนวนมาก เนื่องจากเป็นการนำเอาสมุดบัญชีไปปรับ แล้วทำให้พบมียอดสะสมตามจำนวนดังกล่าว

    น้องกิ๊ฟ ผู้ตาย ไม่เกี่ยวกับการค้ายาเสพติด หรือธุรกิจสีเทา หรือขบวนการปล่อยเงินกู้ และไม่ได้เป็นนอมินี ของนักธุรกิจแต่อย่างใด ส่วนเรื่องชู้สาวไม่มีน้ำหนัก และไม่เคยมีเรื่องพิพาทเรื่องชู้สาวมาก่อน

    สำหรับสาเหตุไม่ได้มาจากการฆาตกรรม ไม่ได้มาจากการตัดตอนเรื่องผิดกฎหมาย ไม่ได้ถูกมอมเหล้าแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุการน็อกหมดสติ การถูกสารกระตุ้นทางเพศ และเรื่องของยาลดความอ้วนที่พบในห้อง ต้องรอผลการชันสูตรจากแพทย์ และสาเหตุของการโทรมหญิง ในครั้งนี้ อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

    ไขที่มาเงินล้านในบัญชี ใช่รายได้ขายครีมหรือไม่?

    อย่างไรก็ดี เมื่อได้ไปสอบถามกับ น้องเอ (นามสมมติ) เพื่อนสนิทน้องกิ๊ฟซึ่งรู้จักกันมา 7 ปี ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า กิ๊ฟเป็นตัวแทนจำหน่ายครีม โดยเริ่มขายครีมกันมาหลายปีแล้ว แต่พอกิ๊ฟทำงานที่ร้านเครื่องสำอางก็เลิกขาย ถามว่าขายดีไหม ก็ขายดีระดับหนึ่ง เดือนเดือนหนึ่งขายได้หลายพันบาท บางเดือนที่ขายดีจะได้ประมาณหนึ่งหมื่นบาท แต่ไม่ถึง 2-3 หมื่น

    ทั้งนี้ ตนรู้จักกับกิ๊ฟสมัยเรียน ปวช.ปี 1 แต่กิ๊ฟมาเรียนต่อที่จันทบุรี ส่วนตนมาเรียนที่กรุงเทพฯ แต่ก็ยังสนิทกัน คุยกันได้ทุกเรื่อง และก็เพิ่งเจอกันครั้งล่าสุดเมื่อเดือน พ.ค. ไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งได้ถามกิ๊ฟว่าเป็นอย่างไรบ้าง กิ๊ฟก็บอกว่า สบายดี ซึ่งคิดว่าเพื่อนคงไม่มีปัญหาอะไร เพราะถ้ามีก็จะเล่าให้ฟัง ส่วนเรื่องยืมเงินก็จะผลัดกันยืมบ้างหลักร้อยบาท มากที่สุดกิ๊ฟเคยยืมแค่พันสองพัน ในช่วงที่เงินยังไม่ออก และตัวกิ๊ฟเองก็มีค่าใช้จ่ายมาก อย่างเช่น ค่าเทอมหลายหมื่นบาท และมีค่าอยู่ ค่ากินอีก ซึ่งคิดว่ายายน่าจะเป็นคนส่งเสีย

    “พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เรารู้สึกหดหู่ที่มาเกิดกับคนใกล้ตัว แต่ในมุมเพื่อนสนิทเราก็มองว่า ทำไมคนที่ไปด้วยกันถึงไม่รู้เลยว่าเขาเอาเพื่อนไป ก็ยังคาใจในสาเหตุการตายอยู่ ถามว่ารู้จักกับคนที่พาไปหรือไม่ก็รู้จักผ่านๆ เคยเจอกัน เขา 2 คนเพิ่งมาสนิทกันช่วงหลังนี้ เพราะก่อนหน้าก็ไม่เคยเห็นทั้งคู่ไปเที่ยวด้วยกันเลย เขาเพิ่งมาเที่ยวกันช่วงหลังได้ประมาณเดือนกว่าๆ มั้ง” เพื่อนสนิทสมัยเรียนของน้องกิ๊ฟ ตั้งข้อสงสัย

    พี่ชาย เผย น้องกิ๊ฟ หาเงินส่งตัวเองเรียน เช่าห้องเดือนละ 3-4 พันบาท เงินไม่พอใช้

    นายณัฐวุฒิ พี่ชายของน้องกิ๊ฟ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า น้องสาวได้มาอยู่ที่จันทบุรีได้ปีกว่าๆ โดยมาเรียนเป็นพยาบาล และเป็นผู้ช่วยพยาบาล ต่อมา ก็ย้ายไปเป็นพนักงานขายเครื่องสำอางที่ห้างสรรพสินค้า โดยช่วงแรกอาศัยอยู่กับแฟนที่บ้าน แต่ช่วงหลังก่อนเสียชีวิตย้ายออกมาเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่คนเดียว ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับห้างที่ทำงาน เดือนละ 3,000-4,000 บาท

    ทั้งนี้ สำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าเรียน ค่าอยู่ ค่ากินนั้น น้องสาวหาเงินส่งเสียตัวเอง จากการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ซึ่งบางครั้งเงินก็ไม่ค่อยพอใช้ จึงต้องโทรศัพท์มาขอเงินจากยาย ซึ่งยายได้ให้เงินไปหลายครั้ง รวมแล้วประมาณหลายหมื่นบาท และบางทีก็ขอแฟนบ้าง เพราะช่วงนั้นอยู่บ้านแฟน หรือโทรศัพท์มาขอยืมเงินตนบ้าง แต่ตนก็ให้ยืมได้ไม่เกิน 2,000 บาท เพราะก็ไม่ค่อยมีเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ขอบ่อย ประมาณเดือนสองเดือนครั้งเท่านั้น

    ถามว่าน้องกิ๊ฟเคยส่งเงินมาให้ยายบ้างไหมนั้น พี่ชายน้องกิ๊ฟ ตอบว่า ก็มีบ้างช่วงที่เงินเดือนออก น้องสาวใจใหญ่โอนเงินคืนมาให้ยาย 4-5 พันบาท ส่วนลูกสาวของน้อง วัย 2 ขวบ และ 1 ขวบเศษ น้องกิ๊ฟจะส่งเป็นนมมาให้บ้าง

    พี่ชาย พร้อมเฉลยปม 19 ข้อคาใจ หลังผลชันสูตรศพออก

    หลังจากที่ ยายและพี่ชายของน้องกิ๊ฟไปยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. ขอให้พิจารณาโอนคดีมากองปราบปราม รวมทั้งสอบประเด็นข้อสงสัยที่ญาติยังเคลือบแคลงใจ 19 ข้อ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมานั้น

    นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยว่า ตอนนี้ตนและญาติน้องกิ๊ฟได้คำตอบในประเด็นดังกล่าวทั้ง 19 ข้อครบถ้วนและหายสงสัยแล้ว โดยจะขอรอผลการชันสูตรศพจากแพทย์ก่อนแล้วจะแถลงข่าวพร้อมกันทีเดียว นอกจากนี้ หากเป็นไปได้ก็อยากขอ Statement จากทางธนาคารว่า เงินเข้าบัญชีนี้วันที่เท่าไร จำนวนกี่บาทด้วย

    หาคำตอบประเด็นคาใจ ทำไมพาไปล้ง โทรแจ้งตร.จับตัวเอง เอี่ยวผู้มีอิทธิพล?

    ต่อมา ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปสัมภาษณ์ พ.ต.อ.เชษฐา กีชวรรณ์ ผกก.สภ.มะขาม แต่ได้รับการปฏิเสธ ไม่ให้ข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น โดยระบุว่า พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ได้แถลงข่าวไปหมดแล้ว

    จากนั้น ผู้สื่อข่าวจึงได้พูดคุยกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตอบข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ ดังนี้...

    1. ทำไมต้องมาที่ล้ง ทั้งที่แถวผับมีโรงแรมมากมาย?

    “ผู้ต้องหา ระบุว่า ติดต่อเพื่อนของน้องกิ๊ฟไม่ได้ ติดต่อญาติไม่ได้ ก็เลยเอาตัวน้องกิ๊ฟมาไว้ที่ล้งก่อน พอสร่างเมาแล้วถึงจะพากลับบ้าน ส่วนบ้านคนอื่นที่ใกล้ๆ กับผับนั้น ไม่มี เพราะกลุ่มนี้เป็นคน อ.มะขาม ทั้งหมด” เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งให้ข้อมูล

    2. ทำไมผู้ต้องหาต้องโทรแจ้งตำรวจมาจับตัวเอง?

    “ผู้ต้องหามองว่า ตนเองบริสุทธิ์ เมื่อตำรวจไปถึงก็นั่งรอให้จับ และไม่ได้เจตนาฆ่า ไม่ได้วางยา ไม่ได้เจตนาจะทำให้ถึงตาย และเขาคงคิดว่าผู้หญิงเมาธรรมดา แต่เจตนาลึกๆ แล้วคาดว่า จะพาผู้หญิงมาหลับนอนด้วยนั่นแหละ” เจ้าหน้าที่ตำรวจรายเดิม อธิบาย

    3. หนึ่งในผู้ต้องหาได้สวมเสื้อยืดสีดำทับเสื้อสายเดี่ยวตอนที่อุ้มน้องกิ๊ฟมานอนที่หลังรถกระบะ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

    “เนื่องจากผู้เสียชีวิตใส่สายเดี่ยวไปเที่ยว เมื่อหมดสติเสื้อก็เปิดหน้าเปิดหลังดูโป๊ ผู้ต้องหาจึงหาเสื้อยืดมาสวมทับให้ ซึ่งตำรวจก็ไม่อยากอธิบายมาก เพราะเดี๋ยวจะหาว่าเข้าข้างผู้ต้องหา พอให้ข้อมูลมากไปก็หาว่าเข้าข้างญาติผู้เสียชีวิตอีก ตอนนี้ตำรวจยืนอยู่ตรงกลาง” หนึ่งในชุดทำคดี ตัดพ้อ

    4. ยอดเงิน 1 ล้านในบัญชีน้องกิ๊ฟ มาจากไหน?

    เจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งในชุดทำคดี ระบุว่า จากการตรวจสอบบัญชีดังกล่าว พบว่า เป็นยอดเงินรวมที่ไม่ได้ไปปรับสมุดบัญชีนาน พอไปปรับยอดก็เลยรวมมาเป็นก้อนเดียวกัน และทางตำรวจก็มีพยานหลักฐานครบแล้ว ได้รับ Statement แล้ว แต่ยังไม่มีเวลาดูเลยว่ายอดเข้า-ออกแต่ละเดือนเท่าไรบ้าง

    5. คดีนี้มีเอี่ยวกับผู้มีอิทธิพลหรือไม่?

    นายตำรวจคนอื่นๆ เมื่อได้ยินคำถามนี้ก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย และมีคำตอบไปในแนวทางเดียวกันว่า “ไม่มีหรอกครับ เด็กกิน เด็กเที่ยวทั่วไป”

    6. คดีนี้เป็นงานยากหรือไม่?

    เจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งในชุดทำคดี กล่าวว่า “หากพูดถึงเรื่องคดีไม่ยากหรอก พูดตรงๆ เลยนะ ถ้าไม่มีสื่อ ไม่มีโซเชียลมีเดีย ป่านนี้คดีเสร็จเรียบร้อยเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ตอนนี้มันเลยลำบากที่สื่อไปประโคมข่าวว่า มีเงินในบัญชีเป็นล้าน เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลเงินกู้ ตำรวจก็เลยทำงานหนักขึ้นไปอีก แต่ตอนนี้คืบหน้าไป 60% แล้ว

    นอกจากนี้ ยังหนักใจเรื่องโซเชียลมีเดีย เรื่องสื่อที่นำเสนอข่าว แต่ละช่องออกข่าวไม่ตรงกัน เรื่องประเด็นที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ในเรื่องคดีไม่ซับซ้อนเท่าไร”

    7. ผลตรวจถุงยางพบดีเอ็นเอใครบ้าง?

    เจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งในชุดทำคดี เผยว่า ยังไม่ได้รับผลการตรวจดีเอ็นเอในถุงยางอนามัยที่พบในที่เกิดเหตุทั้ง 3 ชิ้นจากพิสูจน์หลักฐานส่วนกลางเลย และก็พยายามเร่งอยู่ ไม่ใช่แค่ถุงยางแต่ยังมีเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิตด้วย และมีผู้ต้องสงสัยหลายคนที่ต้องนำมาเปรียบเทียบ คาดว่าสัปดาห์หน้าน่าจะทราบผล

    ส่วนที่จะมีการออกหมายจับเพิ่มอีก 2 คนนั้น กำลังรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ เพราะหากหลักฐานไม่แน่นก็อาจหลุดได้ ขณะที่ ลูกชายของเจ้าของโรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี ที่คาดว่าจะอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยนั้น ยังอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเช่นเดียวกัน เพราะถึงแม้จะมีหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด แต่ผู้ต้องสงสัยรายนี้ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้มาร่วมก่อเหตุที่ล้งด้วย

    ตร.รับแจ้ง 11 โมง พฐ.เข้าเก็บหลักฐาน 5 โมงเย็น ในสภาพของถูกเคลื่อนย้ายแล้ว

    ผู้สื่อข่าวยังได้พบกับแหล่งข่าวในพื้นที่ ได้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า วันที่เกิดเหตุ 27 พ.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มะขาม รับแจ้งเหตุเวลา 11.00 น. ว่า พบศพผู้เสียชีวิตภายในล้งผลไม้แห่งหนึ่ง ก่อนจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานไปเก็บหลักฐานที่ล้งผลไม้ช่วงเวลา 17.00 น.

    ทั้งนี้ เมื่อทีมพิสูจน์หลักฐานไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่า เป็นห้องโล่งๆ ไม่เจอศพแล้ว เพราะศพถูกส่งไปที่ รพ.พระปกเกล้า ส่วนแผ่นที่ใช้รองนอน ผ้าห่ม หมอน ผู้ต้องหาได้เคลื่อนย้ายเอาออกมาวางไว้ด้านนอกห้องแล้ว อีกทั้ง ได้เจอกับถุงยางอยู่บริเวณพงหญ้าข้างล้ง 2 ชิ้นอยู่ใกล้ๆ กัน จึงเก็บหลักฐานไปส่งตรวจ และหลังจากนั้น ชุดสืบก็ได้ไปพบถุงยางอีก 1 ชิ้นบนต้นกล้วยก็ได้เก็บมาให้พิสูจน์หลักฐานเช่นกัน

    ต่อมา เมื่อเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุเสร็จแล้ว จะส่งให้ส่วนกลางตรวจ เพราะมีห้องแล็บและมีกลุ่มงานที่สามารถจะตรวจดีเอ็นเอในถุงยางได้ และผลการตรวจจากส่วนกลางจะส่งไปให้ทางร้อยเวรเจ้าของคดี

    อย่างไรก็ตาม พิสูจน์หลักฐานในพื้นที่มีหน้าที่รวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุส่งให้ส่วนกลางตรวจเท่านั้น ขณะที่ หากเป็นร่างกายของศพ เช่น เลือด กระเพาะ หรืออื่นๆ จะส่งไปให้แพทย์เป็นผู้ชันสูตรต่อไป

    “ตอนที่รับแจ้งเหตุนั้น ตำรวจไม่ได้แจ้งพิสูจน์หลักฐานในทันที แต่โดยทั่วไปแล้ว หากเกิดคดีอาชญากรรมต่างๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ว่า จะต้องแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานหรือไม่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าไปที่เกิดเหตุเองไม่ได้ จะต้องได้รับแจ้งจากตำรวจพื้นที่ก่อน แต่มองว่าอาจจะเป็นเพราะศพไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย แต่หากมีก็คงจะแจ้งพิสูจน์หลักฐานให้เข้าไปตรวจแล้ว ส่วนการเคลื่อนย้ายหลักฐานนั้น มองว่า อาจจะเป็นดุลยพินิจของตำรวจที่คิดว่าคดีนี้ไม่ซับซ้อนก็ได้” แหล่งข่าวในพื้นที่อธิบาย

    ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ ตั้งคำถาม ไปได้ไหม? ก่อนตายเหยื่อไม่ได้นอนหงาย

    จากข้อมูลคำอธิบายทางการแพทย์ในเรื่อง “รอยเขียวช้ำหลังตาย” อธิบายว่า การตกของเม็ดเลือดตามแรงโน้มถ่วงหลังตาย จะเกิดเต็มที่เมื่อระยะเวลาประมาณ 8-12 ชั่วโมง ภายหลังจากการตาย และจะเริ่มอยู่ตัว คือ เมื่อมีการเคลื่อนย้ายศพหรือกลับท่าของศพจากเดิม เม็ดเลือดแดงที่ปรากฏตามผิวหนังก็จะไม่เคลื่อนหรือไหลไปอยู่ในที่ใหม่เช่น ในกรณีที่แพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพ ตรวจสภาพศพนอนตายอยู่ในห้องนอนในท่านอนหงาย รอยเขียวช้ำหลังตาย จะตกลงไปอยู่ที่บริเวณทางด้านแผ่นหลังและท้องแขน

    ถ้ารอยเขียวช้ำหลังตายยังไม่อยู่ตัว คือเกิดมาแล้วประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วศพถูกกลับให้ไปอยู่ในท่านอนคว่ำ รอยเขียวช้ำหลังตาย จะไหลย้อนกลับไปอยู่ในทิศทางด้านหน้าเพราะด้านหน้ากลายเป็นด้านล่าง ซึ่งถ้ารอยเขียวช้ำหลังตายอยู่ตัวแล้ว จะไม่สามารถไหลกลับไปได้อีก เนื่องจากการอยู่ตัวของเม็ดเลือดแดงเกิดเพราะเม็ดเลือดแดงแตกสลายตัว สีของฮีโมโกลบิน จะซึมออกไปจากเส้นเลือดแล้ว จึงไม่สามารถไหลได้อีกต่อไป

    สำหรับประเด็นดังกล่าวนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า หากขยายดูใบหน้าจะเห็นว่าด้านซ้าย​มีสีเข้มกว่าด้านขวาที่คางกับที่คอก็เห็นชัดเจนอยู่ โดยด้านซ้ายมีสีเข้มกว่าด้านขวา เพราะเลือดมาตกตะกอนด้านที่ต่ำกว่าตามแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งแสดงว่าใบหน้าด้านซ้ายอยู่ต่ำกว่าด้านขวาอาจเป็นเพราะใบหน้าตะแคงหรือเอียงไปทางซ้าย อยู่​จนระยะเวลาหนึ่ง​ ประมาณ 2-​4​ ชั่วโมง​ภายหลังตาย จึงจะสังเกตเห็นปรากฏการณ์​ดังกล่าว

    ดังนั้น หากพบเลือดตก​สู่เบื้องต่ำแล้วให้ประเมินว่าใบหน้าที่หงายอยู่​ครั้งสุดท้าย อาจจะไม่ใช่ท่าทางก่อนตายก็ได้

    รายงานพิเศษข้างต้นเป็นเพียงข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบคำอธิบายในปมคาใจต่างๆ อย่างไรก็ตาม ต้องรอฟังคำแถลงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

    และหลังจากที่ได้อ่านจนจบ คุณล่ะ...หายสงสัยในคดีนี้หรือยัง?

    ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน



    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    15 นาที สิ้นสติ คดีทรชนฆ่าข่มขืนน้องกิ๊ฟ โอกาสสูงใช้ยาเสียสาว

    เบื้องลึก สารพัดปมคาใจ คดีฆ่ารุมโทรมน้องกิ๊ฟ แฉยาเสียสาว รูโหว่วงการแพทย์? (คลิป)

    ปริศนาเงิน 1 ล้าน! แกะรอยบัญชีน้องกิ๊ฟ เหยื่อเดนทรชน โยงธุรกิจอะไร?

    10 ข้อสงสัยอุ้มรุมโทรมน้องกิ๊ฟ บึ่ง 37 กม. ไม่เข้าม่านรูด แจ้งจับตัวเอง?

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    น้องกิ๊ฟอุ้มสาวจากผับรุมโทรมจันทบุรีทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 13:35 น.