ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

วนิดา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ประจักษ์กลับถึงบ้านด้วยความรู้สึกผิด เขาเดินไปที่หน้าห้องวนิดา ยกมือจะเคาะประตูแล้วลดมือลง เป็นอย่างนี้อยู่สองสามครั้ง สุดท้ายตัดสินใจจะเคาะ ประตูก็เปิดออกมาพอดี พอเห็นหน้ากันต่างคนต่างอึ้ง พริบตาเดียว วนิดาก็ปิดประตูใส่หน้าปัง! ประจักษ์สะดุ้งฉุนกึกขึ้นมา   หันหลังเดินกลับห้องตัวเองเลย

หลังจากนั้นอีกหลายวัน บรรยากาศก็ยังอึมครึม คนหนึ่งมาอีกคนหนึ่งก็ไป คนหนึ่งออกหน้าบ้านอีกคนก็ออกหลังบ้าน จนไปล่ จวง และป้าทองพลอยเงียบเหงาไปด้วยต่างจับตาดูอยู่อย่างกลุ้มอกกลุ้มใจ

บรรยากาศไม่ทันคลี่คลายก็มีเรื่องใหม่ให้เข้ามาอึดอัดยิ่งกว่า เมื่อวนิดามาขอความร่วมมือจากจวง ป้าทอง และไปล่ อย่าให้ประจักษ์รู้ว่าคืนนี้ตนจะไม่อยู่

ขณะกำลังปรึกษาวางแผนกันอย่างเคร่งเครียดนั่นเอง ทุกคนก็สะดุ้งเฮือกเมื่อประจักษ์โผล่เข้ามาถามอย่างจับผิดว่า

"คุยอะไรกัน"

วงแตกทันที ป้าทองลุกไปตำน้ำพริก จวงหยิบมีดมาหั่นผัก ส่วนไปล่ก็ก้มหน้าก้มตาเด็ดผัก อาการลุกลี้ลุกลนมีพิรุธ ของทั้งสามทำให้ประจักษ์ถามดักคอว่า "วางแผนอะไรกันอยู่"

ป้าทองตั้งหน้าตั้งตาโขลกน้ำพริกสนั่น จวงกับไปล่ ก้มหน้าก้มตาหั่นผักเด็ดผักทำหูทวนลม แต่ในใจลุ้นให้วนิดาตอบแทน แล้วก็สมใจเมื่อวนิดาทำหน้าตายย้อนเขาว่ามองโลกในแง่ร้ายหรือเปล่า

"พฤติกรรมของเธอทำให้ฉันไม่ไว้ใจ" ประจักษ์สวนไปทันควัน วนิดาไม่ต่อล้อต่อเถียงหันเดินออกไป ประจักษ์หันมองป้าทอง จวง และไปล่ ทำเอาทั้งสามหนาวไปตามกัน

ooooooo

ความสงสัยของประจักษ์พานลากยาวมาถึงกลางคืน เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น เขาสั่งจวงให้ไปตามวนิดามาทานข้าว

จวงสะดุ้งแต่เพราะวางแผนกันไว้แล้วจึงตอบไปว่าตนไปตามแล้วแต่วนิดาบอกว่าไม่ หิว เพราะจงใจจะจับพิรุธ ประจักษ์ทำเป็นห่วงใยว่าเดี๋ยวเป็นโรคกระเพาะแล้วลุกขึ้นจะไปตามเอง จวงรีบอาสาจะไปตามให้ พอขึ้นไปถึงหน้าห้องก็ทำเป็นร้องเรียก พูดเป็นตุเป็นตะ พูดเองเออเองว่า

"คุณนิดขา คุณผู้ชายให้ออกไปทานข้าวค่ะ...อะไรนะคะ...จะนอนแล้ว...ได้ค่ะ...ได้"

พอได้ยินว่าวนิดานอนแต่หัวค่ำ ประจักษ์ก็เป็นห่วงว่าจะเป็นไข้ถามจวงว่าทำไมไม่เข้าไปดู จวงคิดไม่ทัน ป้าทองเลยรีบพูดว่า ให้พาตนเข้าไปดูวนิดา จวงรีบพาป้าทองออกไป

ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้ประจักษ์สงสัยมากขึ้น

ครู่หนึ่งป้าทองมาบอกประจักษ์ว่า วนิดาบอกว่าปวดหัวตนเลยให้จวงคอยดูแลอยู่ไม่ต้องห่วง ประจักษ์พยักหน้ารับรู้ ไม่ซักถามอะไรอีก ป้าทองลอบถอนใจอย่างโล่งอก

ooooooo

ที่แท้ วนิดาอยู่ที่โรงเรียนในงาน "คืนสู่เหย้าชาวสีน้ำเงินเหลือง" โดยมีสุมาลีกับกัลยาเพื่อนรักอยู่ด้วย สุมาลีติงว่า วนิดาน่าจะพาประจักษ์มาด้วยจะได้พามาเปิดตัว เพราะมีแต่คนอยากเห็นสามีเธอ

พอวนิดาบอกว่าเขาไม่ว่าง กัลยาก็บ่น "น่าเสียดาย เป็นฉันถ้าได้แต่งงานกับคนหล่อขนาดนี้  ฉันต้องหนีบเข้าเอวพาไปทุกที่ น่าภูมิใจออก"

วนิดายิ้มๆ แต่ในใจคิดกังวลกลัวประจักษ์จะจับได้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ที่บ้าน

ooooooo

ป้าทองกับจวงนึกว่าคลื่นลมสงบแล้ว ต่างพากันโล่งใจที่ประจักษ์ทำท่าเหมือนไม่สงสัยอะไรอีก

ที่ไหนได้ ตกดึกประจักษ์เกิดเป็นห่วงวนิดาขึ้นมาอีก ตัดสินใจเคาะประตูห้องขณะเดินผ่าน   ถามเข้าไปว่าเป็นอย่างไรบ้างจวงใจหายใจคว่ำไม่รู้จะทำอย่างไร  เลยทำเสียงแหบๆ ตอบไปว่า

"ฉันไม่เป็นอะไร"

เรื่องเลยยิ่งไปกันใหญ่ ประจักษ์ไม่เชื่อว่าไม่เป็นอะไรเพราะฟังเสียงแหบบอกอาการหนักจะเปิดประตู เข้าไปดู ป้าทองก็มายืนขวางพยายามบอกว่าวนิดาไม่เป็นอะไร ร้อนรุ่มวุ่นวายจนผิดสังเกต ทำให้ประจักษ์ยิ่งสงสัยจะเข้าไปให้ได้ ป้าทองเลยแกล้งพูดดังๆให้จวงเตรียมรับสถานการณ์ว่า

"คุณใหญ่เข้าไปดูคุณนิดก็ได้ค่ะ"

จวงแทบช็อก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จะปีนหน้าต่างหนีอยู่แล้ว แต่ฉุกคิดได้หันกลับมามองที่เตียง

ดังนั้น พอประจักษ์เข้ามาจึงเห็นร่างที่นอนอยู่บนเตียงสั่นสะท้านจนผ้าห่มไหว เขาบอกป้าทองให้รีบไปตามหมอ ป้าทองเงอะงะไม่ทันใจก็สั่งไปล่แทน ไปล่สติแตกเสียงสั่น พูดผิดพูดถูก

"ครับ...ไม่ได้ครับ"

ประจักษ์เอะใจหันมองที่เตียงเห็นร่างใต้ผ้าห่มยิ่งหนาวสั่นจนเตียงสะเทือน เขาดึงผ้าห่มออกทันที แล้วทุกคนก็ตะลึงงัน เมื่อจวงลุกขึ้นนั่งพนมมือแต้สารภาพว่า "จวงผิดไปแล้วเจ้าค่ะ จวงขอโทษ"

"วนิดาไปไหน" ประจักษ์หันมาคาดคั้นป้าทองอย่างเอาเรื่อง

ooooooo

ที่งาน "คืนสู่เหย้าชาวเหลืองน้ำเงิน" นี่เอง ขณะที่สุมาลีกับกัลยากำลังสนุกสนานกับเพื่อนเก่าที่มาร่วมงานอยู่นั้น ทั้งสองก็มองตาโตเมื่อเห็นประจักษ์เดินเข้ามาในงาน สุมาลีรีบเข้าไปรับถามว่า

"อ้าว คุณประจักษ์ ไหนยัยนิดบอกว่าคุณไม่ว่างมายังไงคะ"

ประจักษ์อึกอัก ไม่ตอบ แต่กลับถามว่าวนิดาอยู่ไหน กัลยาบอกว่ากำลังเตรียมตัวอยู่ ขณะที่ประจักษ์มองหน้างงๆนั้น สุมาลีก็เร่งว่า

"รีบไปเถอะค่ะ ยัยนิดต้องดีใจแน่ๆเลยที่คุณมาให้กำลังใจ"

ว่าแล้วสองสาวก็ควงแขนประจักษ์คนละข้างหนีบเขาเข้าไปที่หน้าเวที

"นั่งหน้าเลยนะคะ ยัยนิดออกมาเห็นคุณจะได้ประหลาดใจ" สุมาลีพาไปนั่งติดหน้าเวทีเลย

"จบไปแล้วนะคะกับการแสดงดนตรีไทยของนักเรียนชั้น ม.ศ.3 ลำดับต่อไปเป็นการแสดงชุดสุดท้ายจากศิษย์เก่าของโรงเรียนเรา ขอเชิญทุกท่านพบกับการรำฉุยฉายได้เลยค่ะ" ครูผู้ทำหน้าที่พิธีกรประกาศเสร็จ เสียงปรบมือก็กึกก้องขึ้น

พอเสียงดนตรีดังขึ้น วนิดาในชุดฉุยฉายก็รำอ่อนช้อยออกมา ประจักษ์ถึงกับตะลึงอึ้งมองวนิดาตาเป็นประกาย วนิดารำอ่อนช้อยยิ้มแย้มสวยงามมาก พอเธอเห็นประจักษ์ก็ชะงักไปนิดหนึ่งแต่พริบตาเดียวทุกอย่างก็ดำเนินไปเป็นปกติ

ประจักษ์ตะลึงอึ้งตกอยู่ในภวังค์จนเหมือนนาทีนี้มีอยู่ กันเพียงสองคนเท่านั้น

ooooooo

การแสดงบนเวทีจบลงแล้ว บรรดาเพื่อนๆของวนิดาต่างพากันมาห้อมล้อมคุยกับประจักษ์  คุณครูคนหนึ่งถึงกับชมประจักษ์ว่าหล่อสมคำร่ำลือ วนิดาโชคดีที่ได้แต่งงานกับเขา ประจักษ์ได้แต่พยายามยิ้มรับเพราะไม่รู้จะพูดอะไร สุมาลีที่เชียร์วนิดากับประจักษ์ อยู่แล้ว เสริมขึ้นว่า

"คุณประจักษ์ก็โชคดีนะคะครู ที่ได้หัวใจของดาวประจำโรงเรียนเราไปครอบครอง"

ประจักษ์นิ่งฟังครูและเพื่อนๆของวนิดาอย่างสนใจ จึงรู้ว่า เธอเป็นศิษย์เก่าที่ครูทุกคนรักเพราะเธอมีน้ำใจ ไม่เคยเกี่ยงงาน พูดจาไพเราะ น่ารักอ่อนหวาน เรียนเก่ง มารยาทงาม เป็นนักกิจกรรม อีกทั้งเรื่องร้องเต้นเล่นละครรวมทั้งดนตรีเธอก็ทำได้ทุกอย่าง

สุดท้าย สุมาลียังเล่าอย่างภูมิใจว่า "ที่พวกเราพูดมายังไม่หมดนะคะ ยัยนิดยังเป็นนักเรียนคนแรกที่ได้ทุนไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ปีนังด้วยคะแนนสูงสุด"

ได้ฟังเรื่องราวของวนิดาจากปากของเพื่อนๆและครูแล้ว ประจักษ์ยิ่งทึ่ง เกิดความภูมิใจในตัวเธอขึ้นโดยไม่รู้ตัว จนเมื่อวนิดามาสมทบกับเพื่อนๆ เขาเอ่ยอย่างชื่นชมว่า

"เธอรำฉุยฉายได้สวยมาก"

"เอ่อ...ขอบคุณค่ะ" วนิดาอึ้งไปอย่างคิดไม่ถึงว่าเขาจะชม

อากัปกิริยาที่เก้อๆเขินๆของทั้งคู่ที่ยังตะขิดตะขวงใจกันอยู่ กลับทำให้เพื่อนๆมองว่าทั้งคู่ยังเขินๆไม่ชินกัน สุมาลีเอ่ยหยอกว่า

"ตายแล้ว คู่นี้ทำตัวเหมือนข้าวใหม่ปลามัน น่ารักน่าเอ็นดูจนพวกเราอิจฉาแล้วนะจ๊ะ"

ooooooo

ระหว่างนั่งรถกลับด้วยกัน ทั้งประจักษ์และวนิดาต่างนิ่งเงียบอย่างไม่รู้จะเริ่มต้นกันอย่างไรดี จนประจักษ์ พาเธอไปจอดหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมแล้วลงไปเดินเล่นกัน กระนั้นก็ยังเดินกันเงียบๆจนวนิดาอึดอัดเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนว่า "มีอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ อย่าเงียบอย่างนี้เลย"

การสนทนาจึงเริ่มขึ้น โดยประจักษ์ถามว่าทำไมไม่ ชวนตนมางานนี้ด้วย วนิดาย้อนถามว่าแล้วทำไมเขาต้องอยากมางานนี้กับตน

"ฉันไม่อยากให้คนนินทาลับหลังว่าฉันปล่อยให้ภรรยามาออกงานลำพังคนเดียว" เขาตอบอย่างไว้ฟอร์ม

แทนที่จะสานต่อความรู้สึกดีๆต่อกัน เลยกลายเป็นตัดพ้อต่อว่าไม่ไว้วางใจกัน โดยวนิดาสวนไปทันทีว่าที่แท้เขาก็มาเพราะกลัวตนจะทำเสียชื่อมหศักดิ์   เลยสวนไปอย่างตั้งแง่ ใส่กันว่า

"ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันไม่ทำให้ตัวเองดูไม่ดีในสายตาคนอื่นหรอก แต่ไม่ใช่เพราะกลัวมหศักดิ์จะเสียชื่อ ฉันทำเพื่อพ่อของฉัน"

ถูกกระแทกกลับมาแบบนี้ ประจักษ์เลยรู้ตัวว่าไม่น่าพูดไปแบบนั้น เขาเสียงอ่อนลงเอ่ยขอโทษที่เป็นต้นเหตุให้เธอไม่มีความสุขในหลายวันที่ผ่านมา ยอมรับกับเธอว่า

"ตอนที่เพื่อนๆกับครูของเธอเล่าเรื่องเธอให้ฉันฟัง มันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันตัดสินเธอผิดไป ฉันไม่ได้รู้จักเธอเลย และต่อไปนี้ฉันจะพยายามทำความรู้จักเธอให้มากขึ้น"

จากคำพูดและสายตาที่อ่อนโยนลงของประจักษ์ ทำให้ วนิดารับรู้ถึงความจริงใจของเขา...

ooooooo

ผ่านงาน "คืนสู่เหย้าชาวเหลืองน้ำเงิน" คืนนั้นแล้ว ประจักษ์กับวนิดามีท่าทีดีต่อกันมากขึ้น   โดยเฉพาะประจักษ์ดูแลเอาอกเอาใจวนิดาจนป้าทอง   จวง   และไปล่พากันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

ไม่เพียงปฏิบัติดีกันต่อหน้าเท่านั้น แม้แต่อยู่ลำพังคนเดียวในห้อง ประจักษ์ก็เริ่มรู้สึกแตกต่างระหว่างผู้หญิงสองคน เมื่อนึกถึงท่ารำอ่อนช้อยของวนิดาและคำชื่นชมของเพื่อนๆและครูที่มีต่อเธอเขาก็เผลอยิ้มออกมา แต่เมื่อหันมาเห็นรูปของพิสมัยที่วางอยู่บนโต๊ะเขากลับหน้านิ่งไป

ส่วนวนิดา แม้จะไม่ถึงกับนั่งยิ้มคนเดียว แต่สายตาความรู้สึกที่มีต่อแหวนแต่งงานที่นิ้วนางต่างจากเดิมที่บางครั้งไม่อยากสวม แต่เวลานี้ไม่อยากให้หลุดนิ้วไปแม้แต่นาทีเดียว...

หลังอาหารเช้าที่สดชื่น ประจักษ์ชวนวนิดาว่าเย็นนี้ไปทานข้าวด้วยกัน พูดอย่างรู้สึกผิดว่า

"ชดเชยที่คราวที่แล้วเราไม่ได้ไปด้วยกันสองคน"

"เจอกันที่ร้านอาหารเลยก็ได้นะคะ คุณจะได้ไม่ต้องเลยมารับฉัน" วนิดาตอบด้วยความยินดี

ป้าทอง จวง และไปล่ ที่ทำทีคอยรับใช้อยู่แถวนั้น แอบฟังกันหูผึ่ง ต่างเผลอร้องออกมาด้วยความดีใจ "เย้!" จนวนิดากับประจักษ์หันมอง ทั้งสามก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ทำงานของตัวเองต่อ

ooooooo

ที่บ้านมหศักดิ์ พิสมัยบ่นกับคุณนายน้อมอย่างหงุดหงิดว่าตนทนเล่นละครเป็นนางเอกที่แสนดีต่อไปไม่ไหวแล้ว เพราะประจักษ์หาทางใกล้ชิดวนิดาตลอดเวลา และจะเห็นเป็นคนอื่นไปเมื่อไรก็ไม่รู้

คุณนายน้อมก็ยังยืนยันอย่างเดียวว่าจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นเด็ดขาด แต่ก็ไม่มีแผนการอะไรจนกระทั่งพิสมัยเป็นฝ่ายคิดแผนได้ หลังจากปรึกษาวางแผนกันแล้ว พิสมัยก็เริ่มแผนการทันที

เธอตีหน้าเครียดไปหาประจักษ์ที่กรม แล้วพากันกลับมาที่บ้านในตอนเย็น คุณนายน้อมตีโพยตีพายจะให้เขาพาไปหาประจวบเพราะเป็นห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ แม้ประจักษ์จะบอกว่าชวนโทรเลขมาบอกแล้วว่าประจวบหายดีแล้ว คุณนายก็ยังยืนกรานจะไปให้ได้ ขอให้เขาลางานพาตนกับพิสมัยไปหาประจวบ

"ผมลางานไม่ได้ครับคุณแม่   ช่วงนี้ผมมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมาก"

พิสมัยหาเรื่องทันทีว่างานเยอะหรือไม่อยากห่างวนิดา ทำให้ประจักษ์โมโหถามว่าเมื่อไรเธอจะหยุดหาเรื่องวนิดาเสียที คนที่ผิดคือเราไม่ใช่วนิดา

เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นทันที คุณนายน้อมหาว่าประจักษ์โทษว่าตนผิด โวยวายว่าในเมื่อตนผิดก็ปล่อยให้คนผิดคนนี้นอนช้ำใจตายไปก็แล้วกัน ประจักษ์เลยเสนอว่า

"ผมจะตามหมอมาดูอาการคุณแม่ และผมจะจ้างพยาบาลมาคอยดูแล"

"ไม่ต้องมายุ่งกับแม่ ปล่อยให้แม่นอนตายตรงนี้"

ประจักษ์เซ็งขึ้นมาสุดขีด ตัดบทว่า "งั้นผมไปนะครับแล้วผมจะแวะมาเยี่ยมแม่บ่อยๆ"  ว่าแล้วเดินออกไปเลย คุณนายน้อมที่กำลังแผลงฤทธิ์เต็มที่ชะงักกึกมองหน้าพิสมัยเหวอไปทั้งคู่

พิสมัยรีบตามออกไปถามว่าจะไปไหน  ประจักษ์บอกว่าตนมีธุระ เธอแนะว่าให้โทรศัพท์เลื่อนนัดไปก่อนไม่ได้หรือ จะไปทั้งที่คุณแม่นอนป่วยอยู่อย่างนี้หรือ

ประจักษ์เครียดหนักมองพิสมัยก็เห็นสายตาที่อ้อนวอน มองไปที่แม่ก็เห็นเอาแต่ร้องไห้โฮๆ

ooooooo

ในที่สุดประจักษ์ให้มนตรีไปทานข้าวกับวนิดาแทน วนิดาเสียความรู้สึกมากที่เขามาไม่ได้ก็น่าจะบอกตนโดยตรง ทำไมต้องไปรบกวนมนตรีด้วย

แต่มนตรีดีใจมากบอกวนิดาว่าตนเต็มใจมา แล้วถามว่ายังอยากขี่ม้าไหม พลันก็มีเสียงเพชฌฆาตแทรกเข้ามาว่า

"แต่ผมไม่เต็มใจ!"

นายดาวนั่นเอง เขาเห็นวนิดานั่งอยู่ในร้านเลยเดินเข้ามา

ถามว่าประจักษ์ไม่มาด้วยหรือ มนตรีชิงตอบว่าประจักษ์ติดธุระเลยให้ตนมาแทน นายดาวสวนไปทันทีว่าบังเอิญตนอยู่ที่นี่ ฉะนั้นให้เขากลับไปได้แล้ว มนตรีก็ยังตื๊อว่า "แต่ผมอยากอยู่"

"คุณมนตรี พูดกันง่ายๆนะ คุณอยู่ในฐานะลูกหนี้ไม่ใช่ ลูกเขย เข้าใจไหม"

เจอไม้นี้เข้ามนตรีก็ต้องรีบบอกว่าเข้าใจ แล้วขอตัวกับวนิดาแอบทำปากบอก "ขี่ม้า" ก่อนไป นายดาวบ่นกับวนิดาว่าไม่ได้เรื่อง เอาลูกสาวตนมาทิ้งไว้แล้วยังส่งคนอื่นมาแทนอีก

วนิดาบอกว่าเขาคงติดธุระ นายดาวไม่ยอม ทำแบบนี้พ่อต้องจัดการ

"อย่านะคะคุณพ่อ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกเถอะค่ะ ลูกจัดการเรื่องนี้เองได้ อย่าให้เขามองลูกเป็นลูกแหง่ที่เอะอะอะไรก็ฟ้องคุณพ่อเลยนะคะ"

"ยัยนิด...ลูกเปลี่ยนไปมาก ดูสุขุมเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนลูกคงตีโพยตีพายไปแล้ว เอ...หรือว่า...ลูกจะชอบคุณประจักษ์เข้าแล้ว" นายดาวยิ้มล้อๆ วนิดาตกใจรีบปฏิเสธว่า

"เปล่านะคะ  ยังไงลูกกับเขาก็ไม่มีทางเป็นไปได้  คุณพ่ออย่าลืมสิคะ เขามีคนรักอยู่แล้ว"

พูดจบวนิดารีบเลี่ยงไปกลัวพ่อจะจับพิรุธได้ แต่นายดาวยังมองตามไปอย่างครุ่นคิดสงสัยไม่หาย

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น วนิดาไปขี่ม้ากับมนตรีที่สนามม้า ประจักษ์ไปหาที่บ้านพักไม่เจอจึงตามไปที่สนามม้า เห็นมนตรีกำลังขี่ม้าคุยกันอย่างร่าเริงกับวนิดา เขามองอย่างไม่พอใจ พลันก็คิดแผนการบางอย่างแก้เผ็ดมนตรี พอมนตรีหันมาเห็น ประจักษ์โบกมือให้สัญญาณ มนตรีจึงขี่ม้าเข้าหามาหาเขาพร้อมวนิดา

ประจักษ์บอกหน้าตาเฉยว่าเมื่อกี้เจอท่านเจ้ากรมท่านถามหา ท่าทางอยากพบเขามากตนจึงรีบมาบอก มนตรีแปลกใจแต่ก็บอกวนิดาว่าให้รอสักครู่หนึ่ง แล้วมนตรีก็ลงจากม้ารีบเดินออกไป

พอมนตรีไปแล้วเท่านั้น ประจักษ์ก็ขึ้นม้าของมนตรีชวนวนิดาว่า

"ระหว่างรอมนตรี เราไปขี่ม้าทางด้านโน้นกันไหม"

วนิดาตอบตกลง ทั้งคู่จึงขี่ม้าเคียงกันไป

แต่พอมนตรีไปถึงหน้าห้องท่านเจ้ากรมทราบจากทหารหน้าห้องว่า วันนี้ท่านไปราชการต่างจังหวัด มนตรีรู้ทันทีว่าเสียทีประจักษ์แล้ว

ประจักษ์พาวนิดาไปที่ทุ่งดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่งไปทั้งทุ่ง วนิดาตื่นเต้นมากลงจากหลังม้า ประจักษ์ไปเก็บดอกไม้มายืนตรงหน้า เอ่ยอย่างรู้สึกผิดว่า

"ฉันขอโทษที่เมื่อวานไม่ได้ไปทานข้าวด้วย พอดีคุณแม่ไม่สบาย"

วนิดาบอกว่าไม่เป็นไรตนไม่โกรธ ประจักษ์จึงยื่นดอกไม้ให้บอกว่าถ้าไม่โกรธก็รับดอกไม้นี้ด้วย วนิดารับดอกไม้จากเขาแล้วชี้ชวนกันเดิน เห็นผีเสื้อบินร่อนก็วิ่งไล่กวดอย่างร่าเริง เผลอจูงมือประจักษ์วิ่งไปด้วยกัน ชายหนุ่มรู้สึกดีที่วนิดาจับมือจนอดยิ้มออกมาไม่ได้

แต่พอกลับมาที่เดิม ปรากฏว่าม้าของวนิดาหายไปแล้ว ประจักษ์จึงให้เธอขึ้นม้าตัวเดียวกับตนนั่งโอบประคองคู่กันกลับไป

พอกลับมาถึงที่เดิม เจอมนตรีกับพิสมัยยืนรออยู่ พอทั้งคู่ลงจากหลังม้าพิสมัยก็รี่เข้าควงแขนประจักษ์ ชวนราวกับนัดหมายกันไว้แล้วว่า "คุณพี่ขา เราไปกันเลยไหมคะ"

พิสมัยโมเมว่าเรานัดไปทานข้าวด้วยกัน พูดแล้วมองหน้าวนิดาอย่างเป็นต่อ แต่ทำเป็นมารยาทดีขอตัวประจักษ์กับวนิดา วนิดาตอบยิ้มๆว่าตามสบาย มนตรีจึงรีบชวนวนิดาว่า

"ถ้าอย่างนั้นเราสองคนไปหาร้านอร่อยๆทานข้าวกันนะครับ ผมเลี้ยงเอง"

พอวนิดาตอบรับ ประจักษ์มองขวับไปที่มนตรีเคืองๆ รู้ว่าตัวเองถูกมนตรีแก้ลำอย่างเจ็บแสบเข้าแล้ว!

ooooooo

เคืองกันที่สนามม้า ตกกลางคืนกลับมาเจอกัน ประจักษ์โมโหวนิดาที่กลับเอาสองทุ่มกว่า ถามอย่างไม่พอใจ ระแวงว่าทำไมกลับเอาป่านนี้ วนิดาถามว่าทำไมต้องขึ้นเสียงกับตนด้วย

ทั้งคู่ต่อล้อต่อเถียงกัน อีกฝ่ายออกอาการหึง อีกฝ่ายงอน จนสุดท้ายประจักษ์ตำหนิวนิดาว่า

"วันนี้เธอไปขี่ม้ากับมนตรีโดยไม่ขออนุญาตฉัน แถมยังไม่สำนึกผิดไปกินข้าวกับมนตรีสองต่อสอง เธอไม่อายรึไงถ้ามีคนเขานินทาว่าภรรยาพันตรีประจักษ์สนิทสนมกับผู้ชายอื่น มากกว่าสามีตัวเอง"

"ใครจะคิดยังไงก็เรื่องของเขา ฉันกับคุณมนตรีเราไม่ได้ เป็นอะไรกัน ไม่เหมือนคุณกับคุณพิสมัย ใครๆก็รู้ว่าคุณกับเขาเคยเป็นคนรักกัน อ้อ...ไม่ใช่สิ คุณกับเขายังรักกันอยู่ แต่ตอนนี้ ใครๆก็รู้ว่าคุณแต่งงานกับฉัน คุณน่าจะเป็นคนที่อายมากกว่า"

ประจักษ์พูดไม่ออก เลยขี้แพ้ชวนตีออกคำสั่งว่า ต่อไปนี้ห้ามเธอไปไหนกับมนตรีเด็ดขาด ถ้าจะไปตนต้องไปด้วย พูดแล้วเดินเข้าห้องไป วนิดาพูดตามหลังอย่างไม่พอใจว่า

"คุณมันก็ดีแต่ออกคำสั่ง...เผด็จการ!!"

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ถูกจวง ป้าทอง และไปล่แอบฟังอยู่ พอวนิดาหันมาเห็นทั้งสามก็พากันยิ้มตาหยี เธอถามว่ายิ้มอะไรกัน ป้าทองย้อนถามว่า "คุณนิดดูคุณใหญ่ไม่ออกเหรอคะ" ส่วนจวงฟันธงฉัวะว่า

"จวงว่าคุณผู้ชายต้องหึงคุณนิดแน่นอนเลยค่ะ"

ooooooo

ด้วยความสนิทสนมไว้ใจกัน เมื่ออำไพถามวนิดาที่วันนี้สีหน้าไม่ดีว่าไม่สบายใจอะไรหรือ วนิดาจึงเล่าให้ฟัง

อำไพสัญญากับวนิดาว่าจะไม่บอกใคร แต่พอกลับถึงบ้านก็อดไม่ได้ที่จะเล่าให้อำพันธ์ฟังว่า วนิดากับประจักษ์ แต่งงานกันไม่ใช่ด้วยความรัก แต่เป็นการแต่งงานกันเพื่อใช้หนี้แทนประจวบ

อำพันธ์สงสารและเสียดายวนิดาที่เป็นคนแสนสวยแสนดีต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้ บอกน้องสาวว่าถ้าวนิดายังโสด อำไพอาจได้เธอเป็นพี่สะใภ้ก็ได้ ถามอำไพหยั่งเชิงว่า

"จี๊ด...เธอว่าคุณประจักษ์เขาจะชอบคุณนิดไหม"

"จี๊ดเอาหัวเป็นประกัน สักวัน คุณประจักษ์ต้องชอบคุณนิดแน่ๆ" อำไพยืนยันหนักแน่น

ooooooo

วันนี้ประจักษ์ต้องหัวเสีย เมื่อเจอวิชิตแล้วถูกถามว่า เขาลือกันให้แซดว่ามนตรีกับวนิดาสนิทกันมากจริงไหม พอประจักษ์ถามว่าใครพูด วิชิตบอกว่าคนพูดกันทั้งกรมแถมยังพูดกันว่าเขาถูกสวมเขาด้วย

ประจักษ์ของขึ้นทนไม่ได้ถามว่ามนตรีอยู่ไหนแล้วผละไปเลย ทำเอาวิชิตกลืนน้ำลายเอื๊อก พอดีพิสมัยเข้ามาถามเขาว่าเห็นประจักษ์ไหม

ประจักษ์ตามหามนตรีจนเจอต่อว่าตำหนิมนตรีที่ทำให้เขาถูกคนทั้งกรมลือกันว่า กำลังถูกสวมเขา แล้วยื่นคำขาดให้มนตรีต้องเลิกติดต่อกับวนิดา ทำให้มนตรีไม่พอใจโพล่งออกไปว่าเขาหึงวนิดาใช่ไหม

พอถูกจี้ใจดำเข้า ประจักษ์ก็โกรธเลือดขึ้นหน้าผลักมนตรีจนเซล้มไปกับพื้น มนตรีโมโหลุกขึ้นได้ก็ต่อยหน้าประจักษ์อย่างแรง  ต่อยแล้วตกใจถามว่า  "ทำไมนายไม่หลบวะ"

ประจักษ์ไม่ตอบแต่ต่อยกลับสุดแรง เลยชกต่อยกันด้วยหมัดลุ่นๆ แต่เพราะเป็นเพื่อนรักกันจึงต่อยไปดูท่าทีไป จนประจักษ์ดันมนตรีไปติดกำแพง สั่งห้ามคิดจีบวนิดาเด็ดขาด ประกาศว่า

"วนิดาเป็นเมียฉัน จำไว้!!"

พิสมัยตามมาเห็นและได้ยินทุกอย่างถึงกับอึ้ง ทั้งโกรธทั้งเสียใจจนน้ำตาคลอ

ooooooo

ในที่สุด พิสมัยไปขอคุยกับวนิดาที่ร้านเสื้อสองอนงค์ เผยตัวตนออกมาอย่างหมดเปลือกว่าเบื่อที่จะแสดงละครทำเป็นคนดีต่อหน้าวนิดา อีกแล้ว จากนั้นบรรยายความรักที่มีต่อกันกับประจักษ์ รวมทั้งแผนแต่งงานในอีกหกเดือนข้างหน้า แล้วโทษว่าความฝันทั้งหมดของตนต้องสลายเพราะวนิดาคนเดียว

เพื่อให้วนิดาโกรธและทำตามแผนของตน พิสมัยดูถูกว่าวนิดาก็เป็นแค่สะใภ้ขัดดอก ทางที่ดีที่จะทำให้ทุกคนไม่ต้องทุกข์ทรมานกันต่อไปคือ ให้เธอเอาเงินให้ประจักษ์ไถ่ตัวเขาเองเสีย วนิดาโมโหเลยบอกว่า

"งั้นเธอก็ไปบอกคุณใหญ่มารับเงินจากฉันได้เลย"

วันเดียวกันเมื่อประจักษ์มาเจอวนิดาที่บ้านพักในกรม เขาเข้าไปตำหนิเธอว่าทำตัวไม่เหมาะสมจนคนทั้งกรมลือกันว่าเธอสวมเขาให้ตน วนิดาเลยโพล่งไปว่าตนคบกับมนตรีด้วยความบริสุทธิ์ใจและเปิดเผย ไม่เหมือนเขาที่ชอบทำอะไรลับหลัง ไปบอกพิสมัยให้มาเอาเงินจากตนไปใช้หนี้เพื่อไถ่ตัวเอง

ประจักษ์อึ้งถามว่าพิสมัยมาขอเงินจากเธอหรือ พอวนิดาบอกว่าใช่ เขาเอะอะว่า

"ฉันไม่เคยใช้พิสมัยมาขอเงินเธอ ฉันไม่ต้องการรับเงินจากเธอ จนป่านนี้เธอยังไม่รู้จักฉันหรือ"

วนิดาส่งเงินให้บอกว่ารับไปเสียแล้วเราจะได้ไปหย่ากัน

ทีแรกประจักษ์ลังเล แต่แล้วก็พูดอย่างเยาะหยันว่า "หย่าก็ดีถ้าเกิดเธอทำเสียชื่อมหศักดิ์ จะได้ไม่ซํ้ารอยเหมือนย่าของเธอ"

"หยุดเดี๋ยวนี้นะ คุณไม่มีสิทธิ์มาพาดพิงถึงย่าของฉัน ไหนคุณบอกว่าเรื่องย่าฉันไม่มีใครรู้ความจริง" ประจักษ์ย้อนว่า

เพราะไม่มีใครรู้ความจริงมันจึงอาจจะเป็นจริงได้ วนิดาตะโกนไปทันทีว่า "ฉันไม่หย่า! ฉันจะหาทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของย่าฉัน ส่วนคุณรีบหาเงินมาใช้หนี้พ่อฉัน ฉันจะได้จากไปแบบไม่มีข้อครหา"

พูดเสร็จวนิดาไล่เขาออกจากห้องไปเสีย ประจักษ์พูดเบาๆก่อนหันหลังเดินออกไปว่า

"ฉันขอโทษ ฉันไม่อยากให้เธอไป"

แต่พอเจอพิสมัยตอนเย็น พอถูกถามพิสมัยบอกเขาด้วยความดีใจว่า

"นังนั่นมันรับปากน้องว่าจะหย่ากับคุณพี่ แล้วมันก็จะเอาเงินของมันไปใช้หนี้พ่อมันเอง นี่มันเอาเงินให้คุณพี่หรือยังคะ"

ประจักษ์บอกเธอว่าวนิดาเอาเงินให้แต่ตนไม่รับ เพราะถ้ารับมาหนี้สินจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ แล้วยังต้องเป็นหนี้บุญคุณกันอีก เกียรติยศศักดิ์ศรีเราหายไปไหน ถามพิสมัยว่าเธอคิดเรื่องพวกนี้บ้างไหม

แต่พอเจอมารยาและนํ้าตาของพิสมัยที่อ้อนว่าตนทำไปเพราะรักเขาเท่านั้น ประจักษ์ก็ใจอ่อน กอดเธอไว้ปลอบใจว่า

"ฉันขอโทษ ช่วงนี้ฉันเครียดมาก ฉันอยาให้เธอเข้มแข็งนะพิสมัย อย่าให้ความรักต้องทำให้เธอเห็นแก่ตัวเลยนะ"

ooooooo

แต่แล้วก็มีเหตุให้ประจักษ์ต้องแก้ปัญหาอีก เมื่อท่านเจ้ากรมแจ้งว่าเขาต้องย้ายไปประจำที่กรมเสนาธิการ เมื่อออกจากท่านเจ้ากรมแล้วเจอมนตรี ทั้งสองต่างขอโทษกันกับเรื่องที่เกิดขึ้น ประจักษ์บอกมนตรีเศร้าๆว่าตนต้องย้ายไปประจำกรมเสนาธิการ มนตรีถามว่าเป็นเรื่องน่าดีใจไม่ใช่หรือ

"แต่ฉันต้องพาวนิดาย้ายกลับบ้าน" ประจักษ์พูดกลุ้มๆ มนตรีจึงนึกเป็นห่วงวนิดาขึ้นมา

แต่พอคุณนายน้อมรู้ก็โวยวายลั่นว่าไม่ยอมให้พาวนิดามาอยู่ร่วมชายคาเด็ดขาด ประจักษ์บอกว่าถ้าไม่ยอมตนก็ต้องพาวนิดาไปเช่าห้องอยู่ และถ้านายดาวรู้แม่เตรียมรอถูกฟ้องศาลก็แล้วกัน

ไม้ตายนี้ทำให้คุณนายจำต้องยอม แต่ไม่ยอมให้มาอยู่ห้องข้างบนอ้างว่าพิสมัยมาอยู่แล้ว ให้วนิดาไปอยู่เรือนหลังเล็กด้านหลัง พอประจักษ์จะแย้ง คุณนายก็ชิงพูดเสียก่อนว่า

"ถ้าไม่อย่างนั้นแม่จะไปจากที่นี่  แม่พิสมัยก็จะไปกับแม่เหมือนกัน  แม่ขอเท่านี้  ตามใจแม่ไม่ได้รึไง  ใช่ว่านังวนิดาจะเป็นเมียจริงๆของเรา  เราถึงต้องยกย่องประเคนให้ มันทุกอย่าง"

ในที่สุดวนิดาก็ต้องไปอยู่เรือนเล็กหลังบ้าน เธอไม่ แยแสกับที่อยู่ แต่มีความมุ่งมั่นที่จะสืบเรื่องคุณย่า พิสูจน์ ให้รู้ความจริงว่าคุณย่าเป็นผู้บริสุทธิ์ให้ได้

ดังนั้น ไม่ว่าจะถูกคุณนายสมคบกับพิสมัยกลั่นแกล้งอย่างไร กระทั่งสั่งบรรดาคนใช้ในบ้านให้ช่วยกันโดดเดี่ยวทำให้เธอทุกข์ทรมานที่สุด วนิดาก็ไม่หวั่นไหว

แต่ในความอยุติธรรมนี้ ยังมีประจักษ์ที่มีความเป็นธรรมให้เธอ เขาดูแลเธออย่างดีที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ ยิ่งทำให้คุณนายและพิสมัยริษยาชิงชังวนิดามากขึ้น

ด้วยความเป็นห่วง ประจักษ์ฝากป้าทองให้ช่วยดูแลวนิดาด้วย บอกป้าว่าถึงตนจะไม่ใช่สามีที่ดีแต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด เมื่อป้าทองไปเล่าให้วนิดาฟัง เธอฝากไปขอบคุณในความปรารถนาดีของเขา

แม้ว่าวนิดาจะยอมทนในบางอย่าง แต่เธอก็บอกกับป้าทองว่า ถ้าพวกนั้นทำอะไรตนเมื่อไร ตนก็ไม่ยอมเหมือนกัน ป้าทองได้แต่มองวนิดาด้วยความเห็นใจ ห่วงใย

ooooooo

คุณนายน้อมกับพิสมัยไม่เพียงสั่งคนใช้ไม่ให้ รับใช้วนิดา ตัวเองก็ยังอุตส่าห์ไปถึงเรือนเล็กเพื่อเยาะเย้ยอีกด้วย ไปเจอไปล่กับป้าทองเพิ่งติดมู่ลี่ให้วนิดาเสร็จ ทั้งสองดุด่าไปล่กับป้าทอง  จนวนิดาต้องพูดปกป้องว่า ตนเป็นคนขอให้ทั้งสองมาช่วยเองอย่าไปว่าพวกเขาเลย

พิสมัยรู้ว่าประจักษ์ซื้อมู่ลี่นี้ให้วนิดาก็ตรงเข้าไปกระชากทึ้งจนมู่ลี่ขาด คุณนายผสมโรงด้วยอย่างเมามัน วนิดาทนไม่ได้ตวาดให้หยุดเดี๋ยวนี้ คุณนายหันจ้องตะคอกถามว่า

"กล้าขึ้นเสียงกับฉันหรือ"

"ฉันกล้ามากกว่านี้อีก ถ้าคุณสองคนยังไม่หยุด"

ขณะบรรยากาศกำลังตึงเครียดนั่นเอง ประจักษ์มาเห็นเข้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุณนายมารยาทันที โวยวายว่าถูกวนิดารังแก พอพากันกลับถึงบ้านพักก็สั่งประจักษ์ต้องลงโทษวนิดาให้แม่ด้วย พูดประสานเสียงกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับพิสมัยว่าถูกวนิดารังแก

วนิดาเถียงขาดใจว่าไม่จริง  โชคดีที่ป้าทองกับไปล่ช่วยเป็นพยานให้ ทำให้ประจักษ์ได้คิด เขาขอโทษวนิดา คุณนายน้อมกับพิสมัยเลยพูดไม่ออก

แต่คุณนายไม่ยอมหยุดแค่นั้น เมื่อนั่งคุยกันที่ห้องนั่งเล่นก็ตัดพ้อต่อว่าลูกชายว่าไม่ไว้หน้าแม่สักนิด ประจักษ์ ชี้แจงแกมตำหนิการกระทำของแม่กับพิสมัยว่า ตนทำเพื่อไม่ให้คนอื่นนินทาว่าแม่กับพิสมัยรังแกวนิดา ทั้งยังปรามพิสมัยว่า "จำที่ฉันเตือนไว้ด้วย โตๆกันแล้วอย่าให้ต้องเตือนกันบ่อยๆ"

เห็นท่าทีของประจักษ์แล้ว คุณนายน้อมกับพิสมัยคบคิดกันว่าเราต้องเปลี่ยนแผนใหม่แล้ว ต้องทำให้ประจักษ์เชื่อว่าเราดีกับวนิดา ทำให้เขาตายใจแล้วค่อยหาทางใส่ร้ายวนิดาภายหลัง

แต่พอออกจากห้องนั่งเล่น ประจักษ์ไปหาวนิดาที่เรือนหลังเล็ก เขาบอกเธอว่าจะซื้อมู่ลี่ให้ใหม่และขอโทษที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ส่วนวนิดาก็ขอบคุณเขาที่ให้ความเป็นธรรมกับตน

ทั้งสองต่างมีความเข้าใจและเห็นใจกัน จนประจักษ์จับมือวนิดาไปกุม บอกเธอว่า

"ไม่ว่าใครจะทำอะไร หรือใครจะพูดถึงเธอว่ายังไง ขอให้เธอจำไว้ว่าฉันรู้ว่าเธอเป็นคนยังไง และจากนี้ไป ฉันจะปกป้องเธอเอง"

วนิดามองเขาด้วยความซึ้งใจ ครู่หนึ่งประจักษ์ปล่อยมือเธอยิ้มน้อยๆ แล้วหันหลังเดินกลับไป วนิดามองตามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆจากหัวใจ...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“โอม” บุกรังเสือ “เคลลี่” บู๊ ระห่ำ เปิดฉากต้นตอความแค้น ใน “เวราอาฆาต”

“โอม” บุกรังเสือ “เคลลี่” บู๊ ระห่ำ เปิดฉากต้นตอความแค้น ใน “เวราอาฆาต”
16 มิ.ย 2564

05:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 16 มิถุนายน 2564 เวลา 10:34 น.