ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ทวิภพ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

คุณหญิงแสร์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้หลวงอัครเทพฟังด้วยท่าทางสบายๆ ทั้งที่ตอนแรก เธอทั้งตกใจทั้งโกรธ แต่ตอนหลังยิ่งนึกยิ่งขำมณีจันทร์ที่แก่นกะลากลับนั่งหน้าซีดอยู่มุมห้อง ได้แต่ยกมือไหว้ปลกๆขอโทษเธอ

“ทำตาแดงๆร้องไห้รึเปล่าก็ไม่รู้ นี่ก็หายไปอยู่ในศาลา ไม่รู้หายตกใจรึยัง”

หลวงอัครเทพฟังแล้วเป็นห่วงมณีจันทร์มาก รีบตามไปดูที่ศาลากลางสวน เห็นเธอนั่งหน้าเศร้าถอนใจเฮือกๆ แต่พอเธอหันมาเห็นเขา กลับร้องถามว่ามีเอกสารจากที่ทำงานมาให้ทำอีกไหม

“ยังถามเรื่องงาน แปลว่ายังดีอยู่”

“แค่อยากหาอะไรทำน่ะค่ะ เผื่อจะหายเซ็ง”

คุณหลวงหนุ่มงง เซ็งแปลว่าอะไร มณีจันทร์ไม่มีอารมณ์จะอธิบาย ถ้าเขาไม่มีอะไรให้ทำเธอขอตัวไปไหว้พระแล้วขยับจะลุกขึ้น หลวงอัครเทพเอ่ยขึ้นอย่างด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“คุณแม่เคยมีลูกสาว เป็นน้องสาว เธอตายไปตั้งแต่ยังเล็ก ฉันเป็นลูกชาย คงไม่เหมือนลูกสาว ฉันสังเกตว่าคุณแม่มีเมตตาต่อหล่อน ยามที่หล่อนถามนั่นนี่เล่นซนวุ่นวาย คงเหมือนท่านได้ลูกสาวของท่านคืนกลับมา”

มณีจันทร์ซึ้งใจที่หลวงอัครเทพพยายามพูดให้เธอรู้สึกดีขึ้น แต่ยิ่งรู้ว่าคุณหญิงแสร์เมตตาเธอยิ่งรู้สึกผิด

ooooooo

กุลวรางค์ราวกับจะรู้ว่ามณีจันทร์กลับมาภพปัจจุบันแล้ว เธอโทร.นัดเพื่อนออกมากินข้าวเที่ยงด้วยกัน มณีจันทร์รับปากดิบดีจะแวะไปรับกุลวรางค์ ที่ทำงาน จะได้ไปรถคันเดียวกัน แต่พอเธอขับรถผ่านโรงหนังซึ่งเคยมาดูสารคดีเรื่องพระยอดเมืองขวางติดป้าย หน้าโรงว่า “เลิกกิจการ” เธอรีบจอดรถลงไปถามแม่ค้าที่ขายของอยู่หน้าโรงหนังว่าที่นี่ไม่ได้ฉายหนัง แล้วหรือ ได้ความว่าโรงหนังแห่งนี้เลิกกิจการไปสองปีแล้ว มณีจันทร์งง

“เลิกกิจการสองปี...เป็นไปไม่ได้ ก็หนูเพิ่งมาดูหนังเรื่องพระยอดเมืองขวางเมื่อสามสี่เดือนที่แล้ว”

แม่ค้ายืนยันโรงหนังแห่งนี้ไม่มีหนังฉายมานานแล้ว มณีจันทร์เอะใจเหตุการณ์นี้เหมือนที่เกิดขึ้นกับร้านขายของเก่าที่ขาย กระจกเงาให้เธอ ต้องมีอะไรแน่ๆ เธอต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น มณีจันทร์ตรงไปยังห้องสมุดใกล้โรงเรียนสอนดนตรีของกุลวรางค์ เริ่มค้นหาหนังสือเกี่ยวกับพระยอดเมืองขวาง จังหวะนั้น กุลวรางค์โทร.มาตามเมื่อไหร่จะมาถึง มณีจันทร์ลืมนัดกินข้าวกับเพื่อนเสียสนิท

“เอ่อ...ฉันมีธุระนิดหน่อยที่ห้องสมุดแถวโรงเรียนแกน่ะ เปลี่ยนจากข้าวกลางวันเป็นข้าวเย็นได้ไหม ฉันขอเวลาแป๊บหนึ่ง” มณีจันทร์เห็นบรรณารักษ์ทำหน้าดุใส่ รีบขอตัววางสาย กุลวรางค์ถึงกับอึ้ง อยู่ๆเพื่อนเบี้ยวนัดหน้าตาเฉย ครู่ต่อมา มณีจันทร์ยกหนังสือกองใหญ่มาวางที่โต๊ะ ค้นหาเรื่องของพระยอดเมืองขวาง แต่ไม่พบข้อมูลในหนังสือเล่มไหนเลย

ทันใดนั้น เจ้าคุณวิศาลคดีในชุดผ้าม่วงปรากฏตัวขึ้น เดินผ่านไปยังมุมหนึ่งด้านหลัง มณีจันทร์เห็นทางหางตา แต่พอหันไปมองเขาหายไปแล้ว หญิงสาวสังหรณ์ใจชอบกล เดินไปดูแต่ไม่เห็นใคร อยู่ๆเจ้าคุณวิศาลคดีโผล่มายืนด้านหลัง เธออีก คราวนี้ไม่เดินหนี มณีจันทร์หันมาเห็นสายตาดุของเขาจ้องมองมาถึงกับเข่าอ่อนต้องเกาะชั้นวาง หนังสือแถวนั้นไว้ เจ้าคุณวิศาลคดีเดินหนีอีกครั้งไปทางหลังห้องสมุดแล้วเลี้ยวหายเข้าหลืบ

มณีจันทร์ได้สติรีบเร่งฝีเท้าตาม “ไม่ว่าจะเป็นผีหรือคน วันนี้ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าคุณเป็นใคร”

ขณะหญิงสาวกำลังจะเลี้ยวตาม กุลวรางค์โผล่พรวดออกมาจากหลืบนั้นแทน มณีจันทร์ตกใจ ตั้งหลักได้รีบถามหาผู้ชายใส่ผ้าม่วงอยู่แถวนี้หรือเปล่า กุลวรางค์ไม่เห็นใคร มณีจันทร์ขัดใจมาก ไม่สนใจเพื่อนเดินหาชายคนนั้นต่อ เห็นหลังเขาไวๆแถวมุมนิทรรศการทางประวัติศาสตร์ หัวข้อ “ร.ศ.112 ไทยเสียดินแดน”

เธอเดินไปถึงตรงนั้น กลับไม่มีทางเดินต่อ มีแต่รูปของชายในชุดผ้าม่วงคนนั้นแขวนอยู่ มณีจันทร์ถึงกับผงะ ถอยกรูดชนกองหนังสือร่วงระนาว กุลวรางค์ตามมาทันกระเซ้าว่าจะพังห้องสมุดหรือ มณีจันทร์ชี้ไปที่รูป

“ข้างฝานั่น ดูนั่นสิ...เจ้าคุณวิศาลคดี ผู้พิพากษาคดีพระยอดเมืองขวาง...นี่มัน...มัน”

มณีจันทร์จำได้ทันที ผู้ชายในภาพเป็นคนคนเดียวกับเจ้าคุณวิศาลคดี ผู้ซึ่งเป็นประธานผู้พิพากษาในภาพยนตร์สารคดีพระยอดเมืองขวาง มณีจันทร์ตระหนักแล้วว่า สารคดีเรื่องนั้นไม่ใช่การถ่ายทำ ไม่ใช่นักแสดง แต่คนในประวัติศาสตร์จริง และเป็นเหตุการณ์จริง เธอเดินเข้าไปหารูปนั้น

“ดิฉันทราบแล้วค่ะ ท่านพยายามจะบอก พยายามจะเล่าแต่เกินกำลังของท่าน อำนาจที่สูงส่งเกินกว่าที่เราจะฝืน แต่คงมีช่องทางใช่ไหมคะ ไม่เช่นนั้นดิฉันคงไปที่นั่นไม่ได้ ท่านเจ้าคะ ดิฉันอาจจะโง่ แต่ดิฉันเป็นนักสู้ ดิฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ”

กุลวรางค์มองมณีจันทร์งงๆ พูดอะไรที่เธอไม่เข้าใจอีกแล้ว บรรณารักษ์เข้ามาเชิญมณีจันทร์กับกุลวรางค์ออกจากห้องสมุดฐานส่งเสียงดัง มณีจันทร์ไม่ขยับ ยืนมองรูปเจ้าคุณวิศาลนิ่ง กุลวรางค์ต้องลากเธอออกไปไม่นานนัก สองสาว เพื่อนซี้มาถึงโรงเรียนสอนดนตรีของกุลวรางค์ เจอไรวัตรออยู่ที่นั่นแล้ว ทันทีที่มณีจันทร์รู้ว่าไรวัตจะไปกินข้าวด้วย เธอรีบ โทร.ชวนตรองมาร่วมวงอีกคนหนึ่ง...

ในเวลาต่อมา ขณะมณีจันทร์ ตรอง กุลวรางค์กำลังนั่งอยู่บนรถของไรวัต ซึ่งขับมาถึงถนนใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณพระบรมมหาราชวัง มณีจันทร์เห็นชีวิตของผู้คนบนถนนที่ต้องปากกัดตีนถีบ เห็นรถติดยาวเหยียด ทำให้เธอคิดถึงชีวิตสงบๆและบ้านเรือนไทยของหลวงอัครเทพ เธอพูดขึ้นลอยๆว่า

“เมืองไทยเราเปลี่ยนไปเยอะเลยเนอะ...ฉันรู้สึกว่า นับวันโลกใบนี้ มันไม่ใช่ที่สำหรับฉัน”

ตรองนั่งอยู่เบาะหลังกับมณีจันทร์มองเธออย่างเป็นห่วง มณีจันทร์หลับตาคิดถึงบ้านหลวงอัครเทพ แล้วลืมตาขึ้น ถนนเบื้องหน้าหายไปกลายเป็นบ้านเมืองสมัยโบราณ มีบ้านหลวงอัครเทพปรากฏอยู่มุมหนึ่ง เธอดีใจมาก เปิดประตูรถผลัวะออกไปโดยไม่เห็นรถมอเตอร์ไซค์วิ่งสวนมาเกือบชน เธอตกอยู่ในภวังค์เห็นแต่บ้านของหลวงอัครเทพ รีบวิ่งตรงไปที่นั่นไม่สนรถราที่วิ่งสวนมา กุลวรางค์ ตรองกับไรวัตรีบวิ่งตาม

สักพัก มณีจันทร์วิ่งไปถึงตึกแถวริมแม่น้ำเจ้าพระยา บ้านหลวงอัครเทพหายวับไปต่อหน้า เธอกวาดตามองไปรอบๆยืนงง พึมพำว่าบ้านหายไปไหน ตรองมองมณีจันทร์สีหน้าเป็นกังวล

ooooooo

หลวงอัครเทพทราบมาว่า มร.จอห์นไม่ยอมส่งจดหมายให้ทางการตรวจสอบ จึงชวนขาบมาซุ่มดูหน้าห้างของเขา เห็น มร.จอห์น โยนจดหมายให้หลวงเจนพาณิชย์ ซึ่งยืนจัดข้าวของอยู่หน้าร้าน สั่งให้เขาเอาไปส่งให้ มร.คล้ากที่คุมเรือสินค้า จดหมายจะได้ไปกับเรือวันพรุ่งนี้ หลวงเจนพาณิชย์จะจัดการให้เด็กเอาไปให้บ่ายนี้

“คุณไปเอง ห้ามใช้เด็ก ต่อไปนี้คุณหลวงต้องส่งจดหมายทุกฉบับให้ผมด้วยตัวเอง”

หลวงเจนพาณิชย์ทำท่าจะไม่ยอมไปให้ อ้างงานยุ่ง มร.จอห์นโวยลั่น ตนเสียเงินจ้างเขาแล้ว จะไม่ยอมทำตามสั่งได้อย่างไร หลวงเจนพาณิชย์กลัวหงอ รีบเก็บจดหมายไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทของตัวเอง หลวงอัครเทพเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง วางแผนกับขาบหาทางขโมยจดหมายฉบับนั้น...

หลวงอัครเทพกับขาบดักรอหลวงเจนพาณิชย์อยู่ที่ตลาดแห่งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าเขาจะต้องเดินผ่านทางนี้ไม่นานนัก หลวงเจนพาณิชย์เดินมาแต่ไกล หลวงอัครเทพรีบบอกขาบหลบไปก่อน อย่าให้หลวงเจนพาณิชย์เห็นเด็ดขาด เขาจะหาทางหลอกล่อหลวงเจนพาณิชย์เอง พอได้โอกาสเหมาะ ให้ขาบรีบขโมยจดหมายจากกระเป๋าเสื้อสูทของเขาทันที ขาบรับคำรีบหลบไปยืนหลังร้านขายยาดองเหล้า

ขำซึ่งเป็นเจ้าของร้านเป็นเพื่อนกันจึงชวนขาบแวะดื่มสักเป๊ก ขาบไม่ดื่ม วันนี้เขามาทำงานให้เจ้านาย แล้วคอยจับตามองหลวงเจนพาณิชย์ที่เดินผ่านหน้าร้านไปยังจุดซึ่งหลวงอัครเทพดักรออยู่ ทันทีที่หลวงเจนพาณิชย์เดินมาถึง หลวงอัครเทพแกล้งพูดจาหาเรื่องท้าตีท้าต่อย หลวงเจนพาณิชย์หลงกลรับคำท้า ขาบแทบไม่เชื่อหูตัวเองที่เจ้านายของตนบ้าดีเดือดขนาดนั้น หันไปสั่งยาดองเหล้าเรียกความกล้า

“ไอ้ขำ เอาแบบคึกๆมาเป๊กหนึ่ง ข้ามีงานใหญ่ต้องทำให้เจ้านายโว้ย”

แทนที่ขำจะเอายาดองเหล้าที่ดื่มแล้วคึกคัก กลับเอาชนิดที่ดื่มแล้วหลับมาให้ขาบ แก้แค้นที่ขาบเคยลักไก่ของเขา ขาบวิ่งมาได้ไม่กี่ก้าว ก็หลับกลางอากาศ...

ในเวลาต่อมา หลวงเจนพาณิชย์กับหลวงอัครเทพมาถึงสะพานหลังตลาด ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่ต่อสู้ ทั้งคู่ต่างถอดเสื้อออก แล้วหาเศษผ้ามาพันมือตัวเอง หลวงเจนพาณิชย์วางเสื้อสูทของตัวเองใต้ต้นไม้ไม่ห่างนัก สองคุณหลวงหนุ่มตรงเข้าชกต่อยกันอย่างดุเดือด ต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ หลวงอัครเทพสู้ไปพลางคอยเหลือบมอบไปที่เสื้อสูทของ

หลวงเจนพาณิชย์ นึกสงสัยทำไมขาบไม่มาสักที...

ขาบหลับอยู่ดีๆ ก็สะดุ้งตื่นขึ้น มุ่งมั่นจะต้องไปเอาจดหมายที่เสื้อสูทของหลวงเจนพาณิชย์ ฮึดสู้ลุกขึ้นวิ่งต่อ สักพักก็มาถึงสะพานหลังตลาด เห็นเจ้านายกำลังต่อสู้อยู่กับหลวงเจนพาณิชย์ หลวงอัครเทพพยักพเยิดให้ขาบไปที่เสื้อสูทซึ่งวางไว้อยู่ใต้ต้นไม้ ขาบยังเดินไม่ถึงเสื้อสูทก็ล้มตึงหลับไปอีกครั้ง

หลวงอัครเทพเห็นไม่เข้าที ชกหลวงเจนพาณิชย์หน้าหงายแล้วอาศัยจังหวะนั้น เตะก้อนหินใส่หัวขาบอย่างแม่นยำ ขาบสะดุ้งตื่น พุ่งไปที่เสื้อสูทล้วงเอาจดหมายออกมาได้ หลวงอัครเทพเห็นแผนสำเร็จด้วยดี หันไปจัดการหลวงเจนพาณิชย์ขั้นเด็ดขาด โดดถีบเขากระเด็นกระแทกราวไม้สะพานหัก ตกลงไปในน้ำ

ooooooo

แผนกินข้าวกลางวันเป็นอันต้องยกเลิก ไรวัตขับรถพามณีจันทร์มาส่งบ้าน กุลวรางค์กับตรองเป็นห่วงมณีจันทร์มากที่ยิ่งวันยิ่งทำตัวแปลกๆ แถมเห็นภาพหลอนวิ่งทะเล่อทะล่าออกไปเกือบจะถูกรถชนตาย ทั้งคู่ แอบปรึกษากันต้องหาทางเอามณีจันทร์ไปหาจิตแพทย์ให้ได้ ขืนชักช้าเธออาจเพี้ยนหนักถึงขั้นฆ่าตัวตาย

“เราเคยบอกเมณี่ไปแล้วว่าให้ไปหาหมอ เธอยอมที่ไหน” กุลวรางค์บ่น

ตรองเสนอว่าพูดดีๆ แล้วไม่ไปก็ต้องหลอกไป กุลวรางค์เหน็บทันทีสงสัยตรองจะเก่งเรื่องหลอกใครๆ ไปโน่นไปนี่ ตรองฟังจากน้ำเสียง รู้ว่าเธอยังโกรธเขาอยู่พยายามง้อ กุลวรางค์ เห็นแววตาลึกซึ้งที่ตรองมองมายังตนเอง โวยวายลั่นห้ามเขาคิดแบบนั้นกับเธออีก ตรองขยับเข้าไปใกล้ สีหน้ากรุ้มกริ่ม

“แบบไหน คุณรู้ด้วยหรือว่าผมคิดกับคุณยังไง”

กุลวรางค์อดหวั่นไหวไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าเขาเป็นแฟนเพื่อนรักของตัวเอง เธอคว้าถาดใกล้มือฟาดหัวเขาเปรี้ยง ก่อนจะลุกหนี ตรองถึงกับเซ็ง...

ไรวัตเล่นบทคนดีจนมณีจันทร์หลงเชื่อ รับปากจะไปงานปาร์ตี้ซึ่งไรวัตอ้างว่าเป็นปาร์ตี้การกุศลที่บ้านของเขาอาทิตย์นี้ แต่เธอมีข้อแม้ ถ้าไม่ได้ไปไหน ไรวัตกระหยิ่มยิ้มย่อง ตามไปคุยอวดเรื่องนี้ให้ตรองฟัง ตรองไม่เชื่อมณีจันทร์จะตกปากรับคำอย่างที่เขาคุย ไรวัตยืนยันตนเองเปลี่ยนไปแล้ว และอยากเป็นเพื่อนกับตรอง

“คนอื่นเชื่อ แต่ผมไม่เชื่อ อย่าเหนื่อยเล่นละครเลย” ตรองรู้เท่าทันลูกไม้ตื้นๆของไรวัต

ไรวัตยังตีหน้าซื่อตาใส จังหวะนั้น กุลวรางค์เดินกลับมา ไรวัตร้องบอกอย่างตื่นเต้นว่ามณีจันทร์รับปากจะไปงานปาร์ตี้ด้วยแล้ว ตรองรู้ว่ากุลวรางค์จะไปงานนี้ด้วยสนใจขึ้นมาทันที ไรวัตมองออก คิดหาทางแก้เผ็ดตรองที่ชอบขัดคอเขา เลยชวนตรองไปงานด้วย ตรองยังไม่ทันจะให้คำตอบ กุลวรางค์สะกิดถามเรื่องแผนเสียก่อน ทีแรกตรองงงแผนอะไร ทันทีที่นึกได้เขาลงไปนอนชักกระตุกทำเหมือนเป็นลมบ้าหมู พูดติดๆขัดๆ

“บอก...เมณี่...ไปหาหมอ...ให้เมณี่...พาไปหา...หมอ” ตรองว่าแล้วขยิบตาให้กุลวรางค์อย่างรู้กัน

กุลวรางค์รีบบอกให้ไรวัตพาตรองไปที่รถ ส่วนเธอจะไปตามมณีจันทร์เอง...

คืนเดียวกัน ชาวบ้านพบหลวงเจนพาณิชย์หมดสติอยู่ริมน้ำ เลยพามาส่งบ้าน ทันทีที่รู้สึกตัว หลวงเจนพาณิชย์คว้าเสื้อสูทตัวเก่งที่บ่าวฟาดไว้ข้างๆ มาค้นดู จดหมายของ

มร.จอห์นหายไป...

ตรองกับกุลวรางค์หลอกมณีจันทร์ไปที่แผนกจิตเวชจนได้ มณีจันทร์น้อยใจน้ำตาคลอเมื่อรู้ความจริง เธอยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้บ้า ไม่ได้อยากหาจิตแพทย์ กุลวรางค์กับตรองค้าน เพราะสิ่งที่เธอทำทั้งที่ห้องสมุดและบนถนนมันฟ้องว่าเธอไม่ปกติ ทั้งสามคนเริ่มโต้เถียงกัน ไรวัตได้ทีปราดเข้ามาจับมือมณีจันทร์ไว้

“คุณไม่ได้บ้าสำหรับผม กลับบ้านไปกับผมแล้วกันนะ”

มณีจันทร์สะบัดมือเขาออก “คุณก็เหมือนกัน ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ฉันอยากอยู่คนเดียวแล้วอย่าตามมาล่ะ” มณีจันทร์ชี้กราดกุลวรางค์ ตรอง และไรวัต ก่อนจะเดินหนี ทั้งสามคนได้แต่มองหน้ากันเซ็งสุดๆ...

มณีจันทร์กลับถึงบ้านสีหน้าเศร้ามาก พอมาถึงหน้ากระจกเงา เธอกลั้นน้ำตาต่อไปไม่ไหว ร้องไห้โฮเรียกคุณหลวง มาช่วย ทันใดนั้น เกิดหมอกควันขึ้นที่กระจกเงา ร่างของมณีจันทร์ข้ามภพไปปรากฏตัวที่ห้องหลวงอัครเทพ ม้วนนั่งรออยู่ที่นั่น ตกใจที่เห็นเจ้านายสาวร้องไห้ส่งเสียงเอะอะ หลวงอัครเทพรออยู่หน้าห้องได้ยินเสียงม้วน เปิดประตูผลัวะเข้ามาเห็นมณีจันทร์ร้องห่มร้องไห้ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“ฉันเหมือนอยู่กลางสองโลก...โลกใบเดิมมองฉันเป็นคนบ้า ฉันไม่ใช่คนของโลกใบนั้นอีกแล้ว ส่วนโลกใบนี้ ฉันก็ไม่เหมือนคนอื่น  ฉันไม่ดีพอสำหรับโลกใบไหนทั้งนั้น” มณีจันทร์คร่ำครวญ

หลวงอัครเทพเช็ดน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน ทั้งสองคนมองสบตากันลึกซึ้ง ม้วนรู้ว่าไม่งามแต่ด้วยความสงสารมณี–จันทร์ จึงปล่อยให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน รีบออกไปยืนเฝ้าหน้าห้อง

หลวงอัครเทพปลอบมณีจันทร์ว่า “เพราะเราไม่สามารถทำตามใจใครได้ทั้งหมด โลกที่มีคนอื่นมากเกินไปจึงมักยุ่งยาก จำกัดโลกให้เล็กลงสิให้เหลือเฉพาะคนที่หล่อนรัก เมื่อโลกเล็กลง ย่อมจัดการง่ายกว่า”

“ฉันกับท่านบ่อยครั้งที่เราพูดกันไม่รู้เรื่อง แต่ไปๆมาๆคงเหลือแต่ท่านคนเดียวที่เข้าใจฉันมากที่สุด” มณีจันทร์ร้องไห้อีก หลวงอัครเทพดึงเธอมากอดไว้แนบอก

“แล้วถ้าหากมีแค่ฉันในโลกใบนั้น มันยังไม่สมบูรณ์อีกรึ...น้องน้อย...ชีวิตมีบางครั้งที่โดดเดี่ยวมีบางครั้งคนเขาเข้าใจ แต่ก็มีบ้างครั้งที่เขาไม่เข้าใจ แต่จะไม่เป็นเช่นนั้นตลอดเวลา หากคิดทำในสิ่งที่ดีที่ถูกแล้วก็จงอย่าท้อใจ” หลวงอัครเทพปลอบใจมณีจันทร์จนคลายเศร้า และหยุดร้องไห้ในที่สุด

จากนั้น ทั้งสองคนออกมานั่งคุยกันที่หอนั่งโดยมีขาบกับม้วนคอยรับใช้อยู่ใกล้ๆเพื่อกันข้อครหา มณีจันทร์อยากรู้เรื่องเจ้าคุณวิศาลคดี หลวงอัครเทพเล่าให้ฟังว่าท่านเป็นผู้พิพากษาคดีพระยอดเมืองขวาง หลังตัดสินคดีนี้ ท่านก็ล้มป่วยตรอมใจที่คนดีๆต้องถูกจำคุกด้วยคำตัดสินของท่าน เหตุการณ์ที่หลวงอัครเทพพูดถึงคดีพระยอดเมืองขวางเหมือนที่มณีจันทร์ดูในสารคดีทุกประการ

“มีเรื่องน่าแปลกเกิดขึ้น...ท่านนอนไม่รู้ความ แต่เมื่อฉันไปหา ท่านกลับตื่นขึ้นมาแล้วพูดถึงหล่อนได้อย่างถูกต้อง ทั้งที่ไม่มีใครรู้เรื่องหล่อน ท่านรู้ได้อย่างไร” หลวงอัครเทพนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะเล่าอีกว่า

ภริยาของเจ้าคุณวิศาลคดีไปกราบสมเด็จที่วัด สมเด็จบอกกับเธอว่าที่เจ้าคุณนอนหลับไม่รู้ความเช่นนี้เป็นเพราะจิตวิญญาณรักชาติของเจ้าคุณท่องเที่ยวไปในภพอื่น มณีจันทร์พยักหน้าเข้าใจ เพราะเคยพบจิตวิญญาณของท่านไปปรากฏร่างเป็นคนขายของเก่า ขายกระจกเงาเหมือนที่อยู่ในห้องหลวงอัครเทพให้เธอ

“...เป็นคนขายกระจกในโลกโน้นรึ” หลวงอัครเทพตะลึง มณีจันทร์พยักหน้า ตั้งข้อสังเกตว่า

“เป็นไปได้ไหมคะ ความรู้สึกรุนแรงต่อการสูญเสีย จิตวิญญาณส่วนหนึ่งของท่านเร่งรุดไปหาคนมาช่วย ฉันก็ไม่รู้ทำไมเป็นฉัน เพราะฉันก็ไม่รู้อะไรมากนัก”

“เมื่อหล่อนมาแก้ไขอะไรก็ตามสำเร็จ แล้วจะกลับไปเลยใช่ไหม”

มณีจันทร์ตอบไม่ได้ คำตอบอาจจะมีในวันข้างหน้า แต่ไม่ใช่วันนี้ เธออยากพบเจ้าคุณวิศาลคดีสักครั้ง คงต้องขอให้เขาเป็นธุระเรื่องนี้ให้ หลวงอัครเทพรรับปากจะเชิญเจ้าคุณมาพบมณีจันทร์ที่นี่ บางทีเธออาจช่วยงานท่านได้

มณีจันทร์ยิ้มดีใจ

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น หลวงอัครเทพจัดกองเอกสารและจดหมายต่างๆมาที่ศาลา แล้วยื่นจดหมายของ มร.จอห์นให้มณีจันทร์ดูเป็นฉบับแรก เขาคิดว่าจดหมายนี้ต้องสำคัญมาก เพราะ มร.จอห์นให้หลวงเจนพาณิชย์ไปส่งที่ท่าเรือด้วยมือตัวเอง มณีจันทร์สังเกตเห็นมือของหลวงอัครเทพเป็นแผลช้ำตอนที่ยื่นจดหมายให้ รีบคว้ามือเขามาดูใกล้ๆ ม้วนกับขาบเห็นเจ้านายจับมือกันก็ ตกใจ หลวงอัครเทพอายพวกบ่าวสั่งให้เธอปล่อยมือ

มณีจันทร์จะปล่อยก็ต่อเมื่อเขาบอกมาก่อนว่าไปทำอะไรมา ขาบปากไวตอบคำถามแทนเจ้านายว่าเป็นเพราะจดหมายฉบับนี้ คุณหลวงถึงกับต้องท้าตีท้าต่อยหลวงเจนพาณิชย์ หลวงอัครเทพหันขวับจ้องขาบเขม็ง

แทนที่เขาจะหุบปาก กลับเล่าฉอดๆว่าเจ้านายของตนเก่งกาจถีบหลวงเจนพาณิชย์จนตกสะพาน ป่านนี้กินน้ำใบบัวบกทั้งคุ้งไม่รู้จะหายช้ำในหรือเปล่า พอมณีจันทร์รู้ว่าแผลช้ำที่มือไม่ทุเลาเพราะหลวงอัครเทพไม่ยอมแตะทั้งยากินยาทา เธอคว้าถ้วยใส่ยาหม้อมาถือไว้ ถามเสียงเข้มจะกินหรือไม่กิน หลวงอัครเทพไม่ยอมกิน

มณีจันทร์คลานเข้าไปนั่งตักเขาหน้าตาเฉย ม้วนกับขาบรีบเอามือปิดตาตัวเอง หลวงอัครเทพหน้าแดงรีบคว้ายามาดื่มแทบไม่ทัน มณีจันทร์ยิ้มพอใจ คลานไปหยิบลูกประคบในถ้วยอีกใบเข้ามา

“ยานี่ทาแผลใช่ไหมคะ...เอามือมา”

หลวงอัครเทพแก้เผ็ดให้มือมณีจันทร์พร้อมมะเหงกเขกหัวดังโป๊ก ม้วนกับขาบขำกันยกใหญ่ หลวงอัครเทพคว้าลูกประคบมาทำเอง จังหวะนั้น อิ่มเข้ามารายงานหลวงอัครเทพว่าได้เวลาแล้ว หลวงอัครเทพเดินตามอิ่มไปทันที มณีจันทร์รู้จากขาบว่าทุกเดือนคุณหลวงจะนัดเพื่อนฝูงมาเล่นมโหรีก็สนใจ...

ครู่ต่อมา มณีจันทร์เข้าไปนั่งด้านหลังคุณหญิงแสร์ ฟังหลวงอัครเทพสีไวโอลินกับวงมโหรีอย่างชื่นชม ยังไม่ทันจบเพลงแรก คุณหญิงสรเดชกับประยงค์ก็มาถึง คุณหญิงสรเดชเห็นมณีจันทร์นั่งฟังอยู่ด้วย คิดจะอวดความสามารถของประยงค์ข่ม ยุให้ลูกไปตีขิมร่วมบรรเลงดนตรีกับหลวงอัครเทพ ทั้งคู่เล่นเข้าขากัน ยิ้มให้กันสนุกสนาน มณีจันทร์ทนดูต่อไปไม่ไหว หนีออกไปยืนเศร้าอยู่คนเดียว

“ท่านถามฉันว่าเมื่อเสร็จงานของฉันแล้วฉันจะอยู่หรือจะไป ฉันตอบไม่ได้จริงๆ แต่หากฉันไม่อยู่ ฉันก็ดีใจนะคะอย่างน้อย ฉันก็ได้เห็นว่าท่านมีผู้ดูแลที่สมบูรณ์เพียบพร้อมขนาดไหน” มณีจันทร์น้ำตาคลอ...

ตรอง ไรวัต และกุลวรางค์นัดกันมาหามณีจันทร์ที่บ้าน กลับพบว่าเธอไม่อยู่ไป ตจว. นุ่มเองก็ไม่รู้ออกไปตอนไหน เมื่อวานยังเห็นอยู่ พอมาดูอีกทีตอนเช้ามณีจันทร์ก็ไม่อยู่แล้ว ตรองสงสัยนุ่มรู้ได้อย่างไรว่าไป ตจว.

“คุณหนูเคยสั่งไว้ก่อนหน้านี้ค่ะว่าช่วงนี้มีธุระไป ตจว. ถ้าหายไปก็ไม่ต้องห่วง บางทีก็มีเขียนโน้ตไว้ เดี๋ยวสองสามวัน คุณหนูก็กลับมาเอง”

ตรองเดาออกนี่ต้องไม่ใช่ครั้งแรก ไรวัตกดมือถือหามณีจันทร์ นุ่มว่าไม่ต้องโทร.ให้เสียเวลา มณีจันทร์ไม่ได้เอามือถือไปด้วยทิ้งไว้ในห้องนอน กุลวรางค์ไม่สบายใจที่ติดต่อเพื่อนไม่ได้ ไรวัตโทษตรองเป็นต้นเหตุทำให้มณีจันทร์โกรธจนหนีไป ถ้าเธอเป็นอะไรไปเขาไม่ให้อภัยตรองแน่ๆ

“นี่...ไหนว่าจะเล่นบทพระเอกไง พอเมณี่ไม่อยู่ลายออกทุกทีเลยนะ”

ไรวัตไม่พอใจตรองที่รู้ทัน ทำท่าจะเข้าไปเอาเรื่อง กุลวรางค์ขวางไว้ ขู่ไรวัตถ้าทำอะไรตรอง เธอจะฟ้องมณีจันทร์ ภาพคนแสนดีของไรวัตรับรองจบเห่แน่ ไรวัตจำต้องระงับความโกรธเอาไว้

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ
21 มิ.ย 2564

02:50 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 13:08 น.