ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

วนิดา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ขณะประจักษ์จูงมือพิสมัยเดินเล่นอยู่ริมสนามม้าเขาบอกพิสมัยว่าวันหลังถ้าไม่พอใจอะไรตนก็อย่าได้ทำลายข้าวของของคนอื่นอย่างนั้นอีก ตนไม่ชอบ พิสมัยทำเป็นเห็นใจวนิดาว่าคงลำบากใจ อึดอัดใจกับการกระทำของตนเหมือนกัน ถามลองเชิงว่า "คุณวนิดาเธอเสียใจเรื่องดอกไม้มากไหมคะ"

"ก็คงต้องมีบ้าง ของของใคร ใครก็หวง"

"ใช่ค่ะ ของของใคร ใครก็หวง" พิสมัยย้ำอย่างมีเจตนา

นายดาวไม่พอใจที่ประจักษ์ทิ้งวนิดาไว้ที่บ้านแล้วตัวเองออกไปส่งพิสมัย คิดวางแผนจะเขี่ยพิสมัยให้พ้นทางลูกสาวตัวเอง บ่นกับสมหมายว่าไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะลูกหนี้ของตนส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ตนรับมือได้ทุกรูปแบบ แต่พิสมัยเป็นผู้หญิงจะทำอย่างไรดี

ทันใดนั้น นายดาวสั่งสมหมายให้จอดรถเมื่อเห็นประจักษ์จูงมือเดินอยู่กับพิสมัย พอลงจากรถก็พรวดเข้าไปต่อว่าพิสมัย

"สงสัยคราวที่แล้วผมคงพูดไม่ชัดเจน คุณถึงยังมาหาสามีคนอื่นเขาถึงที่บ้านอีก"

ประจักษ์ปรามนายดาวว่าอย่าพูดดูถูกพิสมัยแบบนี้ ส่วนพิสมัยก็ย้อนถามว่าตนผิดตรงไหนในเมื่อตนมาหาประจักษ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

"ไม่ต้องตีสองหน้าทำเป็นคนดี อย่านึกว่าคำขอโทษกับคำพูดดีๆแค่ไม่กี่ประโยคจะทำให้ผมกับยัยนิดไว้ใจคุณ ลูกสาวผมไม่หลงกลคุณง่ายๆหรอก อย่าลืมว่าผู้ชายคนนี้เขามีเมียแล้ว เขาเป็นลูกเขยผม คนอะไรเป็นถึงนางข้าหลวงแต่วิ่งโร่เข้ามาหาผู้ชายถึงในกรม หน้าไม่อาย!"

"คุณดาว!! หยุดได้แล้วนะ ผมพยายามทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับคุณทุกอย่าง เพราะฉะนั้นคุณก็ควรให้เกียรติผม ให้เกียรติพิสมัยบ้าง หยุดก้าวร้าวพวกเราสักที อย่าให้ผมเสียความรู้สึกกับคุณจนต้องพาลไปถึงลูกสาวคุณ"  ประจักษ์ขู่ในที แต่นั่นกลับทำให้นายดาวโมโห ท้าว่า

"อย่านะคุณจักษ์ ถ้าคุณทำอย่างนั้นจริงๆ ผมว่าคุณนั่นแหละจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ"

ประจักษ์ไม่กล้าพูดต่อ พอนายดาวเดินออกไป เขาหันมองพิสมัยเห็นเธอน้ำตาคลอก็ยิ่งสงสาร

ooooooo

เห็นประจักษ์ใจอ่อนลง พิสมัยก็ยิ่งร้องไห้คร่ำครวญ ว่าวนิดาต้องไม่พอใจตนแน่ๆถึงได้ให้พ่อมาต่อว่าตนทั้งๆที่ตนพยายามทำดีด้วย แล้วพูดหยั่งท่าทีประจักษ์ว่าหรือวนิดารักเขาเข้าให้แล้ว

ฟังพิสมัยเป่าหู คนหูเบาอย่างประจักษ์ก็ของขึ้น พอกลับถึงบ้านพักในกรมก็ต่อว่าติเตียนวนิดาอย่างรุนแรง หาว่าเธอให้พ่อมาด่าตนกับพิสมัย ครั้นวนิดาปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง เขาก็ด่าว่าเธอเป็นคนเจ้าเล่ห์ ตัวเองทำเงียบๆเฉยๆ แต่ให้พ่อมาระรานคนอื่นแทน ตำหนิติเตียนด่าว่าจนวนิดาทนไม่ไหวโมโหจนตวาดว่า

"คุณดูถูกฉันมากไปแล้วนะ" ประจักษ์กลับย้อนว่าเพราะเขาเห็นธาตุแท้เธอต่างหาก เธอสวนไปทันทีว่า "ฉันก็เห็นธาตุแท้ของคุณเหมือนกัน ไม่ต้องแสดงตัวว่าเป็นคนดีอีกต่อไปแล้วเสียเวลาเปล่าๆ ต่างคนต่างอยู่ เป็นคนแปลกหน้าเหมือนเดิมดีกว่า"

ประจักษ์ตอบทันทีอย่างพอใจว่าดีตนจะได้กลับไปดูแลแม่ วนิดาประชดไปว่าจะไปดูแลยอดรักของเขาก็ได้ไม่มีใครว่า

"เธอก็เหมือนกัน อยากทำอะไรก็เชิญตามสบาย ถ้าเหงานายมนตรีเขาพร้อมเป็นเพื่อนเธอตลอดเวลา" ประจักษ์ประชดแสดงความหึงหวงออกมาแล้วหันหลังเข้าห้องไป ส่วนวนิดาก็ปิดประตูปังไล่หลัง พอเข้าห้องเธอด่า "คนบ้า!"

จวงกับป้าทองโผล่หน้าออกมาดู มองหน้ากันอย่างไม่สบายใจ

รุ่งเช้า ประจักษ์ลงมาเตรียมจะไปทำงาน บอกป้าทองให้ทำอาหารเช้าให้ ป้าตอบอย่างเย็นชาว่า "อีฉันไม่ว่างค่ะ" ครั้นหันไปบอกจวง จวงก็ไม่ว่างอีก เขารู้สึกผิดปกติเรียกหาไปล่ ไปล่โผล่มายืนก้มหน้า ไม่ทันที่ประจักษ์จะพูดอะไร ไปล่ก็บอกก่อนแล้วว่า "ไม่ว่างขอรับต้องรีบไปล้างรถ"

"เป็นอะไรกันไปหมด..." ประจักษ์หงุดหงิดโมโหหิว

ooooooo

เมื่อปราณีตัดสินใจเลือกที่จะช่วยแม่และครอบครัว คุณนายน้อมรับไม่ได้ด่าปราณีว่าเห็นแก่ทรัพย์สินของคนแก่น่าทุเรศไปคว้าเพื่อนพ่อมาทำผัว คุณนายด่าจนปราณีทนไม่ได้ลุกพรวดขอร้องให้เห็นใจตนด้วย พยายามชี้แจงว่า ตนจะรอประจวบได้อย่างไรในเมื่อความล้มละลายรออยู่ข้างหน้าแล้ว ย้อนเอาว่า

"คุณแม่เองยังให้คุณใหญ่แต่งงานผลัดหนี้ ดิฉันก็ต้องทำแบบนั้นเพื่อคุณแม่เหมือนกัน"

ถูกย้อนจี้ใจดำ คุณนายก็สติแตกด่าปราณีและไล่ให้ออกจากบ้านไปเดี๋ยวนี้   ปราณีไม่ทันได้ออกไปคุณนายก็เป็นลม

เสียก่อน พิสมัยบอกเพื่อนรักว่าให้กลับไปก่อนอยู่ไปก็ไม่มี อะไรดีขึ้น ปราณีจึงกลับไปด้วยความรู้สึกสะดุดใจกับท่าทีและสายตาที่ไม่พอใจตนของพิสมัย

เมื่อประจักษ์กลับมา คุณนายน้อมขอแกมบังคับเขาให้ต้องช่วยน้อง ประจักษ์พูดอย่างเป็นธรรมว่า

"จะให้ผมช่วยยังไงครับคุณแม่ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตาเล็กเป็นคนก่อ คุณแม่อย่าโทษปราณีเลยนะครับ มันเป็นสิทธิ์ที่เขาจะแต่งงานกับใครก็ได้ เขาคงหมดรักตาเล็กแค่เพียงเท่านี้"

คุณนายน้อมสับสนวุ่นวายใจจนแทบควบคุมสติอารมณ์ ไม่อยู่ พร่ำบอกประจักษ์ว่า

"ตอนนี้แม่ไม่เหลือความหวังไว้ที่ตาเล็กอีกแล้ว แม่ เหลือพ่อใหญ่เพียงคนเดียว แม่อยากเห็นพ่อใหญ่กับพิสมัยตบแต่งเป็นผัวเมียกัน พ่อใหญ่ต้องฟังแม่ ต้องเชื่อแม่ ลูกต้องจำไว้ว่านังวนิดาทำให้เราเป็นแบบนี้"

"คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะครับ ตอนนี้ผมทราบแล้วว่า วนิดาไม่ได้ต่างจากพ่อของเขาเลย"

ฟังประจักษ์แล้วคุณนายยิ้มพอใจ

ส่วนพิสมัยก็รุกหนักอย่างนิ่มนวลด้วยโฉมหน้าของคนดีที่เห็นใจคนอื่น จนประจักษ์หลงเชื่อและขอบใจเธอมากที่วันนี้อยู่บ้านทำให้ช่วยดูแลแม่ได้ทันไม่อย่างนั้นแม่คงแย่

"มันเป็นหน้าที่ของน้องอยู่แล้ว น้องไม่อยากเห็นคุณพี่ไม่สบายใจอย่างนี้เลย ถ้ายังไงช่วงนี้คุณพี่แวะมาเยี่ยมคุณแม่บ่อยๆนะคะ อยู่ทานข้าวกับคุณแม่ได้ทุกวันก็ยิ่งดี คุณแม่จะได้มีกำลังใจ" พิสมัยรุกนิ่มๆผูกมัดทีละก้าวอย่างที่ประจักษ์ไม่รู้ตัว

ooooooo

ชวน เพื่อนของประจักษ์ที่ประจวบไปอยู่ด้วย เขาอยู่กับชุมศรีผู้เป็นน้องสาว เมื่อประจวบได้รับจดหมายตัดความสัมพันธ์กับเขาจากปราณีก็เสียใจจนจะฆ่าตัวตาย ร้องไห้วิ่งลุยลงทะเลจนชุมศรีต้องร้องเรียกพี่ชายให้รีบไปช่วยเอาขึ้นมาไม่อย่างนั้นประจวบต้องจมน้ำตายแน่ๆ

เมื่อชวนไปลากประจวบขึ้นมาแล้ว เขาเตือนสติเมื่อประจวบดิ้นรนอย่างคลุ้มคลั่งตะโกนแต่ว่า "ผมอยากตาย...ผมอยากตาย"    เขาเตือนสติให้คิดถึงแม่กับพี่ชายและหน้าที่ที่เขาต้องกลับไปรับผิดชอบ ทำให้ประจวบสงบขึ้น ชวนจับหน้าประจวบหันมาบอกเขาว่า

"มองหน้าฉัน มองหน้าฉันสิ นายคือความหวังเดียวของคนในครอบครัว ชีวิตนายมีค่า อย่าทำร้ายตัวเองเพราะผู้หญิงคนเดียว"

ประจวบได้สติก้มหน้าร้องไห้อย่างหนัก ชวนมองอย่างเห็นใจ ส่วนชุมศรีทั้งสงสารและเป็นห่วงแต่เพราะชวนต้องไปทำงานและเป็นห่วงประจวบไม่อยากให้อยู่คนเดียว จึงฝากให้ชุมศรีช่วยดูแลโดยให้ประจวบพักอยู่ที่บ้านนี้ก่อน ชุมศรีรับปากพี่ชายด้วยความเต็มใจ

แต่พอเธอเข้าไปดูแลประจวบซึ่งยังหลับจับไข้อยู่ พอเธอเอื้อมมือไปขยับผ้าห่มให้เขาก็คว้ามือเธอไปกุมเรียกเหมือนเพ้อ "ปราณี...ปราณี..." ชุมศรีเห็นแล้วยิ่งสงสาร

ooooooo

ประจักษ์ถูกพิสมัยเป่าหู ถูกคุณนายผู้เป็นแม่ขอร้อง เขาก็ยิ่งมีอคติกับวนิดา แม้แต่เวลาที่เธอสีไวโอลินก็ยังรำคาญบอกว่าหนวกหู สั่งจวงไปบอกให้เธอเข้าไปสีในห้อง วนิดาไม่แยแสฝากความจวงไปว่าตนจะเล่นตรงนี้ใครหนวกหูก็ออกไปเสีย

ทั้งสองต่างฝากความไปถึงอีกฝ่ายผ่านจวง ถ้อยคำรุนแรงและท้าทายกันหนักขึ้นทุกที จนสุดท้ายไม่ทันใจประจักษ์เดินพรวดๆเข้าไปว่าวนิดาหาว่าพูดจายอกย้อน

"ฉันไม่ได้ยอกย้อนคุณ จำไม่ได้เหรอว่าเราต่างคนต่างอยู่" วนิดาโต้

"แต่ยังไงที่นี่ก็เป็นบ้านของฉัน" ประจักษ์วางอำนาจ วนิดาทำไม่รู้ไม่ชี้สีไวโอลินต่อ จนเขาฉุนขาดตวาด "หยุดเล่นเดี๋ยวนี้"    เขายิ่งตะโกนวนิดาก็ยิ่งสีไวโอลินแข่งกับเสียงของเขา จนสุดท้ายประจักษ์ย่างสามขุมจะเข้าไปหาเธอ แต่ไปเหยียบเอาผ้าถูพื้นที่จวงวางทิ้งไว้ลื่นหงายหลังผลึ่งร้องเสียงหลง วนิดาหยุดสีไวโอลินขำพรืดออกมา

ประจักษ์พยายามลุกขึ้นจะไปเอาเรื่องวนิดาแต่เธอเดินเข้าห้องไปก่อน เขาเลยค่อยๆเดินย่องแย่งไปด้วยความรู้สึกเสียหน้าเสียฟอร์มมาก

ooooooo

เพราะร้านตัดเสื้อผ้าที่อำไพหรือจี๊ดจะปิดเพราะหุ้นส่วนจะแต่งงานไปเป็นแม่บ้าน  วนิดาจึงมาร่วมหุ้นแทนเพื่อช่วยกันเปิดร้านตัดเสื้อผ้าต่อไป ดังนั้น วนิดาจึงต้องออกจากบ้านไปร้านทุกวัน

วันนี้เธอจะออกจากบ้านอีก ป้าทองไม่สบายใจถามว่าทำแบบนี้จะดีหรือ จวงเองก็กลัวประจักษ์จับได้ วนิดาปลอบว่า "ถ้าไม่มีใครบอกคุณผู้ชายก็ไม่มีทางรู้จริงไหม" ว่าแล้วออกไปเลย ป้าทองกับจวงได้แต่มองตามด้วยความไม่สบายใจ

ร้านเสื้อชื่อ "สองอนงค์" มีลูกค้ามากมายทั้งขาประจำและขาจร ชื่อเสียงโด่งดังทั้งเพราะฝีมือการตัดเย็บแบบไทยๆที่หาตัวจับยาก ทั้งยังอัธยาศัยดีมีน้ำใจและความอ่อนหวานงดงามของเจ้าของร้าน

วนิดาไปทำงานที่ร้านหลายวันแล้ว วันนี้จู่ๆประจักษ์ ก็โผล่มา ป้าทองรีบออกไปรับหน้าบอกว่าวนิดาไม่อยู่ ประจักษ์ ตำหนิทันทีว่างานบ้านงานครัวไม่มีทำแล้วหรือถึงได้ออกไปตะลอนข้างนอกได้ทุกวัน

ทั้งป้าทองและจวงต่างเงียบกริบ ประจักษ์ถามอย่างหงุดหงิดว่าไม่มีใครบอกใช่ไหมว่าวนิดาไปไหน ป้าทองกับจวงแย่งกันตอบ คนหนึ่งบอกว่าไปตลาด อีกคนบอกว่าไปเดินเล่น ถูกประจักษ์จ้องขวับถามว่าตกลงไปไหนกันแน่ ป้าทองปากคอสั่นตอบว่า ไปตลาดก่อนแล้วจะเลยไปเดินเล่นต่อ

"ว่าแต่คุณผู้ชายอยากรู้ว่าคุณนิดไปไหนทำไมคะ" จวงถามกันไม่ให้ประจักษ์ซักต่อ

"แล้วทำไมฉันจะรู้ไม่ได้ ในเมื่อฉันเป็นเจ้าของบ้าน ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าคนในบ้านฉันไปไหนไปทำอะไร เกิดทำเรื่องเสื่อมเสียมันเสียมาถึงฉันด้วย"

ประจักษ์พูดแล้วเดินออกไป ป้าทองกับจวงทำตาปริบๆ บ่นกันว่าอยากรู้ถามตรงๆก็ได้ ทำไมต้องดุกันด้วย แล้วพากันวิตกกลัวว่าประจักษ์จะรู้ว่าวนิดาไปทำอะไร ป้าทองใจคอไม่ดีไม่อยากคิดชวนไปสวดมนต์กันดีกว่า

ooooooo

ประจักษ์ยังไม่แล้วใจ ไปเจอมนตรีที่สนามม้าถามว่ารู้ไหมว่าวนิดาหายไปไหน  มาหาเขาหรือเปล่า มนตรีฟังแล้วหัวเราะเสียงดังที่เพื่อนรักเมียหาย ประจักษ์ บอกว่าตนกลัวว่าเธอจะไปทำอะไรพิเรนทร์ที่ไหนอีก มนตรีเลยยิ่งขำที่เพื่อนพูดเหมือนกับว่าวนิดาเป็น  คนแปลก

"ก็แปลกจริง แถมยังกวนประสาทอีกต่างหาก"

มนตรีเลยย้อนถามว่าเขาไปทำอะไรเธอเข้ารึเปล่า เพราะเขาเองก็ใช่ย่อยคงมีแต่พิสมัยเท่านั้นที่ทนได้ ประจักษ์จ้องหน้าเพื่อนถามว่า "ทำไม ฉันมันเป็นยังไง"

"จะให้พูดจริงๆเหรอ ยาวนะ มนตรีทำหน้าล้อๆทีเล่นทีจริง พอเพื่อนบอกว่าให้พูดมาเถอะ มนตรีเลยสาธยายเสียยาวยืดว่า...

"นายเป็นคนพูดจาขวานผ่าซาก แข็งทื่อ ไม่มีความอ่อนหวาน มีความเป็นสุภาพบุรุษแต่มากเกินไปเหมือนผู้ชายโบราณที่เห็นผู้หญิงเป็นช้าง เท้าหลัง ชอบดูถูกว่าผู้หญิง ทำอะไรก็สู้ผู้ชายไม่ได้ ยึดมั่นในความคิดตัวเองโดยไม่สนว่ามันผิดหรือถูก ไม่ฟังคนอื่น ชอบให้คนอื่นฟัง ถ้ามีคนเจอปัญหามาปรึกษานาย นายจะไม่ปลอบใจแต่จะด่าซ้ำเหมือนตบหัวแล้วลูบหลัง"

"หยุด!" ประจักษ์ทนฟังมนตรีที่สาธยายนิสัยที่ไม่ดี ของตนมาอย่างไม่มีทีท่าจะจบไม่ได้ พอมนตรีหยุดพูด เขาถามว่า "ฉันดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ...แต่ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้ ใครรับไม่ได้ก็ไม่ต้องรับ"

พูดแล้วประจักษ์ชักม้าขี่ออกไปเลย มนตรีที่พูดมาเสียเหนื่อยแต่เพื่อนฟังแล้วเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาซ้ำยังยืนยัน ความเป็นตัวของตัวเองแบบนี้อย่างไม่แยแสใครอีก เลยได้แต่ ส่ายหัวอย่างเอือมระอา

ooooooo

ที่ร้านเสื้อ "สองอนงค์" มีงานล้นมือ ทั้งวนิดาและอำไพช่วยกันตัดเย็บอย่างไม่ย่อท้อ แต่วันนี้มีลูกค้ารายหนึ่งต้องการชุดภายในวันพรุ่งนี้สองชุด อำไพบอกวนิดาว่าพอตนบอกว่าเกรงจะไม่ทันลูกค้ารายนั้นก็โวยวายไม่ยอม ตนไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว

วนิดาเสนอว่าเราช่วยกันทำดึกหน่อยพรุ่งนี้ก็คงเสร็จทัน อำไพถามอย่างเกรงใจว่าแล้วประจักษ์จะรู้หรือเปล่า วนิดาปลอบใจว่าไม่รู้เพราะตนเตรียมแผนสำรองเอาไว้แล้ว

พอดีวันนี้ประจักษ์ได้รับโทรเลขจากชวนแจ้งว่าประจวบ ป่วย เขารีบเอาโทรเลขไปอ่านให้คุณนายน้อมฟัง คาดว่าน้องคงป่วยเพราะเสียใจเรื่องปราณี คุณนายตกใจจนยืนไม่ติด บอกประจักษ์ว่าให้พาตนไปหาประจวบ เขาทักท้วงว่า

"คุณแม่จะไปได้ยังไงครับ สุขภาพของคุณแม่ไม่แข็งแรง อยู่ที่นี่ดีกว่ายังไงผมจะให้ชวนช่วยดูแลน้อง คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ"

"อย่างนั้นวันนี้พ่อใหญ่อยู่กับแม่นานๆนะลูก ดึกๆค่อยกลับนะ"

ประจักษ์รับคำแม่ด้วยสีหน้าเป็นกังวล ส่วนพิสมัยก็เอายาดมมารอจมูกให้คุณนายอย่างเอาใจ

ooooooo

กว่าที่วนิดากับอำไพจะเย็บผ้าเสร็จก็สี่ทุ่มแล้ว อำไพดีใจมากที่ทำได้ทันใจลูกค้า วนิดาให้กำลังใจว่า "ไม่มีอะไรที่เกินความสามารถของคนเราหรอกค่ะ ถ้าเราคิดว่าทำได้เราก็ต้องทำได้"

อำไพชมว่าเธอช่างเป็นคนมองโลกในแง่ดีจังเลยน่าอิจฉา วนิดาเลยบอกอำไพว่า เธอเองนั่นแหละน่าอิจฉาเพราะเธอเลือกทางเดินชีวิตตัวเองได้ไม่เหมือนตน อำไพถามว่าหมายความว่ายังไง วนิดาเลยเลี่ยงไปว่าไม่มีอะไร ตนก็พูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น

พอดูนาฬิกาต่างก็ตกใจ เพราะสี่ทุ่มแล้ว อำไพกลัวประจักษ์จะรู้ว่าวนิดายังไม่กลับบ้าน แต่วนิดากลับยิ้มใจเย็นบอกว่า "เขาไม่สนใจนิดหรอกค่ะ ป่านนี้คงหลับไปแล้ว" ทำให้อำไพสงสัยว่าสองคนนี้มีอะไรกัน

ooooooo

ที่บ้านพักในกรมทหาร ป้าทอง จวง และไปล่ ต่างร้อนใจไม่เป็นอันนอนเพราะทั้งวนิดาและประจักษ์ ต่างก็ยังไม่กลับ กลัวทั้งสองคนจะมาเจอกัน จวงปลอบใจ ว่าเดี๋ยววนิดาก็คงกลับแล้ว ป้าทองย้อนถามว่าถ้าเป็นประจักษ์กลับมาก่อนล่ะจะทำยังไง

"เราก็ใช้แผนสำรองที่คุณนิดเธอบอกยังไงล่ะป้า" ไปล่ พูดไม่ทันขาดคำก็มีเสียงรถดังขึ้น จวงคิดว่าวนิดากลับมาแล้ว แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นประจักษ์ขับรถเข้ามาจอด ลงมาถามทั้งสามว่ายังไม่นอนกันอีกหรือ

ป้าทองรีบบอกว่าทำไมวันนี้เขากลับดึก ประจักษ์บอกว่า คุณแม่ไม่ค่อยสบาย จวงกลัวเขาจะถามถึงวนิดาเลยชิงบอกก่อนว่า "คุณนิดนอนแล้วค่ะ"

"บอกฉันทำไม ฉันยังไม่ได้ถาม" ประจักษ์เสียงขุ่น จวงแก้เก้อว่ากลัวเขาถามเลยรีบบอกก่อน ป้าทองเลยเร่งให้เขาเข้านอนเสียเพราะดึกมากแล้ว

พอประจักษ์เดินไปทุกคนก็พากันโล่งอก ป้าทองบอกจวงให้รีบไปดักรอวนิดาที่ข้างหน้าโน่นเลย ส่วนตัวเองก็ยืนคุมเชิงอยู่แถวนั้นใจคอไม่ดี

ooooooo

แล้วก็เกิดเรื่องใจหายใจคว่ำ เมื่อประจักษ์นอน ไม่หลับลงมาข้างล่าง วนิดากลับมาพอดีจะเข้าบ้านก็ไม่ได้ เลยตัดสินใจปีนหน้าต่างเข้าห้อง

ป้าทองพยายามชวนประจักษ์คุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ประจักษ์สงสัยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งระแวง เอะใจว่าต้องมีอะไรปิดบังตนแน่ หันมองไปทางห้องวนิดาอย่างครุ่นคิด ตัดสินใจเดินไปเคาะประตูห้อง เป็นจังหวะที่วนิดากำลังปีนหน้าต่างพอดี เธอตกใจเลยหล่นดังพลั่กเข้ามาในห้อง

"วนิดา เธอเป็นอะไร" ประจักษ์ได้ยินเสียง ร้องถามและเคาะประตูถี่ยิบ

วนิดาตอบไปว่า "ไม่มีอะไร" พอข้างนอกบอกว่า ได้ยินเสียงเหมือนของหล่น วนิดาทำเสียงเข้มใส่ว่า "ยุ่ง!!!"

"ไม่ยุ่งก็ได้" ประจักษ์ฉุนขึ้นมาเดินกลับห้องตัวเองไปเลย

วนิดาย่องมาเอาหูแนบประตูฟังเห็นข้างนอกเงียบไปแล้ว เธอมองจวงต่างถอนใจอย่างโล่งอก รอดตายไปหวุดหวิด

ooooooo

มีเสียงร่ำลือกันในกลุ่มหนุ่มๆว่าเจ้าของร้านสองอนงค์สวยมากทั้งคู่ คนหนึ่งสวยเรียบๆ แต่อีกคนสวยหวานปานน้ำผึ้ง มนตรีฟังเพื่อนแล้วไม่เชื่อว่าจะมีใครสวยกว่าวนิดาได้อีก

พักกลางวันวันนี้ มนตรีเลยไปที่ร้านเสื้อสองอนงค์เพื่อจะดูเจ้าของร้านที่ลือกันว่าสวยนักสวยหนา ไปถึงไม่มีใครอยู่หน้าร้าน มนตรีกวาดตามองไปทั่วร้านพลางนั่งลง

นั่งไม่ดูตาม้าตาเรือเลยนั่งทับหมอนปักเข็มเข้าเต็มก้น มนตรีสะดุ้งโหยงคลำก้นตัวเองพลางหยิบหมอนปักเข็มขึ้นมาดูบ่นเคืองๆว่า "ใครเอามาวางไว้วะ"

อำไพได้ยินเสียงรีบออกมายกมือไหว้ขอโทษ มนตรีพานโมโหอำไพถามว่าเจ้านายเธออยู่ไหนให้ตามมาตนจะต่อว่าสักหน่อย ดูแลลูกจ้างยังไงถึงทำงานสะเพร่า

อำไพฉุนขึ้นมาเลยบอกว่าตนนี่แหละเจ้าของ มนตรีหันขวับเบ้หน้าบ่นว่า ไหนใครๆคุยนักคุยหนาว่าสวย นี่หรือสวย! อำไพโมโหไล่ว่าถ้าจะมาดูแค่นี้ก็ออกไปเลย

ทั้งคู่ต่างปากไวปากกล้าพอกัน เลยเถียงกันลั่น  มนตรีแช่งว่าเจ้าของร้านพูดจากับลูกค้าแบบนี้ร้านเจ๊งแน่นอน ทำให้อำไพฉุนขาดที่บังอาจมาแช่งร้านตน บังคับให้เขาถอนคำพูด มนตรียืนกรานไม่ถอน

ทั้งสองทะเลาะกันเสียงดังจนวนิดาออกมาดู ปรากฏว่า วนิดากับมนตรีทักทายกันอย่างดีใจจนอำไพหน้าเหวอถามตัวเองว่า...รู้จักกันเหรอ?

ooooooo

พอเจอวนิดามนตรีก็กลายเป็นคนปากหวานไปทันที อำไพมองอย่างหมั่นไส้ พอวนิดาถามว่าเธอหายโกรธมนตรีแล้วใช่ไหม อำไพได้โอกาสเลยพูดทั้งเหน็บทั้งด่าไปนิ่มๆว่า

"เห็นแก่คุณนิด จี๊ดไม่โกรธก็ได้ค่ะ ไม่น่าเชื่อนะคะว่าคุณมนตรีเป็นทหาร นี่ถ้าไม่ใส่เครื่องแบบมาคงนึกว่าเป็นคนขายเต้าฮวย"

ทั้งสองเลยทำท่าจะปะฉะดะกันอีก วนิดาต้องไกล่เกลี่ยจึงสงบ มนตรีกรุยทางว่ารู้จักร้านแบบนี้แล้วต่อไปตนขออนุญาตมาที่ร้านอีกได้ไหม  วนิดาอนุญาตแต่มีข้อแม้ว่าห้ามบอกประจักษ์เด็ดขาด

มนตรีกลับไปแล้ว สองสาวจึงหันมาปรึกษาเรื่องงานกันต่อ อำไพกังวลใจถามวนิดาว่ารับงานคุณครูที่โรงเรียนเก่ามาทำตัดชุดรำยี่สิบชุด ภายในห้าวันจะทันหรือ

"คราวที่แล้วยังทำกันทันเลยไม่ใช่เหรอคะ" วนิดาถามยิ้มๆ พออำไพแย้งว่านั่นแค่สองชุดแต่นี่ยี่สิบชุด วนิดาบอกอย่างมีแผนว่า "นิดคิดเอาไว้แล้วค่ะว่าจะให้ใครมาช่วย"

คนที่วนิดาจะให้ช่วยงานคือจวงกับป้าทองนั่นเอง ทั้งสองจำต้องรับปากเพราะวนิดาขอร้องให้ช่วย   แต่ก็กำชับว่าเรื่องนี้ห้ามบอกประจักษ์เด็ดขาด

แต่ประจักษ์ก็รู้จนได้ เมื่อเห็นจวงกับป้าทองทำลับๆล่อๆจนแอบเห็นถุงกระดาษ "ร้านตัดเสื้อสองอนงค์" เข้า เขาสงสัยว่าต้องมีลับลมคมในอะไรเกี่ยวกับร้านนี้แน่ แต่มันคืออะไร?

ooooooo

แล้วโชคก็เข้าข้างประจักษ์ เมื่อเขาไปจ๊อกกิ้งกับมนตรีที่สนามม้า เจอเพื่อนคนหนึ่งเข้ามาถามมนตรีประสาหนุ่มๆที่สนใจเรื่องสาวๆและหาทางเกี้ยวสาวกันว่า

"มนตรี ได้ข่าวว่าไปร้านสองอนงค์มาแล้วเหรอ เห็นเจ้าของร้านรึยัง สวยอย่างที่เขาบอกกันรึเปล่า"

ประจักษ์หูผึ่ง แต่มนตรีตกใจเหล่ไปทางประจักษ์แล้วตอบเพื่อนอย่างไม่อยากคุยต่อว่า ตนไม่ได้ไปแล้วชวนประจักษ์ จ๊อกกิ้งต่อพลางวิ่งนำไปเลย ประจักษ์ยังติดใจหันมาถามเพื่อนคนนั้นว่า

"ไอ้ร้านสองอนงค์ที่ว่านี่อยู่ไหนเหรอครับ"

ดังนั้น กลางวันวันนี้ขณะที่มนตรีไปที่ร้านสองอนงค์กำลังเล่าถึงเรื่องเมื่อเช้าให้ วนิดาฟังอย่างสนุกสนานนั่นเอง พอเงยหน้าขึ้น ทั้งมนตรีและวนิดาก็ยิ้มค้าง เมื่อเห็นประจักษ์ยืนหน้าบอกบุญไม่รับอยู่หน้าร้าน

ประจักษ์พรวดเข้าไปจับแขนวนิดาลากจะพากลับบ้าน วนิดาเสียงดังใส่ว่าไม่กลับ ทั้งสองยื้อยุดฉุดลากกันอยู่ตรงหน้าร้าน ประจักษ์ด่าวนิดาว่าตนชักเหลืออดเหลือทนแล้ว เธอชอบทำอะไรโดยไม่บอกตนซ้ำยังพูดจากวนประสาทด้วย วนิดาย้อนถามว่าในเมื่อเขาไม่เคยถามทำไมตนต้องเสนอหน้าไปบอก สั่งให้ปล่อยเดี๋ยวนี้

"ฉันดีกับเธอมามากพอแล้ว ฟังให้ดี นี่คือคำสั่ง! ต่อไปนี้จะทำอะไรให้นึกถึงหน้าฉันบ้าง เธอเป็นสะใภ้มหศักดิ์เธอไม่มีสิทธิ์จะหว่านเสน่ห์ให้ใคร!"

"แล้วใครจะรู้ว่าฉันเป็นสะใภ้มหศักดิ์ ในเมื่อคุณไม่เคยบอกใคร" วนิดาลอยหน้าถามแล้วกระทืบเท้าเขาอย่างแรง พอประจักษ์ชักเท้าออกร้องลั่น เธอก็เดินเข้าร้านไป เขามองตามอย่างมุ่งมั่นจะเอาคืน

ooooooo

มนตรีกับอำไพหลบไปแอบดูอยู่หลังประตู พอวนิดาเดินอ้าวเข้ามาก็พากันหลบแทบไม่ทัน

ประจักษ์เปลี่ยนแผนใหม่ เดินตามเข้าไปพอวนิดาหันมาตวาดถามว่าจะตามเข้ามาทำไม เขาเปลี่ยนเป็นพูดอ่อนโยนว่า "จะมาตัดชุด"

"ฉันไม่รับตัด เชิญออกไปได้แล้ว"

ประจักษ์ชะงัก พอดีมีลูกค้าสองคนเดินเข้ามา เขาเลยแกล้งพูดเสียงดังให้ลูกค้าได้ยิน

"ไล่ลูกค้าเหรอ ถ้าคิดจะทำการค้า เธอต้องรู้จักเก็บความรู้สึกส่วนตัวและบริการลูกค้าทุกคน ไม่ว่าเธอจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม แต่เธอคงทำไม่ได้หรอก เพราะว่าเธอเด็กมาก"

วนิดาถูกสบประมาทและเห็นลูกค้าสองคนยืนมองอยู่ เลยเปลี่ยนท่าทีหันไปหยิบสายวัดมาวัดตัวให้ประจักษ์

การวัดตัวอย่างใกล้ชิดทำให้ทั้งคู่เกิดอาการหวั่นไหว เขินกัน แต่ต่างก็เก๊กหน้าทำเป็นมองไปทางอื่นบ้าง กระแทกกระทั้น บ้าง ประจักษ์เกือบจะห้ามใจตัวเองไม่ได้กับกลิ่นหอมของสาวและมือนุ่มๆที่จับโน่น แตะนี่ขณะวัดตัว แต่...เขาก็ไม่กล้าที่จะสัมผัสตัวเธอ...

ความรู้สึกนี้ยังตามไปหลอนถึงในความฝัน...ฝันว่าได้ใกล้ชิดกับวนิดา ได้ไปเที่ยวด้วยกันอย่างมีความสุข แต่พอฝันว่ากำลังจะจูบเธอ ก็สะดุ้งตื่นใจเต้นตึ้กตั้ก ถามตัวเองเขินๆว่า

"ทำไมหัวใจเต้นแรงอย่างนี้ ฝันอะไรของแกวะไอ้ประจักษ์"

เขาคิดถึงความฝันเมื่อครู่แปลกใจตัวเองว่าทำไมถึงฝันแบบนี้ แล้วล้มตัวลงนอนอย่างสับสน

ooooooo

ส่วนประจวบหลังจากนอนพักรักษาตัวด้วยการดูแลอย่างดีของชุมศรี จนสร่างไข้อาการดีขึ้นเขาก็ลุกขึ้นเดินโผเผจะไปทำงาน ชุมศรีท้วงติงว่าหน้ายังซีดอยู่เลย บอกให้นั่งก่อนพักผ่อนให้แข็งแรงก่อน

"ฉันไม่อยากนั่งๆนอนๆอีกแล้ว ฉันอยากทำงานเยอะๆจะได้รีบมีเงินไปใช้หนี้และจะได้ลืม..." ประจวบพูดได้แค่นั้นก็พูดไม่ออกอีก ชุมศรีมองอย่างเห็นใจ ปลอบเขาว่า

"คุณเล็กคะ อย่าหาว่าชุมพูดมากเลยนะคะ ชุมเข้าใจนะคะว่าคุณเล็กเจ็บปวดแค่ไหน แต่อย่าให้ผู้หญิงคนเดียวมาทำลายชีวิตคุณเล็กเลยนะคะ"

ประจวบมองหน้าชุมศรีอย่างครุ่นคิด บอกเธอว่า "ฉันจะพยายาม แต่มันคงต้องใช้เวลา"

"ชุมจะเป็นกำลังใจให้คุณเล็กเองค่ะ"

คำปลอบโยนและเตือนสติของชุมศรี ทำให้ประจวบได้คิด และรู้สึกดีขึ้น

ooooooo

แล้วจู่ๆมนตรีก็เอาตั๋วหนังไปให้วนิดา บอกว่าจะพาไปดูหนัง บอกว่าเป็นหนังดีอยากชวนเธอไปดูด้วยกัน วนิดารับตั๋วหนังท่าทางลังเล แต่พอเหลือบเห็นประจักษ์เดินออกมาเท่านั้น เธอตอบทันทีว่า

"ได้สิคะ" มนตรีดีใจจนลืมตัวถามว่าเธอจะไปจริงๆหรือ วนิดาตอบยิ้มแย้มยืนยันว่า

"จริงค่ะ หนังน่าดูขนาดนี้ แล้วยังได้ไปดูกับเพื่อนสนิทด้วย จะไม่ไปได้ยังไง"

มนตรียิ้มดีใจ ในขณะที่ประจักษ์เงี่ยหูฟังได้ยินวนิดาตอบรับก็ไม่พอใจ

ประจักษ์วางแผน ควงพิสมัยไปดูหนังเรื่องเดียวกัน รอบเดียวกันกับมนตรีและวนิดา ระหว่างอยู่หน้าโรงหนัง เขาเฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหวของมนตรีกับวนิดา

ก่อนเข้าโรงหนัง มนตรีขอไปเข้าห้องน้ำก่อน นัดวนิดาไปเจอกันในโรง พอมนตรีแยกไป ประจักษ์เอาบ้าง บอกพิสมัย ให้เข้าไปก่อน ตนขอไปห้องน้ำแล้วจะตามเข้าไป

ที่ห้องน้ำนี่เอง ประจักษ์ทำเป็นเจอมนตรีโดยบังเอิญ ถามว่ามากับใคร มนตรีบอกว่าตนมากับวนิดา แล้วถามประจักษ์ ว่าไม่โกรธหรือ

"จะโกรธทำไม นายกับวนิดาก็แค่มาดูหนังด้วยกัน"

"นายเข้าใจก็ดี ฉันจะได้สบายใจ" มนตรีเดินเลี่ยงไปที่อ่างล้างมือ ประจักษ์ถามว่าเขานั่งตรงไหน มนตรีพาซื่อหยิบตั๋วหนังให้ประจักษ์ดู ส่วนตัวเองก็ส่องกระจกแต่งหล่ออย่างตั้งอกตั้งใจ

ครู่หนึ่งประจักษ์ส่งตั๋วหนังคืนให้บอกว่า เรานั่งห่างกัน ไกลเหมือนกัน มนตรีรับตั๋วหนังเก็บใส่กระเป๋า บอกประจักษ์ ก่อนเดินออกไปว่า "แล้วเจอกันนะเพื่อน"

พอมนตรีเดินออกไป ประจักษ์ก็เอาตั๋วหนังขึ้นมาดูยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แท้ ประจักษ์สลับตั๋วของตัวเองกับมนตรีไปแล้ว!

ooooooo

เมื่อเข้าโรงหนัง จึงกลายเป็นประจักษ์ไปนั่งคู่กับวนิดา และมนตรีไปนั่งคู่กับพิสมัย ความมืดในโรงหนังทำให้มองไม่เห็นกัน แต่ต่างฝ่ายก็รู้ว่าตัวเองมากับใคร

ประจักษ์ทำไม่รู้ไม่ชี้นั่งดูหนังไปเรื่อย จนถึงบทเศร้าวนิดาน้ำตาไหลไปกับเรื่องในหนัง ประจักษ์ควักผ้าเช็ดหน้าให้ เธอรับพร้อมกับคำขอบคุณ แต่พอเสียงตอบว่า "ไม่เป็นไร" เท่านั้น ความแตกทันที

วนิดาจำได้ว่าเป็นเสียงประจักษ์ เธอโกรธโวยวายว่าเขาแกล้งมนตรี ทั้งสองเสียงดังจนคนนั่งรอบตัวพากันไม่พอใจ หนึ่งในนั้นทนไม่ไหวพูดเตือนเสียงเขียวว่า

"นี่! ถ้าจะคุยกัน ก็ไปคุยกันข้างนอกโน่น!"

วนิดาสุดจะทนนั่งดูหนังต่อไปได้ เธอลุกเดินออกจากโรงหนังทันที ประจักษ์ลุกตามไปอย่างไม่ยอมแพ้ ตามไปจนถึงหน้าโรงหนัง วนิดาเรียกรถสามล้อถีบกลับไปเลย ประจักษ์ยืนมองเซ็งๆ

ส่วนพิสมัยนั่งดูหนังอย่างมีความสุข เธอเอามือมนตรีไปกุมไว้อย่างอบอุ่น มนตรีชื่นใจนึกว่าวนิดา พอหนังจบ ไฟเปิดสว่างทั้งสองจึงรู้ว่า ผิดฝาผิดตัวกัน ต่างโกรธและมึนตึง พากันเดินออกจากโรง เมื่อมาเจอประจักษ์ พิสมัยตรงเข้าไปต่อว่า ส่วนมนตรีเดาเหตุการณ์ออกถามเขาว่าเอาวนิดาไปไว้ที่ไหน

พิสมัยไม่พอใจมนตรีคิดว่าเขาหาเรื่องประจักษ์ จนมนตรีบอกว่าประจักษ์แอบเปลี่ยนตั๋วหนังกับตน พิสมัยหันไปถามประจักษ์ว่าจริงหรือ

"จริง แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตั๋วฉันสลับกับตั๋วนาย พอวนิดาเขาเห็นว่าเป็นฉันเขาก็เลยกลับไป"

"โธ่เอ๊ย!" มนตรีเชื่อตามที่ประจักษ์บอก เขาสบถออกมาอย่างแสนเสียดาย ที่จะได้ควงวนิดามาดูหนังอย่างมีความสุข กลับกลายมาเป็นแบบนี้ไปได้!

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"อาเล็ก" บุกทวงคืนร่าง “กระทิง” ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย ใน “แค้นรักสลับชะตา”

"อาเล็ก" บุกทวงคืนร่าง “กระทิง” ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย ใน “แค้นรักสลับชะตา”
19 มิ.ย 2564

10:25 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564 เวลา 18:24 น.