ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ทวิภพ

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ทวิภพ ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

มณีจันทร์ มโนวรรณ ลูกสาวของท่านทูตณรงค์กับคุณหญิงมาลิดากลับมาเยี่ยมเมืองไทยคราวนี้ มักจะฝันย้อนอดีตไปในสมัย ร.5 เห็นตัวเองเดินสำรวจอยู่ในบ้านเรือนไทยริมน้ำที่ไร้ผู้คน มีเพียงเสียงเรียกอันอ่อนหวานของชายผู้หนึ่งดังมาจากบนบ้าน น้ำเสียงอบอุ่นนั้นเหมือนคุ้นเคยกับเธอมานานแสนนาน

“แม่มณีจ๋า...แม่มณี...”

มณีจันทร์วิ่งตามหาเจ้าของเสียงทั่วบ้านแต่ไม่เจอ คล้ายกับเธอไม่รู้วิธีจะพบเขาคนนั้น เธอฝันซ้ำๆเช่นนี้เป็นประจำและจะตกใจตื่นตอนนี้ทุกครั้ง มณีจันทร์ทนเก็บไว้คนเดียวไม่ไหว โทร.เล่าเรื่องนี้ให้แม่ของเธอฟัง คุณหญิงมาลิดาไม่ติดใจสงสัยอะไรนัก คิดว่าลูกแค่ฝันเห็นชายในฝันของตัวเองเท่านั้น

ooooooo

ถึงวันที่มณีจันทร์ต้องขึ้นแสดงในงานการกุศลของสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนที่เธอกับคุณหญิงมาลิดาเคยร่ำเรียน คุณหญิงมาลิดาเดินทางกลับจากต่างประเทศเพื่องานนี้โดยเฉพาะ หลังจากกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน คุณหญิงมาลิดาตรงไปยังโรงแรมหรูกลางกรุง เพื่อให้ทันการแสดงของลูกสาว

บรรยากาศในงานการกุศลเป็นไปอย่างคึกคัก แขกเหรื่อที่มาล้วนแต่เป็นศิษย์เก่าผู้มีชื่อเสียง บรรดาคุณหญิงคุณนายต่างส่งลูกสาวของตัวเองขึ้นแสดงบนเวที การแสดงของใครมียอดเงินบริจาคสูงสุดจะได้รับรางวัลจากไรวัตนายทหารหนุ่มอนาคตไกล ลูกชายว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งเป็นที่หมายปองของสาวๆ

บรรดาสาวไฮโซต่างแสดงกันสุดฝีมือโดยยึดแนวทางอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยตามที่อาจารย์แก้วใจนายกสมาคมศิษย์เก่าเจ้าระเบียบต้องการ การแสดงมีทั้งเล่นระนาด ตีขิม รำไทย คุณหญิงมาลิดาพยายามถามกุลวรางค์เพื่อนสนิทของมณีจันทร์ว่าคราวนี้มณีจันทร์จะแสดงอะไร กุลวรางค์อุบไว้ให้ท่านคอยชมเอาเอง

การแสดงบนเวทีน่าเบื่อมาก แขกในงานนั่งหาวหวอดๆ บางคนคุยกันไม่ได้สนใจการแสดง สักพัก ไรวัตในชุดสูทสุดหล่อเดินเข้ามาในงาน สาวทั้งหลายตาลุกวาว บางคนก็เข้ามาทักทายจะชวนไปร่วมโต๊ะด้วย แต่ไรวัตขอตัว แล้วเดินมานั่งร่วมโต๊ะกับกุลวรางค์และคุณหญิงมาลิดา ทักทายทั้งคู่อย่างสนิทสนม

“การแสดงชุดต่อไปโดยศิษย์เก่ารุ่นที่ 42 น.ส.มณีจันทร์ มโนวรรณ” พิธีกรบนเวทีประกาศ

“นึกว่าจะมาไม่ทันแล้ว เมณี่จะสวยแค่ไหนนะคืนนี้” ไรวัตว่าพลางจ้องมองไปยังเวทีเขม็ง

มณีจันทร์พร้อมด้วยแดนเซอร์ในชุดสาวลูกทุ่ง ออกมาร้องและเต้นกันกระจายในเพลงลูกทุ่งจังหวะสนุกๆขัดกับบรรยากาศไทยเชยๆก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้คนในงานที่กำลังนั่งเซ็ง หันมองเป็นตาเดียวกัน ไรวัตถึงกับอ้าปากค้าง อาจารย์แก้วใจลมจับ ส่วนกุลวรางค์ยิ้มร่าลุกขึ้นร้องเพลงตามสนุกสนาน ไรวัตหายจากตะลึงกลายเป็นขำ เช่นเดียวกับคุณหญิงมาลิดาที่แอบยิ้มพอใจ ไลล่าสาวไฮโซที่ขึ้นแสดงไปก่อนแล้ว มองแค้นใจที่ทุกคนให้ความสนใจมณีจันทร์มากกว่าตนเอง...

หลังการแสดงจบ คุณหญิงมาลิดารู้ตัวต้องโดนอาจารย์แก้วใจซึ่งเคยเป็นครูของตนเองเล่นงานเรื่องมณีจันทร์ คิดจะชิ่งหนีแต่อาจารย์แก้วใจตามมาต่อว่าจนได้ คุณหญิงมาลิดาถึงกับหน้าจ๋อย...

ครู่ต่อมา ไรวัตนำกุหลาบแดงช่อใหญ่มามอบให้มณีจันทร์ซึ่งนั่งรออยู่ในห้องแต่งตัว เป็นที่อิจฉาตาร้อนของไลล่าและนักแสดงสาวคนอื่นๆ มณีจันทร์หัวเราะชอบใจที่แกล้งอาจารย์แก้วใจจนเป็นลมเป็นแล้ง

“รู้สึกรถพยาบาลจะมารับแล้วนะ...หัวใจวาย” ไรวัตอำหน้าตาย

มณีจันทร์ตกใจลุกพรวดจะออกไปดูด้วยความเป็นห่วง ไรวัตโอบเอวเธอดึงกลับมานั่งตามเดิม

“ผมล้อเล่นน่ะ...ขนาดเมณี่แต่งตัวอย่างนี้ แถมทำอะไรบ้าๆยังสวยเลย ผู้ชายทั้งงานที่กำลังหาวหวอดๆตาสว่างขึ้นมาทันทีที่เห็นแฟนของผมเดินออกมา” ไรวัตแสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมณีจันทร์ออกนอกหน้า

“แฟนคุณหรือ...มั่วแล้ว” มณีจันทร์ดึงมือเขาออก “นี่ชักเอาใหญ่แล้วนะ ออกไปห่างๆเดี๋ยวอาจารย์ทั้งหลายมาเห็นเข้า ที่ไม่หัวใจวายก็วายกันตอนนี้แหละ” มณีจันทร์ว่าแล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ไลล่ากับสาวคนอื่นๆมองตามหมั่นไส้ โดยเฉพาะไลล่าถึงกับออกปากถ้ารางวัลชนะเลิศเป็นของมณีจันทร์ เธอไม่ยอมแน่ๆ...

ไลล่าทำอย่างที่ลั่นวาจาไว้ ทันทีที่มณีจันทร์รับรางวัล

ชนะเลิศจากไรวัต ไลล่าก็สติแตกร้องกรี๊ดๆ ก่อนตรงเข้าแย่งรางวัลจากมือมณีจันทร์ สาวๆที่เหลือต่างกรูเข้ายื้อแย่งรางวัลกันวุ่นวายไปหมด ไรวัตเห็นมณีจันทร์ตกอยู่ในวงล้อมพวกสาวๆรีบเข้าไปห้าม แต่ถูกกำปั้นของไลล่าซัดเข้าเต็มหน้าผงะหงายหลัง

ทุกคนในงานพากันขำกลิ้ง อาจารย์แก้วใจเป็นลมอีกรอบ กุลวรางค์เป็นห่วงเพื่อนรักรีบวิ่งเข้าไปดู เห็นมณีจันทร์ค่อยคลานออกมาจากวงล้อมของสาวๆที่ยังตบตีแย่งรางวัลกันอุตลุด

กุลวรางค์กับมณีจันทร์ยืนเท้าเอวมองเอาเรื่อง กุลวรางค์ยุให้เพื่อนเข้าไปแย่งรางวัลคืน มณีจันทร์ฮึดฮัดเหมือนจะทำตามเพื่อนยุ แต่แล้วกลับเปลี่ยนใจดื้อๆ ยิ้มหน้าทะเล้นชูสิบนิ้วหลา

“เสียดายเล็บสวยๆเพิ่งไปทำมาใหม่...ไปกันเถอะกุล...

ฉันหิวจะแย่...ไปหาของอร่อยๆกินกันดีกว่า” มณีจันทร์เชิดใส่กลุ่มสาวๆก่อนเดินลงจากเวทีพร้อมกับกุลวรางค์...

ค่ำวันเดียวกันที่บ้านมโนวรรณ มณีจันทร์เล่าเรื่องตอนรับรางวัลให้แม่ของเธอฟัง แล้วพากันหัวเราะชอบใจ มณีจันทร์ตำหนิสาวไฮโซพวกนั้นว่าไรสาระ พอรู้ไรวัตจะเป็นคนมอบรางวัล ต่างพากันจ้างครูมาสอน ลงทุนสั่งเครื่องดนตรีมาจากเมืองนอก บางคนก็ขุดโคตรเพชรมาใส่

“มิน่า พอโผพลิกเป็นการแสดงเพี้ยนๆของหนูก็เลยรับไม่ได้ถึงกับตบตีกันกลางเวที”

“นี่ไงคะ เมณี่ถึงเรียกว่ากุลสตรีหลอกลวง คุณแม่คิดดูนะคะ บางคนจบโทมาจากเมืองนอก บางคนมีเงินเป็นร้อยล้าน พันล้าน แต่สมองสนใจแต่เรื่องแข่งกันเด่น แข่งกันแย่งผู้ชาย เมณี่เบื่อชีวิตแบบนี้เต็มทน อยากออกไปให้พ้นๆจากสังคมแบบนี้...เมณี่อยากหางานทำค่ะคุณแม่ อยู่เฉยๆเดี๋ยวจะฟุ้งซ่าน”

“ฟุ้งซ่านเรื่องชายในฝันหรือ...ยังฝันอยู่ไหม” คุณหญิงมาลิดากระเซ้า ขณะที่มณีจันทร์สีหน้าเป็นกังวล...

คืนนั้น มณีจันทร์ยังคงฝันเห็นบ้านเรือนไทยหลังเดิมและเสียงเรียกของผู้ชายคนนั้นเหมือนเช่นเคย

ooooooo

เกิดเหตุการณ์ประหลาดเมื่อมณีจันทร์ขับรถตามถนน จู่ๆเครื่องยนต์ก็รวน เธอรีบจอดรถข้างทางหน้าร้านขายของเก่าแห่งหนึ่ง มณีจันทร์ลองสตาร์ตรถ อีกครั้ง แต่เครื่องไม่ติด หยิบมือถือขึ้นมาจะกดเรียกช่างเล็ก ที่เป็นช่างซ่อมรถเจ้าประจำ มือถือแบตฯหมด เธอเลยเดินเข้าไปในร้านขายของเก่า ที่มืดสลัวและเย็นเฉียบ

“คุณคะ...คุณ...แอร์เย็นไปหรือเปล่า...ปิดหน้าต่างประตู ซะมิด ไฟสักดวงก็ไม่มี คงขายของได้หรอก...คุณคะ...คุณ

มีใครอยู่ไหมคะ” มณีจันทร์บ่นไปพลางร้องเรียกคนในร้านไปด้วย แต่ทุกอย่างเงียบ

เธอเดินลึกเข้าไปในร้านยิ่งดูมืดและวังเวงราวกับเป็นร้านผีสิง ของเก่าๆในนั้นทำให้บรรยากาศน่ากลัว ยิ่งเจอชายแก่ผมขาวโพลนเจ้าของร้านที่อยู่ๆก็โผล่มายืนข้างๆยิ่งชวนขนหัวลุก เธอรีบขอใช้โทรศัพท์โทร.ตามช่างแต่พอเธอจะออกจากร้านกลับได้ยินเสียงคุ้นหูของผู้ชายในความฝันร้องเรียก

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า”

หญิงสาวชะงัก เดินตามเสียงไปยังมุมหนึ่งของร้านไม่เจอใคร พบแต่กระจกเงาในกรอบไม้บานใหญ่ตั้งอยู่ มณีจันทร์ เดินเข้าไปใกล้เหมือนต้องมนต์สะกด ยกมือลูบรอยร้าวเล็กน้อยตรงมุมกระจกเงาบานนั้น ชายแก่เล่าว่า

“ของสมัยรัชกาลที่ห้า คนไม่ซื้อเพราะติว่ามีรอยแตก คนเขาไม่เอาเข้าบ้าน” ชายแก่เห็นมณีจันทร์ยังยืนตะลึง สะกิดเรียก หญิงสาวสะดุ้ง ถามจะขายเท่าไหร่ ชายแก่ขายให้ในราคาถูก มณีจันทร์จึงตกลงซื้อทันที...

ไม่นานนัก ช่างเล็กพร้อมลูกน้องมาถึง รถของมณีจันทร์กลับสตาร์ตติดเหมือนไม่มีอะไรเสีย มณีจันทร์งง เมื่อครู่เครื่องยังรวนอยู่เลย ช่างเล็กเป็นห่วงเกรงรถจะเกอีก ตอนเย็นเขาจะให้ช่างไปรับรถคันนี้ที่บ้านไปตรวจสภาพให้อีกที มณีจันทร์เห็นช่างเล็กขับรถกระบะมาจึงวานให้ช่วยขนกระจกโบราณบานนั้นไปส่งบ้านให้ด้วย

ทันทีที่รถของมณีจันทร์กับรถกระบะของช่างเล็กแล่นออกไป ร้านขายของเก่าแห่งนั้นหายวับกลายเป็นร้านว่างเปล่าไม่มีการตกแต่งใดๆ มีเพียงป้ายให้เช่าติดอยู่หน้าร้าน...

มณีจันทร์เอากระจกโบราณวางไว้ในห้องนอนของเธอตรงข้ามกับชุดอ่างล้างมือและเหยือกโบราณซึ่งตั้งอยู่บนตู้เตี้ยๆ ทำให้เกิดเงาสะท้อนของอ่างล้างมือและเหยือกพอดี คุณหญิงมาลิดามองกระจกอย่างชื่นชมแต่เสียดายนิดเดียวที่มีรอยร้าว มณีจันทร์จะหาช่างมาซ่อม คุณหญิงคัดค้าน

“ฝีมือคนโบราณซ่อมยากเก็บไว้แบบนี้เก๋กว่า...เอ... แปลกจัง กระจกบานนี้...อ่างล้างหน้ากับเหยือกที่หนูมีอยู่แล้ว อย่างกับเคยเป็นชุดเดียวกันมาก่อน”

“จริงด้วยสิคะ...อืม เป็นชุดเดียวกันก็ดี คู่ที่พลัดหายไปได้มาเจอกันแล้วไงคะ”

คุณหญิงอดขำกับความคิดของลูกสาวไม่ได้ จังหวะนั้น ดาวเด็กสาวรับใช้เดินเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ทำความสะอาด คุณหญิงเลยชวนมณีจันทร์ลงไปข้างล่าง ปล่อยให้ดาวทำความสะอาดกระจกอยู่ในห้องเพียงลำพัง ขณะที่ดาวกำลังเอาผ้าเช็ดกระจก เกิดควันคล้ายหมอกบางๆคลุมกระจก จากนั้น เงาสะท้อนของกระจกเปลี่ยนไป สะท้อนเหยือกและอ่างใบเดียวกันเพียงแต่เป็นคนละห้อง ไม่ใช่ห้องของมณีจันทร์

ดาวเช็ดกระจกไปสักพัก เอะใจมองเงาสะท้อนในกระจกแล้วหันไปมองที่ผนังห้อง ทำไมดูคล้ายกันแต่ไม่เหมือน พอหันกลับไปมองกระจกอีกครั้ง พลันมีเสียงมโหรี ดังขึ้นพร้อมกับภาพหลวงอัครเทพวรากรเดินมาที่ชุดเหยือกกับอ่างน้ำที่อยู่ในห้องของเขาเหมือนดำรงชีวิตปกติโดยไม่เห็นดาว คุณหลวงเทพเดินมาหยุดหน้ากระจก ดาวเห็นเขาเต็มตาถึงกับเข่าอ่อนคิดว่าเห็นผี กรีดร้องสุดเสียง ก่อนจะทรุดลงไปนั่งกับพื้น

เสียงกรีดร้องของดาวดังไปถึงห้องนั่งเล่นที่นุ่มแม่บ้านกำลังเสิร์ฟน้ำให้คุณหญิงมาลิดากับมณีจันทร์ ทั้งสามคนตกใจ รีบวิ่งขึ้นมาดู เห็นดาวนั่งตัวสั่นหน้าซีด ละล่ำละลักว่าเห็นผีในกระจกเงาโบราณ ขอร้องคุณหญิงอย่าให้เธอทำความสะอาดกระจกอีกเลย นุ่มตำหนิว่าไร้สาระ เธออยู่บ้านนี้ตั้งแต่สาวไม่เห็นมีผีที่ไหน สั่งให้ดาวทำความสะอาดกระจกให้เสร็จ ตนจะช่วยเช็ดอีกแรง

มณีจันทร์มองไปที่กระจกเงาก็เห็นปกติดี ชวนแม่ลงมานั่งคุยเรื่องการสอบบรรจุเป็นข้าราชการของเธอที่ห้องนั่งเล่นต่อ คุณหญิงมาลิดาแปลกใจที่เห็นมณีจันทร์มุ่งมั่นจะเข้ารับข้าราชการให้ได้

“ก็เพราะพ่อกับแม่นั่นแหละ รวมทั้งบรรพบุรุษของเมณี่ด้วย ทุกคนยอมเป็นข้าฯรองพระบาททำงานรับใช้พระเจ้าอยู่หัว...เฮ้อ...ไอ้เรื่องพวกนี้มันคงอยู่ในหัวของเมณี่มากเกินไป”

“จะเอาจริงๆก็ต้องกระทรวงการต่างประเทศ”คุณหญิงมาลิดาเสนอ มณีจันทร์ไม่ต้องการใช้เส้นสายของพ่อ และไม่อยากถูกนินทาลับหลัง เธอจะลองไปสอบกระทรวงอื่นดูเอง

“คราวนี้เอาจริงแฮะ...เป็นอะไรขึ้นมาน่ะเรา หมู่นี้น่ะ”

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ หนูรู้แต่อยากหนีไปจากสภาพแวดล้อมแบบนี้ เหมือนต้องการหาที่ที่เหมาะ คนที่เหมาะ อะไรก็ไม่รู้บอกไม่ถูก มันร้อนรนอยู่ในใจนี่แหละค่ะ”มณีจันทร์สีหน้าเป็นกังวล

ooooooo

ขณะมณีจันทร์กำลังนอนหลับ เกิดควันจางๆขึ้นที่กระจกเงาโบราณพร้อมกับเสียงกรุ๋งกริ๋งของของบางอย่างที่มีเธอคนเดียวได้ยิน ทันใดนั้น กระจกเงาโบราณเปิดเป็นช่องสีดำและมีเสียงร้องเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้น

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า”

มณีจันทร์ละเมอขานรับ ก่อนจะลุกขึ้นเดินมาที่กระจก เห็นเป็นช่องสีดำแปลกตา เธอเอื้อมมือจะแตะ แต่มีเสียงแม่ของเธอมาปลุกเสียก่อน มณีจันทร์สะดุ้งตื่น หันขวับมองกระจก ทุกอย่างเป็นปกติถึงได้รู้ว่าตัวเองแค่ฝันไป คุณหญิงมาลิดาเตือนว่าสายแล้ว ลูกมีนัดกับไรวัตกินมื้อเที่ยงไม่ใช่หรือ...

ไม่นานนัก มณีจันทร์มาพบกับไรวัตที่ร้านอาหารหรูตามนัด ไรวัตเจ้ากี้เจ้าการสั่งอาหารกับเครื่องดื่มให้มณีจันทร์โดยไม่ถามสักคำ ทำให้เธอขุ่นเคืองมาก เท่านั้นยังไม่พอ เขายังถือวิสาสะใช้เส้นสายพ่อของเขาช่วยให้เธอได้งานที่กระทรวงศึกษาธิการ มณีจันทร์โวยลั่น เธออยากได้งานด้วยความสามารถของตัวเอง ถ้าเธอสอบสู้คนอื่นไม่ได้ เธอก็ไม่สมควรได้งาน ถ้าทุกคนใช้เส้นสายกันหมดแล้วชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร

“ชาติบ้านเมืองมาเกี่ยวอะไรเนี่ย”ไรวัตชักหงุดหงิด มณีจันทร์บ่นอุบผู้คนเดี๋ยวนี้มักไม่สนใจประเทศชาติสนใจแต่ตัวเองเท่านั้น ไรวัตเคืองคิดว่ามณีจันทร์ว่าเขาเห็นแก่ตัว
“ไม่ใช่...ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น แต่คุณไม่เข้าใจฉัน คุณบอกว่าฉันเป็นคนพิเศษ แต่คุณไม่รู้จักฉันเลย...เฮ่อ... เพราะอย่างนี้สิ ฉันถึงปันใจให้ชายในฝัน”

ไรวัตงงชายในฝันอะไร มณีจันทร์รีบกลบเกลื่อนไม่อยากพูดเรื่องไร้สาระนี้อีก ขอร้องไรวัตไม่ให้ทำลายคุณค่าของเธอด้วยการช่วยเหลือเธอแบบนี้ ไรวัตโกรธที่มณีจันทร์ปฏิเสธความหวังดี

“หน้าตาผม นามสกุล การศึกษา ตำแหน่งและครอบครัวของผมทำให้ผมไม่จำเป็นต้องง้อใคร มีผู้หญิงมาเข้าแถวให้ผมเลือกเยอะนะเมณี่ อย่าทำให้ผมปวดหัวนักเลย”
“งั้น...ก็ได้เวลาที่คุณจะไปหาผู้หญิงที่เข้าแถวพวกนั้นแล้วล่ะ” มณีจันทร์สะบัดหน้าเดินออกไป...

ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านของกุลวรางค์ ขณะที่กุลวรางค์เดินผ่านตู้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ๆกระจกตู้ปริแตกร่วงลงพื้นทั้งที่ไม่มี ใครไปแตะต้อง เด็กรับใช้กำลังเช็ดฝุ่นอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง ปฏิเสธเป็นพัลวันว่าไม่ได้ทำอะไร ตู้นั่นแตกเอง คุณหนูกุลก็เห็น กุลวรางค์เข้ามาดูใกล้ๆ

“เออน่าไม่ต้องร้องโวยวายไปหรอก ตู้มันคงเก่าน่ะ อยู่เฉยๆมันก็แตกได้...เอ๊ะรูปนี่...” กุลวรางค์ล้วงมือเข้าไปหยิบกรอบรูปอันหนึ่งซึ่งวางคว่ำหน้าอยู่ เมื่อเธอหงายขึ้นดู เห็นรูปหลวงอัครเทพวรากรบรรพบุรุษของกุลวรางค์ยืนอยู่ในชุดราชปะแตนดูหล่อเหลามาก...

ไม่นานนัก มณีจันทร์มาหากุลวรางค์ที่บ้านบ่นว่าไรวัตชอบบังคับเธอทำโน่นทำนี่ให้ฟัง กุลวรางค์ชวนมณีจันทร์ไปนั่งจิบน้ำชาคุยกันที่โต๊ะสนาม ระหว่างเดินผ่านห้องอาหารมณีจันทร์ได้ยินเสียงมโหรีที่มีเสียงไวโอลินสีนำ ถึงกับหยุดกึก สาวเท้าไปยังห้องที่เป็นต้นเสียง กุลวรางค์ไม่ได้ยินอะไรได้เดินตามงงๆ

มณีจันทร์หยุดยืนหน้ารูปของหลวงอัครเทพที่กุลวรางค์เพิ่งพบก่อนที่เพื่อนจะมาถึงไม่นาน เธอหยิบรูปขึ้นมาถามว่าทำไมไม่เคยเห็นรูปนี้มาก่อน กุลวรางค์เพิ่งเอามาตั้งก่อนเธอมาครู่เดียว แล้วเล่าให้ฟังว่า

“ท่านผู้นี้คือหลวงอัครเทพวรากร เป็นเอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำสหรัฐอเมริกา สมัย ร.5 น่ะ รู้สึกท่านจะเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาให้ไทยรอดจากการตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ฝรั่งเศสอะไรทำนองนี้”

มณีจันทร์ให้ความสนใจและชื่นชมหลวงอัครเทพไม่หยุดปากถึงขนาดขอรูปนี้กลับบ้าน กุลวรางค์เห็นเพื่อนอยากได้เลยยกให้ มณีจันทร์เฮลั่นโดดกอดกุลวรางค์ดีใจมาก...

ฝ่ายไรวัตขับรถตามมาบ้านกุลวรางค์ เห็นรถมณีจันทร์ ขับสวนออกมา มีผู้ชายนั่งมาข้างๆไรวัตมองเขม็งหลวงอัคร–เทพยิ้มเยือกเย็นมองตาม ไรวัตเจ็บใจจะวกรถตาม แต่เจอรถบรรทุกขวางทางทำให้กลับรถไม่ได้ ไรวัตอารมณ์ค้างเข้าไปโวยใส่กุลวรางค์ รู้เห็นเป็นใจให้มณีจันทร์พาหนุ่มมาที่นี่ แล้วไม่ต้องปฏิเสธให้ยาก เขาเห็นกับตามีผู้ชายนั่งรถไปกับมณีจันทร์ กุลวรางค์งง ไรวัตคงตาฝาด มณีจันทร์กลับไปคนเดียวแท้ๆ...

มณีจันทร์มาถึงห้องนอนตัวเองได้ยินเสียงนุ่มกำลังคุยโม้ให้ดาวซึ่งยังหน้าตื่นๆฟังว่าไม่ต้องกลัว ถ้าผีกล้าโผล่มาเธอจะทุบหัวให้น่วม มณีจันทร์นึกสนุกย่องเข้ามาแกล้งทำตาโตชี้ไปที่กระจกเงาเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง นุ่มหันมาเห็น ตกใจกรี๊ดสนั่นโดดผลุงเดียวไปแอบอยู่มุมห้อง มณีจันทร์หัวเราะคิกคักชอบใจ

“ฉันล้อเล่น แม่นุ่มน่ะไหนว่าจะทุบให้น่วมไง กระโดดก่อนใครเพื่อนเลยนะ ที่แท้ก็เก่งแต่ปาก”

นุ่มเสียหน้าขณะที่ดาวแอบยิ้มขำ มณีจันทร์หยิบรูปของหลวงอัครเทพจากกระเป๋าถือมาวางข้างๆเหยือกกับอ่างน้ำโบราณ แอบยิ้มเขินให้คนในรูป ดาวเดินมาเห็น ตาเหลือกมือสั่นชี้ไปที่รูป

“นั่นๆๆๆ...คนที่หนูเห็น...ในกระจกเมื่อวันก่อน...หน้าแบบนี้เลยหนูจำได้...ไม่เอาแล้ว...ไม่ทำแล้ว” ดาววิ่งร้องไห้ออกไป นุ่มยืนหน้าซีด เสียวสันหลังวูบ มณีจันทร์มองรูปกับกระจกสลับไปมาแปลกใจ

ooooooo

ตั้งแต่ได้รูปของหลวงอัครเทพมา มณีจันทร์พาติดตัวไปทุกที่ ไม่ว่าจะกินข้าว อ่านหนังสือ แม้กระทั่งเวลานอน เธอจะเอารูปของเขาวางไว้บนหมอนอีกใบหนึ่งข้างๆ พอจะหลับก็เอารูปมากอดไว้...

มณีจันทร์หยิบหนังสือหลายเล่มมากองไว้ พยายามเปิดหาชื่อหลวงอัครเทพเอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำสหรัฐอเมริกา แต่ไม่พบข้อมูลใดๆ หันไปพูดกับรูปของเขา
“เฮ่อ...ท่านเจ้าคุณขา ฉันหาเรื่องของท่านทุกเล่มแล้ว

ไม่เห็นมีปรากฏเลย หรือว่าเราต้องไปค้นที่ห้องสมุด”

มณีจันทร์หอบหนังสือมาเปิดอ่านตรงตีนบันไดขึ้นห้อง เผลอนอนหลับขวางทาง  หลวงอัครเทพจะขึ้นข้างบน เห็นมณีจันทร์นอนขวางทางอยู่ ขอโทษแล้วเดินหลบเธอขึ้นไป

“ไม่เป็นไรค่ะ...เมณี่ง้วงง่วง  ของีบเดี๋ยวเดียวนะคะ” มณีจันทร์โต้ตอบเหมือนคนคุ้นเคยอยู่ร่วมบ้าน

พอร่างของหลวงอัครเทพพ้นไปแล้ว มณีจันทร์ลุกพรวด รู้สึกเหมือนเมื่อครู่เพิ่งเห็นหลวงอัครเทพตัวเป็นๆเดินผ่าน รีบวิ่งขึ้นไปดู เดินหาทั่วบ้านแต่ไม่พบ เธอวิ่งมาที่กระจกเงาโบราณในห้องเห็นหมอกควันบางๆปกคลุมกระจก จากนั้นเงาสะท้อนในกระจกกลายเป็นห้องว่างเปล่าของหลวงอัครเทพ

มณีจันทร์ทรุดฮวบมองเงาสะท้อนอย่างตั้งใจ เห็นหลวงอัครเทพเดินไปเดินมาช้าๆสีหน้าครุ่นคิด หญิงสาวตะลึง ขยี้ตาตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา พลันภาพของหลวงอัครเทพหายไป กลายเป็นเงาสะท้อนของเธอในกระจกตามปกติ มณีจันทร์เอามือแตะกระจกก็ไม่มีอะไร เริ่มคิดหนัก หรือเป็นตัวเธอที่ไม่ปกติ...

ได้เวลาที่คุณหญิงมาลิดาต้องกลับต่างประเทศ สิ้นเดือนนี้ที่สถานทูตไทยที่โน่นมีงานเลี้ยง เธอต้องไปดูแลความเรียบร้อย มณีจันทร์มาส่งแม่ที่สนามบินท่าทางไม่อยากให้ไป คุณหญิงมาลิดาอดสงสัยไม่ได้ ทุกทีลูกไม่เคยงอแงที่ต้องจากพ่อแม่

มณีจันทร์สังหรณ์ใจชอบกลเหมือนเราสองคนจะไม่ได้เจอกันอีก

“ทำไมเราจะไม่ได้เจอกันล่ะ ไม่มีเหตุผลเลย เอ...หรือว่าเพราะไรวัต...เป็นแฟนกัน ต้องมีการทะเลาะกันเพื่อปรับความเข้าใจ แม่ว่าดีออก” คุณหญิงมาลิดามองโลกในแง่ดีเสมอ

“เมณี่ไม่เคยเรียกไรวัตว่าแฟนนะคะ...บอกไม่ถูก เมณี่เหมือนรอใครบางคนมาตลอด แต่ไม่เคยเห็นภาพเขาเป็นไรวัตเลย” มณีจันทร์สีหน้าจริงจัง คุณหญิงมาลิดายิ้ม ปลอบว่าเด็กสาวมักจะรอพระเอกในนิยายเสมอแล้วดึงลูกมากอด มณีจันทร์มองตามแม่เดินเข้าไปด้านในสนามบินอย่างเหงาๆ...

มณีจันทร์หลับไปแล้ว มีเสียงเรียกของหลวงอัครเทพดังฝ่าความเงียบสงัดยามค่ำคืน หญิงสาวขานรับทั้งที่ยังหลับตา เสียงหลวงอัครเทพร้องเรียกให้เธอมาหา จังหวะนั้น เกิดควันขึ้นปกคลุมกระจกเงาโบราณ พร้อมกับเสียงกรุ๋งกริ๋งของอะไรบางอย่าง มณีจันทร์ลืมตาโพลง ลุกขึ้นนั่ง

“ได้ค่ะ...เมณี่จะได้รู้สักทีว่าเมณี่เป็นบ้าไปหรือเปล่า”

มณีจันทร์เดินมานั่งหน้ากระจกเงา กลั้นใจยื่นมือเข้าไปในนั้น มือของเธอหายไปในกระจก มณีจันทร์ตาเบิกกว้าง ชักมือกลับถอยกรูด หยิกมือตัวเองราวกับจะปลุกให้ตื่นจากฝัน แต่เธอกลับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ตัวสั่นสีหน้าหวาดกลัวเพราะตระหนักแล้วว่าไม่ได้ฝัน พุ่งไปหยิบผ้าคลุมเตียงมาปิดกระจกเงาไว้ทั้งบาน

ooooooo

มณีจันทร์นึกถึง ดร.ตรอง เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง เขาอาจจะมีคำตอบของเรื่องนี้ เธอจึงแวะไปหาเขาที่ห้องเรียน ตรองกำลังสอนนักศึกษาเรื่องมิติของเวลาพอดี เขาเปิดอุปกรณ์ที่ทำขึ้นเองเพื่อเป็นสื่อการสอน แต่อุปกรณ์เริ่มทำงานผิดปกติ ทำให้มีควันสีขาวพวยพุ่งออกมา นักศึกษาชี้ชวนให้กันดูตื่นเต้น ตรองรีบวิ่งไปถอดปลั๊กอุปกรณ์ออก แต่ควันพุ่งไม่หยุด แถมเกิดประกายไฟออกจากตัวเครื่อง นักศึกษาชอบใจตบมือกันเกรียว

“โหย...สุดยอด...อุปกรณ์ของอาจารย์เจ๋งสุดๆ”

ไฟเย็นเริ่มฟู่ไปติดกองสารเคมีใกล้ๆ ตรองเห็นท่าไม่ดี ตะโกนสุดเสียงให้ทุกคนหนี แล้วคว้ามือมณีจันทร์วิ่งออกจากห้อง นักศึกษาเห็นอาจารย์เผ่นแน่บ หยุดหัวเราะหน้าตาตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน เสียงวี้ดว้ายลั่นตามมาด้วยเสียงอุปกรณ์แตกเปรี้ยงๆๆ เละไปทั้งห้อง

ครู่ต่อมา ตรองถูกคณบดีเรียกไปพบที่ห้องทำงาน เสียงคณบดีเอ็ดตะโรลั่น มณีจันทร์รออยู่หน้าห้องถึงกับสะดุ้ง ตรองถูกด่าสักพัก เดินหน้าแห้งออกมา มณีจันทร์เข้ามาแตะไหล่เพื่อน

“ตรองก็ยังเป็นตรองไม่ว่ากี่ปี แล้วนี่จะโดนอะไรบ้างล่ะ”

“พักการสอนสองอาทิตย์ เฮ่อ...ฉันน่ะโดนจนชินแล้วล่ะช่างมันเถอะ ว่าแต่เมณ่ีเถอะนึกยังไงถึงมาหาฉัน”

มณีจันทร์ชวนตรองไปบ้านเธอกินข้าวไปด้วยคุยกันไปด้วย ตรองมองสงสัย เพื่อนรักมีเรื่องอะไร...

ไม่นานนัก ตรองกับมณีจันทร์มาถึงบ้านมโนวรรณ มณีจันทร์มีคำถามจะถามตรองมากมาย แต่พอเจอหน้าเขากลับไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร นิ่งคิดครู่หนึ่ง ถามตรองตรงๆเชื่อว่าผีมีจริงไหม

“ไม่มี...วิทยาศาสตร์เราเรียกว่าคลื่นหรือพลังงานจ้ะ คือเราจะไม่เชื่อว่ามีได้ประเภทคนตายไปแล้วลุกขึ้นมาหลอก แต่เราเชื่อว่ามีพลังงานหรือคลื่นจากอดีต...อันนั้นมีอยู่”

มณีจันทร์ฟังตรองอธิบายอย่างตั้งใจ อีกมุมหนึ่งหน้าบ้านไรวัตลงจากรถมองเข้าไปข้างใน เห็นมณีจันทร์นั่งคุยอยู่กับผู้ชายท่าทางสนิทสนม หงุดหงิดขึ้นมาทันที จ้ำพรวดๆตรงไปหา

ตรองอธิบายอีกว่า “ภาพที่ตาเห็นเกิดจากแสงที่มารวมกันเป็นภาพ...ทุกคืนที่เรามองดาวน่ะ รู้ตัวไหมเรากำลังมองอดีตนะ...ดาวพวกนั้น เนื่องจากมันไกลมากเหมือนที่เขาเรียกหลายล้านปีแสง ดาวบางดวงน่ะดับไปนานแล้ว ทีนี้แสงหรือภาพๆนั้นมันเดินทางมาไกลมาก ต้องใช้เวลานาน บางทีนานกว่าชั่วอายุคนคนหนึ่งเสียอีก เราจึงไม่ทันเห็นภาพปัจจุบันตอนมันดับแสง แต่ดันไปเห็นภาพอดีตที่มันยังรุ่งโรจน์”

“เพราะฉะนั้น อดีตจึงไม่จำเป็นต้องเป็นอดีตเหมือนที่ตรองสอนในห้องเรียน”

“ถูกต้อง...ให้เอ...พูดง่ายๆคือ ภาพอดีตคือพลังงานแสงชนิดหนึ่ง มันเดินทางเรื่อยไป หาอุปกรณ์ดีๆไปรับให้ทัน เราก็จะเห็นอดีต นี่คือหลักการของไทม์แมชชีน”

“อุปกรณ์ดีๆ...หรือว่าคือกระจก...เป็นกระจกได้ไหมตรอง”

ตรองยังไม่ทันจะพูดอะไร ไรวัตโผล่พรวดเข้ามาชี้หน้าตรองตะคอกถามมณีจันทร์ด้วยความหึงหวง ผู้ชายคนนี้เป็นใคร มณีจันทร์ไม่พอใจตวาดกลับว่าเป็นเพื่อน ไรวัตยิงคำถามเป็นชุด ทำไมเขาถึงไม่รู้จัก สนิทกันแค่ไหน คบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ มณีจันทร์โกรธแกล้งพูดแหย่ เธอกับตรองสนิทกันมาก คบกันมาก่อนไรวัตแถมเขายังเคยขึ้นไปนอนบนห้องของเธอด้วย แล้วหันไปขอคำยืนยันจากเพื่อนรัก ตรองพาซื่อตอบฉะฉาน

“อ๋อครับ ตอนนั้นมาเล่นน้ำกัน เสื้อผ้าไม่ได้เอามา ถอดเล่นมันโทงๆทั้งเมณี่ทั้งผม พอจะกลับก็เหนื่อย สุดท้ายเลยนอนมันซะเลย”

ไรวัตฟิวส์ขาดซัดตรองเปรี้ยงเข้าเต็มหน้าเซถลาล้มลงไปกองบนโซฟา แล้วตามเข้าไปกระชากคอเสื้อขึ้นมาจะซ้ำ มณีจันทร์ทุบตีไรวัตอุตลุด สั่งให้ปล่อยเพื่อนของเธอเดี๋ยวนี้ ตอนนั้นเธอกับตรองเป็นแค่เด็ก ตรองย้ำเราสองคนอายุแค่เจ็ดขวบครึ่งเอง พูดได้แค่นั้นก็หมดสติด้วยฤทธิ์หมัดของไรวัต

มณีจันทร์รีบพาตรองไปส่งโรงพยาบาล หมอตรวจอาการแล้วแค่ฟกช้ำไม่ได้เป็นอะไรมาก มณีจันทร์โกรธต่อว่าไรวัตต่างๆนานา แทนที่จะสำนึกผิด ไรวัตกลับพาลหาเรื่อง

มณีจันทร์หมดความอดทน เดินหนี

ooooooo

หลังจากพาตรองไปส่งบ้าน มณีจันทร์กลับถึงบ้านมโนวรรณ แต่ไม่กล้าเข้าห้องตัวเอง  ยังขยาดกระจกไม่หายได้แต่ยืนพิงอยู่หน้าประตู ดาวเดินผ่านมาร้องทัก เจ้านายสาวเจอดีเหมือนเธอแล้วใช่ไหมถึงได้เอาผ้าไปปิดกระจกเงาไว้แบบนั้น มณีจันทร์เกรงจะเสียฟอร์ม วางท่าเก่ง

“ใครว่า...ฉันแค่รำคาญแสงที่มันสะท้อนมาแยงตาเท่านั้น...มีอะไรทำก็ไปทำไป๊...ฉันจะเข้านอนแล้ว”

เจ้านายสาวแกล้งเดินเข้าห้องทำท่าจะปิดประตู พอเห็นดาวไปพ้นสายตาแล้ว มองกระจกเงาหวาดๆคว้าหมอนพุ่งออกจากห้องไปนอนห้องแม่แทน เดินยังไม่ทันถึงเตียงเสียง

มือถือดังขึ้นก่อน คุณหญิงมาลิดาโทร.ทางไกลจากต่างประเทศมาเล่าให้ฟังว่าไรวัตโทร.ไปถามเธอว่าตรองเป็นเพื่อนของ

มณีจันทร์จริงหรือเปล่า มณีจันทร์โมโหมาก ไรวัตก่อเรื่อง

ขนาดนี้แล้วยังมีหน้าโทร.ไปถามแม่อีก

“เขายิ่งรักก็ยิ่งกลัว น่าเห็นใจนะ หนูล่ะ คิดยังไงกับเขากันแน่”

มณีจันทร์คิดถึงแต่หลวงอัครเทพและเรื่องประหลาดของตนเองที่เกี่ยวกับชายในฝันที่รอคอยมานาน  ถามแม่บุพเพสันนิวาสแปลว่าอะไร  คำตอบที่ได้จากท่านก็คือเคยเป็นคู่สู่สมมาแต่ชาติปางก่อน

“ดวงจิตทั้งสองจึงผูกพันแม้อยู่ไกลสุดหล้า จะตามหาจนพบ เมื่อไม่พบย่อมคะนึงหา ต่อให้คนอื่นหมื่นแสน...ไม่แม้นเหมือน” มณีจันทร์ร่ายยาว คิดถึงหลวงอัครเทพขึ้นมาอีกแล้ว...

มณีจันทร์เผลอหลับไปโดยไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เธอฝันเห็นตัวเองเดินอยู่ในความมืดคนเดียว ได้ยินเสียงหลวงอัครเทพคร่ำครวญ ทำไมถึงมืดไปหมดแบบนี้ ทำไมเขาถึงหา

แม่มณีไม่เจอ มณีจันทร์กระสับกระส่าย น้ำตาไหลพราก รู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนที่ตนเองรัก เสียงหลวงอัครเทพยังคร่ำครวญอีกว่า

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า เราจะไม่ได้พบกันอีกแล้วรึ...เราจะไม่ได้พบกันจริงรึแม่มณี...แม่มณีจ๋า”

มณีจันทร์ผวาตื่น ร้องไห้ “เมณี่ขอโทษ...เมณี่จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ไม่ทำอีกแล้ว” มณีจันทร์วิ่งกลับไปห้องตัวเอง ดึงผ้าคลุมกระจกเงาออก ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ พลันที่กระจกเงามีหลุมดำเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงกรุ๋งกริ๋ง เธอจ้องหลุมดำด้วยสีหน้ามุ่งมั่น อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ตั้งสติแล้วก้มหน้าหลับตา ควันจากกระจกไหลมาคลุมร่างของเธอ ก่อนจะหายวับข้ามภพไปโผล่อยู่ในห้องหลวงอัครเทพ มณีจันทร์เดินสำรวจรอบๆห้อง

“นี่ไม่ใช่ห้องเรา กระจกเหมือนกันแต่ไม่แตกไม่มีรอย ชุดอ่างน้ำกับเหยือกก็เหมือนกันแต่ใหม่กว่า”

มณีจันทร์เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเห็นเสื้อผ้าข้าวของเป็นของผู้ชายแต่ดูเหมือนเป็นชุดย้อนยุค เธอเดินเลยไปที่หน้าต่างห้อง เห็นวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยโบราณ พระปรางค์วัดอรุณฯตั้งตระหง่านไม่มีตึก มีแต่เรือพาย บ้านหลังนี้เป็นเรือนไทยที่เธอฝันถึงบ่อยๆ มณีจันทร์เดินไปเปิดประตูห้อง ห่างออกไปมีวงมโหรีกำลังบรรเลงอยู่

หลวงอัครเทพสีไวโอลินขณะที่เพื่อนร่วมวงเล่นเครื่องดนตรีไทย เขาหันมาเห็นมณีจันทร์ มือที่สีไวโอลินชะงัก ทั้งสองสบตากันนิ่งงัน ต่างพบตัวตนจริงๆของภาพฝันที่เฝ้ารอมานานแสนนาน พลันมีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้น มณีจันทร์ถูกเรียกกลับมาที่กระจกเงาราวกับต้องมนตร์สะกด คุณหลวงอัครเทพวางไวโอลินเดินตาม

หญิงสาวผู้มาเยือนคุกเข่าหน้ากระจกเงา เหลือบเห็นนาฬิกาตกอยู่ที่พื้น รีบคว้าไว้แล้วก้มหน้าลงหมอกควันจากกระจกเคลื่อนมาคลุมตัวเธอไว้ ก่อนร่างจะหายวับไป หลวงอัครเทพเข้ามาในห้อง แปลกใจไม่พบใคร เจอต่างหูข้างหนึ่งของมณีจันทร์หล่นอยู่ หยิบขึ้นมามอง งุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น...

พอหมอกควันจาง มณีจันทร์พบว่ากลับมาที่ห้องตัวเอง เธอแบมือออกเห็นนาฬิกาพกของหลวงอัครเทพ มณีจันทร์ถอนใจโล่งอก นาฬิกาเรือนนี้เท่ากับเป็นสิ่งยืนยันว่าเธอไม่ได้ฝัน เธอข้ามภพมาแล้วจริงๆ หญิงสาวกดฝานาฬิกาพกเปิดออก เห็นรูปหลวงอัครเทพอยู่ด้านในและมีเสียงกรุ๋งกริ๋งที่คุ้นเคยดังขึ้น

“เสียงนี้เองที่เราได้ยินบ่อยๆ” หญิงสาวเดินไปที่รูปหลวงอัครเทพที่วางอยู่ในห้อง “ท่านเจ้าคุณ นั่นคือคุณ...คือคุณจริงๆใช่ไหมคะ” มณีจันทร์จำดวงหน้าฉาบรอยยิ้มอบอุ่นนั้นได้แม่นยำ

ooooooo

มณีจันทร์คิดจะนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปปรึกษาตรอง ทางไปมหาวิทยาลัยผ่านร้านขายของเก่าที่เธอซื้อกระจก เงาโบราณ  แวะไปดู  กลับเจอร้านว่างเปล่าติดป้ายให้เช่า มณีจันทร์เดินไปถามร้านขายของข้างๆต้องตกใจเมื่อเจ้าของร้านขายของยืนยันที่นี่ไม่มีร้านขายของเก่า ร้านที่เธอว่าไม่มีคนเช่ามาหลายเดือนแล้ว

ครู่ต่อมา มณีจันทร์มาถึงโกดังหลังมหาวิทยาลัย ตรองกำลังทดลองเครื่องย้อนเวลาพอดี หน้าตาเครื่องที่ตรองสร้างขึ้นลักษณะเหมือนเครื่องอบไอน้ำในร้านทำผม มณีจันทร์ไม่ค่อยเชื่อเครื่องจะทำงานได้จริง ตรองมั่นใจเครื่องของเขาใช้การได้จริงๆ จะพิสูจน์ให้เธอดู เขาตั้งเวลาที่จะย้อนกลับไป ขึ้นนั่งบนเก้าอี้สวมที่ครอบหัวแล้วเปิดเครื่อง เห็นไฟวิ่งไปมาเหมือนใช้ได้จริงๆ สักพัก มีควันพวยพุ่งออกมาจากที่ครอบหัว ตรองยิ้มภูมิใจ

“ฉันกำลังเดินทาง ฉันคือผู้ปฏิวัติโลก โลกยุคใหม่ต้องจารึกชื่อฉัน ดร.ตรอง”

ควันคลุมร่างตรองมิด พอควันจาง มณีจันทร์ตีหน้าเข้ม ร้องลั่นว่าตรองหายไปแล้วซ้ำๆ ตรองยิ้มดีใจลุกพรวด กลับเห็นตัวเองยังอยู่ที่เดิม มณีจันทร์เดินเข้ามาใกล้เพื่อนจอมเพี้ยนทำหน้าแปลกใจ

“เอ๊ะ...แล้วนี่มันตัวอะไร จู่ๆมาอยู่ตรงนี้แทนที่ตรองได้อย่างไร...ตัวประหลาดหน้าตาน่าเกลียด นี่แน่ะนี่ๆๆเอาตรองไปไหน บอกมานะ” มณีจันทร์คว้าไม้มาตีตรองอุตลุดโดยไม่ฟังเสียงห้ามปราม กว่าตรองจะรู้ตัวถูกเพื่อนซี้หลอก โดนตีเสียน่วม

“ใช้ไม่ได้ผลหรือนี่ โธ่...ไม่ได้กินไม่ได้นอนมาตั้งสามสี่วัน หมดกัน” ตรองบ่นอุบ

ทันใดนั้น เครื่องย้อนเวลามีควันสีเหลืองพุ่งออกมา ตรองดีใจคิดว่าเครื่องใช้การได้รีบสวมที่ครอบหัวอีกครั้ง มณีจันทร์อึ้ง คว้ามือถือขึ้นมาเตรียมถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานความสำเร็จของเพื่อน กลุ่มควันพวยพุ่งแล้วระเบิดเปรี้ยง พอควันบางตา เผยให้เห็นตรองตัวดำ หน้าดำปี๋ หัวฟูเสื้อผ้าขาดวิ่นชักแหง็กๆ พ่นควันสีเหลืองออกจากปาก มณีจันทร์ตกใจ ปราดเข้าไปดูอาการของเพื่อนก่อนจะพยุงไปส่งโรงพยาบาล

อาการของตรองไม่หนักหนาอะไรมีเพียงแผลถลอกเล็กน้อย มณีจันทร์เห็นเพื่อนเจ็บตัว เปลี่ยนใจไม่เล่าเรื่องกระจกเงาโบราณที่พาเธอข้ามเวลาไปอีกภพหนึ่งให้ฟัง...

มณีจันทร์กลับถึงบ้านรีบมานั่งหน้ากระจกเงา บ่นพึมพำ ทำไมเสียงเรียกหาของหลวงอัครเทพหายไป อีกทั้งกระจกก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร หรือเธอกับคุณหลวงจะได้เจอกันแค่นี้ จังหวะนั้น นุ่มเคาะประตูห้องขออนุญาตเข้าไปเก็บสำรับอาหารเมื่อเช้า มณีจันทร์เดินมาเปิดประตูให้แล้วเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา ขณะนุ่มเก็บสำรับอาหาร กระจกเงาเกิดเป็นหลุมดำแล้วสะท้อนเงาในห้องของหลวงอัครเทพ

ม้วน ทาสของหลวงอัครเทพซึ่งเป็นต้นตระกูลของนุ่ม ทั้งคู่หน้าตาคล้ายกันแต่ม้วนอายุอ่อนกว่านุ่มมาก ม้วนกำลังเช็ดถูทำความสะอาดห้องคุณหลวง หันมองกระจกเงา แต่ไม่ได้สนใจนักเพราะต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงาน กิริยาของทั้งสองคนคล้ายเป็นเงาสะท้อนในกระจกของกันและกัน

นุ่มกับม้วนต่างหันมองกระจกอีกครั้ง ยกมือจัดผมจัดเผ้าพร้อมกันไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งคู่ไม่ทันสังเกตเสื้อผ้าที่ต่างยุคสมัยกัน จังหวะนั้น มณีจันทร์ร้องเรียกนุ่มหยิบผ้าขนหนูให้ที นุ่มหันจะไปเปิดตู้แต่ม้วนไม่เดินไปไหน นุ่มเอะใจหันขวับมองกระจก ทั้งสองต่างกรีดร้องลั่น มณีจันทร์ตกใจวิ่งออกมาดู นุ่มเป็นลมหมดสติไปแล้ว

ooooooo

ขณะเดียวกัน ที่เรือนไทยของหลวงอัครเทพ เสียงร้องของม้วนทำให้คุณหญิงแสร์ซึ่งกำลังนั่งกินข้าวกับหลวงอัครเทพลูกชายถึงกับสะดุ้งโหยง เธอสั่งให้ขาบคนสนิทของหลวงอัครเทพช่วยไปดูทีว่าม้วนร้องทำไม พอหลวงอัครเทพรู้ว่าม้วนกำลังทำความสะอาดห้องนอนของเขา นึกสงสัยม้วนอาจจะเจอผีสาวเหมือนที่เขาเจอก็ได้ ลุกพรวดเดินแซงหน้าขาบไปที่ห้อง คุณหญิงแสร์แปลกใจท่าทีลูกชายรีบเดินตาม

ภายในห้องหลวงอัครเทพ ม้วนนั่งร้องไห้ตัวสั่นสีหน้าหวาดกลัว หลวงอัครเทพเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ม้วนเอาแต่ร้องไห้ไม่ตอบ ขาบเข้าไปเขย่าให้ม้วนรู้สึกตัว ม้วนชี้ไปที่กระจกเงาบานใหญ่ ละล่ำละลักว่ามีผีอยู่ในนั้น หลวงอัครเทพร้อนใจ ซักถามใช่ผู้หญิงผมยาว ผิวขาวๆหรือไม่

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ผู้หญิงแก่ๆตัวดำๆเจ้าค่ะ” ม้วนเสียงสั่น

หลวงอัครเทพแปลกใจ ทำไมไม่เหมือนผู้หญิงที่ตนเคยเห็น...

ม้วนกลับถึงเรือนทาสถึงกับจับไข้นอนซม ครางฮือๆกลัวผีอยู่ตลอดเวลา พลอยทำให้ทาสคนอื่นๆกลัวไปด้วย คุณหญิงแสร์หาว่าม้วนคิดจะอู้งานยกผีขึ้นมาอ้าง อิ่มต้นห้องของคุณหญิงแสร์แก้ต่างให้ม้วนว่าป่วยจริงๆ แล้วดึงผมที่หัวม้วนให้คุณหญิงดู ผมหลุดติดมือเป็นกระจุก ทาสทั้งหลายพากันหน้าตาตื่น

“เมื่อสักครู่ คุณหลวงถามถึงผู้หญิงขาวๆ คุณหลวงก็เคยเห็นรึขอรับ” ขาบอดถามไม่ได้

“จริงด้วย ลูกเคยเห็นรึ”

“เอ่อ...ลูกมิได้พูดเช่นนั้น” หลวงอัครเทพมีพิรุธไม่กล้าสบตามารดา คุณหญิงแสร์มั่นใจ ม้วนคิดจะเล่นกลกับตน สั่งอิ่มไปหยิบหวายมาให้ ตนจะแก้ไข้หัวโกร๋นด้วยหวายชุบน้ำมนต์ พอได้หวาย คุณหญิงแสร์พ่นน้ำหมากใส่แทนน้ำมนต์ไล่ผี ทาสสะดุ้งกันทั้งเรือน คุณหญิงแสร์ฟาดหวายใส่พื้นขู่ม้วน

“นี่หวายทั้งเส้น นังทาสชั่ว...จะหายได้รึยังหา...”

ม้วนลุกพรวดนั่งพนมมือไหว้ปลกๆ “อย่าตีม้วนเลย...ม้วนเห็นผีในกระจกนั่นจริงเจ้าค่ะ เรือนเขาไม่เหมือนเรือนเรา ข้าวของเหมือน...อืม...เหมือนเรือนคุณจ้อน”

“เหมือนเรือนมิสเตอร์จอห์น เหมือนพวกอีหรอบงั้นรึ” หลวงอัครเทพเคยเห็นในความฝันมาก่อน จึงรู้ว่าม้วนพูดถูก ครั้งนั้น เขาฝันว่าเดินเข้ามาในบ้านมณีจันทร์มองเครื่องเรือนรอบๆแปลกใจว่ามาที่ไหนกันแน่ แล้วเดินขึ้นบันไดโดยผ่านร่างของมณีจันทร์ที่นอนหลับอยู่ เขายังกล่าวขอโทษเธอด้วย

หลวงอัครเทพตกใจตื่น ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปเดินมาครุ่นคิดถึงความฝันประหลาดเมื่อครู่ โดยไม่ทันสังเกตว่าที่กระจกมีเงาสะท้อนของมณีจันทร์นั่งมองเขาผ่านทางกระจกเงาบานใหญ่อยู่อีกภพหนึ่ง...

คุณหญิงแสร์ยังซักถามม้วนไม่เลิกไม่แล้วว่าคนที่ม้วนเห็นหน้าตาเป็นอย่างไร ม้วนว่าหน้าตาเหมือนตนเองแต่แก่กว่า คุณหญิงแสร์โมโห  ถ้าม้วนส่องกระจกเงาก็ต้องเห็นคนหน้าเหมือนตัวเองอยู่แล้ว เช่นนี้ยังจะว่าไม่โกหกหลอกลวงได้อย่างไร แล้วสั่งขาบกับอิ่มช่วยกันจับตัวม้วนไว้ ตนจะเฆี่ยนให้หลังลาย

“ว้าย...ไม่เจ้าค่ะ อิฉันไม่ได้โกหก ไม่ได้โกหกจริงๆ

เจ้าค่ะ” ม้วนร้องลั่น...

ที่เรือนคนใช้บ้านมโนวรรณ นุ่มรู้สึกตัวด้วยสีหน้าตื่นๆ มณีจันทร์ซักถามเป็นการใหญ่ เห็นอะไรในกระจกบ้าง นุ่มเห็นยายตัวเอง มณีจันทร์กับดาวตกใจ ร้องขึ้นพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมายว่า “หา...ยายหรือ”

นุ่มพยักหน้า หยิบรูปในลิ้นชักตู้มาให้มณีจันทร์ดู อธิบายว่าคนแก่คือยายม้วน ยายของเธออายุเก้าสิบปี ส่วนแม่ของเธออายุสัก 20 ปีกำลังกอดเธอซึ่งอายุ 4 ขวบอยู่หน้าเรือนไทยโบราณหลังหนึ่ง

“ใครๆก็บอกนุ่มหน้าเหมือนยาย เมื่อปีกลาย นุ่มเอาสร้อยทองท่านไปขาย นุ่มคงไม่ได้ทำบุญไปให้ ยายก็เลยมาทวง” นุ่มว่าพลางร้องไห้สำนึกผิด...

ดึกแล้ว หลวงอัครเทพนอนไม่หลับ นั่งมองต่างหูแวววาวแปลกตาของมณีจันทร์ด้วยสีหน้าครุ่นคิดตั้งแต่เกิดมาจนอายุปูนนี้ เขาไม่เคยเห็นอะไรเยี่ยงนี้มาก่อน...

มณีจันทร์ก็นอนไม่หลับเช่นกัน มือยังคงจับนาฬิกาพกของหลวงอัครเทพที่เอามาห้อยคอไว้

“นั่งรอทั้งวันทั้งคืน ดันไปโผล่ให้คนอื่นเห็น...โป้ง...” มณีจันทร์ว่าพลางยกนิ้วโป้งไปที่กระจก ลุกจากเตียงเดินไปที่หน้าต่าง มองดวงจันทร์สวยกระจ่างบนฟ้า

“ไม่ว่าที่ไหนๆก็มีดวงเดือน เรากำลังมองเดือนดวงเดียวกันไหมคะ ท่านเจ้าคุณ”

ในเวลาเดียวกัน หลวงอัครเทพยืนมองเดือนดวงสวย คิดถึงมณีจันทร์อยู่ใต้เดือนดวงเดียวกัน

ooooooo

ตอนที่ 2

มณีจันทร์ลูบไล้นาฬิกาพกของหลวงอัครเทพที่เอามาห้อยคอติดตัวไว้ตลอดเวลา สีหน้าครุ่นคิด ไม่แน่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แม้จะมีนาฬิกาเรือนนี้เป็นเครื่องยืนยันสิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันหรือจินตนาการเอาเอง อยากจะเล่าให้กุลวรางค์ฟังแต่ไม่รู้ จะเริ่มต้นอย่างไรดี มณีจันทร์บ่นพึมพำกับนาฬิกาพกว่า

“ถ้าเมณี่ไม่ได้บ้า แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมณี่ มันเกิดขึ้นจริงหรือคะ แล้วทำไมถึงเกิดขึ้นกับเมณี่คนเดียว...เฮ่อ...เล่าให้ใครฟังก็คงคิดเหมือนเมณี่ตอนนี้...คือ เมณี่เป็นบ้าไปแล้ว”

พลันมีเสียงกรุ๋งกริ๋งจากนาฬิกาพกดังขึ้น มณีจันทร์รู้ทันทีเป็นสัญญาณเรียกจากกระจกเงา รีบกลับมายังห้องตัวเอง หลุมดำที่กระจกเงาเปิดรออยู่แล้ว มณีจันทร์สลัดความกลัวทิ้ง คุกเข่าหน้ากระจกเงาก้มหน้าหลับตาหมอกควันลงมาคลุมร่างเธอไว้เหมือนทุกครั้ง มณีจันทร์ลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง พบว่าตัวเองข้ามภพมานั่งหน้ากระจกเงาภายในห้องหลวงอัครเทพ ขณะเธอมองสำรวจไปรอบๆต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงไอแค่กๆ ดังขึ้น

หลวงอัครเทพป่วยหนัก นอนหันหลังให้กระจกเงาร้องขอดื่มน้ำชา มณีจันทร์ตกใจคาดไม่ถึงจะเจอใคร รีบวิ่งไปหลบมุมตั้งหลัก พอเห็นเป็นเขาคนนั้นก็ยิ้มออก เดินไปรินน้ำชามาให้ หลวงอัครเทพงัวเงียรับมาดื่ม เมื่อเห็นหน้าคนที่ยื่นน้ำมาให้ชัดๆ ร้องถามว่าเป็นใครมาจากไหน ไม่ใช่คนเรือนนี้นี่

“มาจากไหน...เอ่อ...อย่าถามดีกว่าค่ะ...มีหมอหรือเปล่า หมอว่ายังไงคะ”

“ไข้เปลี่ยนฤดูน่ะ...ไม่เป็นไร...หล่อนเป็นใคร”

มณีจันทร์เห็นเขาไม่สบายบอกให้นอนพัก เหลือบเห็นต่างหูตัวเองวางอยู่ข้างหมอนของเขาถึงกับอมยิ้ม...

ขณะคุณหญิงแสร์พาคุณหลวงหมอมาถึงหน้าห้องหลวงอัครเทพ มีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้น มณีจันทร์ถูกเรียกกลับไปยังกระจกเงาและหายไปกับหมอกควัน เป็นจังหวะเดียวกับคุณหญิงแสร์ ขาบและคุณหลวงหมอเปิดประตูห้องเข้ามา หลวงอัครเทพมัวแต่ตะลึงที่หญิงสาวหายตัวไปไม่ได้สนใจแม่กับคุณหลวงหมอ คุณหญิงแสร์แปลกใจท่าทางของลูกชาย ร้องทักว่า

“พ่อเทพ...มองหาอะไรลูก...นี่คุณหลวงนะ”

หลวงอัครเทพได้สติรีบขอโทษคุณหลวงหมอ แต่สายตายังมองไปรอบห้องหามณีจันทร์...

ทันทีที่มณีจันทร์ข้ามภพมาถึงห้องตัวเอง รีบตรงไปร้านขายยา ขอซื้อยาแก้ไข้เปลี่ยนฤดู เภสัชกรประจำร้านขายยาแถวบ้านไม่รู้จักไข้ชนิดนี้จึงจ่ายยาให้ไม่ถูก มณีจันทร์จนใจไม่รู้จะทำอย่างไร

ooooooo

โชคดีวันรุ่งขึ้นกุลวรางค์เห็นมณีจันทร์หายหน้าไปหลายวันจึงแวะมาหาที่บ้าน กุลวรางค์มีความรู้เกี่ยว กับเรื่องโบร่ำโบราณเพราะที่บ้านของเธอมีผู้เฒ่าผู้แก่อยู่เต็มบ้าน จึงตอบมณีจันทร์ได้ว่าไข้เปลี่ยนฤดูก็คือไข้หวัด แล้วหยิบยาแก้ไข้กับปรอทวัดไข้จากกล่องยาสามัญประจำบ้านให้มณีจันทร์ให้คำแนะนำว่า

“เอาปรอทไว้วัดไข้ ถ้าไข้ไม่สูงกินยาแก้ไขทั่วไปก็หาย แต่ถ้าไข้สูงมากต้องส่งหมอด่วน”

จังหวะนั้น มีเสียงตรองตะโกนเรียกมณีจันทร์ดังขึ้น สองสาวรีบออกไปดู เห็นตรองหอบโน้ตบุ๊กกับกล่องสี่เหลี่ยมที่มีสายไฟระโยงระยางกล่องหนึ่งเข้ามาวางไว้ที่โต๊ะสนามหน้าบาน ดร.หนุ่มเพิ่งเคยเห็นกุลวรางค์ครั้งแรก ตะลึงในความน่ารัก มณีจันทร์แนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกัน

“กุล...นี่ ดร.ตรอง เพื่อนเก่าเรียนมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ตรองนี่กุลวรางค์ ฉันเจอเขาตอนอยู่สวิตฯน่ะ”

ตรองยิ้มทักทาย กุลวรางค์แค่พยักหน้า สายตามองสำรวจตรองหัวจดเท้า ตรองเอากล่องสี่เหลี่ยมที่อ้างว่าเป็นเครื่องย้อนเวลาที่ซื้อจากเน็ตมาอวด กุลวรางค์มองหน้ามณีจันทร์ราวกับจะถามว่าทำบ้าอะไรกันอยู่ มณีจันทร์ยิ้มเจื่อนรู้ดีกุลวรางค์ต้องไม่ชอบใจ พยายามส่งสัญญาณไม่ให้ตรองพูดอะไรอีก แต่ไม่ทัน

“เมณี่เขาสนใจเรื่องย้อนเวลา ผมกับเขาก็เลยร่วมกันศึกษาเรื่องนี้”

กุลวรางค์โวยลั่นมณีจันทร์สนใจเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร มองเพื่อนจอมเพี้ยนของมณีจันทร์ไม่ไว้ใจ ตรองจัดแจงติดตั้งกล่องสี่เหลี่ยมที่มีสายระโยงระยางเข้ากับโน้ตบุ๊ก มณีจันทร์ทักท้วงทันที

“ตรองเจ็บตัวคราวที่แล้วน่ะไม่เข็ดหรือ แล้วไอ้ที่ซื้อในอินเตอร์เน็ตน่ะ โดนเขาหลอกเอาหรือเปล่า”

“คนขายน่ะเป็น ดร.จากเยอรมัน...เมณี่ไม่ต้องเป็นห่วง คราวนี้ฉันจะไม่ทดลองกับตัวเอง ฉันให้เขาเอาหนูทดลองมาให้แล้ว...นั่นไง...พูดถึงก็มาพอดี”

เมสเซนเจอร์สองคน ขนลังปิดทึบใบหนึ่งเข้ามาวางพร้อมกับยื่นเอกสารให้ตรองเซ็น จากนั้น ตรองเปิดสวิตช์เครื่องย้อนเวลา มีแสงวิบวับปรากฏที่ตัวเครื่อง ดร.จอมเพี้ยนเห็นกุลวรางค์ท่าทางไม่เชื่อ เลยคุยโม้จะตั้งเวลาให้หนูทดลองเดินทางย้อนเวลาไปเมื่อวานนี้ มณีจันทร์เดินเข้ามาหาตรองสีหน้าจริงจัง

“ถ้าจะย้อนเวลาจริง เอาเป็นสมัย ร.5 ได้ไหม”

ตรองยินดีจัดให้ ตั้งเวลาใหม่ย้อนไปสมัย ร.5 แล้วจับสายไฟที่มีแผ่นพลาสติกสำหรับติดกับตัวสัตว์ทดลองที่เหลืออีกสองเส้นจากเครื่องย้อนเวลาพาดมาที่ลังปิดทึบ ยื่นมือเข้าไปจับสัตว์ที่อยู่ในลังโดยไม่ได้มองเมื่อตรองชูมันขึ้น กลับเป็นงูเหลือมตัวใหญ่ยาวไม่ใช่หนูทดลอง มณีจันทร์ร้องลั่น

“เฮ้ย...มันไม่ใช่หนู”

ตรองหันมาเห็นถึงกับร้องจ๊าก โยนงูลอยขึ้นไปในอากาศ งูตกใส่นุ่มซึ่งกำลังถือถาดของว่างกับเครื่องดื่มมากับดาว นุ่มตกใจร้องกรี๊ดๆโยนงูลงพื้น แล้วโดดขึ้นเก้าอี้เต้นเร่าๆกลัวสุดๆ ดาวโดดตามร้องไม่เป็นภาษามนุษย์ กุลวรางค์ตีหน้าขรึมเดินมาหยิบกระดาษโน้ตซึ่งแปะอยู่บนลังใส่งูออกมาอ่านเสียงดังฟังชัด

“ดร.ครับ ผมลงทุนจับหนูมาขังไว้ตั้งสิบกว่าตัว แต่พอตื่นเช้ามา หนูหายไปหมดเจอแต่ไอ้ตัวนี้แทน ผมเลยส่งมาให้ดูเพื่อให้ ดร.รู้ว่าผมไม่ได้โกหก...ป.ล. ถ้าอยากได้หนูจริงๆต้องล้วงงูเหลือมเอาหนูออกจากท้องมันครับ น่าจะเหลือสักตัวสองตัว”

มณีจันทร์เหลียวหาตรองไม่เห็นก็ร้องเรียก ปรากฏว่าเขาหนีงูขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ เธอเรียกให้ลงมา ตรองค่อยๆปีนต้นไม้ลงมาอย่างยากลำบาก มณีจันทร์ถามตรองไม่มีหนูแล้วจะทำอย่างไรต่อ หรือจะใช้งูแทน ตรองว่าน่าจะใช้แทนกันได้ แต่เขาไม่กล้าเอาแผ่นพลาสติกแปะตัวงู นุ่ม ดาวกับมณีจันทร์ไม่มีใครกล้าเช่นกันกุลวรางค์เอาสายไฟที่ตรงปลายมีแผ่นพลาสติกมาติดตัวงูหน้าตาเฉยเหมือนเป็นแค่หมาหรือแมวตัวหนึ่ง

“โอ้โห...จับงูหน้าตาเฉย...สวยมั่น ดุโหดของแท้ไม่มีก๊อบปี้” ตรองมองกุลวรางค์ทึ้ง

“ฉันอยากให้คุณทำให้เสร็จๆ ถ้าสำเร็จ ฉันจะหารางวัลโนเบลมาประเคน แต่ถ้าไม่สำเร็จ เวลาฉันเดินเครื่องด่าครบแบบเต็มลูกสูบ จะได้ไม่ต้องมาว่ากัน...เอ้า...รีบๆมาทำสิ” กุลวรางค์สั่งเสียงเข้มเอาจริง

ตรองรีบเข้ามาคีย์โน้ตบุ๊ก กุลวรางค์หันไปต่อว่ามณีจันทร์ คบเพื่อนทำไมไม่รู้จักดูบ้าง ถ้าตรองทำงูตาย เธอจะฟ้องศาลโลกให้ดู มณีจันทร์ยิ้มแหย ถามกุลวรางค์ไม่เชื่อเรื่องการย้อนอดีตใช่ไหม

“เฮอะ...ใครเชื่อก็บ้าแล้ว...หรือว่าเธอเชื่อ”

มณีจันทร์จ้องหน้ากุลวรางค์ นึกใจเธอก็ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองไปเยือนอดีตมาแล้ว เครื่องย้อนเวลาเริ่มทำงาน ทุกคนต่างเข้ามาล้อมวงรอบงู สักพักเกิดระเบิดเปรี้ยง มณีจันทร์ กุลวรางค์ นุ่มและดาวตกใจโดดหลบกันไปคนละทิศละทาง พอตั้งหลักได้หันมองมาที่งู เห็นยังอยู่ปกติดี แต่ที่ไม่ปกติคือตรอง มีสภาพหัวฟูหน้าดำเสื้อขาดวิ่น ส่วนเครื่องย้อนเวลากับโน้ตบุ๊กระเบิดกระจุยไปเรียบร้อย ทุกคนหัวเราะขำกลิ้ง

ooooooo

หลังจากตรองกับกุลวรางค์กลับไปแล้ว มณีจันทร์เดินมายืนหน้ากระจกเงาโบราณ บ่นพึมพำ มีคนมากมายค้นคิดเรื่องการย้อนเวลา แต่ไม่มีใครทำได้ยกเว้นเธอ มณีจันทร์คิดถึงหลวงอัครเทพขึ้นมาทันที

“ถ้ามันจริง ฉันคือคนพิเศษ ถ้าทั้งหมดนี่ไม่จริง ฉันคือคนบ้าที่เป็นโรคประสาทหลอน”

มณีจันทร์หยิบกระปุกยาแก้ไขกับปรอทวัดไข้ใส่ถุงผ้าใบเล็ก นึกไม่ออกจะเอาไปอย่างไรดี จะยัดใส่อกเสื้อก็ดูแปลกพิลึก เหลือบมองเห็นเหยือกกับอ่างน้ำโบราณที่สะท้อนในกระจกเงา ตัดสินใจเอาถุงผ้าไปวางไว้ข้างๆ

“อ่างและเหยือกห้องนี้กับห้องนั้น ต้องเป็นชิ้นเดียวกันแน่ๆ” มณีจันทร์โดดขึ้นไปนอนบนเตียง ตามองกระจกรอเวลาที่เสียงกรุ๊งกริ๊งจะดังขึ้น รอแล้วรอเล่าตั้งแต่บ่ายยันค่ำไม่มีการเคลื่อนไหว มณีจันทร์เดินเซ็งๆลงมาเปิดทีวีในห้องนั่งเล่น นุ่มตรวจประตูหน้าต่างปิดเรียบร้อยดีแล้ว เดินมานั่งดูทีวีใกล้ๆเจ้านาย

มณีจันทร์นอนเล่นไปนอนเล่นมาผล็อยหลับ ไม่นานนัก เสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้นเหมือนมีพลังบางอย่างดึงดูดมณีจันทร์ให้ลุกขึ้นเดินไปหากระจกเงาโบราณทั้งที่ยังหลับ นุ่มร้องถามจะขึ้นนอนแล้วหรือ เธอจะได้ปิดทีวี มณีจันทร์ไม่ตอบ เดินละเมอขึ้นบ้าน นุ่มมองตามแปลกใจ...

มณีจันทร์ข้ามภพมายังห้องหลวงอัครเทพทั้งที่ยังหลับ ร่างของเธอเซไปข้างหน้าหัวทิ่มพื้นกระดานดังโครม มณีจันทร์ตาสว่างทันที มองไปรอบๆแปลกใจมาที่นี่ได้อย่างไร หลวง อัครเทพได้ยินเสียงโครมครามตกใจตื่น หันมองท่าทางยังซมเพราะพิษไข้ ร้องถามใช่หล่อนหรือเปล่า มณีจันทร์ตั้งสติได้ปราดเข้าไปเอามือแตะตัวเขาด้วยความเป็นห่วง หลวงอัครเทพเขยิบหนี เพราะผู้หญิงสมัยนั้นจะไม่แตะต้องผู้ชายที่เธอไม่รู้จัก

“ตัวร้อนจัง...หอบไหมคะ”

“เหนื่อย...หล่อนมาได้อย่างไร แล้วออกไปอย่างไร ไม่ใช่ผีไม่ใช่นางไม้ ตัวอุ่นๆเหมือนคน”

“ก็คนนี่คะ...หมอว่ายังไงบ้างคะ ฉีดยาให้หรือเปล่าคะ”

หลวงอัครเทพนิ่วหน้า ไม่เข้าใจฉีดยาอะไร มณีจันทร์เดินไปที่เหยือกน้ำ ยิ้มดีใจเห็นถุงผ้าของเธอวางอยู่

“ได้แล้ว ได้ยาแล้วค่ะ นึกแล้วเชียวถ้าวางตรงนี้ต้องมาได้” มณีจันทร์เดินไปรินน้ำใส่ถ้วยแล้วพุ่งมานั่งบนเตียงข้างเขา หลวงอัครเทพมองกิริยาเหมือนม้าดีดกะโหลกของหญิงสาวตรงหน้า ตกใจ รีบขยับออกห่าง มณีจันทร์ยื่นยาแก้ไข้ให้ บอกให้กินยาแล้วดื่มน้ำตามมากๆ

หลวงอัครเทพซักโน่นถามนี่ เลี่ยงไม่กินยา มณีจันทร์ขู่ ถ้าไม่ยอมกินยาจะไม่คุยด้วย หลวงอัครเทพรับยามา ทำทีเอาเข้าปากแต่กลับหนีบไว้ระหว่างนิ้ว มณีจันทร์จับได้ สั่งเสียงเข้มให้กินยา หลวงอัครเทพจำต้องทำตาม มณีจันทร์จับมือเขาพลิกดูเกรงจะซ่อนยาไว้อีก คุณหลวงหนุ่มค่อยๆดึงมือออกอย่างสุภาพ

มณีจันทร์ถามหาแป้งจะโรยตัวให้เพื่อเขาจะได้สบายตัว หลวงอัครเทพชี้ไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง หญิงสาวปรี่เข้าไปทันที เห็นมีตลับแป้งเม็ด กับขวดน้ำอบวางอยู่ หยิบน้ำอบขึ้นมาดมแล้วชมว่าหอมมาก หลวงอัครเทพบอกว่าคุณแม่ของเขาอบเอง ใช้ดอกจันทน์กะพ้อที่ปลูกในสวนมาทำ

“กลิ่นนี้เอง ฉันได้กลิ่นบ่อยๆ ทุกครั้งที่ได้กลิ่นจะคิดถึงบ้านนี้...ทาแป้งหน่อยนะคะจะได้สบายตัว” มณีจันทร์คว้าตลับแป้งแล้วโดดกลับขึ้นเตียงตั้งท่าจะทาแป้งให้ หลวงอัครเทพถดตัวหนี ขาบนอนเฝ้าหน้าห้องหลวงอัครเทพได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากในห้อง พยายามเงี่ยหูฟัง

หลวงอัครเทพติง ผู้ชายไม่ทาแป้ง ใช้แค่ประพรมตัวเวลาอากาศร้อน มณีจันทร์อ้างตอนนี้เขาตัวร้อนต้องทาแป้งที่รักแร้จะได้สบายตัว แล้วชี้ไม้ชี้มือมาที่รักแร้ตัวเอง
“หล่อนเป็นผู้หญิงนะ ที่ที่หล่อนมา ผู้หญิงคงกิริยาไม่งาม...ผู้หญิงไม่พึงพูดในเรื่องเนื้อตัวผู้ชายและไม่พึงบังควรถูกเนื้อต้องตัวผู้ชาย” หลวงอัครเทพเสียงเข้ม แต่หน้ากลับแดง

“อุ๊ย...คุณหลวงมีเขิน มีหน้าแดงด้วย...น่ารักจัง” มณีจันทร์หัวเราะคิกคักชอบใจที่เห็นผู้ชายอกสามศอกขวยเขิน แล้วหยิบปรอทวัดไข้ออกมา บอกอย่างประชดประชันให้เขาอ้าปากกว้างๆ จะได้ไม่ถูกเนื้อต้องตัวกัน เธอขอวัดไข้หน่อย แล้วเอาปรอทใส่ไว้ใต้ลิ้น ขาบได้ยินเสียงผู้หญิงเต็มสองหู ตัดสินใจเคาะประตูถามเจ้านายว่าเป็นอะไรไปหรือเปล่า มณีจันทร์สะดุ้งโหยง โดดผลุงลงไปแอบข้างเตียงอย่างว่องไว

“ไม่มีอะไร...นอนเสียเถอะ ไม่ต้องเข้ามาดู” หลวงอัครเทพสั่งเสียงดุ

ขาบรับคำ ลงนอนทั้งที่ไม่เชื่อ หลวงอัครเทพมองหามณีจันทร์ไม่เห็น คิดว่าไปแล้ว มณีจันทร์โผล่ออกมาจากข้างเตียงถามเมื่อครู่นี้ใคร

“บ่าว...เบาๆ หน่อย คุณแม่ให้มานอนเฝ้าหน้าห้อง”

มณีจันทร์โดดกลับขึ้นเตียงอีกครั้ง คุณหลวงหนุ่มตกใจเขยิบหนี มณีจันทร์ถามประชด ถูกตัวไม่ได้ พูดดังไม่ได้ พูดถึงเนื้อตัวผู้ชายก็ไม่ได้ ยังมีอะไรอีกไหมที่ห้ามทำ หลวงอัครเทพยิ้มให้เอ็นดู เหลือบเห็นนาฬิกาพกของตัวเองห้อยอยู่ที่คอมณีจันทร์ ถามว่านาฬิกาไปอยู่กับเธอได้อย่างไร

“ก็เหมือนๆ ที่ต่างหูของฉันไปอยู่กับท่าน เก็บไว้ใต้หมอนเสียด้วย” มณีจันทร์ยิ้มยั่ว

หลวงอัครเทพหลบตา ก่อนจะถามว่าเข้ามาในห้องของเขาได้อย่างไร มณีจันทร์ไม่อยากเล่า เพราะเล่าไปเขาก็ไม่เชื่อ จังหวะนั้นมีเสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้น มณีจันทร์หันมองกระจกเงา รีบเก็บปรอทกับข้าวของ บอกชายหนุ่มเธอต้องไปแล้ว หลวงอัครเทพใจหาย เพิ่งมาแท้ๆจะรีบไปไหน เอื้อมมือจับแขนมณีจันทร์ไว้

“ท่านทำผิดกฎของตัวเองนะคะ...ปล่อยฉันเถอะค่ะ แล้วฉันจะมาอีก ถ้ายังมาได้”

“ยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าชื่ออะไร”

“เมณี่...เอ่อ...มณีจันทร์ค่ะ...ปล่อยค่ะ” มณีจันทร์แกะมือเขาออก แล้ววิ่งไปที่กระจก หลวงอัครเทพมองตามอาลัย หมอกควันไหลจากกระจกมาคลุมร่างมณีจันทร์ ก่อนจะหายวับไป หลวงอัครเทพถึงกับตะลึง

ooooooo

มณีจันทร์ยังคาใจเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ เธอจำได้ว่านอนหลับอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ทำไมถึงขึ้นไปบนห้องนอนได้อย่างไร สอบถามจากนุ่ม ได้ความว่าเธอเดินขึ้นไปเองคล้ายกับละเมอ มณีจันทร์เดินไปมองกระจกเงา

“ขนาดไม่รู้สึกตัว เมื่อกระจกเรียก หลุมดำเปิด เราก็ต้องข้ามไปงั้นหรือ...ใครกันที่เรียกเราใครที่มีอำนาจดึงดูดเราข้ามภพไปหรือเพราะจิตใต้สำนึกของเราเอง...ยังไงกันเนี่ย” มณีจันทร์พึมพำเบาๆสีหน้าครุ่นคิด

ฝ่ายหลวงอัครเทพสั่งห้ามม้วนและทาสทุกคนแตะต้องกระจกเงาบานใหญ่ในห้องของเขาเด็ดขาด ไม่ต้องทำความสะอาดหรือเคลื่อนย้ายไปไหนทั้งสิ้น ม้วนดีใจเนื้อเต้นที่ไม่ต้องยุ่งกับกระจกผีสิงบานนี้...

เรื่องที่ขาบได้ยินเสียงผู้หญิงพูดคุยกับหลวงอัครเทพในห้องเมื่อคืน รู้กันทั่วเรือนทาส ขาบเดาเอาเองคุณหลวงป่วย คราวนี้อาจเป็นเพราะถูกผีสาวอำ ม้วนโดดร่วมวงนินทาเจ้านาย ทันที

“เห็นไหม อีม้วนบอกแล้วห้องคุณหลวงน่ะมีผี”

พวกทาสมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าหวาดกลัว...

คำร่ำลือเกี่ยวกับผีสาวในห้องหลวงอัครเทพทำให้บรรดาทาสไม่กล้าไปไหนคนเดียวเวลาค่ำๆมืดๆ คืนนี้ขาบมีหน้าที่ต้องเดินยาม ชวนพวกทาสชายยกโขยงออกมาเดิน ยามเป็นเพื่อน ส่วนพวกทาสหญิงก็ไม่ยอมน้อยหน้า ใครจะไปอาบน้ำก็เดินตามกันเป็นพรวนมุ่งหน้าไปยังที่ท่าน้ำ

คุณหญิงแสร์มองลงมาเห็นไล่ตะเพิดพวกทาสชายที่ไม่มีหน้าที่ให้กลับเรือนตัวเองเหลือขาบเดินยามเพียงลำพัง ส่วนพวกทาสหญิง ท่านก็สั่งให้ไปอาบน้ำทีละคน ทาสหญิงแตกฮือรีบกลับเรือนทาสเหลือเพียงม้วนคนเดียวที่ต้องเดินไปท่าน้ำ ม้วนใจคอไม่ดีหยิบพระที่ห้อยคอพนมมือเหนือหัว นิมนต์ท่านไปเป็นเพื่อน

“อีม้วน...พึมพำอะไร” คุณหญิงแสร์ตะโกนลั่น

แม้ม้วนจะกลัวผีมาก แต่กลัวหวายของคุณหญิงแสร์มากกว่า รีบสาวเท้ามุ่งไปยังท่าน้ำสอดส่ายสายตาไปรอบๆ หวาดหวั่น ระหว่างนั้นมีเสียงหมาหอนดังขึ้น ม้วนหน้าตื่น สวดมนต์ไปตลอดทาง...

ขณะเดียวกัน ขาบส่องตะเกียงเดินยามอยู่ได้ยินเสียงหมาหอนถึงกับสะดุ้งโหยง รีบขยับผ้าขาวม้ามาคลุมหัว เห็นแต่หน้าลายพร้อยไปด้วยแป้ง น่ากลัวราวกับผี ฝ่ายม้วนรีบร้อนจะไปให้ถึงท่าน้ำไวๆสะดุดขาตัวเองหน้าทิ่มบ่อโคลนดำปี๋ ขาบเดินยามมาถึงตรงนั้นพอดี เจอม้วนหน้าเปื้อนโคลน

ต่างฝ่ายต่างตกใจคิดว่าเจอผี ร้องลั่น วิ่งหนีไปคนละทาง เสียงร้องของขาบกับม้วนดังไปถึงเรือนใหญ่ คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพหยุดคุยเงี่ยหูฟัง พวกทาสหญิงได้ยินเสียงร้อง หน้าตาตื่น วิ่งหนีออกจากเรือนทาสราวกับผึ้งแตกรัง โชคร้ายวิ่งมาเจอขาบกลางทางเหมาว่าเป็นผีกรีดร้องลั่น วิ่งหนีกันอลหม่าน

ส่วนทาสชายกลัวหัวหดวิ่งไปรวมตัวกันในสวน ม้วนวิ่งหนีขาบเข้ามากลางวงทาสชาย พอพวกนั้นหันมาเจอหน้าดำปี๋ของม้วน ร้องลั่นว่าผีหลอก ทั้งหมดวิ่งหนีตายชนเข้ากับขบวนของทาสหญิงล้มระเนระนาดเจ็บตัวไปตามๆกัน

ooooooo

พอตะวันแจ้ง คุณหญิงแสร์เรียกทาสรับใช้ทั้งหมดมาชำระความ ด่ากราดเสียงลั่นเรือน โดยเฉพาะม้วนกับขาบโดนด่ามากกว่าใครข้อหาเป็นตัวต้นเหตุทำให้ แตกตื่นกันไปหมด ขาบกับม้วนต่างโยนความผิดกันไปมา

“พอ...พอแล้ว เอ็งมันพอกันทั้งสองคนนั่นแหละไอ้พวกที่เหลือด้วย ถามหน่อยเถิด พวกเอ็งไปเอามาจากไหนวะว่าบ้านนี้มีผีน่ะ” คุณหญิงแสร์ถามเอาเรื่อง ขาบกับม้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันเรื่องนี้มาจากหลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์หันขวับมองลูกชาย หลวงอัครเทพร้อนตัว ปฏิเสธว่าไม่ทราบ ม้วนเสนอหน้าทันที

“ก็บ่าวเรียนไปแล้วบ่าวเคยเห็นผีในห้องคุณหลวง ส่วนไอ้ขาบน่ะมันก็ได้ยินเสียงผู้หญิงในห้องคุณหลวง”

“เหลวไหล...ผีอะไรกัน ริอ่านปั้นน้ำเป็นตัว...เดี๋ยวเถอะ” หลวงอัครเทพดุ กลบเกลื่อน

“นั่งไง...ไอ้พวกนี้ ใส่ความลูกข้า ข้าต้องลงโทษให้หลาบจำ ไอ้ขาบตบหน้านังม้วน...นังม้วนตบหน้านังอิ่ม...นังอิ่มตบหน้าไอ้ขาบ...ที่เหลือ ตบหน้าตัวเองแรงๆ...จำไว้นะ เรือนหลังนี้ข้าอยู่มาตั้งแต่รุ่นสาว ถ้ามีผีจริง ข้าหักคอตายไปตั้งนานแล้ว ใครอุตริสร้างเรื่องผีขึ้นมาหลอกอีก หลังลายแน่” คุณหญิงแสร์ขู่เสียงเข้ม...

ที่บ้านมโนวรรณ มณีจันทร์ชวนตรองมากินข้าวเย็นเพื่อปรึกษาหารือกันเรื่องย้อนเวลา เธออยากรู้ถ้าวันหนึ่ง

เกิดมีเครื่องย้อนเวลาได้จริงๆ เราจะกลับไปแก้อดีตได้ไหม ตรองไม่แน่ใจเหมือนกัน

“ไม่งั้นเราจะย้อนอดีตกันทำไม ถ้าเราไม่คิดจะแก้ไขมัน...” มณีจันทร์ลุกพรวดเหมือนคิดอะไรออก “จริงสินะ...ถ้ามีใครหรืออะไรอยากให้เราย้อนอดีต บางที เขาก็คงมีเหตุผล...เหตุผลเฉพาะเราคนเดียว”

ตรองไม่ค่อยเข้าใจที่เพื่อนพูดนัก แต่ก็ดีใจที่อย่างน้อยยังมีมณีจันทร์ที่พูดคุยเรื่องนี้ด้วย เพราะถ้าเขาคุยเรื่องย้อนอดีตกับคนอื่น พวกนั้นมักจะหาว่าเขาบ้า ดูกุลวรางค์เป็นตัวอย่าง มองเราสองคนราวกับเป็นตัวประหลาด ไม่มีใครชอบที่ถูกผู้คนหาว่าบ้า มณีจันทร์เห็นด้วย มองไปเบื้องหน้าพลางคิดในใจว่า

“ฉันไม่ได้กลัวเป็นตัวประหลาดถ้าฉันบอกใครไป ฉันกลัวจะข้ามประตูนั้นไม่ได้อีก...คุณหลวงคะ สิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุดก็คือ...ฉันจะไม่ได้พบคุณอีก”

ระหว่างนั้น ไรวัตมาเห็นตรองกำลังนั่งกินข้าวกับมณีจันทร์ ชี้หน้าหาเรื่องเขาทันที ตรองลุกพรวดตั้งการ์ดสู้ วันนี้เขาไม่ยอมเจ็บตัวฟรีแน่ ด่าไรวัตว่าอันธพาล ไรวัตเคืองจัด ลากคอเสื้อตรองออกไปโยนไว้ที่สวนหน้าบ้าน ตรองลุกขึ้นได้ ท้าไรวัตเหยงๆให้มาต่อยกัน มณีจันทร์รีบตามไปห้ามไรวัตไม่ให้ทำอะไรตรอง

“มันท้าผม ผมก็ลูกผู้ชายคนหนึ่ง ถ้าผมไม่ต่อยกับมัน มันก็หาว่าผมกลัวมันน่ะสิ”

“มิน่า...เมณี่ถึงอยากเลิกกับคุณ คุณมันคนชอบใช้กำลังไม่ชอบใช้สมองเพราะไม่ค่อยมีนี่เอง”

ไรวัตโกรธพุ่งเข้าใส่ตรองหมายจะอัดสักหนึ่งหมัด แต่มณีจันทร์เข้าไปขวาง ขู่ไรวัตถ้ากล้าต่อย เธอจะไม่มองหน้าเขาอีก เลิกบ้าอำนาจ เลิกใช้กำลังเสียที บอกหลายครั้งแล้วเธอไม่ใช่สมบัติของใคร ไรวัตจำต้องลดกำปั้นลง เดินกระฟัด กระเฟียดตามมณีจันทร์เข้าบ้าน โดยมีตรองเดินตามห่างๆ

มณีจันทร์ถามไรวัตมีธุระอะไรกับเธอ ไรวัตจะมาชวน ไปกินข้าว ถ้าคราวนี้เธอไม่ไปด้วย เขาจะตัดใจจากเธอไปจริงๆ พูดจบก็จามฟิดๆ หยิบผ้าเช็ดหน้ามาปิดจมูกปิดปาก จากนั้นจามติดๆกันอีกสองครั้ง มณีจันทร์ปิ๊งไอเดียทันที รีบเสนอตัวจะพาเขาไปหาหมอ ไรวัตปลื้มมากคิดไปเองว่ามณีจันทร์เป็นห่วง วางมาดแมน คุยโว

“ผมไม่ชอบหาหมอ ตั้งแต่เด็กผมเป็นหวัดไม่เคยกินยา เป็นเองก็ปล่อยมันหายเอง”

เข้าทางมณีจันทร์ ปราดเข้าไปดึงมือไรวัตให้ลุกขึ้น ไม่อยากกินยาก็ไม่ต้องกิน อย่างน้อยเธอจะได้แน่ใจเขาไม่เป็นโรคอื่น ไรวัตไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมมณีจันทร์ยอมให้พาไปหาหมอโดยดี ตรองมองตามมณีจันทร์งงๆ...

ที่โรงพยาบาล หลังจากรับยาเรียบร้อย ไรวัตเดินมาหามณีจันทร์ที่นั่งรออยู่ คุยว่าหมอบอกเขาเป็นแค่ไข้หวัด ร่างกายแข็งแรงอย่างนี้ไม่กี่วันก็หาย มณีจันทร์สบช่องถ้าเขาไม่กินยา เธอจะขอ ไรวัตพยักหน้า

“บอกแล้วไง ชายชาติทหารไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตาย เมณี่ ขอบคุณนะที่เป็นห่วงผม ผมดีใจจังอย่างน้อยก็รู้ว่าคุณยังเห็นผมอยู่ในสายตา” ไรวัตว่าแล้วจับมือมณีจันทร์ไว้อย่างซาบซึ้งใจ หญิงสาวยิ้มแหยๆไม่กล้าดึงมือออก ได้แต่นึกขอโทษในใจ ที่หลอกให้เขามาหาหมอเพราะต้องการได้ยาแก้ไข้หวัดไปให้หลวงอัครเทพ...

มณีจันทร์ไม่เฉลียวใจ การกระทำของเธอทำให้ไรวัตเข้าใจผิดใหญ่โต พอเขากลับถึงบ้าน รีบโทร.ทางไกลหาคุณหญิงมาลิดา รายงานว่าเขากับมณีจันทร์กลับมาคืนดีกันแล้ว และอยากจะปรึกษาเรื่องจะขอหมั้นหมายมณีจันทร์ไว้ก่อน คุณหญิงมาลิดาถึงกับนิ่งเงียบ ไรวัตรีบตัดบท เขาคุยกับมณีจันทร์ได้เรื่องอย่างไรจะรีบแจ้งให้ทราบ แล้ววางสายสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข ขณะที่คุณหญิงมาลิดากังวลใจมาก

ooooooo

ทันทีที่เจอหน้าท่านทูตณรงค์ผู้เป็นสามี คุณหญิงมาลิดาเล่าเรื่องไรวัตให้ฟัง ท่านทูตณรงค์คัดค้าน ทั้งคู่เพ่ิงคบหาดูใจกันไม่นานจะรีบหมั้นทำไม คุณหญิงมาลิดาเห็นด้วย ถึงแม้มณีจันทร์จะสนิทกับไรวัตมากกว่าผู้ชายคนอื่น แต่ลูกไม่เคยแสดงออกหรือเรียกไรวัตว่าเป็นแฟน ท่านทูตณรงค์แตะมือคุณหญิงมาลิดาเบาๆ

“ฟังจากปากลูกเองจะดีกว่า...ผมไปงานเลี้ยงก่อน เดี๋ยวสาย” ท่านทูตณรงค์คว้าสูทแล้วออกไป คุณหญิงมาลิดา นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมา...

ขณะมณีจันทร์กำลังนอนรอสัญญาณเรียกจากกระจกเงาอย่างใจจดจ่อพร้อมกับถุงใส่ยาแก้ไข้หวัดของไรวัตในมือ เสียงโทรศัพท์ที่หัวเตียงดังขึ้น หญิงสาวเอื้อมมือจะรับสาย แต่มีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้นเสียก่อน และที่กระจกเงาโบราณเกิดหลุมดำเป็นช่อง มณีจันทร์ดีใจ ปราดไปหน้ากระจก ไม่สนใจโทรศัพท์

หลุมดำเกิดขึ้นที่กระจกเงาของหลวงอัครเทพเช่นกัน หลวงอัครเทพกำลังยืนชมนกชมไม้อยู่ตรงที่หน้าต่างห้องหันมามอง พอควันบางตา มณีจันทร์ปรากฏตัวหน้ากระจกเงา ร้องทักเขาว่าลุกได้แล้วหรือ หลวงอัครเทพได้แต่ยืนมองตะลึง มณีจันทร์ยื่นถุงใส่ยาให้เขา ครั้งนี้เธอได้ยามาครบถ้วน หลวงอัครเทพเห็นถุงแปลกตา ถามโน้นถามนี้ด้วยความอยากรู้ มณีจันทร์ขอร้องอย่าเพิ่งถามอะไร ให้เธอรักษาเขาก่อนดีกว่า

“ยาที่ให้ดี...หายไข้เร็ว” หลวงอัครเทพชม

มณีจันทร์ดีใจที่เขายอมกินยาที่ทิ้งไว้ให้ หลวงอัครเทพเห็นมณีจันทร์นุ่งกางเกง ซักถามว่าเป็นชาวเขาหรือ มณีจันทร์ ส่ายหน้า เดินไปหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดปรอทแล้วเดินกลับมาหา หลวงอัครเทพถามเธอว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย มณีจันทร์หน้าจ๋อย ตัดพ้อเธอเหมือนผู้ชายตรงไหน คำถามแบบนี้ทำให้เธอเสียความมั่นใจ

“ผู้ชายใช้คำแทนตัวเองว่าดิฉัน ผู้หญิงใช้อิฉัน”

มณีจันทร์ร้องเสียงหลง “หา...ทำไมมันต่างกันอย่างนี้ล่ะ เอาเถอะ...ขอวัดปรอทหน่อย...ใต้ลิ้นค่ะ”

หลวงอัครเทพทำตามอย่างว่าง่าย หลังจากวัดปรอทแล้วปรากฏว่าไม่มีไข้ มณีจันทร์ถอนใจโล่งอก...

เสียงโทรศัพท์บ้านมโนวรรณยังดังไม่หยุด นุ่มเดินมาดูที่โต๊ะวางโทรศัพท์ในห้องนั่งเล่นซึ่งมีอยู่หลายเครื่องแปลกใจทำไมมณีจันทร์ถึงไม่รับสาย ตัดสินใจรับสายแทน คุณหญิงมาลิดาแปลกใจที่ได้ยินเสียงนุ่ม ปกติโทรศัพท์เบอร์นี้มณีจันทร์ มักจะรับสายเอง ถามว่ามณีจันทร์ออกไปข้างนอกหรือ

“รถก็ยังอยู่ เมื่อเช้านุ่มยังยกสำรับเช้าขึ้นไปให้คุณหนูกินอยู่เลย ถือสายรอสักครู่นะคะ...ดาว...ไปดูที่ห้องคุณหนูสิ...คุณผู้หญิงโทร.ทางไกลมาน่ะ”

ดาวรีบวิ่งปรู๊ดขึ้นไปเคาะประตูห้องมณีจันทร์ แต่ไม่มีเสียงขานรับ คุณหญิงมาลิดาถือสายรอนาน เริ่มเป็นกังวล พอรู้จากนุ่มว่ามณีจันทร์หายไปไหนไม่มีใครรู้ ความกังวลเปลี่ยนเป็นไม่สบายใจขึ้นมาทันที...

หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์ยังคงคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ ทำให้มณีจันทร์ได้รู้ถึงความแตกต่างระหว่างยุคของเธอกับเขา ทั้งคำพูดคำจา ภาษาที่ใช้และอีกหลากหลายเรื่อง หลวงอัครเทพเองก็รู้สึกเช่นกัน

“หล่อนมีอะไรแปลก แต่งตัวแปลก หน้าตาแปลกๆ... แม้แต่ความรู้หรือการมาก็แปลก เอ้อ...ฉันคิดว่าฉันเคยเห็นหล่อนมาบ้าง...คล้ายฝัน แต่ชัด เห็นในที่แปลก คล้ายเมืองในยุโรป แต่ไม่ใช่”

“ท่านเคยเรียกอิฉันใช่ไหมคะ” มณีจันทร์พยายามใช้สรรพนามแทนตัวเองให้ถูกต้องตามยุคสมัยนั้น

“คิดว่าเรียก แต่ไม่รู้เรียกว่าอะไร จนกระทั่งหล่อนบอกชื่อเมื่อคราวก่อน”

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า...ท่านเรียกอย่างนี้ใช่ไหมคะ”

หลวงอัครเทพจำความฝันพวกนั้นได้ แต่เก้อเขินเกินจะยอมรับ ทำเป็นจำไม่ได้ มณีจันทร์ยื่นหน้าเข้าไปมองเขาใกล้ๆอย่างจับผิด แกล้งยิ้มยั่ว หลวงอัครเทพต้องถดตัวหนี

“เรียกอีกสิคะ...อิฉันชอบให้ท่านเรียก”

ชายหนุ่มอายมากไม่กล้าเรียก มณีจันทร์ปลื้มใจสุดๆที่เขาก็ฝันถึงเธอเช่นกัน อยากจะกระโดดโลดเต้นใจแทบขาด แต่ไม่กล้า หลวงอัครเทพยังคงซักถามที่มาที่ไปของมณีจันทร์ พอรู้ว่าเธอมาจากสมัย ร.9 ตกใจมาก ลุกขึ้นโวยวายว่าเป็นเรื่องเหลวไหล มณีจันทร์ได้แต่ยิ้มเจื่อน

ooooooo

ที่เรือนครัวบ้านหลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์ทำกับข้าวเสร็จจะให้คนไปตามหลวงอัครเทพที่ห้อง พวกทาสกลัวผีมากพากันหนีหายทั้งที่เมื่อครู่ยังนั่งหน้าสลอนกันเต็มครัว คุณหญิงแสร์ไม่เห็นใคร ตะโกนเรียกขาบ

“ไอ้ขาบๆ...ไปเชิญคุณหลวงมาที”

ขาบสะดุ้งโหยง กลัวผีในห้องคุณหลวงไม่กล้าไป รีบมุดเล้าไก่ซ่อนตัว คุณหญิงแสร์ชะโงกมองหาไม่เห็นทาสสักคน สุดท้ายต้องเดินไปตามลูกชายด้วยตัวเอง...

หลวงอัครเทพเริ่มรับไม่ได้กับความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น มณีจันทร์พยายามอธิบายว่าเธอมาทางกระจกเงาซึ่งเขามีแบบเดียวกับเธอ รวมทั้งอ่างน้ำกับเหยือกนั่นด้วย บางทีพวกมันอาจจะเป็นชิ้นเดียวกันด้วยซ้ำ เธอแค่ยืนหน้ากระจกเงาของเธอ อึดใจก็มาโผล่ที่กระจกเงาของเขา ตอนเธอ กลับก็เป็นแบบเดียวกัน หลวงอัครเทพขอให้มณีจันทร์แสดงการปรากฏตัวให้ดู มณีจันทร์จะทำได้ต่อเมื่อถึงเวลาเท่านั้น

“เวลาอะไรอิฉันไม่ทราบ อิฉันไม่เคยรู้ความลับแห่งประตูกาลเวลา ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กำหนด ทำไมต้องเป็นแต่อิฉันคนเดียว อิฉันไม่ทราบจริงๆว่าคนหรืออำนาจนั้นต้องการให้อิฉันทำอะไร”

หลวงอัครเทพหนักใจกับเรื่องมหัศจรรย์ที่ได้ยิน มณี–จันทร์เข้าใจเขาดี เธอเองก็เคยกลุ้มแบบนี้มาก่อน...

อีกมุมหนึ่งของเรือนใหญ่ คุณหญิงแสร์เดินมาเกือบจะถึงห้องลูกชาย นึกขึ้นได้ลืมเอายาแก้ไข้เปลี่ยนฤดูมาให้ บ่นกระปอดกระแปดกลับไปเรือนครัวอีกรอบ...

มณีจันทร์ยังคงนั่งคุยกับหลวงอัครเทพอย่างต่อเนื่อง เธอได้รู้ว่า “หลวงอัครเทพวรากร” เป็นบรรดาศักดิ์ แต่ “เทพ” คือชื่อจริงของเขา และยังได้ความรู้เพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง คนไทยสมัยร.5 ไม่มีนามสกุลใช้ เธอพยายามคิดทบทวนวิชาประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนมา เมืองไทยมีนามสกุลใช้เมื่อไหร่แต่นึกไม่ออก ระหว่างนั้นคุณหญิงแสร์เคาะประตูห้องเรียกลูกชาย มณีจันทร์สะดุ้งโหยงวิ่งหาที่ซ่อนตัววุ่นวาย

“หล่อนวิ่งไปวิ่งมา เวียนหัว ไปหลบหลังฉากก่อน ท่านคงไม่เข้าใจเรื่องที่หล่อนเล่า”

มณีจันทร์พยักหน้า วิ่งไปแอบหลังฉากไม้แกะสลักสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่คุณหญิงแสร์เปิดประตูห้องเข้ามาเพียงอึดใจเดียว เธอร้องทักลูกชายลุกได้แล้วหรือ หลวงอัครเทพโกหกว่ายาของคุณหลวงหมอดี

“เมื่อวานแม่ประสานเขาให้คนเอาอาเปิ้นกับองุ่นมาให้ เขาว่าเรือเพิ่งเข้า...เอ๊ะ กลิ่นอะไรหอมๆ”

มณีจันทร์ก้มดมตัวเองหน้าเสีย เพราะคุณหญิงแสร์ได้กลิ่นน้ำหอมจากตัวเธอ คุณหญิงเริ่มเดินตามกลิ่นหาที่มา หลวงอัครเทพกลบเกลื่อน ว่าตัวเองไม่ได้กลิ่นอะไร คุณหญิงเหลือบเห็นปรอทวัดไข้ หยิบขึ้นมาดูลืมเรื่องกลิ่นหอมไปเลย หลวงอัครเทพตอบสีหน้าเรียบเฉยว่าเป็นแท่งแก้วของฝรั่ง คุณหญิงพยักหน้ารับรู้ วางลงที่เดิมไม่สนใจอีก แล้วแจกแจงให้ลูกฟังวันนี้ทำกับข้าวอะไรให้เขากินบ้าง หลวงอัครเทพรีบบอก

“วันนี้คงไม่ต้องยกเข้ามา จะออกไปกินเอง”

คุณหญิงถามย้ำลุกเดินได้แน่หรือ หลวงอัครเทพยืนยันลุกได้ จะให้ออกไปพร้อมกับแม่ตอนนี้เลยก็ได้ แล้วเดินมาหลังฉากทำทีจะมาหยิบผ้าเช็ดหน้า พูดขึ้นลอยๆออกไปไม่นานเดี๋ยวก็กลับ มณีจันทร์ยิ้มรู้ว่าเขาพูดกับเธอ คุณหญิงแสร์จะให้คนมาทำความสะอาดห้องระหว่างที่เขากินข้าว

หลวงอัครเทพร้องห้ามลั่น  ไว้ตอนบ่ายค่อยให้คนมาทำจะดีกว่า คุณหญิงแสร์ไม่ขัดใจ  เดินนำลูกชายออกไป มณีจันทร์ ถอนใจโล่งอก ค่อยๆย่องออกจากหลังฉากมาที่หน้าต่าง เห็นวิถีชีวิตไทยในอดีต

“ชีวิตไทยริมน้ำ ลมเย็นพัดเอื่อยๆเสียงนกร้อง กลิ่นดอกจันทร์กะพ้อ...นี่เองที่เรียกว่าความสงบ...น่าแปลกจริง คราวนี้อยู่ได้นานกว่าเดิม” มณีจันทร์ก้มมองนาฬิกาที่ห้อยคอเห็นเข็มเริ่มขยับ ยิ้มพอใจ...

ระหว่างนั่งกินข้าวด้วยกัน คุณหญิงแสร์เล่าให้ลูกชายฟังถึงประยงค์ลูกสาวของคุณหญิงสรเดชหรือชื่อเดิมว่าประสานเพื่อนเก่าของเธอเอง คุณหญิงแสร์พูดคุยเหมือนอยากจะได้

ประยงค์มาเป็นทองแผ่นเดียวกัน แต่หลวงอัครเทพไม่สนใจ เป็นห่วงมณีจันทร์ถูกทิ้งให้อยู่ในห้องคนเดียว เขากินข้าวได้ไม่กี่คำ ขอตัวกลับห้อง ก่อนไปคว้าตะกร้าใส่ผลไม้ที่คุณหญิงสรเดชเอามาเยี่ยมไข้ติดมือไปด้วย

ooooooo

นุ่มกับดาวยืนอยู่หน้าห้องมณีจันทร์แต่เปิดเข้าไปไม่ได้เพราะล็อกจากด้านใน ดาวถามจะเอาอย่างไรดี เราสองคนหาคุณหนูทั่วบ้านแล้วเหลือห้องนี้ห้องเดียว นุ่มกดมือถือเข้าเครื่องของมณีจันทร์ได้ยินสัญญาณ

เรียกเข้าดังมาจากในห้อง แต่ไม่มีใครรับสาย รออยู่นานจนนุ่มเริ่มเป็นห่วง ดาวแนะให้เอากุญแจสำรองมาไข

“แต่คุณหนูสั่งไว้ ถ้าเธออยู่ในห้องห้ามรบกวน”

“แล้วถ้าคุณหนูไม่สบายเป็นลมเป็นแล้งอยู่ข้างใน

ล่ะคะ” ดาวแย้ง นุ่มสีหน้าครุ่นคิดคล้อยตาม...

มณีจันทร์เอาหมอนมานอนหลับสบายอยู่หลังฉาก หลวงอัครเทพเดินมาดู เห็นมณีจันทร์ยังอยู่จึงร้องเรียก มณีจันทร์

รู้สึกตัวบิดขี้เกียจอย่างเคยชิน ชายหนุ่มนิ่วหน้าเป็นเชิงตำหนิ เตือนให้ลุกนั่งให้งาม มณีจันทร์รีบสำรวมนั่งพับเพียบเรียบร้อย หลวงอัครเทพออกตัวไม่รู้กิริยาแบบนี้ถูกต้องสำหรับเธอหรือเปล่า

“เอ่อ...ความจริงมันไม่ถูกต้องหรอกค่ะ เอ่อ...ฉันเรียกตัวเองว่าฉันนะคะ...ยุคฉัน แม้จะนับถือกิริยาในยุคคุณหลวง

ว่าดีว่างาม แต่เราทำเป็นบางครั้ง...เพราะเราถือสิทธิเสรีภาพอันเท่าเทียมกัน”

หลวงอัครเทพขอให้มณีจันทร์ลุกขึ้นมาคุยกัน เขาไม่อยากยืนค้ำหัวใคร มณีจันทร์ไม่ถือ เรื่องแค่นี้เล็กน้อย เด็กยุคเธอยืนชี้หน้าเถียงพ่อแม่ฉอดๆยังได้เลย หลวงอัครเทพเป็นห่วงมณีจันทร์จะหิว แต่ไม่รู้เธอกินอะไรได้บ้าง เลยหยิบผลไม้ติดมือมาให้ มณีจันทร์มองผลไม้ในตะกร้า เรียกแอปเปิ้ลได้อย่างถูกต้องไม่ได้ออกเสียง “อาเปิ้น” อย่างที่คนในยุคนั้นเรียก หลวงอัครเทพมองทึ่ง

หญิงสาวหยิบแอปเปิ้ล โยนหมอนขึ้นเตียงก่อนจะโดดขึ้นไปนอนกินแอปเปิ้ลอย่างสบายอารมณ์ หลวงอัครเทพมองอย่างตำหนิเช่นเคย แต่ขี้เกียจต่อว่า ชวนพูดคุยต่อ เขาได้ความรู้ใหม่ว่าการเดินทางไปต่างประเทศในยุคของมณีจันทร์เป็นไปอย่างรวดเร็วภายในวันเดียว ไม่เหมือนยุคของเขาจะไปยุโรปแต่ละครั้งใช้เวลาเป็นเดือนๆ และคนในยุคของมณีจันทร์

จะติดต่อสื่อสารกันแค่ยกโทรศัพท์ หรือไม่ก็ใช้อินเตอร์เน็ต

“ยุคของหล่อน ถ้าเป็นอย่างที่ว่า ปี พ.ศ.อะไร”

“พ.ศ.2554 ค่ะ” มณีจันทร์ตอบฉะฉาน หลวงอัครเทพตะลึง เข่าอ่อน ทรุดลงนั่งทันที มณีจันทร์ย้อนถามปีนี้ของเขาเป็นปีอะไร ได้ความว่า เป็นปี ร.ศ.112 หรือ พ.ศ.2436 มณีจันทร์อึ้งยุคเราห่างกันถึง 117 ปี...

นุ่มหยิบกุญแจสำรองพวงใหญ่มาที่ห้องมณีจันทร์ ดาวเร่งให้ไขกุญแจเร็วๆ จะได้รู้สักที คุณหนูหายตัวได้จริงหรือเปล่า นุ่มเอ็ดดาวพูดจาไร้สาระใครจะหายตัวได้ ไขกุญแจดอกนั้นดอกนี้จนใกล้หมดพวงกุญแจสำรอง

ooooooo

ขณะมณีจันทร์กำลังคุยกับหลวงอัครเทพอย่างออกรส เหมือนมีพลังพิเศษล่วงรู้เหตุการณ์ที่ห้องของเธอส่งสัญญาณกรุ๋งกริ๋งเรียกมณีจันทร์ที่กระจก เธอบอกลาหลวงอัครเทพ ถึงเวลาต้องกลับแล้ว

“ก็ทำไมหล่อนจะต้องไปๆมาๆหล่อนจะอยู่ เอ่อ...อยู่ที่นี่เสียเลยทีเดียวไม่ได้รึ”หลวงอัครเทพมีท่าทีอาลัยอาวรณ์

อย่างชัดเจน มณีจันทร์ซาบซึ้งใจมาก แต่เธออยู่ไม่ได้ เพราะบ้านอยู่ทางโน้น

“ทำไมหล่อนไม่คิดว่าที่นี่เป็นบ้านหล่อนล่ะ”หลวงอัครเทพมองสบตามณีจันทร์ลึกซึ้ง มณีจันทร์จำต้องปฏิเสธทั้งที่ใจจริงไม่อยากไป สัญญาจะกลับมาอีก รีบมาคุกเข่าหน้ากระจกเงา หมอกควันจากกระจกเงาลงมาคลุมร่างมณีจันทร์ ก่อนจะหายวับไปต่อหน้าหลวงอัครเทพ แล้วไปปรากฏตัวหน้ากระจกเงาในห้องของเธอเอง

เป็นจังหวะเดียวกับที่หนุ่มไขกุญแจสำรองเข้ามาในห้องพอดี ดาวถึงกับร้องอ้าวที่เห็นมณีจันทร์อยู่ นุ่มเป็นห่วงมณีจันทร์มาก ทั้งโทรศัพท์บ้านทั้งมือถือโทร.หาก็ไม่รับ เคาะประตูเรียกก็ไม่ขานตอบ เธอเลยต้องใช้กุญแจสำรองไขเข้ามา มณีจันทร์โกหกว่านอนหลับอยู่ ติดอ่านหนังสือข้ามวันข้ามคืน เลยมาหลับตอนกลางวัน ทีหน้าทีหลังนุ่มไม่ต้องตกใจและไม่ต้องเข้ามาดู นุ่มค้านเสียงหลง

“โอ๊ย...ไม่ได้หรอกค่ะ นี่คุณหนูรีบ โทร.หาคุณผู้หญิงเถอะ ท่านเป็นห่วงใหญ่แล้ว”

เจ้านายสาวพยักหน้ารับรู้ พอดาวกับนุ่มออกไป เธอรีบ โทร.หาคุณหญิงมาลิดาทันที คุณหญิงมาลิดาสบายใจที่ลูกไม่เป็นอะไร เล่าเรื่องที่ไรวัตโทร.มาบอกว่าคืนดีกับมณีจันทร์แล้ว คุณหญิงมาลิดายังไม่ทันจะบอกเรื่องไรวัตจะขอหมั้นหมายกับลูก มณีจันทร์ตัดบทถามเรื่องปี ร.ศ.112 เสียก่อน เธอคุ้นๆมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับประเทศไทยแต่จำไม่ได้เหตุการณ์อะไร

“เป็นลูกทูต เป็นคนไทยต้องรู้สิจ๊ะ...เป็นปีที่ประเทศไทยเสียดินแดนส่วนหนึ่งให้ฝรั่งเศสจ้ะ”

มณีจันทร์คิดออกทันที ต้องเป็นเรื่องนี้แน่ๆเธอรีบขอตัววางสาย เดินมาที่กระจกเงา“คุณหลวงคะ ฉันรู้แล้ว มีใครบางคนหรือมีพลังบางอย่างต้องการให้ฉันย้อนอดีตไป เขาคนนั้นต้องการให้ฉันกลับไปช่วยชาติบ้านเมือง ถ้าฉันทำสำเร็จ ประเทศไทยของเราอาจไม่ต้องเสียดินแดนก็ได้”

ครู่ต่อมา มณีจันทร์ไปถึงร้านขายหนังสือ ถามหาหนังสือเรื่องการเสียดินแดนของไทย แต่ไม่ว่าเธอจะเข้าร้านขายหนังสือร้านไหน มีคนซื้อหนังสือเล่มนี้ตัดหน้าทุกครั้ง จนถึงร้านสุดท้าย มณีจันทร์เห็นชายคนหนึ่งหยิบหนังสือการเสียดินแดนของไทยเล่มสุดท้ายไปจากชั้นวางหนังสือ แล้วเดินมาจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์

คราวนี้มณีจันทร์รีบส่งเสียงเรียกชายคนนั้น หวังจะขอซื้อหนังสือต่อ เขากลับมีท่าทางรีบร้อน คว้าหนังสือ เร่งฝีเท้าออกจากร้านไม่เอาเงินทอนด้วยซ้ำ มณีจันทร์รีบตามไปติดๆ ตะโกนเรียก

“คุณคนนั้นหยุดก่อนค่ะ...หยุดก่อนค่ะ ฉันขอซื้อหนังสือเล่มนั้นต่อ ฉันมีความจำเป็นต้องใช้ค่ะ”

ชายคนนั้นหยุดกึก หันมอง สีหน้าดุและมีอำนาจ ไม่พูดอะไรได้แต่ยิ้มแสยะให้ แล้วเดินเลี้ยวมุมตึก มณีจันทร์วิ่งตาม แต่พอพ้นมุมตึกเธอถึงกับเข่าอ่อน เพราะตรงนั้นเป็นทางตันไม่มีแม้แต่ประตูหรือหน้าต่าง

“ตรงนี้ไม่มีทางไป...เขา...หายไปเฉยๆ”มณีจันทร์ได้แต่ยืนอึ้ง

ooooooo

ตอนที่ 3

มณีจันทร์ไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีบางสิ่งอยากให้เธอย้อนอดีตกลับไปช่วย แต่กลับมีพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าขัดขวางไว้ เธอลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับไทยเสียดินแดน ปี ร.ศ. 112 ในคอมพิวเตอร์ อยู่ๆเว็บไซต์ต่างๆก็พร้อมใจกันล่ม มณีจันทร์ถอนใจเฮือก เดินมาที่หน้าต่างห้องนอนตัวเอง เงยหน้ามองท้องฟ้า

“หรือว่าท่านอนุญาตให้ฉันเดินทางไปอดีต แต่ไม่อนุญาตให้แก้ไขอะไรทั้งสิ้น...อย่างนั้นหรือเปล่าคะ”

สิ้นเสียงมณีจันทร์ไฟฟ้าดับพรึ่บแทนคำตอบ เท่านั้นยังไม่พอคอมพิวเตอร์ของเธอช็อตควันโขมง มณีจันทร์แน่ใจ มีอำนาจบางอย่างไม่ต้องการให้เธอได้ข้อมูลพวกนั้น

ooooooo

ตรองกำลังคุยโม้ให้กลุ่มของป๋องลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยฟังว่ากาวในถังเหล็ก สองใบที่วางอยู่ตรงหน้าเขาคืออาวุธชีวภาพตัวใหม่ที่เขาจะผลิตส่งขายต่าง ประเทศ ประสิทธิภาพของกาวชนิดนี้ติดได้กับทุกพื้นผิว แห้งเร็วทันใจในไม่กี่วินาทีและยังติดแน่นติดทนไม่หลุดร่อนนอกจากจะหยดน้ำยา แก้ที่เขาผลิตมาคู่กันลงไป ตรองชวนป๋องกับเพื่อนๆร่วมเป็นหุ้นส่วนผลิตกาวชีวภาพขาย ป๋องส่ายหน้า

“เป็นหุ้นกับอาจารย์ ไม่ตายในคุกก็ตายที่ศรีธัญญา”

ตรองตบหัวป๋องลูกศิษย์คนโปรดหนึ่งที ฐานไม่ให้ความเชื่อถือ จังหวะนั้น ไรวัตเข้ามาขอคุยกับตรองเป็นการส่วนตัว ตรองต้องเอากาวสองถังไปตากแดดในสวน จึงชวนไรวัตเดินไปด้วยคุยไปด้วย ไรวัตไม่รอช้าคุยอวดตรองทันที เขากับมณีจันทร์กำลังจะหมั้นกัน แม่ของมณีจันทร์ก็ทราบเรื่องนี้แล้ว

“แล้วไง มาบอกทำไม ผมไม่ใช่บาทหลวง ไม่รับจัดงานหมั้นสักหน่อย อ๋อ...คนอย่างคุณไม่มีเพื่อน เลยจะให้ผมเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวงั้นสิ...เสียใจผมไม่นับคุณเป็นเพื่อน” ตรองกวนใส่

“ผมมาบอกคุณให้อยู่ห่างๆเมณี่ต่างหาก เธอมีเจ้าของแล้ว ถ้าคุณยังมายุ่มย่ามกับเมณี่อีกอย่าหาว่าไม่เตือน” ไรวัตขู่ตามนิสัยอันธพาล ตรองเหม็นขี้หน้าไรวัต มองถังกาวในมือ คิดแผนแกล้งไรวัตให้ติดอยู่ในถังกาวโดยวางถังกาวสองใบที่พื้นให้อยู่ตรงกลาง ระหว่างเขากับไรวัต แล้วขยับถอยหลังไปเล็กน้อย พูดยั่วให้ไรวัตโกรธหวังให้เขาก้าวเข้ามาชกต่อยตนจะได้เหยียบลงไปในถังกาว แต่แทนที่ไรวัตจะเข้ามาเอาเรื่อง กลับกระชากตรองเข้าไปใกล้ คนที่เหยียบลงไปในถังกาวเลยกลายเป็นตรองเอง ไรวัตตะคอกใส่หน้าตรอง

“ผมรู้แผนคุณดี คุณล่อให้ผมทำร้ายคุณ แล้วคุณจะได้ไปฟ้องเมณี่ใช่ไหม...เสียใจ ผมไม่หลงกลคุณหรอก...ฮึ...ลาก่อน” ไรวัตปล่อยมือจากตรอง เดินจากไปไม่สนใจ ตรองพยายามดึงเท้าออกจากถัง แต่กาวแข็งตัวเรียบร้อย แถมน้ำยาแก้ก็อยู่ที่ป๋อง เหลียวหาตัวช่วยเลิ่กลั่ก...

คณบดีกำลังสอนนักศึกษาอยู่ในห้องเรียนอันแสนเงียบสงบ เปิดเทปเสียงลมเสียงนกคลอเบาๆ เพื่อให้นักศึกษาเข้าถึงธรรมชาติ แต่กลับถูกทำลายด้วยเสียงถังเหล็กสองใบกระทบพื้นดังสนั่นทั้งตึก ตรองในสภาพเท้าติดถังเหล็กเดินตาม หาป๋องตรงมาทางห้องเรียน คณบดีโมโหที่มีคนมารบกวนความสงบ วิ่งออกมามอง

“สวัสดีครับท่านคณบดี...เห็นพวกไอ้ป๋องไหมครับ” ตรองร้องทัก

คณบดีชี้มือไปด้านโน้น ตรองขอบคุณแล้ววิ่งโครมครามออกไป คณบดีเพิ่งนึกได้ ตะโกนไล่หลัง ทดลองอะไรบ้าๆอีกแล้วใช่ไหม ตรองโกยอ้าว คณบดีไล่ตาม สั่งให้หยุดหนี ป๋องกับกลุ่มเพื่อนเลี้ยวมุมตึกพอดี เห็นรองเท้าถังกาวของตรอง หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง ตรองขอน้ำยาแก้แต่ป๋องไม่ได้เอาติดตัวมาด้วยอยู่ที่ล็อกเกอร์

“นี่ ดร.หยุดนะ...ผมบอกแล้วใช่ไหมห้ามเล่นพิเรนทร์ในคณะผมอีก...หยุดนะหยุด” คณบดีตะโกนลั่น

ตรองตาเหลือกสั่งให้ป๋องกับเพื่อนๆช่วยพาหนี ป๋องกับเพื่อนหิ้วปีกตรองคนละข้างพาวิ่งหนีคณบดี

ooooooo

หลังตัดสินคดีพระยอดเมืองขวาง หลวงวิศาล-คดีตรอมใจจนล้มป่วย พิษไข้ทำให้เขาหลับตลอดเวลา อยู่ๆเมื่อตอนแจ้ง เขากลับรู้สึกตัวเรียกหาหลวงอัครเทพ ภริยาของหลวงวิศาลคดีจึงให้คนไปเชิญหลวงอัครเทพมาพบ หลวงวิศาลคดีเห็นหลวงอัครเทพ มาเยี่ยมรีบคว้ามือไว้ พูดอย่างเหนื่อยหอบแทบไม่มีเรี่ยวแรง

“...พ่อเทพ...อาฝัน...ฝันว่ามีคนมาช่วยเรา”

“คนช่วยเรา...เรื่องชาติบ้านเมืองขณะนี้ใช่ไหมขอรับ”

“ใช่...อาฝัน...ฝันถึงที่แปลก” หลวงวิศาลคดีมีจิตใจมุ่งมั่นจะช่วยบ้านเมืองไม่ให้สูญเสียดินแดนให้พวกฝรั่ง แม้ร่างกายจะป่วยหนัก แต่เขาสามารถถอดจิตไปปรากฏร่างเป็นชายแก่ขายของเก่าที่ขายกระจกข้ามภพให้มณี จันทร์ เมื่อเขาข้ามไปอีกภพหนึ่งภาพที่เห็นจึงเป็นเหมือนภาพในความฝัน

“ยังมีอีก...อาเห็นเขานั่งคุยกับพ่อเทพ...ผู้หญิงแต่งตัวแปลก กิริยาแปลก สวยเหมือนเทพธิดา”

หลวงอัครเทพตกใจ ยังไม่ทันจะถามอะไร หลวงวิศาล–คดีไออย่างหนัก มีเลือดกระเซ็นออกมาด้วย หายใจหอบถี่ดิ้นทุรนทุราย หลวงอัครเทพเห็นไม่เข้าที สั่งทาสที่นั่งเฝ้าให้รีบไปตามหมอ แล้วหันมาบอกหลวงวิศาลคดีนอนนิ่งๆ อย่าเพิ่งพูดอะไร

“อาไม่กลัวตาย...ถ้าจะตาย...ก็ขอกลายเป็นผีช่วยบ้านเมือง...ถ้าช่วยไม่ได้...ก็จะไปหาคนมาช่วย”

จังหวะนั้น ภริยาของหลวงวิศาลคดีนำหมอฝรั่งเข้ามา หลวงอัครเทพรีบถอยมายืนมองห่างๆ...

ในเวลาเดียวกัน มณีจันทร์ไม่รู้จะไปหาข้อมูลเรื่องไทยเสียดินแดน ปี ร.ศ.112 จากไหน นึกถึงกุลวรางค์เพื่อนผู้รอบรู้ขึ้นมาได้ รีบตรงไปขอความช่วยเหลือ...กุลวรางค์คีย์คอมพิวเตอร์เพื่อหาข้อมูลให้มณี จันทร์ แต่เว็บไซต์ล่ม แถมคอมพิวเตอร์ติดๆดับๆ เนื่องจากกระแสไฟตก

เหมือนจิตของหลวงวิศาลคดีจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับมณีจันทร์ ทั้งที่หมอกำลังตรวจรักษาเขาอยู่ เขายังพยายามส่งจิตไปช่วย มณีจันทร์เองก็พยายามหาคนช่วยเหลือ หันหลังให้เพื่อนรัก แอบพนมมือตั้งจิตอธิษฐาน

“ไม่ว่าใครหรือสิ่งใดก็ตามที่อยากให้เมณี่เดินทางข้ามภพไปทำงานให้ประเทศ ชาติ ขอให้ช่วยเมณี่ในการหาข้อมูลครั้งนี้ด้วย” คำอธิษฐานของมณีจันทร์บวกกับจิตมุ่งมั่น ของหลวงวิศาลคดี ทำให้ไฟฟ้าในบ้านกุลวรางค์กลับเป็นปกติ เว็บไซต์ต่างๆ ก็ใช้งานได้ตามปกติเช่นกัน ส่วนหลวงวิศาลคดีหมดแรงหลับไป...

ภริยาของหลวงวิศาลคดีเล่าให้หลวงอัครเทพฟังว่าเมื่อวันก่อน เธอไปกราบสมเด็จที่วัด ท่านนั่งทางในแล้วบอกว่าหลวงวิศาลคดียังไม่สิ้นในเวลาอันใกล้ และที่เขานอนหลับไม่รู้เนื้อรู้ตัวเพราะจิตวิญญาณรักชาติของเขาท่องเที่ยวไป ในภพอื่น หลวงอัครเทพงุนงง...
ในขณะที่หลวงวิศาลหลับอยู่นั้น เขาถอดจิตข้ามภพมาปรากฏร่างเป็นแมสเซ็นเจอร์สอดเอกสารบางอย่างไว้ในตู้ ไปรษณีย์บ้านกุลวรางค์ กดกริ่งก่อนจะขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป เด็กรับใช้บ้านกุลวรางค์ออกมาดูไม่เห็นคนส่ง หยิบเอกสารจากตู้ไปรษณีย์เข้าบ้าน หลวงวิศาลคดียิ้มทั้งหลับ เพราะถอดจิตไปช่วยสำเร็จ...

กุลวรางค์หาข้อมูลการเสียดินแดนของไทย ปี ร.ศ.112 ได้ในที่สุด คอมพิวเตอร์แสดงภาพแผนที่ไทยเสียไปถึง 6 ครั้ง ในยุคล่าอาณานิคมของฝรั่ง เลือดรักชาติพุ่งพล่านไปทั่วร่าง เจ็บปวดไปกับคนไทยในเวลานั้น กุลวรางค์นึกขึ้นได้จะมัวหาข้อมูลอยู่ทำไมในเมื่อคุณย่าของเธอสามารถเล่า เหตุการณ์นี้ให้ฟังได้

ครู่ต่อมา กุลวรางค์พามณีจันทร์ไปพบกับคุณย่าของเธอซึ่งแก่มากแล้ว คุณย่าเห็นมณีจันทร์กวักมือเรียกให้เข้ามาใกล้ๆ พึมพำทำไมหน้าคุ้นเหลือเกิน แต่นึกไม่ออกเคยเจอที่ไหน กุลวรางค์งง จำได้ไม่เคยพามณีจันทร์มาพบคุณย่ามาก่อน ออกตัวว่าท่านอายุเกือบร้อยปีแล้ว บางวันก็เลอะเลือนพูดไม่รู้เรื่องแต่วันนี้ดูสดใสดี

“ท่านเกิดในยุคนั้นหรือกุล”

“ท่านไม่ได้อยู่ในยุคนั้นโดยตรง แต่พ่อแม่ของท่านเล่าเรื่องให้ท่านฟังเพื่อให้ลูกหลานจดจำความเจ็บปวดของคน ยุคนั้นให้ขึ้นใจ” กุลวรางค์นึกขึ้นได้ ไหนๆมีพยานบุคคลที่จะเล่าเหตุการณ์ในสมัยนั้นให้ฟังแล้ว เราก็น่าจะไปยังสถานที่เกิดเหตุด้วยเลย ไม่นานนัก สองสาวเข็นรถเข็นพาคุณย่ามาเที่ยวชมป้อมพระจุล

คุณย่าเริ่มเล่าเหตุการณ์ย้อนอดีตให้ฟัง “พ่อแม่ของฉันเล่าว่า ปี ร.ศ.112 กินอิ่มนอนหลับทันทีที่เรือรบฝรั่งเศสไปถึงไซง่อน พระเจ้าอยู่หัวให้เร่งซ่อมแซมติดปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลด้วยราชทรัพย์ส่วนพระองค์”

“เรือ...เรือรบแบบที่ลำใหญ่ๆที่เราเห็นในหนังฝรั่งน่ะหรือกุล”

“ใช่...เรือลำใหญ่ที่มีปืนใหญ่กระบอกเบ้อเริ่มบรรจุกระสุนเต็มลำละเมิดอธิปไตยมาจ่อเราถึงจมูกตรงนี้”

คุณย่าเล่าเสริมว่า เรือรบของฝรั่งเศสสองลำแล่นมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วมาจอดแถวโรงแรมโฮเรียลเต็ลตั้งใจจะฉลองวันชาติฝรั่งเศสหน้าสถานทูตของตน แต่ปากกระบอกปืนเล็งมายังใจกลางพระนคร ชาวบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเห็นเรือรบฝรั่งเศส ช่วยกันปาข้าวของใส่ บ้างตะโกนขับไล่อย่างไม่เกรงกลัว

ทุกคนเหมือนหนูที่พยายามต่อสู้ราชสีห์ตัวใหญ่มหึมา ขณะพวกผู้เฒ่าผู้แก่ยืนปาดน้ำตาหวาดกลัวประเทศสยามจะถูกพวกนั้นยึดครอง คุณย่านิ่งไปอึดใจก่อนจะเล่าต่อ

“มีเรือนำร่องบุกเข้ามายิงกับปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลนี่ ฝรั่งเศสสูญเสียทหารไปเพียง 3 นาย บาดเจ็บ 3 นาย ส่วนสยามเสียทหารไปทั้งหมด 8 นาย บาดเจ็บ 40 นาย ทั้งเรือและอาวุธของเราด้อยกว่าเขาทุกประการ

จากนั้น กุลวรางค์กับมณีจันทร์เข็นรถเข็นพาคุณย่ามาถึงพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.5 ที่ประดิษฐานอยู่ ณ ป้อมพระจุล หลังจากทั้งสามคนก้มกราบพระบรมราชานุสาวรีย์ ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแล้ว คุณย่ายังคงเล่าให้สองสาวฟังอย่างต่อเนื่องว่า คนไทยทุกคนในยุคนั้น เจ็บปวดหัวใจที่ถูกพวกฝรั่งย่ำยี และผู้ที่เจ็บปวดที่สุดคือพระเจ้าอยู่หัว ร.5 ถึงกับประชวร มณีจันทร์ได้ฟังยิ่งเจ็บปวดใจ...

กลับถึงบ้านกุลวรางค์แล้ว แต่มณีจันทร์ยังติดใจสงสัยไม่หาย ทำไมอยู่ๆพวกฝรั่งเศสถึงกล้าเอาเรือรบเข้ามาในประเทศของเรา กุลวรางค์เล่าตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่าเกิดจากคดีพระยอดเมืองขวาง เธอกำลังจะอธิบายคดีนี้ให้มณีจันทร์ฟัง แต่เหลือบเห็นโบรชัวร์ภาพยนตร์สารคดีเรื่องพระยอดเมืองขวางวางอยู่บนโต๊ะรับแขกเสียก่อน กุลวรางค์ชะงัก ถามเด็กรับใช้ที่เอาน้ำมาให้ว่าใครเอาเอกสารนี้มา

“มีคนเอามาใส่ตู้ไปรษณีย์ตั้งแต่เมื่อกลางวันค่ะ”

กุลวรางค์ยื่นโบรชัวร์ให้มณีจันทร์ บอกให้ไปดูสารคดีเรื่องนี้จะได้เข้าใจ มณีจันทร์มองอึ้ง วันก่อนเธอตามหาข้อมูลพวกนี้แทบตาย มาวันนี้ ข้อมูลทุกอย่างกลับประเคนมาให้ถึงที่ เป็นเพราะเหตุใดกันแน่

ooooooo

พอได้เวลาที่ต้องเก็บกวาดห้องหลวงอัครเทพ พวกทาสหญิงต่างเกี่ยงกันเพราะกลัวผีสาวในห้องนั้น อิ่มเลยต้องใช้วิธีจับติ้ว ทาสหญิงคนอื่นๆรอดตัวไม่มีใครจับได้ติ้วสีแดง เหลือเพียงอิ่มกับม้วนและติ้วอีกสองอัน อิ่มเจ้าเล่ห์รู้อันไหนติ้วแดงอันไหนไม่ใช่ จัดแจงยัดติ้วแดงใส่มือม้วน

แต่ม้วนไม่ยอมให้อิ่มโกงง่ายๆสองคนจึงตบตีกันอุตลุด คุณหญิงแสร์เข้ามาเห็นเอาน้ำสาดใส่ทั้งคู่ อิ่มไม่ดูตาม้าตาเรือจะตบคนสาดน้ำสั่งสอน หันขวับเห็นคุณหญิงแสร์ยืนอยู่

ถึงกับเข่าอ่อนลงไปนั่งไหว้ปลกๆ...

ขณะเดียวกัน ที่ห้องหลวงอัครเทพ มณีจันทร์ข้ามภพมาเจอหลวงอัครเทพนั่งรออยู่ ดีใจ ยิ้มหน้าทะเล้นบอกคิดถึงเขามาก หลวงอัครเทพทำหน้าไม่ถูก มณีจันทร์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ กระเซ้าว่าที่เขาเลื่อนเก้าอี้มารอหน้ากระจกแบบนี้ เพราะคิดถึงเธอเหมือนกันใช่ไหม หลวงอัครเทพเขินที่เธอรู้ทัน ทำเสียงดุกลบเกลื่อน

“อยากโดนไม้เรียวรึ...กิริยาของหล่อนนี่เหมือนลิงหลอกเจ้าไม่ปาน”

“โอ๊ย...เหมือนที่ไหน ลิงต้องทำท่าอย่างนี้” มณีจันทร์ว่าแล้วทำท่าลิง หลวงอัครเทพยิ้มออกมาจนได้...

ฝ่ายคุณหญิงแสร์โกรธจะลงหวายพวกทาสที่กลัวผีจนไม่มีใครยอมทำห้องให้หลวงอัครเทพ ม้วนกับอิ่มเลิกเป็นอริกันชั่วคราว ช่วยกันยืนยันห้องคุณหลวงมีผีสาวจริงๆ พวกทาสที่เดินผ่านห้องท่านได้ยินกันทุกคน

“ข้าไม่เชื่อ ร้อยไม่เชื่อพันไม่เชื่อ ข้าเข้าออกห้องคุณหลวงทุกวันทั้งกลางวันกลางคืน ถ้ามีผีจริงข้าต้องเห็นก่อนสิ...นี้อะไร้” คุณหญิงแสร์ด่าไปพลางเหลือบขึ้นมองไปหน้าต่างห้องลูกชาย เห็นมณีจันทร์โผล่หน้าออกมามองทางอื่นไม่ได้มองมาทางตน คุณหญิงแสร์ถึงกับเข่าอ่อนลงไปนั่งกับแคร่ ขนลุกซู่ ทำท่าจะเป็นลม

มณีจันทร์ผลุบหายไปแล้ว แต่คุณหญิงแสร์ยังนั่งตะลึง ขาบเห็นท่าไม่ดีสั่งอิ่มไปละลายยาหอมมาให้ท่าน คุณหญิงแสร์รวบรวมสติได้ ฮึดสู้ถึงจะเป็นผี เธอจะต้องรู้ความจริงให้ได้ ตะโกนลั่น

“ไม่ต้อง ข้าจะไปห้องคุณหลวง” คุณหญิงแสร์สาวเท้าออกไปทันที ขาบสั่งให้อิ่มตามท่านไป...

หลวงอัครเทพต้องแปลกใจมากเมื่อรู้ว่ามณีจันทร์มีความรู้ด้านภาษาเป็นอย่างดี ทั้งอังกฤษ เยอรมัน  และฝรั่งเศส โดยเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเพราะคนที่รู้ภาษาต่างประเทศในยุคของเขามีไม่มาก มณีจันทร์นึกในใจ

“อืม...เราถึงเสียเปรียบเขาเพราะเรามีคนรู้ภาษาน้อย ...ต้องเพราะเหตุนี้แน่”

มณีจันทร์ยังได้รู้อีกว่าหลวงอัครเทพทำงานที่กรมท่าซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการต่างประเทศ ข้อสงสัยต่างๆเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มณีจันทร์เข้าใจแล้วทำไมพลังพิเศษส่งเธอมาหาเขา ทันใดนั้น มีเสียงเคาะประตูห้องดังปังๆ

“พ่อเทพๆ...อยู่กันแค่นี้ทำไมต้องลั่นดาล เปิดประตูเดี๋ยวนี้” คุณหญิงแสร์เอ็ดตะโรลั่น

“คุณหญิงโมโหอะไรคุณหลวงคะ ทำไมต้องดุด้วย...หรือว่า...คุณหญิงเห็นผีแล้ว” อิ่มตาเบิกโพลง

คุณหญิงแสร์เกลียดคนรู้ทัน สั่งให้อิ่มเอาหัวโขก

ข้างฝาเดี๋ยวนี้ อิ่มหน้าเสีย รีบทำตามคำสั่ง คุณหญิงแสร์ตะโกนเร่งลูกชายอีก หลวงอัครเทพค่อยๆแง้มประตูห้องออกมาทำท่างัวเงีย ขอโทษที่เปิดประตูช้าเขาเผลอหลับไป คุณหญิงแสร์ผลักลูกชายพ้นทาง พรวดพราดเข้าไปในห้อง เดินหาจนทั่วไม่เจอทั้งผีทั้งคน...

ด้านมณีจันทร์กลับมาห้องตัวเองได้อย่างหวุดหวิด โชคดีที่สัญญาณเรียกของกระจกเงาดังขึ้นก่อน

“เลยไม่ได้ถามเรื่องคดีพระยอดเมืองขวางเลย คงต้องดิ้นรนต่อเองแล้วมั้ง...เฮ่อ” มณีจันทร์หนักใจ...

ตอนที่ 4

หลวงอัครเทพไม่ได้ฟังคุณหญิงแสร์ชื่นชมน้ำพริกมะขามชาววังฝีมือประยงค์ที่คุณหญิงสรเดชอุตส่าห์ฝากมาให้ เพราะมัวแต่นั่งมองข้าวเหนียวใจลอยหวนคิดถึงคำพูดของมณีจันทร์ที่ว่า

“...ข้าวเหนียวก้อนนี้ที่ฉันป้อนจะหวานกว่าปกติอีกสองเท่านะ...อ่ะ อ้ำ กินซะนะ...กินข้าวเหนียวคราวหน้า คิดถึงฉันด้วยนะคุณหลวง”

หลวงอัครเทพยิ้ม คว้าข้าวเหนียวเปล่าๆใส่ปากเคี้ยวอย่างอารมณ์ดี ไม่สนใจน้ำพริกมะขามแม้แต่น้อย คุณหญิงแสร์เห็นท่าทางลูกชายแล้วหนักใจ...

ใกล้ถึงงานคอนเสิร์ตการกุศล มณีจันทร์จำต้องมาซ้อมร้องเพลงที่หอประชุมซึ่งใช้เป็นที่จัดงานเพราะรับปากกุลวรางค์เอาไว้ มณีจันทร์ไม่มีสมาธิท่องเนื้อเพลงเป็นกังวลประตูกาลเวลาจะเปิดตอนเธอไม่อยู่บ้าน พอมีเสียงคล้ายเสียงเรียกของนาฬิกา เธอจะลุกพรวดเตรียมกลับบ้าน ตรองอดถามไม่ได้ว่าเป็นอะไรไป

“เตรียมพร้อมไว้ ถ้ามีอะไรปั๊บจะได้ออกรถได้เลย ยี่สิบนาทีก็ถึงบ้าน” มณีจันทร์อ้าง

“บ้านมันมีขาหรือ คราวหน้าออกมาก็ล่ามโซ่ไว้สิ มันจะได้ไม่หาย จะได้ไม่ต้องรีบกลับ ฮิฮิ...ขำปะ”

“ลุคใหม่ เสื้อผ้าใหม่ก็พอจะหลอกตาได้แต่ไอ้ที่พยายามตลกน่ะมันหลอกไม่ได้ ยังไงมันก็ไม่ตลก”

ตรองจ๋อย มณีจันทร์แปลกใจไม่หายตรองจะเปลี่ยนลุคไปทำไม ตรองไม่ได้อยากเปลี่ยนแต่กุลวรางค์เปลี่ยนให้เพราะคิดว่าเขาชอบมณีจันทร์ แค่มองตาเพื่อน มณีจันทร์ก็รู้แล้วว่าเขาชอบกุลวรางค์ แต่ตรองไม่ยอมรับ ทำเฉไฉพูดเรื่องอื่น ด้านกุลวรางค์กำลังซ้อมเพลงประสานเสียงกับลูกศิษย์อยู่บนเวที แต่ลูกศิษย์ร้องเพลงรักไม่เข้าถึงอารมณ์ความรักสักที กุลวรางค์จึงต้องอธิบายให้พวกนั้นเข้าใจว่าความรักคืออะไร

“ความรักเกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล นึกอยากเกิดก็เกิด นึกอยากเลิกแต่กลับเลิกไม่ได้...ความรักคือการแบ่งปัน โลกใบเล็กๆของเราถูกแบ่งเป็นสองทันทีที่มีความรัก...ความรักไม่มีพรมแดนไม่สนใจอดีต ไม่สนใจอนาคตและไม่มีเงื่อนไขใดๆ”

น้ำเสียงและแววตาซึ้งๆของกุลวรางค์ ทำให้ตรองมณีจันทร์และกลุ่มลูกศิษย์ของกุลวรางค์ซาบซึ้งใจไปกับความรัก โดยเฉพาะมณีจันทร์จับนาฬิกาพกของหลวงอัครเทพที่ห้อยคอไว้คิดถึงเจ้าของนาฬิกาเหลือเกิน กุลวรางค์สั่งให้ลูกศิษย์ลองร้องเพลงนี้อีกครั้งและให้ใส่หัวใจรักลงไปด้วย บทเพลงของลูกศิษย์ไพเราะขึ้นมาทันที ตรองลอบมองกุลวรางค์อย่างชื่นชม...

หลวงอัครเทพสั่งให้ขาบยกโต๊ะทำงานเข้ามาตั้งในห้องตัวเองอีกหนึ่งชุด ขาบงงทำงานคนเดียว ทำไมต้องมีโต๊ะทำงานตั้งสองชุด หลวงอัครเทพไม่ตอบ ก้มหน้าก้มตาจัดเตรียมโต๊ะทำงานให้มณีจันทร์ต่อ

ooooooo
การซ้อมเพลงเสร็จเรียบร้อย ถึงเวลาที่คนงานเข้ามาเตรียมเวทีสำหรับการแสดง โดยมีกุลวรางค์คอยกำกับอยู่ใกล้ๆ มณีจันทร์นั่งมองนาฬิกาที่ห้อยคอพึมพำกับตัวเอง เมื่อไหร่จะมีสัญญาณเรียกสักที หลายวันแล้วที่ไม่เจอหน้าหลวงอัครเทพ กุลวรางค์เห็นเพื่อนเอาแต่นั่งเหม่อ สั่งให้ซ้อมร้องเพลงไปเรื่อยๆ

“แกกำลังดูพวกงานเวที ฉันกลับไปซ้อมที่บ้านได้ไหม” มณีจันทร์อ้อน

กุลวรางค์ไม่ยอม พรุ่งนี้ถึงวันแสดงจริงแล้วเกิดติดขัดอะไรเธอจะได้ช่วยแก้ไข มณีจันทร์จำใจต้องอยู่ต่อ กุลวรางค์ขัดใจมากเมื่อระบบแสงและเสียงบนเวทีขัดข้อง แถมช่างใหญ่ไม่อยู่ไปต่างประเทศกว่าจะกลับพรุ่งนี้เช้า กุลวรางค์รอไม่ไหวต้องการให้เวทีเรียบร้อยภายในคืนนี้ ตรองรับอาสาจะดูแลเรื่องนี้ให้มณีจันทร์ทักท้วงทันที “เฮ้ย...แกเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ช่างไฟ นี่ถ้าทำเวทีเขาระเบิด งานพังติดหนี้หัวโต แถมยายกุลโกรธข้ามชาติข้ามภพเลยนะ”

“ไม่ได้ทำเองมีเด็กช่วย ไม่อยากจะบอกงานเวทีที่คณะ ดร.ตรอง แอนด์เดอะแก๊งทั้งนั้น เดี๋ยวขอโทร.หาพวกมันก่อน” ตรองโม้จบ หยิบมือถือขึ้นมากดหาป๋องกับเพื่อนๆ

ไม่นานนัก ตรอง ป๋องกับผองเพื่อนก็จัดการระบบแสงและเสียงให้ใช้การได้ แต่พอกุลวรางค์ทดสอบการใช้งาน สั่งให้แสงและเสียงเป็นเพลงช้า กลับได้เพลงเร็ว พอสั่งให้เป็นบรรยากาศสนุกสนานกลับได้เพลงเนิบๆแทน ทดลองอยู่หลายรอบไม่ได้ดั่งใจกุลวรางค์โวยวายลั่น เก็บข้าวของทำท่าจะกลับบ้าน

“ฟังผมก่อนนะ ขอเวลาแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวก็จัดการได้... เฮ้ย...ไอ้ป๋องทำอะไรสักอย่างสิ” ตรองโวยลั่น...

ค่ำแล้วกว่าตรองกับลูกศิษย์จะควบคุมทุกอย่างได้ มณีจันทร์รอจนงีบหลับคาเก้าอี้ ตรองทดสอบแสงและเสียงเป็นครั้งสุดท้าย กดปุ่มสั่งให้เป็นเพลงธรรมชาติสงบเยือกเย็น ก็ได้ตามต้องการทันที กุลวรางค์ยิ้มออกพยักหน้าให้ตรองเป็นทำนองว่าต้องเป็นแบบนี้ มณีจันทร์ได้ยินเสียงเพลงก็สะดุ้งตื่น ก้มมองนาฬิกาที่ห้อยคอ

“ประสาทจะหลอนตายไหมเนี่ย ได้ยินเสียงอะไรกรุ๋งกริ๋งก็นึกว่าเป็นเสียงนาฬิกาไปหมด”

มณีจันทร์นอนต่อ สักพัก มีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ของจริง หญิงสาวลุกพรวดคว้ากระเป๋าถือแอบย่องออกไป กุลวรางค์มัวแต่ตรวจความเรียบร้อยบนเวทีหันมามองอีกที เพื่อนหายตัวไปแล้ว เดินตามจนทั่วก็ไม่เจอ ซ้ำมือถือก็ปิด กุลวรางค์สงสัยมณีจันทร์ต้องหนีกลับบ้านแน่ๆ...

มณีจันทร์ร้อนใจ รถติดอยู่บนถนนไปไหนไม่ได้ เปิดกระจกรถถามรถคันข้างๆว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมรถติดขนาดนี้ ได้ความว่าข้างหน้ามีอุบัติเหตุ มณีจันทร์มองนาฬิกาที่ยังส่งเสียงไม่หยุด กังวลใจมาก

“นาฬิกายังดังอยู่เลย ประตูกาลเวลาจะรอเราได้นานแค่ไหนนะ...คุณหลวงขา...รอก่อนนะคะ”
พักใหญ่กว่ามณีจันทร์จะถึงบ้าน เธอวิ่งหน้าตั้งตรงไปห้องตัวเอง สวนกับนุ่มพอดี เสียงนาฬิกายังดังต่อเนื่องมณีจันทร์หยุดกึก ถามนุ่มได้ยินเสียงจากนาฬิกาเรือนนี้ไหม นุ่มไม่ได้ยินอะไร

“ขอบใจ ฉันจะนอนเลยนะ ห้ามใครรบกวน” มณีจันทร์วิ่งปรู๊ดเข้าห้อง ปิดประตูล็อก แล้วพุ่งไปยืนหน้ากระจกเงาโบราณ แต่พอข้ามภพมาถึงห้องหลวงอัครเทพกลับเห็นเขานอนหลับอยู่บนเตียง มณีจันทร์เดินมาดู

“โธ่...ไอ้เราก็รีบแทบตาย คุณหลวงหลับปุ๋ยสบายเชียวนะ...

แบบนี้แสดงว่า ประตูกาลเวลาจะติดตามฉันเสมอไม่ว่าจะอยู่ใน หรือนอกบ้านและมันจะรอคอยฉันเสมอ รอคอยฉันคนเดียว”

มณีจันทร์คุกเข่า ยื่นหน้าเข้าไปดูเขาใกล้ๆ “ยิ่งเวลาหลับ ยิ่งหล่อ วันนี้ไม่เห็นตาวิบวับคู่นั้น อืม คิ้วจมูกปากรับกันได้รูปสมชายชาตรี”

“หล่อนจะทำอะไรฉัน” หลวงอัครเทพพูดทั้งที่ยังไม่ลืมตา หวังจะแกล้งมณีจันทร์คืน

หญิงสาวถึงกับผงะหงายหลังหัวโขกพื้น หลวงอัครเทพตกใจ ลืมตัวคว้าตัวเธอเข้ามาใกล้ มองหาบาดแผลที่หัว โล่งใจไม่เจออะไร มณีจันทร์ยิ้มปลื้มใจที่เขาเป็นห่วงเป็นใย หลวงอัครเทพรู้สึกตัวรีบปล่อยมือแล้วลุกไปหยิบเอกสารบนโต๊ะ

ทำงานแก้เขิน ถามมณีจันทร์ดึกแล้วทำงานไหวหรือเปล่า

“ไม่ไหว...ง่วง...โห หมอนท่านหอมจัง นอนเลยดีกว่า” มณีจันทร์ล้มตัวลงนอนบนเตียงหน้าตาเฉย หลวงอัครเทพส่ายหน้าระอาในความทะเล้น ตกลงเธอจะนอนจริงๆหรือ มณีจันทร์แค่ล้อเล่นยื่นมือให้เขาช่วยดึงเธอลุกขึ้นที หลวงอัครเทพเฉย ลงนั่งทำงานไม่สนใจ มณีจันทร์พึมพำเบาๆ

“ถือตัวชะมัด จะแตะตัวเราตอนเผลอเท่านั้นนะเนี่ย คนโบราณนี่กว่าจะได้เจอหน้าได้คุยได้แตะมือ โห เป็นปลากัดก็คงท้องไปหลายรอบแล้ว...เฮ่อ...แล้วดูเราสิ เขาต้องว่าเราไม่ใช่กุลสตรี...ไม่ได้ๆ...รักษาภาพๆต้องรักษาภาพหญิงสูงศักดิ์”

มณีจันทร์ลุกจากเตียง ทำหน้าเชิดคอตั้ง เยื้องย่างมาที่โต๊ะทำงาน

หลวงอัครเทพสงสัยคอเป็นอะไรไป มณีจันทร์ไม่ต่อปาก

ต่อคำด้วย หันมายิ้มพองาม นั่งที่โต๊ะทำงานซึ่งหลวงอัครเทพจัดไว้ให้เธอโดยเฉพาะ ยกมือไหว้อย่างอ่อนช้อย จีบปากจีบคอพูดเนิบนาบ

“กราบขอบพระคุณค่ะ สำหรับโต๊ะทำงานชุดนี้” มณีจันทร์วางท่าสง่า หลวงอัครเทพอดขำไม่ได้

ooooooo

มณีจันทร์และหลวงอัครเทพนั่งทำงานถึงฟ้าแจ้ง มณีจันทร์หิวน้ำมองหาน้ำดื่ม เห็นแต่ป้านน้ำชาวางอยู่ไม่ค่อยอยากดื่มชา หันไปถามเขาว่ามีแต่น้ำชาหรือ หลวงอัครเทพนั่งทำงานเฉยเหมือนไม่ได้ยิน แต่อยู่ๆเขาลุกขึ้นไปรินน้ำชาเอามาให้ มณีจันทร์มองคาดไม่ถึง

“ผู้ชายในยุคหน้าดีกับผู้หญิงมากขึ้นใช่รึไม่ เป็น gentleman...สุภาพบุรุษมากขึ้นน่ะ”

“ค่ะ...ผู้ชายยอมให้ผู้หญิงมีโอกาสได้เรียนทุกอย่างเหมือนผู้ชาย”

“เรากำลังจะมีโรงเรียนสตรี พระพุทธเจ้าหลวงและ

ข้าราชบริพารอย่างเรากำลังเร่งปฏิรูปบ้านเมืองในทุกทาง เราดีใจที่ได้ยินว่าการทำงานหนักของพวกเราส่งผลถึงอนาคตอย่างไร”

“โอกาสของผู้หญิงมีมากขึ้นก็จริง แต่ก็มีผู้ชายหลายคนนิยมเผด็จการโดยไม่รู้ตัว เขาเอาความดีงามในแบบของเขามายัดเยียดให้ผู้หญิงโดยไม่คิดจะถามสักนิดว่าเป็นความดีงามในแบบที่หล่อนต้องการหรือไม่”

“ผู้ชายข้างตัวหล่อนเป็นเช่นนั้นอยู่รึ” หลวงอัครเทพเห็นมณีจันทร์หลบตา แอบใจเสียเล็กน้อยที่มีชายอื่นอยู่ข้างเธอ แต่ไม่ถามอะไร “ต้องขอโทษ บางทีก็ลืมเป็น gentleman กับหล่อน จะพยายามให้มากขึ้น หากหล่อนอึดอัดในเรื่องใด ขอให้บอก”

“ท่านอุตส่าห์ถาม อุตส่าห์พยายามปรับตัว ทั้งๆที่ไม่ใช่รูปแบบที่ท่านเติบโตมา แค่นี้ก็เป็น gentleman แล้วค่ะ”

มณีจันทร์พูดจบ เดินไปที่หน้าต่าง เห็นบรรยากาศยามเช้าที่มีแต่เสียงนกร้อง เสียงไก่ขัน มีแต่เรือพาย ไม่มีตึกสูงไม่มีเสียงรถราวิ่งขวักไขว่ หลวงอัครเทพเดินมายืนเคียงข้างเธอ มองทิวทัศน์งามยามรุ่งอรุณด้วยกัน

“ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะได้เจอกันอีกหรือไม่ ฉันจะจดจำความงามนี้ไว้ตลอดชีวิต”

ทั้งสองสบตากันสายตาเปี่ยมไปด้วยความรัก

ooooooo

หลวงอัครเทพจำต้องออกไปกินข้าวเช้ากับคุณหญิงแสร์เพราะไม่อยากให้ใครมาตามที่ห้อง ทิ้งมณีจันทร์นั่งทำงานอยู่คนเดียว มณีจันทร์รวบรวมเอกสารที่ทำเสร็จแล้วเรียงเป็นตั้งๆวางไว้บนโต๊ะทำงาน ท้องของเธอเริ่มส่งเสียงร้อง มณีจันทร์เห็นหลวงอัครเทพหายไปนาน แง้มประตูห้องดู

“ไม่มีใครอยู่เลย...ฮิๆ บ้านน่าอยู่ชะมัด ฉันจะมีโอกาสได้ออกไปเดินข้างนอกบ้างไหมเนี่ย”

มณีจันทร์เปิดประตูกว้างอีกนิดเพื่อให้มองเห็นบริเวณบ้านชัดๆ ย่ามใจว่าไม่มีใครอยู่ ลมพัดซู่ พัดพากองเอกสารลอยผ่านหน้าเธอไปที่ลานหน้าห้อง หญิงสาวรีบคว้าแต่ไม่ทัน เอกสารลอยเกลื่อนลาน มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร มณีจันทร์วิ่งตามไปเก็บเอกสารไกลจากห้องหลวงอัครเทพเรื่อยๆ...

ขาบ อิ่มกับม้วนวิ่งมาเก็บกระบุงใส่ผ้าที่กระจัดกระจายใต้ถุนเรือนด้วยแรงลม ก่อนจะวิ่งขึ้นไปเก็บข้าวของอื่นๆบนเรือน ทั้งสามเริ่มเข้าใกล้มณีจันทร์เข้ามาทุกที อิ่มเห็นหางตา มีคนแต่งดำขาวก้มๆเงยๆเก็บกระดาษอยู่แถวนั้น แต่พอหันไปมอง มณีจันทร์หายเข้าหลืบพอดี อิ่มสะบัดหัวนึกว่าตาฝาด ก้มเก็บของต่อไม่สนใจ ขาบก็เห็นมณีจันทร์แวบๆเช่นกันแต่ไม่ได้สนใจมัววุ่นวายตามเก็บข้าวของ

ม้วนกับมณีจันทร์อยู่ใกล้กันมาก ความที่พะวงกับสิ่งที่ทำตรงหน้าทำให้ทั้งคู่ไม่เอะใจ ม้วนนึกว่ามณีจันทร์เป็นบ่าวสักคนกำลังเก็บกระดาษ เลยหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้โดยไม่ได้มองหน้า พอทั้งคู่รู้ตัว เหลียวมองหน้ากัน ตกใจ ร้องกรี๊ดๆประสานเสียง มณีจันทร์เผ่นเข้าห้อง ขณะที่ม้วนปิดหน้าปิดตาร้องลั่น

“ผี...ผีหลอก”

เสียงร้องของม้วนดังไปถึงหูหลวงอัครเทพกับคุณหญิงแสร์ ทั้งคู่วางมือจากกินข้าวรีบมาดู เห็นขาบกับอิ่มกำลังประคองม้วนที่หน้าซีดเซียวทำท่าจะเป็นลม ละล่ำละลักว่า

“ข้า...เห็นผี...ผีผู้หญิง...สวย...ผิวขาวอย่างกับหยวก แต่งตัวประหลาด...สีขาวดำ”

หลวงอัครเทพหน้าเสีย ที่ม้วนพูดมาคือมณีจันทร์ชัดๆ ขาบกับอิ่มเพิ่งตระหนักว่าตัวเองก็เห็นผีขาวๆดำๆที่ม้วนว่าเช่นกันพากันร้องเสียงหลง คุณหญิงแสร์ตกใจที่คราวนี้เห็นผีทีเดียวสามคน ตะโกนสั่งการลั่น

“ไปตามบ่าวทุกคนมา ออกตามหาให้ทั่ว ไม่ว่าจะผีหรือคน ตามจับมันมาให้ข้า...”

หลังจากบ่าวไพร่ออกค้นหาทั่วเรือนก็วิ่งกลับมาเรียนคุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพว่าไม่เจอ ขาบตั้งข้อสังเกต ถ้าเป็นผีพวกเราจะหาเจอได้อย่างไร บ่าวทุกคนตาเหลือกขยับตัวชิดกัน กลัวผีขึ้นมาทันที หลวงอัครเทพสีหน้าไม่สบายใจจนคุณหญิงแสร์สังเกตเห็น ถามลูกชายมีอะไรจะบอกหรือเปล่า

“อย่ากลัวกันนักเลย ไม่ใช่ผีดอก”หลวงอัครเทพว่าพลางถอนใจ

“ไม่ใช่ผีแล้วเป็นอะไร พ่อเทพพูดเหมือนรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ไม่ใช่ผีหมายถึงอะไร”

“กระผมจะพาไปดู”หลวงอัครเทพตัดสินใจจะไม่ปิดเรื่องมณีจันทร์อีกต่อไป เดินนำทุกคนไปยังห้องตัวเอง คุณหญิงแสร์ใจร้อนถามลูกชายจะพาเธอมาดูอะไร หลวงอัครเทพเปิดประตูห้องผายมือให้แม่เดินเข้าไป

“คุณแม่ดูเอาเองเถิดขอรับ”

คุณหญิงแสร์หายเข้าไปในห้องสักพัก ร้องถามลูกชายให้เข้ามาดูอะไร ไม่เห็นมีอะไรสักอย่าง หลวงอัครเทพรีบตามเข้าไปในห้อง มณีจันทร์ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว ข้ามภพกลับไปยังห้องตัวเองเรียบร้อย เธอโล่งใจที่รอดมาได้อย่างหวุดหวิดอีกครั้ง...

คุณหญิงแสร์เห็นลูกไม่ตอบได้แต่ยืนนิ่ง ถามซ้ำตกลงจะให้ตนมาดูอะไร หรือว่าซ่อนใครไว้ในห้อง หลวงอัครเทพตัดสินใจกลับลำในเมื่อแม่ไม่เจอมณีจันทร์ก็ไม่จำเป็นต้องสารภาพอะไร

“กระผมให้มาดูว่าไม่มีผี ไม่มีผู้หญิงขอรับ”

“เอ...แล้วทำไมคุณหลวงท่านพูดเหมือนจะให้มาดูใครล่ะเจ้าคะ”ม้วนสาระแนเช่นเคย

“ให้มาดูว่าไม่มีใครต่างหาก เพราะฉะนั้นจงอย่าคิดฟุ้งซ่าน เรื่องผีสางอะไรนั่นล้วนแต่จิตปรุงแต่งไปเองทั้งสิ้น ข้าขอยืนยัน บ้านนี้ไม่มีผี”หลวงอัครเทพบอกอย่างมั่นใจมาก เพราะมณีจันทร์ไม่ใช่ผี คุณหญิงแสร์กับพวกบ่าวได้แต่มองหน้ากัน

ooooooo

ถึงวันแสดงคอนเสิร์ตการกุศล บรรดานักร้องนักแสดงต่างทยอยกันมาเตรียมแต่งหน้าทำผม ไลล่าสาวไฮโซเจ้าของร้านเพชรกับเพื่อนสมองกลวงอีกสองคนเพิ่งมาถึงหน้าสถานที่จัดงาน เห็นไรวัตยืนคุยอยู่กับกุลวรางค์ ไลล่าปราดเข้ามาทักทาย ไรวัตแปลกใจที่ไลล่ากับเพื่อนจะขึ้นแสดงด้วย

“เราบริจาคคนละห้าแสน เจ้าภาพเขาเลยให้เราร้องเพลงน่ะคะ...ส่วนไลล่าน่ะบริจาคมากที่สุด สามล้านบาทเพราะฉะนั้น นอกจากจะได้ร้องเพลง ขอไลล่าควงประธานจัดงานอย่างคุณด้วยได้ไหมคะ” ไลล่าเข้าไปคล้องแขนไรวัตหน้าตาเฉย

“ขอบคุณสำหรับเงินบริจาคนะครับ แต่ผมมีคู่ควงแล้ว”

ไรวัตดึงมือไลล่าออก แล้วเดินเข้าไปหามณีจันทร์ที่เพิ่งมาถึง ยื่นแขนให้คล้อง มณีจันทร์จำใจคล้องแขนเขา ไลล่าแค้นใจมากคิดหาทางแกล้งมณีจันทร์...

ขณะที่นักร้องนักแสดงทุกคนกำลังแต่งหน้าทำผม ไลล่าให้เจ้าหน้าที่ในร้านเพชรของเธอนำเครื่องเพชรชุดดีที่สุดมาให้เธอกับเพื่อนๆใส่โชว์ คุยข่มมณีจันทร์ที่ไม่มีเครื่องเพชรอะไรสวมสักชิ้น มณีจันทร์ด่ากลับ

“พวกนี้เหมือนกันหมด วัดค่าความเป็นคนด้วยหินพวกนี้ เวลาขึ้นแสดง ร้องเพลงอย่างกับหมีปวดท้องต่อให้ใส่เพชรทั้งตัว คนเขาก็หัวเราะเยาะพวกเธออยู่ดี”

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

กรีน พลิกบทบาท รับบทสาวใช้สุดแสบ ในละครดราม่าเข้มข้น "กระเช้าสีดา"
21 เม.ย. 2564

02:27 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 21 เมษายน 2564 เวลา 08:33 น.