ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ทวิภพ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

หลวงอัครเทพไม่ได้ฟังคุณหญิงแสร์ชื่นชมน้ำพริกมะขามชาววังฝีมือประยงค์ที่คุณหญิงสรเดชอุตส่าห์ฝากมาให้ เพราะมัวแต่นั่งมองข้าวเหนียวใจลอยหวนคิดถึงคำพูดของมณีจันทร์ที่ว่า

“...ข้าวเหนียวก้อนนี้ที่ฉันป้อนจะหวานกว่าปกติอีกสองเท่านะ...อ่ะ อ้ำ กินซะนะ...กินข้าวเหนียวคราวหน้า คิดถึงฉันด้วยนะคุณหลวง”

หลวงอัครเทพยิ้ม คว้าข้าวเหนียวเปล่าๆใส่ปากเคี้ยวอย่างอารมณ์ดี ไม่สนใจน้ำพริกมะขามแม้แต่น้อย คุณหญิงแสร์เห็นท่าทางลูกชายแล้วหนักใจ...

ใกล้ถึงงานคอนเสิร์ตการกุศล มณีจันทร์จำต้องมาซ้อมร้องเพลงที่หอประชุมซึ่งใช้เป็นที่จัดงานเพราะรับปากกุลวรางค์เอาไว้ มณีจันทร์ไม่มีสมาธิท่องเนื้อเพลงเป็นกังวลประตูกาลเวลาจะเปิดตอนเธอไม่อยู่บ้าน พอมีเสียงคล้ายเสียงเรียกของนาฬิกา เธอจะลุกพรวดเตรียมกลับบ้าน ตรองอดถามไม่ได้ว่าเป็นอะไรไป

“เตรียมพร้อมไว้ ถ้ามีอะไรปั๊บจะได้ออกรถได้เลย ยี่สิบนาทีก็ถึงบ้าน” มณีจันทร์อ้าง

“บ้านมันมีขาหรือ คราวหน้าออกมาก็ล่ามโซ่ไว้สิ มันจะได้ไม่หาย จะได้ไม่ต้องรีบกลับ ฮิฮิ...ขำปะ”

“ลุคใหม่ เสื้อผ้าใหม่ก็พอจะหลอกตาได้แต่ไอ้ที่พยายามตลกน่ะมันหลอกไม่ได้ ยังไงมันก็ไม่ตลก”

ตรองจ๋อย มณีจันทร์แปลกใจไม่หายตรองจะเปลี่ยนลุคไปทำไม ตรองไม่ได้อยากเปลี่ยนแต่กุลวรางค์เปลี่ยนให้เพราะคิดว่าเขาชอบมณีจันทร์ แค่มองตาเพื่อน มณีจันทร์ก็รู้แล้วว่าเขาชอบกุลวรางค์ แต่ตรองไม่ยอมรับ ทำเฉไฉพูดเรื่องอื่น ด้านกุลวรางค์กำลังซ้อมเพลงประสานเสียงกับลูกศิษย์อยู่บนเวที แต่ลูกศิษย์ร้องเพลงรักไม่เข้าถึงอารมณ์ความรักสักที กุลวรางค์จึงต้องอธิบายให้พวกนั้นเข้าใจว่าความรักคืออะไร

“ความรักเกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล นึกอยากเกิดก็เกิด นึกอยากเลิกแต่กลับเลิกไม่ได้...ความรักคือการแบ่งปัน โลกใบเล็กๆของเราถูกแบ่งเป็นสองทันทีที่มีความรัก...ความรักไม่มีพรมแดนไม่สนใจอดีต ไม่สนใจอนาคตและไม่มีเงื่อนไขใดๆ”

น้ำเสียงและแววตาซึ้งๆของกุลวรางค์ ทำให้ตรองมณีจันทร์และกลุ่มลูกศิษย์ของกุลวรางค์ซาบซึ้งใจไปกับความรัก โดยเฉพาะมณีจันทร์จับนาฬิกาพกของหลวงอัครเทพที่ห้อยคอไว้คิดถึงเจ้าของนาฬิกาเหลือเกิน กุลวรางค์สั่งให้ลูกศิษย์ลองร้องเพลงนี้อีกครั้งและให้ใส่หัวใจรักลงไปด้วย บทเพลงของลูกศิษย์ไพเราะขึ้นมาทันที ตรองลอบมองกุลวรางค์อย่างชื่นชม...

หลวงอัครเทพสั่งให้ขาบยกโต๊ะทำงานเข้ามาตั้งในห้องตัวเองอีกหนึ่งชุด ขาบงงทำงานคนเดียว ทำไมต้องมีโต๊ะทำงานตั้งสองชุด หลวงอัครเทพไม่ตอบ ก้มหน้าก้มตาจัดเตรียมโต๊ะทำงานให้มณีจันทร์ต่อ

ooooooo
การซ้อมเพลงเสร็จเรียบร้อย ถึงเวลาที่คนงานเข้ามาเตรียมเวทีสำหรับการแสดง โดยมีกุลวรางค์คอยกำกับอยู่ใกล้ๆ มณีจันทร์นั่งมองนาฬิกาที่ห้อยคอพึมพำกับตัวเอง เมื่อไหร่จะมีสัญญาณเรียกสักที หลายวันแล้วที่ไม่เจอหน้าหลวงอัครเทพ กุลวรางค์เห็นเพื่อนเอาแต่นั่งเหม่อ สั่งให้ซ้อมร้องเพลงไปเรื่อยๆ

“แกกำลังดูพวกงานเวที ฉันกลับไปซ้อมที่บ้านได้ไหม” มณีจันทร์อ้อน

กุลวรางค์ไม่ยอม พรุ่งนี้ถึงวันแสดงจริงแล้วเกิดติดขัดอะไรเธอจะได้ช่วยแก้ไข มณีจันทร์จำใจต้องอยู่ต่อ กุลวรางค์ขัดใจมากเมื่อระบบแสงและเสียงบนเวทีขัดข้อง แถมช่างใหญ่ไม่อยู่ไปต่างประเทศกว่าจะกลับพรุ่งนี้เช้า กุลวรางค์รอไม่ไหวต้องการให้เวทีเรียบร้อยภายในคืนนี้ ตรองรับอาสาจะดูแลเรื่องนี้ให้มณีจันทร์ทักท้วงทันที “เฮ้ย...แกเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ช่างไฟ นี่ถ้าทำเวทีเขาระเบิด งานพังติดหนี้หัวโต แถมยายกุลโกรธข้ามชาติข้ามภพเลยนะ”

“ไม่ได้ทำเองมีเด็กช่วย ไม่อยากจะบอกงานเวทีที่คณะ ดร.ตรอง แอนด์เดอะแก๊งทั้งนั้น เดี๋ยวขอโทร.หาพวกมันก่อน” ตรองโม้จบ หยิบมือถือขึ้นมากดหาป๋องกับเพื่อนๆ

ไม่นานนัก ตรอง ป๋องกับผองเพื่อนก็จัดการระบบแสงและเสียงให้ใช้การได้ แต่พอกุลวรางค์ทดสอบการใช้งาน สั่งให้แสงและเสียงเป็นเพลงช้า กลับได้เพลงเร็ว พอสั่งให้เป็นบรรยากาศสนุกสนานกลับได้เพลงเนิบๆแทน ทดลองอยู่หลายรอบไม่ได้ดั่งใจกุลวรางค์โวยวายลั่น เก็บข้าวของทำท่าจะกลับบ้าน

“ฟังผมก่อนนะ ขอเวลาแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวก็จัดการได้... เฮ้ย...ไอ้ป๋องทำอะไรสักอย่างสิ” ตรองโวยลั่น...

ค่ำแล้วกว่าตรองกับลูกศิษย์จะควบคุมทุกอย่างได้ มณีจันทร์รอจนงีบหลับคาเก้าอี้ ตรองทดสอบแสงและเสียงเป็นครั้งสุดท้าย กดปุ่มสั่งให้เป็นเพลงธรรมชาติสงบเยือกเย็น ก็ได้ตามต้องการทันที กุลวรางค์ยิ้มออกพยักหน้าให้ตรองเป็นทำนองว่าต้องเป็นแบบนี้ มณีจันทร์ได้ยินเสียงเพลงก็สะดุ้งตื่น ก้มมองนาฬิกาที่ห้อยคอ

“ประสาทจะหลอนตายไหมเนี่ย ได้ยินเสียงอะไรกรุ๋งกริ๋งก็นึกว่าเป็นเสียงนาฬิกาไปหมด”

มณีจันทร์นอนต่อ สักพัก มีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ของจริง หญิงสาวลุกพรวดคว้ากระเป๋าถือแอบย่องออกไป กุลวรางค์มัวแต่ตรวจความเรียบร้อยบนเวทีหันมามองอีกที เพื่อนหายตัวไปแล้ว เดินตามจนทั่วก็ไม่เจอ ซ้ำมือถือก็ปิด กุลวรางค์สงสัยมณีจันทร์ต้องหนีกลับบ้านแน่ๆ...

มณีจันทร์ร้อนใจ รถติดอยู่บนถนนไปไหนไม่ได้ เปิดกระจกรถถามรถคันข้างๆว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมรถติดขนาดนี้ ได้ความว่าข้างหน้ามีอุบัติเหตุ มณีจันทร์มองนาฬิกาที่ยังส่งเสียงไม่หยุด กังวลใจมาก

“นาฬิกายังดังอยู่เลย ประตูกาลเวลาจะรอเราได้นานแค่ไหนนะ...คุณหลวงขา...รอก่อนนะคะ”
พักใหญ่กว่ามณีจันทร์จะถึงบ้าน เธอวิ่งหน้าตั้งตรงไปห้องตัวเอง สวนกับนุ่มพอดี เสียงนาฬิกายังดังต่อเนื่องมณีจันทร์หยุดกึก ถามนุ่มได้ยินเสียงจากนาฬิกาเรือนนี้ไหม นุ่มไม่ได้ยินอะไร

“ขอบใจ ฉันจะนอนเลยนะ ห้ามใครรบกวน” มณีจันทร์วิ่งปรู๊ดเข้าห้อง ปิดประตูล็อก แล้วพุ่งไปยืนหน้ากระจกเงาโบราณ แต่พอข้ามภพมาถึงห้องหลวงอัครเทพกลับเห็นเขานอนหลับอยู่บนเตียง มณีจันทร์เดินมาดู

“โธ่...ไอ้เราก็รีบแทบตาย คุณหลวงหลับปุ๋ยสบายเชียวนะ...

แบบนี้แสดงว่า ประตูกาลเวลาจะติดตามฉันเสมอไม่ว่าจะอยู่ใน หรือนอกบ้านและมันจะรอคอยฉันเสมอ รอคอยฉันคนเดียว”

มณีจันทร์คุกเข่า ยื่นหน้าเข้าไปดูเขาใกล้ๆ “ยิ่งเวลาหลับ ยิ่งหล่อ วันนี้ไม่เห็นตาวิบวับคู่นั้น อืม คิ้วจมูกปากรับกันได้รูปสมชายชาตรี”

“หล่อนจะทำอะไรฉัน” หลวงอัครเทพพูดทั้งที่ยังไม่ลืมตา หวังจะแกล้งมณีจันทร์คืน

หญิงสาวถึงกับผงะหงายหลังหัวโขกพื้น หลวงอัครเทพตกใจ ลืมตัวคว้าตัวเธอเข้ามาใกล้ มองหาบาดแผลที่หัว โล่งใจไม่เจออะไร มณีจันทร์ยิ้มปลื้มใจที่เขาเป็นห่วงเป็นใย หลวงอัครเทพรู้สึกตัวรีบปล่อยมือแล้วลุกไปหยิบเอกสารบนโต๊ะ

ทำงานแก้เขิน ถามมณีจันทร์ดึกแล้วทำงานไหวหรือเปล่า

“ไม่ไหว...ง่วง...โห หมอนท่านหอมจัง นอนเลยดีกว่า” มณีจันทร์ล้มตัวลงนอนบนเตียงหน้าตาเฉย หลวงอัครเทพส่ายหน้าระอาในความทะเล้น ตกลงเธอจะนอนจริงๆหรือ มณีจันทร์แค่ล้อเล่นยื่นมือให้เขาช่วยดึงเธอลุกขึ้นที หลวงอัครเทพเฉย ลงนั่งทำงานไม่สนใจ มณีจันทร์พึมพำเบาๆ

“ถือตัวชะมัด จะแตะตัวเราตอนเผลอเท่านั้นนะเนี่ย คนโบราณนี่กว่าจะได้เจอหน้าได้คุยได้แตะมือ โห เป็นปลากัดก็คงท้องไปหลายรอบแล้ว...เฮ่อ...แล้วดูเราสิ เขาต้องว่าเราไม่ใช่กุลสตรี...ไม่ได้ๆ...รักษาภาพๆต้องรักษาภาพหญิงสูงศักดิ์”

มณีจันทร์ลุกจากเตียง ทำหน้าเชิดคอตั้ง เยื้องย่างมาที่โต๊ะทำงาน

หลวงอัครเทพสงสัยคอเป็นอะไรไป มณีจันทร์ไม่ต่อปาก

ต่อคำด้วย หันมายิ้มพองาม นั่งที่โต๊ะทำงานซึ่งหลวงอัครเทพจัดไว้ให้เธอโดยเฉพาะ ยกมือไหว้อย่างอ่อนช้อย จีบปากจีบคอพูดเนิบนาบ

“กราบขอบพระคุณค่ะ สำหรับโต๊ะทำงานชุดนี้” มณีจันทร์วางท่าสง่า หลวงอัครเทพอดขำไม่ได้

ooooooo

มณีจันทร์และหลวงอัครเทพนั่งทำงานถึงฟ้าแจ้ง มณีจันทร์หิวน้ำมองหาน้ำดื่ม เห็นแต่ป้านน้ำชาวางอยู่ไม่ค่อยอยากดื่มชา หันไปถามเขาว่ามีแต่น้ำชาหรือ หลวงอัครเทพนั่งทำงานเฉยเหมือนไม่ได้ยิน แต่อยู่ๆเขาลุกขึ้นไปรินน้ำชาเอามาให้ มณีจันทร์มองคาดไม่ถึง

“ผู้ชายในยุคหน้าดีกับผู้หญิงมากขึ้นใช่รึไม่ เป็น gentleman...สุภาพบุรุษมากขึ้นน่ะ”

“ค่ะ...ผู้ชายยอมให้ผู้หญิงมีโอกาสได้เรียนทุกอย่างเหมือนผู้ชาย”

“เรากำลังจะมีโรงเรียนสตรี พระพุทธเจ้าหลวงและ

ข้าราชบริพารอย่างเรากำลังเร่งปฏิรูปบ้านเมืองในทุกทาง เราดีใจที่ได้ยินว่าการทำงานหนักของพวกเราส่งผลถึงอนาคตอย่างไร”

“โอกาสของผู้หญิงมีมากขึ้นก็จริง แต่ก็มีผู้ชายหลายคนนิยมเผด็จการโดยไม่รู้ตัว เขาเอาความดีงามในแบบของเขามายัดเยียดให้ผู้หญิงโดยไม่คิดจะถามสักนิดว่าเป็นความดีงามในแบบที่หล่อนต้องการหรือไม่”

“ผู้ชายข้างตัวหล่อนเป็นเช่นนั้นอยู่รึ” หลวงอัครเทพเห็นมณีจันทร์หลบตา แอบใจเสียเล็กน้อยที่มีชายอื่นอยู่ข้างเธอ แต่ไม่ถามอะไร “ต้องขอโทษ บางทีก็ลืมเป็น gentleman กับหล่อน จะพยายามให้มากขึ้น หากหล่อนอึดอัดในเรื่องใด ขอให้บอก”

“ท่านอุตส่าห์ถาม อุตส่าห์พยายามปรับตัว ทั้งๆที่ไม่ใช่รูปแบบที่ท่านเติบโตมา แค่นี้ก็เป็น gentleman แล้วค่ะ”

มณีจันทร์พูดจบ เดินไปที่หน้าต่าง เห็นบรรยากาศยามเช้าที่มีแต่เสียงนกร้อง เสียงไก่ขัน มีแต่เรือพาย ไม่มีตึกสูงไม่มีเสียงรถราวิ่งขวักไขว่ หลวงอัครเทพเดินมายืนเคียงข้างเธอ มองทิวทัศน์งามยามรุ่งอรุณด้วยกัน

“ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะได้เจอกันอีกหรือไม่ ฉันจะจดจำความงามนี้ไว้ตลอดชีวิต”

ทั้งสองสบตากันสายตาเปี่ยมไปด้วยความรัก

ooooooo

หลวงอัครเทพจำต้องออกไปกินข้าวเช้ากับคุณหญิงแสร์เพราะไม่อยากให้ใครมาตามที่ห้อง ทิ้งมณีจันทร์นั่งทำงานอยู่คนเดียว มณีจันทร์รวบรวมเอกสารที่ทำเสร็จแล้วเรียงเป็นตั้งๆวางไว้บนโต๊ะทำงาน ท้องของเธอเริ่มส่งเสียงร้อง มณีจันทร์เห็นหลวงอัครเทพหายไปนาน แง้มประตูห้องดู

“ไม่มีใครอยู่เลย...ฮิๆ บ้านน่าอยู่ชะมัด ฉันจะมีโอกาสได้ออกไปเดินข้างนอกบ้างไหมเนี่ย”

มณีจันทร์เปิดประตูกว้างอีกนิดเพื่อให้มองเห็นบริเวณบ้านชัดๆ ย่ามใจว่าไม่มีใครอยู่ ลมพัดซู่ พัดพากองเอกสารลอยผ่านหน้าเธอไปที่ลานหน้าห้อง หญิงสาวรีบคว้าแต่ไม่ทัน เอกสารลอยเกลื่อนลาน มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร มณีจันทร์วิ่งตามไปเก็บเอกสารไกลจากห้องหลวงอัครเทพเรื่อยๆ...

ขาบ อิ่มกับม้วนวิ่งมาเก็บกระบุงใส่ผ้าที่กระจัดกระจายใต้ถุนเรือนด้วยแรงลม ก่อนจะวิ่งขึ้นไปเก็บข้าวของอื่นๆบนเรือน ทั้งสามเริ่มเข้าใกล้มณีจันทร์เข้ามาทุกที อิ่มเห็นหางตา มีคนแต่งดำขาวก้มๆเงยๆเก็บกระดาษอยู่แถวนั้น แต่พอหันไปมอง มณีจันทร์หายเข้าหลืบพอดี อิ่มสะบัดหัวนึกว่าตาฝาด ก้มเก็บของต่อไม่สนใจ ขาบก็เห็นมณีจันทร์แวบๆเช่นกันแต่ไม่ได้สนใจมัววุ่นวายตามเก็บข้าวของ

ม้วนกับมณีจันทร์อยู่ใกล้กันมาก ความที่พะวงกับสิ่งที่ทำตรงหน้าทำให้ทั้งคู่ไม่เอะใจ ม้วนนึกว่ามณีจันทร์เป็นบ่าวสักคนกำลังเก็บกระดาษ เลยหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้โดยไม่ได้มองหน้า พอทั้งคู่รู้ตัว เหลียวมองหน้ากัน ตกใจ ร้องกรี๊ดๆประสานเสียง มณีจันทร์เผ่นเข้าห้อง ขณะที่ม้วนปิดหน้าปิดตาร้องลั่น

“ผี...ผีหลอก”

เสียงร้องของม้วนดังไปถึงหูหลวงอัครเทพกับคุณหญิงแสร์ ทั้งคู่วางมือจากกินข้าวรีบมาดู เห็นขาบกับอิ่มกำลังประคองม้วนที่หน้าซีดเซียวทำท่าจะเป็นลม ละล่ำละลักว่า

“ข้า...เห็นผี...ผีผู้หญิง...สวย...ผิวขาวอย่างกับหยวก แต่งตัวประหลาด...สีขาวดำ”

หลวงอัครเทพหน้าเสีย ที่ม้วนพูดมาคือมณีจันทร์ชัดๆ ขาบกับอิ่มเพิ่งตระหนักว่าตัวเองก็เห็นผีขาวๆดำๆที่ม้วนว่าเช่นกันพากันร้องเสียงหลง คุณหญิงแสร์ตกใจที่คราวนี้เห็นผีทีเดียวสามคน ตะโกนสั่งการลั่น

“ไปตามบ่าวทุกคนมา ออกตามหาให้ทั่ว ไม่ว่าจะผีหรือคน ตามจับมันมาให้ข้า...”

หลังจากบ่าวไพร่ออกค้นหาทั่วเรือนก็วิ่งกลับมาเรียนคุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพว่าไม่เจอ ขาบตั้งข้อสังเกต ถ้าเป็นผีพวกเราจะหาเจอได้อย่างไร บ่าวทุกคนตาเหลือกขยับตัวชิดกัน กลัวผีขึ้นมาทันที หลวงอัครเทพสีหน้าไม่สบายใจจนคุณหญิงแสร์สังเกตเห็น ถามลูกชายมีอะไรจะบอกหรือเปล่า

“อย่ากลัวกันนักเลย ไม่ใช่ผีดอก”หลวงอัครเทพว่าพลางถอนใจ

“ไม่ใช่ผีแล้วเป็นอะไร พ่อเทพพูดเหมือนรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ไม่ใช่ผีหมายถึงอะไร”

“กระผมจะพาไปดู”หลวงอัครเทพตัดสินใจจะไม่ปิดเรื่องมณีจันทร์อีกต่อไป เดินนำทุกคนไปยังห้องตัวเอง คุณหญิงแสร์ใจร้อนถามลูกชายจะพาเธอมาดูอะไร หลวงอัครเทพเปิดประตูห้องผายมือให้แม่เดินเข้าไป

“คุณแม่ดูเอาเองเถิดขอรับ”

คุณหญิงแสร์หายเข้าไปในห้องสักพัก ร้องถามลูกชายให้เข้ามาดูอะไร ไม่เห็นมีอะไรสักอย่าง หลวงอัครเทพรีบตามเข้าไปในห้อง มณีจันทร์ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว ข้ามภพกลับไปยังห้องตัวเองเรียบร้อย เธอโล่งใจที่รอดมาได้อย่างหวุดหวิดอีกครั้ง...

คุณหญิงแสร์เห็นลูกไม่ตอบได้แต่ยืนนิ่ง ถามซ้ำตกลงจะให้ตนมาดูอะไร หรือว่าซ่อนใครไว้ในห้อง หลวงอัครเทพตัดสินใจกลับลำในเมื่อแม่ไม่เจอมณีจันทร์ก็ไม่จำเป็นต้องสารภาพอะไร

“กระผมให้มาดูว่าไม่มีผี ไม่มีผู้หญิงขอรับ”

“เอ...แล้วทำไมคุณหลวงท่านพูดเหมือนจะให้มาดูใครล่ะเจ้าคะ”ม้วนสาระแนเช่นเคย

“ให้มาดูว่าไม่มีใครต่างหาก เพราะฉะนั้นจงอย่าคิดฟุ้งซ่าน เรื่องผีสางอะไรนั่นล้วนแต่จิตปรุงแต่งไปเองทั้งสิ้น ข้าขอยืนยัน บ้านนี้ไม่มีผี”หลวงอัครเทพบอกอย่างมั่นใจมาก เพราะมณีจันทร์ไม่ใช่ผี คุณหญิงแสร์กับพวกบ่าวได้แต่มองหน้ากัน

ooooooo

ถึงวันแสดงคอนเสิร์ตการกุศล บรรดานักร้องนักแสดงต่างทยอยกันมาเตรียมแต่งหน้าทำผม ไลล่าสาวไฮโซเจ้าของร้านเพชรกับเพื่อนสมองกลวงอีกสองคนเพิ่งมาถึงหน้าสถานที่จัดงาน เห็นไรวัตยืนคุยอยู่กับกุลวรางค์ ไลล่าปราดเข้ามาทักทาย ไรวัตแปลกใจที่ไลล่ากับเพื่อนจะขึ้นแสดงด้วย

“เราบริจาคคนละห้าแสน เจ้าภาพเขาเลยให้เราร้องเพลงน่ะคะ...ส่วนไลล่าน่ะบริจาคมากที่สุด สามล้านบาทเพราะฉะนั้น นอกจากจะได้ร้องเพลง ขอไลล่าควงประธานจัดงานอย่างคุณด้วยได้ไหมคะ” ไลล่าเข้าไปคล้องแขนไรวัตหน้าตาเฉย

“ขอบคุณสำหรับเงินบริจาคนะครับ แต่ผมมีคู่ควงแล้ว”

ไรวัตดึงมือไลล่าออก แล้วเดินเข้าไปหามณีจันทร์ที่เพิ่งมาถึง ยื่นแขนให้คล้อง มณีจันทร์จำใจคล้องแขนเขา ไลล่าแค้นใจมากคิดหาทางแกล้งมณีจันทร์...

ขณะที่นักร้องนักแสดงทุกคนกำลังแต่งหน้าทำผม ไลล่าให้เจ้าหน้าที่ในร้านเพชรของเธอนำเครื่องเพชรชุดดีที่สุดมาให้เธอกับเพื่อนๆใส่โชว์ คุยข่มมณีจันทร์ที่ไม่มีเครื่องเพชรอะไรสวมสักชิ้น มณีจันทร์ด่ากลับ

“พวกนี้เหมือนกันหมด วัดค่าความเป็นคนด้วยหินพวกนี้ เวลาขึ้นแสดง ร้องเพลงอย่างกับหมีปวดท้องต่อให้ใส่เพชรทั้งตัว คนเขาก็หัวเราะเยาะพวกเธออยู่ดี”

ไลล่ากรี๊ดสนั่น บุกจะเข้ามาตบ มณีจันทร์ลุกพรวดตั้งท่าเตรียมสู้ ผู้คนในห้องแต่งตัวคิดว่าจะได้ดูคนตบกัน แต่ไรวัตถือกล่องเครื่องเพชรเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน

“ผมเอาเครื่องเพชรมาให้เมณี่ ของเก่าแก่ประจำตระกูลน่ะ”

ทันทีที่ไรวัตเปิดกล่องเครื่องเพชร เพื่อนของไลล่าตาโตด้วยความตื่นเต้นที่เห็นสร้อยเพชรเส้นใหญ่เป้ง

“โอ้โห...ของเก่าแก่เส้นใหญ่ขนาดนั้น ราคาแพงกว่าเศษเพชรพวกนี้รวมกันอีกนะเนี่ย”เพื่อนไลล่าว่าแล้วชี้ไปที่บรรดากล่องเครื่องเพชรที่มาจากร้านเพชรของไลล่า สาวไฮโซตัวแสบยิ่งแค้นมณีจันทร์มากขึ้น

“ที่บ้านผมยังมีอีกเยอะ เห็นหรือยังว่าถ้าเป็นสะใภ้ของครอบครัวเรา คุณจะได้อะไรบ้าง”ไรวัตคุยโม้โอ้อวด ขณะที่มณีจันทร์ถอนใจเซ็ง...

ในเวลาต่อมา กุลวรางค์เห็นมณีจันทร์เดินมาตามทางเดินหลังเวที รีบยัดกุหลาบแดงช่อใหญ่ใส่มือตรองสั่งให้เขาเอาให้มณีจันทร์ด้วย ตรองงงให้ทำไม กุลวรางค์ไม่ตอบ กวักมือเรียกมณีจันทร์เข้ามาหา

“เมณี่...ทางนี้จ้ะ ด๊อกเขามีอะไรจะให้แน่ะ”

“เรียกเต็มๆได้ไหมครับ ด๊อกเฉยๆแปลว่าหมา”ตรองยื่นกุหลาบให้มณีจันทร์โดยไม่คิดอะไร

“ดร.เขาเตรียมมาให้เมณี่โดยเฉพาะเลยนะ คืนนี้เขาจะเป็นกำลังใจให้เธอ”

ตรองชะงัก ก่อนจะคว้าดอกไม้จากมือมณีจันทร์คืน

กุลวรางค์แย่งกลับแล้วยัดใส่มือมณีจันทร์ตามเดิมปั้นเรื่องว่าที่ตรองเปลี่ยนลุคเพราะต้องการให้เธอประทับใจ ตรองหาทางจะอธิบายแต่กุลวรางค์แย่งพูดจนเขาทนไม่ไหวดึงเธอออกไปข้างนอกขอเคลียร์เรื่องนี้ พอได้อยู่กันตามลำพัง ตรองต่อว่ากุลวรางค์ทันที

“คุณทำแบบนี้ทำไม ดอกไม้นั่นไม่ใช่ของผม ไปโกหกเมณี่ทำไม”

“ก็ฉันบอกแล้วว่าฉันจะช่วยให้คุณได้เป็นแฟนกับยายเมณี่ไง”

“เรื่องเปลี่ยนลุคนี่ก็อีก คุณโกหกเมณี่ว่าผมทำเพื่อเขา ทั้งๆที่ผมทำเพื่อคุณ”ตรองหลุดปาก กุลวรางค์งงจะทำเพื่อเธอทำไม ตรองอึกอักพูดไม่ออก กุลวรางค์ไม่สนใจจะซักถามอะไรอีก รีบตัดบท

“เอาเถอะน่า ผู้หญิงน่ะแพ้เรื่องพวกนี้ทุกคน เชื่อฉันเถอะเดี๋ยวดีเอง”

ตรองพยายามจะบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไรกับมณี–จันทร์ แต่กุลวรางค์ไม่ฟัง เดินหนีหน้าตาเฉย ตรองได้แต่ถอนใจเซ็ง จากนั้น เขากลับมาหามณีจันทร์ซึ่งยืนถือช่อกุหลาบรออยู่ที่เดิม ยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไร มณีจันทร์ชิงถามขึ้นก่อนว่าดอกไม้นี่ของกุลวรางค์ใช่ไหม ตรองพยักหน้า

“ดอกไม้ดีๆดันไปตัดจากต้นให้มาเหี่ยวเฉาในมือคน ไม่ใช่สไตล์นักอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างฉัน”

“นึกแล้ว ยายกุลนี่บ้าจริงๆนิสัยเสียไม่เลิก อยากได้อะไร อยากทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ ไม่ยอมฟังคนอื่นแล้วตรองจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้หรือ...ยอมตามใจเขาจนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองมันเป็นชีวิตคู่ที่ไปไม่รอดหรอกนะ”

“ชีวิตคู่...คู่ใคร...เฮ้ยไม่ใช่ ฉันไม่คิดอะไรกับเขา”ตรองเฉไฉอีกแล้ว

“มั่นใจในตัวเองหน่อยนะตรอง ถ้าเขาไม่สนใจในสิ่งที่ตรองเป็น เขาก็ไม่ใช่คู่ของตรอง เจ็บซะตั้งแต่ต้นยังดีกว่าสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง”มณีจันทร์ยื่นช่อกุหลาบคืนตรอง แล้วเดินจากไป...

ไลล่ากับเพื่อนแอบตามมณีจันทร์มาถึงหน้าห้องน้ำ ทันทีที่คู่อริเดินเข้าไป สาวไฮโซตัวแสบกับผองเพื่อนใส่กลอนขังมณีจันทร์ไว้ ลากป้ายที่เขียนว่า “ห้ามเข้ากำลังทำความสะอาด”มาขวางประตูทางเข้า-ออกห้องน้ำ มณีจันทร์เสร็จธุระส่วนตัว เปิดประตูห้องน้ำออกมาไม่ได้ ตะโกนเรียกให้คนข้างนอกช่วย มีคนเดินผ่านมาได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจะเข้าไปดู ไลล่ากับเพื่อนเข้ามาขวาง

“อ๋อ เพื่อนเราอยู่ในนั้นค่ะ ช่างกำลังช่วยอยู่ เดี๋ยวก็ออกมาได้ ไปเข้าห้องน้ำด้านหน้าแล้วกันนะคะ”

พลเมืองดีพยักหน้าเข้าใจ ก่อนเดินจากไป ไลล่ากับเพื่อนหัวเราะสะใจ มณีจันทร์ได้ยินเสียงไลล่าจำได้เจ็บใจมาก เลิกสนใจประตูห้องน้ำ หันไปหาทางออกทางหน้าต่างแทน...

มณีจันทร์หนีออกจากห้องน้ำสำเร็จ เห็นต้นหมามุ่ยที่ขึ้นปะปนกับต้นไม้รกๆด้านหลังห้องน้ำ ยิ้มดีใจ

“...ไฮโซนิสัยเสียพวกนี้ต้องโดนสั่งสอนหน่อยแล้ว”

ooooooo

งานแสดงการกุศลเริ่มขึ้นแล้ว โชว์ชุดต่างๆทยอยให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม ใกล้เวลาไลล่ากับเพื่อนๆจะขึ้นร้องเพลง จึงกลับมาที่ห้องแต่งตัวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ต้องตกใจที่เห็นมณีจันทร์แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยนั่งยิ้มอย่างสบายอารมณ์ ไลล่าปราดเข้าไปถามออกมาได้อย่างไร

“ออกมาจากไหน...อะไรหรือ” มณีจันทร์ยิ้มยั่ว

เพื่อนของไลล่าอ้าปากจะพูดเรื่องที่พวกตนขังมณีจันทร์ไว้ในห้องน้ำ แต่ไลล่ารีบตะปบปากเพื่อนไว้ ห้ามไม่ให้พูดอะไรอีกที่นี่คนเยอะ เดี๋ยวเป็นเรื่อง แล้วชวนกันไปแต่งตัวเตรียมขึ้นเวที โดยไม่รู้ว่าชุดที่พวกตนหยิบไปนั้นมีหมามุ่ยโรยไว้ มณีจันทร์มองตามยิ้มสะใจ...

ขณะมณีจันทร์กำลังจะเดินไปรอด้านหลังเวทีเพื่อเตรียมขึ้นแสดง ไรวัตเห็นเธอสวมสร้อยเพชรของเขาทั้งที่ยังสวมสร้อยห้อยนาฬิกาอยู่ ขอให้เธอถอดออก มณีจันทร์อิดออด

“เอ้อ...ไม่นะคะไม่...นาฬิกานี่สำคัญสำหรับฉันมาก ขอฉันเถอะนะคะ”

ไรรัตเอาสร้อยห้อยนาฬิกาออกจากคอมณีจันทร์จนได้ มณีจันทร์พยายามจะเอาคืน แต่ทีมงานเข้ามาเร่งให้รีบขึ้นเวที แล้วดึงตัวเธอออกไปเสียก่อน ไรวัตตะโกนไล่หลัง

“อย่าลืมนะเมณี่ เสร็จงานแล้ว ต้องไปกินข้าวกับคุณพ่อผม”

“ไรวัต นาฬิกานั่นสำคัญสำหรับฉันมาก อย่าทำหายนะไรวัต”

ไรวัตมองนาฬิกาในมือชักสงสัยทำไมมณีจันทร์หวงนักหวงหนา กดเปิดฝาดูเห็นรูปผู้ชายอยู่ด้านใน ไรวัตรู้สึกคุ้นๆ หน้าเหมือนเห็นที่ไหนมาก่อน พอนึกได้ว่าเคยเห็นนั่งรถไปกับมณีจันทร์ครั้งหนึ่ง ก็โกรธจะเอานาฬิกาทิ้งขยะ กุลวรางค์เดินผ่านมาพอดี จำได้ว่าเป็นนาฬิกาของมณีจันทร์ ถามไรวัตคิดจะทำอะไร

“นาฬิกาเนี่ย เมณี่ใส่ตลอดเวลา พอผมเปิดดูก็มีรูปผู้ชายอยู่ข้างใน”

กุลวรางค์เห็นรูป ร้องอ๋อทันที “โธ่เอ๊ย นึกว่าใคร...ท่านเป็นต้นตระกูลของฉัน มีชีวิตอยู่ในสมัย ร.5 เมณี่เห็นรูปท่านที่บ้านฉันก็เลยขอไป...แต่เอ เธอขอรูป ไม่ใช่นาฬิกาแล้วไปเอานาฬิกามาจากไหนใหม่เอี่ยมเลย”

“คุณหลอกผมหรือเปล่า ผมเคยเห็นผู้ชายคนนี้นั่งรถออกไปกับเมณี่ด้วย”

“เฮ้ย...คุณตาฝาดไปมากกว่า...แถวนี้ยิ่งมืดๆอยู่ ไปหาที่สว่างๆดีกว่าพูดให้ฉันกลัวอยู่ได้คุณนี่” กุลวรางค์พูดจบจ้ำพรวดๆออกไป ปล่อยให้ไรวัตยืนงง ก่อนจะเดินกลับห้องจัดงาน...

มณีจันทร์เป็นกังวลที่ต้องอยู่ห่างนาฬิกา เกิดประตูเวลาเปิดตอนนี้เธอจะทำอย่างไร...

ไรวัตเดินมานั่งข้างพ่อของเขาทันเวลามณีจันทร์ขึ้นแสดงพอดี พ่อของเขาชื่นชมมณีจันทร์ไม่หยุดปากว่าสวยสง่าดูดี สมกับที่ไรวัตอยากให้เขารู้จัก

ooooooo

ขณะเดียวกันที่อีกภพหนึ่ง หลวงอัครเทพถือเอกสารฉบับหนึ่งมายืนหน้ากระจกส่งกระแสจิตถึงมณีจันทร์

“วันนี้ได้เอกสารมา รู้สึกระลึกถึงหล่อน แต่เราสองช่างอาภัพ มิอาจพบปะพูดคุยได้ดังใจ จะได้พบกันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับชะตาฟ้าเท่านั้น” หลวงอัครเทพมองกระจกตรงหน้าอย่างเศร้าสร้อย

เหมือนมณีจันทร์จะรับรู้ถึงกระแสจิตนั้น อยู่ๆเธอหยุดร้องเพลงกลางคัน พยายามเงี่ยหูฟังเสียงจากนาฬิกา นักดนตรีมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ยังไม่หยุดบรรเลง ตรองกับกุลวรางค์ยืนอยู่ข้างเวที แปลกใจมณีจันทร์หยุดร้องทำไม หรือลืมเนื้อเพลง กุลวรางค์ตะโกนเรียกเพื่อนให้ได้สติ แต่เธอกลับยืนนิ่ง

มณีจันทร์ได้ยินเสียงเรียกจากนาฬิกาแม้ไม่ได้อยู่ใกล้ เสียงนั้นแยกจากเสียงดนตรีที่กำลังบรรเลงอย่างชัดเจน เสียงหลวงอัครเทพรำพึงรำพันเรียกหาเธอด้วยคิดถึงดังแทรกมากับเสียงนาฬิกา มณีจันทร์ก็คิดถึงเขามากมายเช่นกัน ได้แต่ร่ำร้องในใจว่า

“นับตั้งแต่นาทีที่เราได้รู้จักกันชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลงโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไม่ว่าจะมีนาฬิกาหรือไม่ ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันแค่ไหน ประตูแห่งโชคชะตาบานนั้นจะเปิดเพื่อเราเสมอ”

ผู้ชมเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ ทำไมนักร้องยืนนิ่งอยู่บนเวที ทิ้งเพลงไว้กลางท่อนเช่นนั้น ไรวัตทนไม่ไหววิ่งไปยืนหน้าเวที ตะโกนบอกมณีจันทร์ร้องเพลงต่อให้จบ

“ขอโทษค่ะ ฉันร้องต่อไม่ได้” มณีจันทร์อ้อนวอน

ดนตรีหยุดบรรเลงทั้งห้องจัดงานเงียบกริบ เสียงนาฬิกายังคงดังอย่างต่อเนื่องราวกับจะเร่งมณีจันทร์รีบกลับไปที่กระจก ไรวัตเห็นเธอขยับ รีบวิ่งมาดักหน้า กุลวรางค์กับตรองเข้ามาสมทบขอร้องให้มณีจันทร์ใจเย็นๆ

“ขอโทษทุกคนนะ...ฉันต้องกลับบ้านเดี๋ยวนี้”ณีจันทร์ ว่าแล้วออกวิ่ง ไรวัตโมโห คว้าข้อมือเธอไว้

“คุณไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น คุณสัญญากับผมแล้ว คุณจะอยู่กินข้าวกับพ่อผมหลังงานเลิก”

“ปล่อยนะ คุณมันบ้า มีทั้งเงินมีทั้งอำนาจ แต่กลับใช้ชีวิตเพื่อเอาชนะผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงไฮโซพวกนั้นก็เหมือนกัน พวกเธอจะรู้หรือเปล่า ที่เรามีแผ่นดินนี้ให้อยู่ให้อาศัย ที่เรามีประเทศนี้อยู่บนแผนที่โลก มีกี่ชีวิตที่ต้องตายไป” มณีจันทร์ชี้ไปที่กลุ่มของไลล่าที่รออยู่ข้างเวที

“เธออยากจัดงานนี้เพื่อช่วยมูลนิธิเด็กไม่ใช่หรือ เรากำลังทำประโยชน์ให้สังคมเหมือนกัน กลับไปร้องเพลงต่อ

เถอะนะ” กุลวรางค์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

“งานวันนี้เราได้เงินบริจาคแล้วกุล ขาดฉันไปคนหนึ่งทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม...งานของมูลนิธิยังมีเธอ ยังมีคนอื่นๆอยู่ แต่ที่นั่น ไม่มีใคร ฉันต้องไป ฉันต้องไปจริงๆ” มณีจันทร์วิ่งลงจากเวที แต่ไรวัตกระชากเธอกลับ

“คุณหลอกผมจัดงานนี้ ผมไม่ให้คุณไป อย่าคิดหนีไปจากงานนี้ง่ายๆผมไม่ให้คุณไปเด็ดขาด”

มณีจันทร์หมดความอดทน เตะผ่าหมากไรวัตเต็มแรงทรุดลงไปกองกับพื้น แย่งนาฬิกาจากมือเขา แล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว กุลวรางค์มองหน้าตรองสีหน้าเป็นกังวลสุดๆ

“ด็อก...เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เพื่อนของเราเป็นโรคจิต”

ooooooo

เสียงนาฬิกายังดังไม่หยุด มณีจันทร์แทบจะกระโจนขึ้นบันไดบ้าน ตรงไปยืนหน้ากระจกเงาที่มีหมอกควันปกคลุม ด้านหลวงอัครเทพยืนหันหลังให้กระจกเงาทอดถอนใจไม่รู้วันนี้จะได้เจอมณีจันทร์ไหม เสียงมณีจันทร์ดังขึ้นก่อนตัว

“แม้ไม่อยู่ใกล้นาฬิกา ฉันก็ได้ยินเสียงนาฬิกา...แม้ไม่ได้อยู่ใกล้ท่าน ฉันก็ยังได้ยินเสียงเรียกของท่าน”

หลวงอัครเทพยิ้ม หันไปเจอมณีจันทร์ยืนอยู่ หน้าของทั้งคู่เกือบจะชิดกัน ทั้งสองคนยืนสบตากันนิ่งงัน คราวนี้หลวงอัครเทพไม่ถอยหนียืนมองเธออยู่อย่างนั้นไม่มีคำพูดใด มีเพียงสายตาที่บอกความในใจ...

เอกสารที่ได้มาใหม่ทำให้หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์ต้องรีบลงมือแปล ต่างคนต่างนั่งทำงานกันคนละโต๊ะเหมือนเคย หลังจากนั่งทำงานเงียบๆมาพักหนึ่ง หลวงอัครเทพหันมาทางมณีจันทร์

“งานมีปัญหาหรือไม่ เอกสารฉบับนั้นมาจากบุคคลระดับสูงเป็นทหารฝรั่งเศส น่าจะเป็นเอกสารสำคัญ”

“ภาษาโบราณพวกนี้ ฉันหาอ่านเพิ่มเติมมาล่วงหน้าพอจะรู้เรื่องแล้ว ฉบับนี้มาติดขัดเรื่องการเมืองในยุคสมัยนี้ ฉันไม่เข้าใจระบบการปกครองและสังคมยุคนี้...เฮ่อ...จะหาอ่านเพิ่มเติมได้ไหมนะ”

“หล่อนไปอ่านหนังสือเตรียมตัวมารึ” หลวงอัครเทพมองมณีจันทร์อย่างชื่นชม

“หาอ่านได้ยากเหลือเกิน อดีตปิดตายสำหรับฉัน เช่นเดียวกับอนาคตปิดตายสำหรับคุณหลวง อะไรก็ตามที่เป็นอยู่ขณะนี้ เขาอยากให้เราแก้ไขด้วยสติปัญญาของเราเอง อะไรเหล่านั้นจะไม่ยอมให้รายละเอียดแก่เรา ไม่ยอมให้เรารู้มากเกินความจำเป็น”

“เราจะเปลี่ยนแปลงอดีตได้หรือไม่จึงยังเป็นปริศนาสินะ”

มณีจันทร์พยักหน้ารับคำ ระหว่างนั้น มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น มณีจันทร์สะดุ้งวิ่งปรู๊ดไปซ่อนหลังฉากไม้ ขาบรับ

คำสั่งจากคุณหญิงแสร์ให้มาเรียนเชิญคุณหลวงไปหอนก คุณหญิงสรเดชมา หลวงอัครเทพรอจนเสียงฝีเท้าขาบเงียบ บอกมณี–

จันทร์อย่าเพิ่งไปคอยก่อนเขาไปไม่นานก็กลับ เขานิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเล่าถึงการมาที่นี่ของคุณหญิงสรเดชให้ฟังว่า คุณหญิงสรเดชเป็นเพื่อนกับแม่ของเขา เดิมมีชื่อว่าประสาน มีลูกสาวชื่อประยงค์เป็นข้าหลวงอยู่ในวัง คุณหญิงกับแม่ของเขาคิดว่าเขากับประยงค์ควรเป็นทองแผ่นเดียวกัน

มณีจันทร์หน้าตึงขึ้นมาทันที จำได้ว่าคุณหญิงสรเดชเคยส่งผลไม้มาเยี่ยมไข้หลวงอัครเทพแทนลูกสาว พูดประชดให้เขารีบไปพบคุณหญิงสรเดชเผื่อประยงค์จะมีของฝากอะไรมาให้อีก...

คุณหญิงสรเดชส่งแม่สื่อมาถามหลายครั้งแล้วว่าหลวงอัครเทพคิดอย่างไรกับลูกสาวของท่าน แต่หลวงอัครเทพไม่เคยตอบสักครั้ง คราวนี้คุณหญิงสรเดชเลยต้องมาด้วยตัวเอง ถ้าไม่ติดว่าเคยให้สัจจะไว้ว่าจะรอลูกชายคุณหญิงแสร์ ท่านคงไม่ตากหน้ามาถึงที่นี่ คุณหญิงแสร์เกรงใจเพราะเพื่อนเป็นใหญ่เป็นโตกว่ารีบออกตัว

“พ่อเทพไม่ได้ดูใครไว้ทั้งสิ้น หมายปองแต่แม่ประยงค์คนเดียว หากคุณหญิงไม่กรุณา เราสองแม่ลูกคงได้แต่เสียใจ”

“หากทุกอย่างเรียบร้อย ลูกๆของเราคงได้มีงานสมรสกันหนาวนี้ ดีไหมคะคุณหญิงแสร์”

หลวงอัครเทพมาทันได้ยินพอดี ตกใจ ร้องเอะอะ สร้างความไม่พอใจให้คุณหญิงสรเดชอย่างมาก

ooooooo

หลังจากคุณหญิงสรเดชกลับไปแล้ว คุณหญิงแสร์ขอร้องลูกชายให้มีน้ำใจกับฝ่ายคุณหญิงสรเดชบ้าง ทางนั้นยิ่งน้อยใจว่าเขาไม่ค่อยใส่ใจ หลวงอัครเทพเสียงแข็งขึ้นมาทันที ตอนนี้บ้านเมืองเสี่ยงภัยอยู่บนคมหอกคมดาบใครจะไปคิดเรื่องพรรค์นั้นได้ หลวงอัครเทพเดินคุยกับคุณหญิงแสร์มาถึงหน้าห้องตัวเอง รีบตัดบท

“ถึงห้องแล้วไว้พูดกันวันหลังนะขอรับ กระผมจะเขียนหนังสือต่อ ขออภัย” หลวงอัครเทพเข้าห้องปิดประตู

“เอ้า...ทำไมต้องปิดประตูห้องด้วย ไม่ร้อนรึพ่อเทพ” คุณหญิงแสร์ไม่สบายใจ ลูกทำตัวแปลกขึ้นทุกวัน...

มณีจันทร์แปลเอกสารเสร็จแล้วนั่งกับพื้นหลังฉากไม้

ไม่กล้าขยับไปไหน หลวงอัครเทพเดินมาดูยังเห็นเธออยู่ก็ดีใจ มณีจันทร์ลุกไม่ขึ้นนั่งนานจนเหน็บกิน ยื่นมือให้เขาช่วยดึง หลวงอัครเทพลังเลเล็กน้อย ก่อนจะจับมือมณีจันทร์ออกแรงดึง แต่ยืนไม่ถนัดทำให้เสียหลัก เซล้มไปด้วยกัน มณีจันทร์ทับไปบนร่างของชายหนุ่มจมูกแทบจะชนกัน ทั้งสองสบตากันนิ่งงันเหมือนต้องมนตร์สะกด มณีจันทร์ได้สติก่อนรีบลุกขึ้น

หลวงอัครเทพขอโทษเธอที่ทำให้รอนาน ความจริงคุณหญิงสรเดชกลับไปนานแล้ว แต่เขาไม่อยากให้แม่สงสัย

เลยอยู่คุยกับท่านพักหนึ่งก่อน หลวงอัครเทพตั้งข้อสังเกตระยะหลังๆ มณีจันทร์มาที่นี่ได้บ่อยขึ้นและอยู่ได้นานขึ้น มณี–จันทร์ไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน คงแล้วแต่กระจกแล้วหันไปมองกระจกเงาบานนั้น เธอเพิ่งสังเกตเห็นรอยแตกร้าวที่เกิดขึ้น เดินเข้าดู หลวงอัครเทพตามมายืนข้างๆ

“แต่ก่อนกระจกไม่แตก แต่เมื่อหล่อนมาแล้วจากไป รอยแตกยาวขึ้นเรื่อยๆ”

“ฉันรู้แล้วล่ะว่าทวารแห่งทวิภพจะปิดเมื่อไหร่... กระจกแตกเมื่อไหร่เส้นทางจะถูกปิดทันที” มณีจันทร์หน้าเครียด หลวงอัครเทพหวั่นใจ เมื่อถึงตอนนั้น เราสองคนจะทำอย่างไร

มณีจันทร์ไม่อยากคิดถึงเรื่องนี้ชวนเปลี่ยนเรื่องคุย คุยกันไปคุยกันมาวกมาลงที่เรื่องของประยงค์ มณีจันทร์ไม่เข้าใจหลวงอัครเทพยอมแต่งงานได้อย่างไรทั้งที่ไม่เคยเห็นประยงค์มาก่อน หลวงอัครเทพไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก พ่อกับแม่ของเขาเห็นหน้ากันวันแต่งงาน การแต่งงานแบบนี้สมัยของมณีจันทร์เรียกว่าคลุมถุงชน

“คนในสมัยฉันถ้าไม่ทำอย่างนี้ ยังทำได้อีกอย่าง ขนของใส่ถุงหนีตามกัน เขาเรียก คนธรรพ์วิวาห์”

“สมัยฉันเรียกวิวาห์เหาะค่ะ”

หลวงอัครเทพยิ้มขำ ชื่อนี้เข้าท่าดี มณีจันทร์ว่าไม่ดีสักอย่าง คนในสมัยของเธอ ต้องรักใคร่ชอบพอกันก่อนแล้วถึงแต่งงานกัน หลวงอัครเทพมองหน้ามณีจันทร์เป็นนัยว่าสิ่งที่เขากำลังจะพูดหมายถึงเราสองคน

“รักใคร่ชอบพอพบปะพูดคุย ช่วยเหลือเจือจานกันก่อนใช่ไหม”

มณีจันทร์เห็นสายตานั้นแล้วเขิน “ถ้าฉันเป็นแม่ประยงค์ ฉันคงอยากเห็นท่านก่อน หากแม่ประยงค์ไม่ชอบพอท่าน แม่ประยงค์จะได้มีโอกาสไปพบกับคนใหม่ แบบนี้แหละค่ะ ให้สิทธิแก่สตรี” มณีจันทร์สีหน้าจริงจัง

ooooooo

กุลวรางค์ยังไม่ล้มเลิกที่จะสนับสนุนให้ตรองเป็นแฟนมณีจันทร์ ถึงขนาดลงทุนยกรถคันเก่าของเธอให้เขาใช้ ขี่จักรยานอย่างนั้นเขาจะพาเพื่อนของเธอไปไหนมาไหนได้อย่างไร

“ถ้าต้องไปด้วยกันก็ไปรถเมณี่ ไม่เห็นเดือดร้อน”

“แต่ตอนนี้นายต้องเดือดร้อน ฉันจะบอกเมณี่ว่านายอยากเปลี่ยนตัวเอง นายเลยมาซื้อรถฉันเพื่อเอาไว้รับส่งดูแลเมณี่ ผู้ชายน่ะไม่มีรถก็ไม่มีหน้ามีตา จีบผู้หญิงไม่ติดหรอก”

“แต่งตัวใหม่ผมลำบากแต่พอรับได้ ดอกไม้นั่นผมอึดอัดแต่ผมก็ยังไหว แต่ถึงขั้นเอารถคนอื่นมาบอกว่าเป็นของตัว ถ้าถึงขั้นนี้ก็เลิกแผนการนี้เสียเถอะครับ” ตรองฉุนจัด เดินหนี กุลวรางค์ไม่ยอมแพ้ตามมาต่อว่า

“นี่ นายโกรธฉันจริงหรือ ฉันช่วยนายอยู่นะ”

“คุณมาเป็นเพื่อนกับผมเพราะอะไร...ถ้าดูถูกความเป็นตัวผมนักล่ะก็ เราไม่ต้องเป็นเพื่อนกันก็ได้”

“ดร.จะให้บอกกี่ครั้ง ฉันไม่ได้ดูถูกนาย ถ้าฉันดูถูก นาย ฉันจะช่วยนายให้มาเป็นแฟนยายเมณี่ คนที่ฉันรักที่สุดได้ยังไง...หน็อย...คิดจะเลิกคบกับฉัน งั้นฉันก็จะเลิกคบนายเหมือนกัน” กุลวรางค์พูดจบเดินจากไป

ตรองใจหาย สิ่งที่เขากลัวมากที่สุดเกิดขึ้นแล้ว กุลวรางค์ ไปจากเขา...

“ถ้าฉันเป็นแม่ประยงค์ ฉันคงอยากเห็นท่านก่อน หากแม่ประยงค์ไม่ชอบพอท่าน แม่ประยงค์จะได้มีโอกาสไปพบกับคนใหม่ แบบนี้แหละค่ะให้สิทธิแก่สตรี”

คำพูดประโยคนี้ของมณีจันทร์ ทำให้หลวงอัครเทพอยากจะให้สิทธิเท่าเทียมกันแก่ประยงค์ เขาเห็นด้วยที่ผู้หญิงควรมีสิทธิเลือกผู้ชายที่จะแต่งงานด้วย จึงขอตามคุณหญิงแสร์ไปทำบุญที่วัดด้วย ทั้งคุณหญิงแสร์ ขาบ อิ่ม และม้วนต่าง เข้าใจผิดคิดว่าเขาจะไปวัดเพื่อดูตัวประยงค์พากันดีอกดีใจ ที่บ้านนี้จะได้มีงานฉลองใหญ่กับเขาสักที แต่ความจริงแล้ว หลวงอัครเทพจะไปวัดเพื่อให้ประยงค์ดูตัวต่างหาก...

ขบวนของพระองค์หญิงพร้อมด้วยท่านชายตัวน้อยๆ และเหล่าบริวารมาถึงวัดเป็นคณะสุดท้าย ทุกคนต่างตะลึงในความงามสง่าของประยงค์ รวมทั้งหลวงอัครเทพด้วย คุณหญิงสรเดชมากับท่านเจ้าคุณผู้เป็นสามีเห็นกลุ่มของหลวงอัครเทพชักสีหน้าไม่พอใจ ที่เขานึกอยากจะมาดูตัวประยงค์ โดยไม่บอกกล่าวกันก่อน...

หลังจากส่งเสด็จพระองค์หญิงเข้าโบสถ์ ประยงค์แวะมากราบพ่อกับแม่ คุณหญิงสรเดชกระซิบบอกลูกสาว วันนี้ หลวงอัครเทพมาดูตัวลูกด้วยยืนอยู่ทางโน้น ประยงค์ค่อยๆชม้ายตา เห็นหลวงอัครเทพก็นึกชอบทันที เขินอายมากรีบก้มหน้าไม่กล้ามองอีก

“งามใช่ไหมล่ะ คนข้างนอกเขาถึงพูดกันหนาหู รอดู คู่ตุนาหงัน หลวงเทพกับแม่ประยงค์ เพราะต่างก็งามราวกับเทวดานางฟ้า” คุณหญิงสรเดชยังเคืองหลวงอัครเทพไม่หาย แอบค้อนก่อนจะบ่นให้ลูกฟังว่า “หลวงเทพทำตัวแปลกนัก ให้แม่สื่อไปคุยก็ทำนิ่งเฉยจนแม่ต้องตากหน้าไปถามเองเมื่อคราวที่แล้วว่าจะเอาอย่างไร นี่จู่ๆนึกจะมาก็มา ไม่บอกสักคำ จะทำอะไรผิดธรรมเนียมไปหมด”

“ท่านร่ำเรียนเมืองนอกเมืองนาเป็นคนหัวสมัย

คงไม่ถือพิธี”

“คราวนี้แม่ก็ไม่ถือเหมือนกัน ถึงลุกมาจัดการเรื่องนี้ ด้วยตัวเองยังไงเล่า ปล่อยทางเราให้รอท่ามาหลายเพลา ลูกแม่ เพียบพร้อมออกอย่างนี้ ถ้าไม่เห็นแก่ความเป็นเพื่อน แม่จัดใส่พานถวายให้ท่านชายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งไปแล้ว” คุณหญิงสรเดชบ่นไม่เลิก ขณะที่ประยงค์แอบมองหลวงอัครเทพ อีกครั้งอย่างเขินอาย

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

ไม่เสียชื่อซุป'ตาร์ขาแดนซ์ “ณเดชน์“ ออกสเตปเทพใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”

ไม่เสียชื่อซุป'ตาร์ขาแดนซ์ “ณเดชน์“ ออกสเตปเทพใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”
16 พ.ค. 2564

07:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม 2564 เวลา 12:09 น.