ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ทวิภพ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ขณะทุกคนกำลังฟังพระสวดอยู่ในโบสถ์ ท่านชายองค์น้อยแอบหนีออกมาด้านหลังวัด ประยงค์ เร่งฝีเท้าตาม ท่านชายรีบปีนต้นไม้หนี เธอร้องเรียกให้ลงมา ท่านชายกลับปีนหนีตามกิ่งไม้ท่อนเล็กๆซ้ำยังแลบลิ้นปลิ้นตาหลอก กิ่งไม้เปราะทานน้ำหนักไม่ไหวหัก ท่านชายร่วงลงมา ประยงค์ใจหายร้องลั่น หลวงอัครเทพรอท่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รับท่านชายจอมซุกซนไว้ได้พอดี ประยงค์ปราดเข้าไปหาท่านชาย

“โอ๊ย...คุณพระคุณเจ้าช่วย เจ็บตรงไหนหรือไม่เพคะ”

ประยงค์ตรวจทั่วองค์ไม่เห็นบาดแผล ถึงกับถอนใจโล่งอก หลวงอัครเทพเกรงท่านชายจะเล่นซนปีนต้นไม้อีก เรียกเด็กชาวบ้านแถวนั้นมาเล่นเป็นเพื่อน และทำม้าก้านกล้วยถวายท่านชายและแจกเด็กๆทุกคน จากนั้นหลวงอัครเทพหันมาบอกประยงค์ซึ่งนั่งอยู่ที่พื้นให้ลุกขึ้นมานั่งบนแคร่ด้วยกัน และให้ทำตัวตามสบายไม่ต้องมีพิธี  เราสองคนไม่ใช่คนอื่นคนไกล

ประยงค์กราบขอบพระคุณที่เขามาช่วยรับท่านชายไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นเธอคงต้องโดนลงทัณฑ์แน่ๆ หลวงอัครเทพตั้งใจเดินตามเธอมาตั้งแต่แรกแล้ว ประยงค์ได้ฟังก็หน้าแดง ก้มหน้าเขินอาย

“แม้เราจะเป็นคู่หมาย แต่พี่ไม่ชอบข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้า หากน้องไม่พอใจพี่ ไม่เต็มใจออกเรือน ขอจงบอกพี่ตามตรงเถิด...พี่พูดตรงเกินไปคงดูไม่งาม ขอให้น้องเห็นใน น้ำใจพี่ พี่ห่วงน้องจึงอยากถามไถ่ตรงไปตรงมา...ประเทศชาติกำลังเจริญรุดไป สตรีในภายภาคหน้าย่อมมีสิทธิ์เลือกชีวิตของตนเอง พี่นิยมให้ผู้หญิงเลือกคู่ด้วยใจ ได้โปรดจำไว้ว่าน้องมีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะปฏิเสธพี่ โดยไม่จำเป็นต้องเกรงใจ หรือเกรงบารมีในตัวพี่”

ประยงค์ได้แต่นิ่งอึ้ง ผู้หญิงในยุคสมัยเธอไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นเรื่องหาคู่ครอง แต่ถึงกระนั้น คำพูดของหลวงอัครเทพทำให้ประยงค์ซาบซึ้งใจมากที่เขาให้เกียรติ จึงหลงรักเขาในทันที...

คุณหญิงสรเดชไม่พอใจมากเมื่อรู้จากประยงค์ว่าหลวงอัครเทพเดินตามเธอไปหลังวัด ตำหนิเขาว่าทำอะไรไม่รู้จักเห็นหัวเธอกับท่านเจ้าคุณพ่อของประยงค์บ้าง ลักลอบไปพบประยงค์ในที่ลับตาคนอย่างนั้น จะเป็นที่ครหาได้ ประยงค์ รีบขอร้องแม่

“คุณแม่อย่าเอาเรื่องท่านนะเจ้าค่ะ ท่านเป็นคนหัวสมัย เช่นเดียวกับเจ้านายหลายพระองค์ที่ไปร่ำเรียนต่างประเทศ ธรรมเนียมทางโน้นเขาไม่ถือสาหาความกับเรื่องพวกนี้ ที่สำคัญท่านมาพูดคุยด้วยบริสุทธิ์ใจ”

คุณหญิงสรเดชเห็นลูกสาวอายหน้าแดงเป็นลูกตำลึง ซักไซ้ไล่เลียงคุยอะไรกัน ประยงค์ขวยเขินเกินกว่าจะพูดอะไรได้ เลยได้แต่ก้มหน้า

“อย่าว่าแต่เลือกคู่ด้วยตัวเอง แม้แต่จะพูดถึงผู้ชาย น้องยังมิอาจเอ่ยออกมาว่าหลวงเทพนั้นงามทั้งรูปงามทั้งน้ำใจ รู้จักห่วงใยจิตใจผู้อื่น แม้อยากจะบอกคนทั้งโลก

ยังบอกไม่ได้เช่นนี้ แล้วน้องจะเลือกคู่ด้วยตนเองได้อย่างไร” ประยงค์พึมพำในใจ คุณหญิงสรเดชมองลูกสาวงงๆ

ooooooo

ขณะขาบเดินตามหลวงอัครเทพมาถึงหน้าห้องของท่าน อดสอดรู้สอดเห็นไม่ได้ถามเจ้านายคุยอะไรกับประยงค์ที่หลังวัด เธอถึงได้อายกระมิดกระเมี้ยนขนาดนั้น หลวงอัครเทพหันขวับ ขู่ขาบถ้าพูดเรื่องนี้ ให้ใครได้ยิน โดนเฆี่ยนหลังลายแน่ เขาไม่ได้เกี้ยวพาราสีประยงค์ แค่มีเรื่องจะถามเท่านั้น หากขาบพูดเรื่องนี้ออกไปฝ่ายหญิงต้องเสียหาย ขาบสัญญาหากพูดเรื่องนี้ให้ถือว่าเขาเป็นลูกหมา หลวงอัครเทพชี้หน้า

“หากเอ็งพูด ขอให้เอ็งเป็นลูกหมา” หลวงอัครเทพ แช่งจบจะเปิดประตูเข้าห้อง นึกได้หันบอกขาบไม่ต้องตาม มีอะไรจะทำก็ไปทำ เขารอจนขาบลับสายตา จึงเข้าห้องปิดประตูยังไม่ทันจะลั่นดาน

มณีจันทร์เดินหน้าบึ้งเข้ามาถามไปเจอประยงค์มาหรือ ชายหนุ่มตกใจที่เธอแอบได้ยินเขากับขาบคุยกัน แต่

ยังไม่ทันจะอธิบายอะไร มณีจันทร์งอนเดินหนีไปยืนหน้ากระจกเงาขอกลับบ้าน หลวงอัครเทพตามมาจับมือไว้ ขอร้องให้ฟังเขาอธิบายก่อน มณีจันทร์มองมือของเขาที่จับมือเธออยู่ หลวงอัครเทพรู้สึกตัวรีบปล่อยมือ

“ฟังก่อนสิ...ที่ฉันไปก็เพราะหล่อนพูดนั่นล่ะ”

มณีจันทร์โวยวาย เธอพูดอะไรตอนไหน นึกไปนึกมาก็จำได้ อยากจะเขกหัวตัวเองนักที่ไปแนะนำเขาแบบนั้น หลวงอัครเทพรีบออกตัวถ้าเขาไม่พูด ประยงค์ซึ่งเกรงบารมีตำแหน่งคุณหลวงของเขา เกิดอยากจะปฏิเสธการแต่งงานก็คงไม่กล้า มณีจันทร์อยากรู้ประยงค์ว่าอย่างไรบ้าง

“เธอไม่กล้าตอบอะไร ใครจะเหมือนหล่อน คิดอะไรคนทั้งแผ่นดินรู้หมด”

“ไม่ได้ไปเพราะอยากเห็นแม่ประยงค์แน่นะคะ”

หลวงอัครเทพยืนยัน คนที่เขาอยากเห็นหน้ามีเพียงผู้หญิงที่ออกมาจากกระจกเงาเท่านั้น มณีจันทร์ถึงกับยิ้มเขิน...

ขาบสาบานดิบดีจะไม่พูดเรื่องที่หลวงอัครเทพแอบไปเจอประยงค์ แต่พอคุณหญิงแสร์ถามเขาว่าหลวงอัครเทพเป็นอย่างไรบ้าง  เขากลับเผลอพูดเรื่องนี้ คุณหญิงแสร์ตกใจมาก เกรงคุณหญิงสรเดชจะมาต่อว่า ซักอีกว่าสองคนนั่นคุยอะไรกัน คราวนี้ขาบปิดปากเงียบไม่กล้าเล่าอะไรอีกกลัวคำสาปแช่งของหลวงอัครเทพ

“ไอ้ขาบไม่เล่าไม่เป็นไร เพราะข้าจะไปถามลูกข้าเอง” คุณหญิงแสร์ว่าแล้วเดินฉับๆไปหาลูกชาย...

ขณะเดียวกัน มณีจันทร์ถามหลวงอัครเทพถึงการเลิกทาสที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาเล่าให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ร.5 ทรงมีพระราชดำริให้เลิกทาสแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยทาสจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี และลดค่าตัว เด็กทาสลงพออายุ 20 ปี ก็จะเป็นอิสระ กระบวนการเลิกทาส เริ่มตั้งแต่ต้นจบจะใช้เวลาทั้งหมด 31 ปี ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ ทำให้การเลิกทาสของเราไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ

จากนั้น ทั้งคู่คุยเรื่องสัพเพเหระกันต่ออย่างมีความสุข มีเสียงสัญญาณจากนาฬิกาดังขึ้น เกิดหมอกควันออกมาจากกระจกเงา ถึงเวลาต้องร่ำลากันอีกแล้ว ครั้งนี้หลวงอัครเทพรู้สึกอาลัยอาวรณ์ยิ่งนักถึงขนาดจับมือมณีจันทร์ไว้ ขอร้องไม่ไปได้ไหม มณีจันทร์ตอบไม่ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองไม่ไปได้ไหม

“อย่าไปเลย อย่าไปเลยแม่มณี” น้ำเสียงเว้าวอนของหลวงอัครเทพทำให้มณีจันทร์ชะงัก

ทันใดนั้น คุณหญิงแสร์เปิดประตูห้องเข้ามาเห็นลูกชายกำลังจับมือหญิงสาวคนหนึ่งอยู่หน้ากระจกเงาต่างฝ่ายต่างตกตะลึง มณีจันทร์ได้สติ ย่อตัวลงไหว้แม่ของหลวงอัครเทพอย่างอ่อนช้อย ท่านถึงกับเข่าอ่อนเป็นลม หลวงอัครเทพปราดเข้าไปรับแม่ไว้ได้ทัน มณีจันทร์มองหลวงอัครเทพก่อนจะหายไปในกลุ่มควัน

หลวงอัครเทพอุ้มแม่ซึ่งหมดสติออกมารับอากาศที่ลานกว้างกลางเรือน อิ่มรู้งานรีบวิ่งเอายาหอม หลวงอัครเทพสั่งให้ม้วนมานวดตัวแม่ ม้วนปากไม่อยู่สุขถามหลวงอัครเทพเกิดอะไรขึ้น พอม้วนกับขาบรู้ว่าคุณหญิงแสร์เป็นลมเพราะเข้าไปในห้องคุณหลวง พากันหวาดกลัวร้องเอะอะคิดว่าท่านเป็นลมเพราะเห็นผี

อิ่มยกถ้วยยาหอมเข้ามาได้ยินคำว่า “ผี” มือไม้อ่อนทำถ้วยยาหอมหล่นแตก หลวงอัครเทพสั่งขาบไปชงยาหอมมาให้ใหม่ ขาบกลัวผีมากจนก้าวขาไม่ออก หลวงอัครเทพรำคาญสั่งม้วนไปหยิบหวายมาให้

“หวายมันช้าเจ้าค่ะ...ม้วนจัดการเอง” ม้วนว่าแล้วถีบขาบโครมเดียว กลิ้งหลุนๆเป็นลูกขนุน ขาบลุกขึ้นได้ชี้หน้าม้วนเป็นทำนองฝากไว้ก่อน แล้ววิ่งปรู๊ดไปยังเรือนครัว

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน มณีจันทร์ทรุดตัวลงนั่งที่เตียงในห้องตัวเอง ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่หาย

“นั่นคงเป็นแม่ของคุณหลวง คนที่พบเราเป็นคนที่สอง ป่านนี้ท่านจะตกใจสักแค่ไหน แล้วกระจกจะให้เราเดินทางได้อีกไหม...เฮ่อ” มณีจันทร์ถอนใจเฮือก เหนื่อยใจ...

พวกบ่าวไพร่พากันจับกลุ่มคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณหญิงแสร์ด้วยสีหน้าวิตกกังวล อิ่มเป็นห่วงเจ้านายจะเป็นอะไรมากหรือเปล่าก็ไม่รู้ ขาบถึงกับน้ำตาซึม ทุกคนกำลังจะเป็นบ้าตายเพราะนังผีตัวนั้น ซ้ำมันยังจะมาเอาคุณหญิงแสร์ที่รักและเคารพของพวกเราไปอีก เขาทนไม่ได้อีกต่อไป ปลุกระดมให้พวกบ่าวสู้กับผีตัวนั้นให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย แล้วคว้าท่อนไม้ใกล้มือ ลุกขึ้นประกาศอย่างฮึกเหิม

“บุกห้องคุณหลวง สู้กับผี ล้างแค้นให้คุณหญิง...เย้” ขาบว่าแล้ววิ่งนำ แต่บ่าวที่เหลือกลับยืนนิ่ง ปล่อยขาบไปสู้กับผีคนเดียว กว่าขาบจะรู้ตัวว่าฉายเดี่ยวก็มายืนอยู่กลางห้องหลวงอัครเทพที่ว่างเปล่า พลันมีแมวดำตัวหนึ่งกระโจนจากหน้าต่างห้องเข้ามา ขาบตกใจแทบสิ้นสติ...

ผ่านไปพักใหญ่กว่าคุณหญิงแสร์จะรู้สึกตัว หลวงอัครเทพรีบเข้ามาช่วยประคองให้แม่ลุกขึ้นนั่ง คุณหญิงแสร์ถามลูกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร หลวงอัครเทพหนีไม่ออก จำต้องเล่าเรื่องมณีจันทร์ให้ฟัง คุณหญิงแสร์ทั้งตกใจและประหลาดใจปนกันเมื่อรู้ว่ามณีจันทร์มาจากอนาคต ข้ามเวลามาทางกระจกเงา หลวงอัครเทพรับรองเธอไม่ใช่ผีเขาเคยถูกตัวเธอแล้ว คุณหญิงแสร์ถามเสียงเข้มเคยถูกเนื้อต้องตัวกันด้วยหรือ

“เอ่อ...เพื่อทดสอบแค่นั้นขอรับ แม่มณีตั้งใจช่วยบ้านเมือง ทุกครั้งที่มาเธอจะช่วยกระผมแปลเอกสาร”

“ทุกครั้งที่มา...มาหลายครั้งแล้วรึ” คุณหญิงแสร์ซักถามไม่หยุดจนหลวงอัครเทพอึดอัดใจ...

ขาบไม่ยอมแพ้ผีสาวง่ายๆ นิมนต์หลวงพ่อมาช่วยทำพิธีไล่ผี อิ่มอ้างคุณหญิงแสร์ต้องการให้หลวงพ่อสวดมนต์แผ่เมตตา ส่วนจะรดน้ำมนต์ไล่ผีหรือเสกควายธนูไปสู้ก็แล้วแต่ท่าน หลวงพ่อเห็นว่าเป็นคำขอร้องจากคุณหญิงแสร์จำใจเข้าไปทำพิธีในห้องหลวงอัครเทพให้ หลังเสร็จพิธีแล้ว ม้วน ขาบกับอิ่ม นิมนต์ท่านกลับวัดโชคร้ายเจอคุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพเดินสวนมาพอดี หลวงพ่อรีบบอกคุณหญิงแสร์

“สวดมนต์ พรมน้ำมนต์ให้ทั้งห้องแล้ว หน้าที่ปราบผีไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่ในเมื่ออาตมามาถึงแล้ว แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลพอได้ แต่เสกควายธนูอะไรนั่น ทำไม่ได้ คุณหญิงเป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว ทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีส่งเสริมพระพุทธศาสนาในทางที่ถูกต้อง หวังว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้อีกนะ” หลวงพ่อเทศน์สั่งสอนจบก็กลับวัด คุณหญิงแสร์โกรธมองพวกบ่าวอย่างเอาเรื่อง

“ฝีมือพวกเอ็งใช่ไหม...ไปตามบ่าวทุกคนมาพบข้า”

ไม่นานนัก บ่าวทุกคนมานั่งอยู่ต่อหน้าคุณหญิงแสร์ซึ่งถือหวายอยู่ในมือ ขาบยกมือไหว้ปลกๆ แก้ตัวที่ทำไปทั้งหมดเพราะหวังดีและเป็นห่วงเจ้านายทั้งสองท่าน เห็นหลวงพ่อพายเรือมาบ้านข้างๆ เลยนิมนต์มา

“หลวงพ่อท่านรดน้ำมนต์ห้องนั้นให้เรียบร้อย ป่านนี้ผีกระเจิดกระเจิงไปแล้ว เห็นไหมเจ้าคะ คุณหญิงลุกนั่งปร๋อเทียว ต้องให้รางวัลบ่าวไม่ใช่เฆี่ยนบ่าวนะเจ้าคะ” ม้วนช่วยขาบแก้ตัวอีกแรง

“ข้าบอกพวกเอ็งงั้นรึว่าข้าเห็นผี...ข้าขอยืนยันว่าบ้านนี้ไม่มีผี วันนี้พวกเอ็งแอบอ้างชื่อข้ากระทำการให้ข้าเสื่อมเสีย หากไม่โดนกำราบเสียบ้าง เห็นทีจะเหลิงไปกันใหญ่...หันประจัน หน้ากัน คู่ใครคู่มัน ยื่นมือขวา ยื่นมือซ้าย บีบคอคนที่อยู่ตรงหน้า บีบให้แรงขึ้นๆ คู่ของใครหน้าไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียวคนที่บีบโดนหวาย”

พวกบ่าวทำตามสั่งบีบคอกันจนหน้าเขียวจะกลายเป็นม่วง หลวงอัครเทพเห็นท่าไม่ดีขอร้องให้แม่หยุด

“เอ้าหยุด...คราวนี้เข็ดหรือยัง ที่ข้าเป็นลมเพราะข้าเดินมากเกินไป ข้าไม่ได้เป็นลมเพราะเห็นผี พวกเอ็งคิดตีความเองเช่นนี้มันไม่ถูก เข้าใจกันหรือยัง...หา” คุณหญิงแสร์ยิ้มพอใจที่เห็นพวกบ่าวรับคำ

ooooooo

เช้าวันถัดมา ตรองกับกุลวรางค์แวะมาหามณีจันทร์ที่บ้านพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งสองคนยังมึนตึงต่อกันตั้งแต่วันที่ต่างฝ่ายต่างบอกเลิกคบ แต่ทั้งกุลวรางค์และตรองกลับช่วยกันต่อว่ามณีจันทร์ราวกับนัดแนะ มาก่อน ที่หนีงานแสดงคอนเสิร์ตการกุศลมากลางคันเพื่อกลับบ้าน

“เธอสองคนจะมาคุยเรื่องนี้เหมือนกันหรือ” มณีจันทร์แกล้งถาม

“เปล่า” ทั้งตรองและกุลวรางค์ตอบเป็นเสียงเดียวกัน

“เอ๊ะ...ยังไง นี่ทะเลาะกันมาหรือเปล่า”

“เปล่า” ทั้งคู่ตอบพร้อมกันอีก

“คำว่าทะเลาะใช้กับคนที่เป็นเพื่อนกัน แต่สำหรับคนที่ไม่ใช่เพื่อนไม่ได้แยแสกันจะทะเลาะกันไปทำไม ฮึ...ยิ่งคิดยิ่งแค้น วันนี้แกคุยกับเขาไปแล้วกัน ฉันจะกลับ” กุลวรางค์พูดจบเดินออกไปดื้อๆ ยังไม่ทันจะถึงรถ นึกขึ้นได้ตนเองไม่ได้ทำอะไรผิดจะต้องกลับทำไม เลยเดินกลับมาชี้หน้าตรอง เขาต่างหากที่ควรจะไปไม่ใช่เธอ

ตรองเคืองถ้าไม่อยากให้อยู่เขาก็ไม่อยู่ ผลุนผลันออกไปยังไม่ทันถึงหน้าบ้าน นึกถึงคำพูดของมณีจันทร์ที่บอกให้เขาเป็นตัวของตัวเอง ในเมื่อตัวตนของเขาไม่ต้องการยอมแพ้กุลวรางค์ แล้วเขาจะกลับทำไม คิดได้ดังนั้น ตรองกลับมานั่งตามเดิม บอกกุลวรางค์ถ้าไม่อยากหายใจร่วมกับเขา เธอต้องเป็นฝ่ายไป เพราะเขามีเรื่องต้องคุยกับมณีจันทร์ ทั้งคู่โต้เถียงกันไปมาไม่มีใครยอมใคร ซ้ำพยายามยื้อแย่งมณีจันทร์ไปเป็นพวกของตน โดยดึงแขนเธอไว้คนละข้างบังคับให้เธอเลือกมาจะอยู่ข้างไหน มณีจันทร์ทนไม่ไหวสั่งให้พอได้แล้ว

“แกสองคนเป็นเพื่อนฉัน ฉันรักแกสองคนมาก แกสองคนมาทะเลาะกันอย่างนี้คนกลางอย่างฉันก็ลำบากสิ มานี่เลย มานี่ เข้าไปในนี้เลยนี่” มณีจันทร์ว่าแล้วลากตรองกับกุลวรางค์ยัดห้องน้ำปิดประตูล็อกด้านนอก ไม่สนใจเสียงโวยวายของเพื่อน เธอบอกอีกว่า “ฉันไม่รู้นายสองคนทะเลาะเรื่องอะไรกัน แต่ฉันอยากให้เคลียร์กันให้หมดเปลือก ก่อนที่จะมาคุยกับฉัน เพราะฉะนั้น แกสองคนต้องอยู่ในนี้จนกว่าเวลาอาหารเย็น”

กุลวรางค์ไม่พอใจอาละวาดปาข้าวของในห้องน้ำแตกกระจาย ตรองทนไม่ไหวสั่งให้หยุดบ้าได้แล้ว กุลวรางค์ ไม่หยุด ถ้าเธอโมโหขึ้นมาใครก็ห้ามไม่ได้แม้แต่พ่อแม่ นับประสาอะไรกับ ดร.สติเฟื่องอย่างเขา

“ใช่ คนอย่างผมคงห้ามอะไรคุณไม่ได้หรอก ว่าแล้วไม่ห้ามดีกว่าหาอย่างอื่นทำก็ได้” ตรองพูดจบเดินไปที่โถปัสสาวะ รูดซิปกางเกงลงทำท่าจะปัสสาวะต่อหน้า กุลวรางค์กรีดร้องลั่น ไม่รู้จะหนีไปไหน ได้แต่เอามือปิดตาเต้นเร่าๆ มณีจันทร์ แปลกใจที่เสียงพังข้าวของในห้องน้ำเงียบไปแล้ว มีแต่เสียงร้องกรี๊ดๆของกุลวรางค์แทน แสดงว่าตรองหยุดความบ้าของกุลวรางค์ได้ มณีจันทร์ยิ้มพอใจ...

ถึงเวลาอาหารเย็น มณีจันทร์ กุลวรางค์กับตรองยังไม่ทันลงมือกินข้าว ตรองนึกขึ้นได้ ขอคุยเรื่องสำคัญกับมณีจันทร์ก่อน เขากับกุลวรางค์กำลังสงสัย เพื่อนอาจจะป่วยทางจิต มณีจันทร์นิ่วหน้า

“ติดบ้าน หมกมุ่นประวัติศาสตร์ ถึงขนาดทิ้งคนตั้งร้อยคนกลางงานแสดง คนที่เริ่มแยกแยะไม่ออกว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ นี่แหละ คือคนเป็นโรคจิตซึมเศร้ารู้ตัวไหม” กุลวรางค์ขยายความ

“อยากไปหาหมอไหมเมณี่ เมณี่เป็นคนสมัยใหม่รู้ใช่ไหม การไปปรึกษาจิตแพทย์น่ะเป็นเรื่องธรรมดา”

มณีจันทร์ยืนยันตนเองไม่ได้เป็นอะไร ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ กุลวรางค์ไม่ว่าถ้ามณีจันทร์จะไม่ไปหาหมอ แต่ต้องรับปากจะออกไปเที่ยวกับเธอไม่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน และให้เธอย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วย ตรองอาสาจะมาอยู่เป็นเพื่อนมณีจันทร์เช่นกัน กุลวรางค์โวยวายใส่ตรองทันทีว่าใครชวน ตรองยิ้มยั่ว

“อยู่ร่วมห้องน้ำยังอยู่ร่วมได้ อยู่ร่วมบ้านทำไมจะไม่ได้... ขอเวลาเคลียร์งานสองสามวันแล้วมาวันไหน จะโทร.บอก” ตรองพูดจบลุกขึ้นออกไปทันที  กุลวรางค์ไม่พอใจตรอง สะบัดหน้าเดินกระแทกออกไปเช่นกัน มณีจันทร์บ่นอุบข้าวก็ไม่กินหนีกลับกันหมด แถมไม่มีใครถามเธอสักคำว่าเต็มใจให้มาอยู่ด้วยหรือเปล่า

“คุณหลวงขา ทางฝั่งฉันแย่แล้ว ทางฝั่งคุณหลวงจะเป็นยังไงบ้างคะ...เฮ้อ”

ooooooo

ทางฝั่งหลวงอัครเทพก็วุ่นวายไม่แพ้กัน อิ่มและม้วนแตกคอกัน อิ่มอยากกำจัดผีในห้องหลวงอัครเทพโดยใช้ตะปูปลุกเสกตอกเสาตกน้ำมันที่ผีสิงสู่ ม้วนกลับไม่คิดว่าร่างนั้นเป็นผีแต่เป็นนางฟ้า จึงอยากจะเอาน้ำอบไปทาเสาตกน้ำมันเพื่อเก็บไว้บูชา ทั้งคู่โต้เถียงกันอยู่หน้าห้องหลวงอัครเทพ แย่งชิงจะเข้าไปทำพิธีตามความเชื่อของตน คุณหญิงแสร์เพิ่งกลับเข้ามากับขาบเห็นอิ่มกับม้วนกำลังตบตีกัน ปราดเข้าไปเอาเรื่องทันที

“กินข้าวหม้อเดียวกัน ทะเลาะกันอยู่ได้ทุกวัน บอกมานะ มาตบตีกันด้วยเรื่องใด”

พอคุณหญิงแสร์รู้เรื่องนี้จากอิ่มและม้วน ไม่พอใจมาก ริบอุปกรณ์ทำพิธีของทั้งคู่ไว้ แล้วสั่งขาบไปหยิบหวายมาให้ จัดการเฆี่ยนอิ่มกับม้วนไม่ยั้ง  โทษฐานอุตริทำตัวเป็นหมอผีในบ้านของเธอ

“อย่าให้รู้นะว่าบ่าวคนไหนอุตริทำพิเรนทร์เยี่ยงนี้อีก จะให้บอกกี่ร้อยกี่พันหน เรือนคุณหญิงแสร์ไม่มีผี ไม่มีผีได้ยินไหม” คุณหญิงแสร์ประกาศลั่น พวกบ่าวกลัวหัวหดยิ่งกว่ากลัวผี...

ตกค่ำ หลังจากสั่งขาบจัดที่หลับที่นอนให้หลวงอัครเทพที่หอนกเรียบร้อย คุณหญิงแสร์ถือตะเกียงย่องเข้ามาในห้องนอนลูกชาย ส่องดูว่าเสาต้นไหนตกน้ำมัน แต่ไม่เห็นสักต้น ตัดสินใจเลือกเสาหนึ่งต้นใกล้กระจกเงา หยิบอุปกรณ์ของอิ่มขึ้นมาถือไว้ในมือ...

ระหว่างที่มณีจันทร์ในชุดกระโปรงสั้นแค่เข่ากำลังสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองอยู่หน้ากระจกเงาโบราณ เตรียมจะออกไปดูหนังรอบค่ำกับกุลวรางค์และตรอง กระจกเงาเกิดหมอกควันขึ้น

“เอ๊า...คุณหลวง ฉันนัดเพื่อนไว้ แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะคะ” มณีจันทร์ยืนลังเลคิดไม่ตก

ooooooo

มณีจันทร์ไม่อาจต้านพลังประตูทวิภพได้ ในที่สุด คุณหญิงแสร์ก็ได้เจอมณีจันทร์ ผู้หญิงซึ่งมาจากกระจกเงาอย่างที่คุณหลวงอัครเทพบอก หลังจากพูดคุยซักถามเบื้องต้น คุณหญิงแสร์มั่นใจมณีจันทร์ไม่ใช่ผีอย่างที่พวกบ่าวหวาดกลัว การแต่งตัวที่ดูแปลกตาของหญิงสาวจากกระจกทำให้คุณหญิงแสร์เข้าใจผิดว่าเธอมาจากเมืองลับแล มณีจันทร์ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย...

ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านมโนวรรณ กุลวรางค์หน้าหงิกที่เห็นตรองหิ้วกระเป๋าใส่เสื้อผ้าจะมาค้างที่นี่เช่นเดียวกับเธอ และยิ่งไม่พอใจหนักที่มณีจันทร์ชวนเขาไปดูหนังด้วย ก่อนที่กุลวรางค์จะวีนใส่ตรอง

นุ่มออกมาต้อนรับเสียก่อน “มากันแล้ว...จะกลับมาค้างที่นี่เลยใช่ไหมคะ...นังดาว ยกกระเป๋าคุณๆไปเก็บไว้ที่ห้อง...นุ่มจัดห้องรับรองแขกไว้ให้แล้ว...รอที่ห้องรับแขกก่อนนะคะ เดี๋ยวนุ่มจะไปตามคุณหนูให้”

ครู่ต่อมา นุ่มเคาะประตูห้องบอกมณีจันทร์ว่ากุลวรางค์มารับแล้ว แต่เธอไม่ขานตอบ...

ฝ่ายคุณหญิงแสร์ซักถามมณีจันทร์เป็นการใหญ่ รู้ได้อย่างไรว่าในอนาคตหลวงอัครเทพจะได้เป็นท่านเจ้าคุณ  มณีจันทร์ออกตัว เธอไม่ใช่หมอดู แต่ที่รู้เรื่องนี้เพราะเห็นจากพงศาวดาร

“แล้วทำไมหล่อนรู้จักพ่อเทพในพงศาวดาร”

“เอ่อ...เพราะในยุคอิฉัน ท่านเป็นคนในพงศาวดารหมดแล้ว อิฉันเกิดหลังท่านร้อยกว่าปี”

คุณหญิงแสร์ตกใจ จับเนื้อตัวของตัวเองเพื่อให้มั่นใจก่อนจะร้องถาม “ฉันยังหายใจใช่ไหม”

“เจ้าค่ะ เหมือนท่านส่องกระจก ท่านบอกได้ไหมคะว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง เราคิดว่าตัวเราจริง หากเงาในกระจกอาจจะจริงก็ได้ ถ้าท่านเชื่อว่าเมืองลับแลมีจริง เราจะพูดได้อย่างไรว่า เมืองลับแลกับภพที่ท่านอยู่อะไรจริงกว่ากัน หรือมีจริงทั้งคู่ หากมีภพแห่งอนาคตและภพแห่งอดีตเหลื่อมซ้อนกัน”

คุณหญิงแสร์ไม่ค่อยเข้าใจที่มณีจันทร์พูดนักแต่ไม่ได้ซักถามอะไร...

กุลวรางค์กับตรองไม่เห็นมณีจันทร์ลงมาสักที ขึ้นไปช่วยนุ่มเคาะประตูห้องเรียกเพื่อนอยู่นานสองนานแต่เธอไม่เปิดรับ นุ่มตัดสินใจใช้กุญแจสำรองไขห้องเข้าไป ไม่เจอมณีจันทร์ พบแต่รองเท้าส้นสูงหนึ่งข้างตกอยู่หน้ากระจกเงาโบราณ

กุลวรางค์ไม่สบายใจมากที่เพื่อนหายตัวไปไม่บอกกล่าว สั่งทุกคนช่วยกันค้นหา...

มณีจันทร์เล่าเรื่องการข้ามภพให้คุณหญิงแสร์ฟังคร่าวๆว่า เธอไม่สามารถกำหนดเวลาไปหรือกลับได้ ขึ้นอยู่กับสัญญาณเรียกซึ่งมีเพียงเธอที่ได้ยิน คุณหญิงแสร์อยากให้ย้ายกระจกเงาไปที่ห้องนอนของตน มณีจันทร์ไม่แน่ใจทำได้ไหม ระยะห่างระหว่างกระจกเงาของเธอกับของที่นี่ไม่รู้มีอะไรสัมพันธ์กันหรือเปล่า

ถ้าระยะห่างเปลี่ยนไป เธออาจมาพบคุณหญิงแสร์ไม่ได้อีก มณีจันทร์เจ้าเล่ห์ ทำทีว่าไม่ได้อยากมาพบหลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์จะได้ไม่ระแวงเกินไป

“พ่อเทพเขาอาจไม่ชอบ แต่การที่ผู้หญิงยิงเรือจะมาอยู่ในห้องผู้ชายมันไม่เหมาะ ฉันเลยจะจัดห้องให้พ่อเทพใหม่” คุณหญิงแสร์พูดลองใจมณีจันทร์ พอเห็นเธอทำท่าไม่สนใจ คลายความระแวงสงสัย...

ที่หอนก หลวงอัครเทพนอนไม่หลับ ห่วงมณีจันทร์มาแล้วไม่เจอกัน ทนอยู่เฉยต่อไปไม่ไหว เดินหงุดหงิดกลับไปห้องตัวเอง ขาบนอนเฝ้าหน้าห้องพลอยตื่นไปด้วย รีบวิ่งตาม...

ม้วนถูกสั่งให้มานอนเฝ้าหน้าห้องคุณหลวง คืนนี้คุณหญิงแสร์จะมานอนที่นี่ เธอวางหมอนหน้าประตูห้องยังไม่ทันจะล้มตัวลงนอน เห็นหลวงอัครเทพเดินหน้าคว่ำนำหน้าขาบตรงมาทางนี้ ม้วนรีบเก็บหมอนหลบ...

คุณหญิงแสร์ได้ยินเสียงกุกกักหน้าห้อง ตะโกนถามว่าม้วนใช่ไหม

“กระผมขอรับคุณแม่ เห็นแสงไฟลอดออกมา ทำไมยังไม่นอน”

“อ้อ...พ่อเทพ...คนอื่นไม่ต้องเข้ามา ให้พ่อเทพเข้ามาคนเดียว”

หลวงอัครเทพปิดประตูลั่นดาลทันทีที่เข้าห้อง มณีจันทร์เห็นหลวงอัครเทพก็ยิ้มหน้าบานดีใจ แต่เขากลับเมินไม่มอง เพราะรู้ดีแม่จะไม่ชอบใจ มณีจันทร์หุบยิ้ม หน้าจ๋อย ขณะสองแม่ลูกกำลังปรึกษาหารือกันว่าจะหาทางออกอย่างไรกับเรื่องของมณีจันทร์ มีเสียงสัญญาณจากนาฬิกาดังขึ้น ถึงเวลาที่มณีจันทร์ต้องกลับ

คุณหลวงหนุ่มถึงกับอารมณ์เสียยังไม่ทันได้คุยอะไรกับมณีจันทร์ให้หายคิดถึง ปราดเข้าไปดึงมือเธอไว้ไม่ให้ไป คุณหญิงแสร์มองสงสัย ทำไมลูกสนิทสนมกับมณีจันทร์นัก หมอกควันปกคลุมตัวมณีจันทร์และหลวงอัครเทพ แต่เขาไม่ยอมปล่อยมือ หมอกควันพาร่างมณีจันทร์หายไปในกระจกเงาขณะที่มีพลังบางอย่างกระแทกร่างหลวงอัครเทพกระเด็นออกมา คุณหญิงแสร์ตกใจปราดเข้าไปดูลูกชาย เห็นปลอดภัยก็โล่งใจ...

ฝ่ายมณีจันทร์มาปรากฏตัวที่ห้องตนเอง มองไปยังกระจกเงาเห็นภาพหลวงอัครเทพมองมาที่เธอด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ ก่อนภาพทั้งหมดจะจางหายไป กลายเป็นภาพสะท้อนของเธอเองตามปกติ มณีจันทร์ตระหนักแล้วว่า ประตูทวิภพเปิดให้เฉพาะเธอเท่านั้น

ooooooo

กุลวรางค์ ตรอง นุ่ม และดาวค้นหามณีจันทร์จนเหนื่อย พากันมานั่งพักที่ห้องรับแขก กุลวรางค์บ่นอุบ หาทุกซอกทุกมุมแล้วทำไมไม่เจอ ตรองแนะให้แจ้งตำรวจ

“แจ้งตำรวจข้อหาหลับลึกเลยไม่ได้ยินเสียงเรียกงั้นหรือ”

ทุกคนหันมองตามเสียง เห็นมณีจันทร์ยืนยิ้มแฉ่ง

กุลวรางค์กับตรองปรี่เข้าไปถามด้วยความเป็นห่วงว่าหายไปไหนมา มณีจันทร์โกหกว่าอยู่ในบ้านไม่ได้ไปไหน กุลวรางค์โวยลั่นว่าไม่จริง พวกเราหาทั่วทุกห้องแล้วไม่เจอ นุ่มเสียงอ่อยยอมรับว่ายังหาไม่ครบทุกห้อง ขาดไปหนึ่งห้อง มณีจันทร์เพิ่งนึกออกว่าห้องไหน

“ห้องพระ...เป็นห้องที่ปิดล็อกไม่เคยเปิด เพราะข้างในมีแต่ของเก่าแก่ แต่วันนี้ฉันเปิด พยายามจะเข้าไปสวดมนต์ แล้วมันหลับไง เอาเถอะ ฉันก็อยู่นี่แล้ว จะไปดูหนังได้หรือยัง”

แผนจะไปดูหนังของมณีจันทร์กับเพื่อนๆเป็นอันต้องพับไป เพราะไรวัตขับรถมาจอดหน้าบ้านมโนวรรณในสภาพเมาปลิ้น ตรองเข้าไปช่วยพยุงออกจากรถ เขากลับหาเรื่องจะชกต่อย ตรองหมั่นไส้เลยปล่อยมือ ไรวัตล้มหัวโขกพื้น กุลวรางค์กับมณีจันทร์ตกใจรีบเข้าไปช่วยกันประคองจะพาเข้าข้างใน

ตรองเกรงใจสาวๆอาสาจัดการให้เอง ไรวัตยังไม่สิ้นฤทธิ์ดิ้นไปมา ตรองคว้าก้อนหินใกล้ๆทุบหัวเปรี้ยง ได้ผลไรวัตสลบเหมือด

ตรองกึ่งพยุงกึ่งลากไรวัตมานอนที่โซฟาในห้องรับแขก ไรวัตคร่ำครวญหามณีจันทร์น้ำหูน้ำตาร่วงทั้งที่ไม่ได้สติ สองสาวอดสงสารไม่ได้ ตรองเห็นสองสาวเริ่มใจอ่อน เบ้หน้าเดินหนี กุลวรางค์พูดเสียงเศร้าว่า

“ตั้งแต่แกหนีลงจากเวทีคราวนั้น พ่อของเขาสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้เขามาหาเธอ ตั้งแต่นั้น นายนี่ก็เมาหัวราน้ำทุกวัน งานการไม่ทำวันๆมีเรื่องชกต่อย ขับรถเฉี่ยวชนจนถูกสั่งพักงานสองอาทิตย์”

มณีจันทร์รู้สึกเสียใจ ที่เป็นต้นเหตุทำให้ไรวัตเป็น

แบบนี้ จังหวะนั้น ตรองหยิบขวดยาปรี่เข้าหาไรวัต กุลีกุจอจะกรอกยาใส่ปากให้อ้างกินแล้วจะได้หายเมา แต่กุลวรางค์แย่งมาอ่านฉลากเสียก่อน พอเห็นเป็นยาถ่าย ลากคอเสื้อตรองตรงไปยังห้องนอนรับรองแขกที่เตรียมไว้ให้เขา ผลักตรองเข้าไป แล้วเปิดฉากด่าๆๆ ตรองโต้ไม่ยอมแพ้ แถมคุยถึงเรื่องความรู้สึกนึกคิดของผู้หญิงผู้ชายราวกับเป็นกูรูด้านนี้

“เฮอะ...วันนี้ ดร.วิทยาศาสตร์เกิดจะเก่งเรื่องผู้ชายผู้หญิงขึ้นมา เชื่อได้หรือเปล่าก็ไม่รู้” กุลวรางค์หยาม

“ผมยังเก่งอีกหลายเรื่องอยากลองไหมล่ะ” ตรองว่าแล้วเดินรุกไล่กุลวรางค์ไปชิดข้างฝา ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนเธอต้องเอนตัวหลบ เขากระซิบเบา “ผมไม่ได้โง่ ไม่ได้เพี้ยนอย่างที่คุณคิด เปิดใจกว้างๆเรียนรู้โลกใบอื่นผู้ชายคนอื่นที่ไม่เหมือนคุณดูบ้าง ไอ้ที่คิดว่าเก่งคิดว่ามั่น บางทีอาจจะพบว่าตัวเองเนี่ยก็แค่กบในกะลาครอบ”

กุลวรางค์ฉุนสั่งตรองไปห่างๆแต่เขากลับยืนนิ่ง เธอเลยโน้มคอเขาเข้ามาตีเข่า ตรองจุกทรุดฮวบ...

มณีจันทร์เช็ดเนื้อตัวหน้าตาให้ไรวัตเรียบร้อย วานดาวกับนุ่มประคองไรวัตที่เมาหลับไปที่ห้องนอนรับรองแขกอีกห้องหนึ่ง นุ่มรอจนดาวลับสายตา จึงหันไปบอกมณีจันทร์ว่าเมื่อครู่เธอไปเปิดห้องพระดู รู้ว่ามณีจันทร์ไม่ได้เข้าไป เพราะพื้นที่เปื้อนฝุ่นไม่มีรอยเท้าใครปรากฏ มณีจันทร์จนแต้ม ขอร้องนุ่มอย่าบอกเรื่องนี้กับกุลวรางค์เด็ดขาด เธอมีเหตุผลที่บอกใครไม่ได้ ขอให้นุ่มเชื่อใจกันสักครั้ง นุ่มพยักหน้ารับคำ...

ดึกคืนนั้น มณีจันทร์ฝันหวานเห็นหลวงอัครเทพข้ามประตูทวิภพมาหาที่ห้อง ขณะที่เขายื่นหน้าเข้ามาจูบปากเธอ มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น มณีจันทร์ตกใจตื่น มองไปรอบๆถึงได้รู้ว่าฝันไป มีเสียงกุลวรางค์ร้องเรียก
“เมณี่ๆตื่นเดี๋ยวนี้ ตื่นๆที่ห้องฉันแอร์เสียน่ะ ร้อนชะมัด นอนด้วยคนนะ”

มณีจันทร์เดินไปเปิดประตูห้อง กุลวรางค์โผขึ้นเตียง หัวยังไม่ทันถึงหมอนก็หลับกลางอากาศ กรนครอกๆ มณีจันทร์นอนคิดถึงความฝันบ้าบอเมื่อครู่แล้วอายหน้าแดง

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ
21 มิ.ย 2564

02:50 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 12:25 น.