ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ทวิภพ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

มณีจันทร์ไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีบางสิ่งอยากให้เธอย้อนอดีตกลับไปช่วย แต่กลับมีพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าขัดขวางไว้ เธอลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับไทยเสียดินแดน ปี ร.ศ. 112 ในคอมพิวเตอร์ อยู่ๆเว็บไซต์ต่างๆก็พร้อมใจกันล่ม มณีจันทร์ถอนใจเฮือก เดินมาที่หน้าต่างห้องนอนตัวเอง เงยหน้ามองท้องฟ้า

“หรือว่าท่านอนุญาตให้ฉันเดินทางไปอดีต แต่ไม่อนุญาตให้แก้ไขอะไรทั้งสิ้น...อย่างนั้นหรือเปล่าคะ”

สิ้นเสียงมณีจันทร์ไฟฟ้าดับพรึ่บแทนคำตอบ เท่านั้นยังไม่พอคอมพิวเตอร์ของเธอช็อตควันโขมง มณีจันทร์แน่ใจ มีอำนาจบางอย่างไม่ต้องการให้เธอได้ข้อมูลพวกนั้น

ooooooo

ตรองกำลังคุยโม้ให้กลุ่มของป๋องลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยฟังว่ากาวในถังเหล็ก สองใบที่วางอยู่ตรงหน้าเขาคืออาวุธชีวภาพตัวใหม่ที่เขาจะผลิตส่งขายต่าง ประเทศ ประสิทธิภาพของกาวชนิดนี้ติดได้กับทุกพื้นผิว แห้งเร็วทันใจในไม่กี่วินาทีและยังติดแน่นติดทนไม่หลุดร่อนนอกจากจะหยดน้ำยา แก้ที่เขาผลิตมาคู่กันลงไป ตรองชวนป๋องกับเพื่อนๆร่วมเป็นหุ้นส่วนผลิตกาวชีวภาพขาย ป๋องส่ายหน้า

“เป็นหุ้นกับอาจารย์ ไม่ตายในคุกก็ตายที่ศรีธัญญา”

ตรองตบหัวป๋องลูกศิษย์คนโปรดหนึ่งที ฐานไม่ให้ความเชื่อถือ จังหวะนั้น ไรวัตเข้ามาขอคุยกับตรองเป็นการส่วนตัว ตรองต้องเอากาวสองถังไปตากแดดในสวน จึงชวนไรวัตเดินไปด้วยคุยไปด้วย ไรวัตไม่รอช้าคุยอวดตรองทันที เขากับมณีจันทร์กำลังจะหมั้นกัน แม่ของมณีจันทร์ก็ทราบเรื่องนี้แล้ว

“แล้วไง มาบอกทำไม ผมไม่ใช่บาทหลวง ไม่รับจัดงานหมั้นสักหน่อย อ๋อ...คนอย่างคุณไม่มีเพื่อน เลยจะให้ผมเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวงั้นสิ...เสียใจผมไม่นับคุณเป็นเพื่อน” ตรองกวนใส่

“ผมมาบอกคุณให้อยู่ห่างๆเมณี่ต่างหาก เธอมีเจ้าของแล้ว ถ้าคุณยังมายุ่มย่ามกับเมณี่อีกอย่าหาว่าไม่เตือน” ไรวัตขู่ตามนิสัยอันธพาล ตรองเหม็นขี้หน้าไรวัต มองถังกาวในมือ คิดแผนแกล้งไรวัตให้ติดอยู่ในถังกาวโดยวางถังกาวสองใบที่พื้นให้อยู่ตรงกลาง ระหว่างเขากับไรวัต แล้วขยับถอยหลังไปเล็กน้อย พูดยั่วให้ไรวัตโกรธหวังให้เขาก้าวเข้ามาชกต่อยตนจะได้เหยียบลงไปในถังกาว แต่แทนที่ไรวัตจะเข้ามาเอาเรื่อง กลับกระชากตรองเข้าไปใกล้ คนที่เหยียบลงไปในถังกาวเลยกลายเป็นตรองเอง ไรวัตตะคอกใส่หน้าตรอง

“ผมรู้แผนคุณดี คุณล่อให้ผมทำร้ายคุณ แล้วคุณจะได้ไปฟ้องเมณี่ใช่ไหม...เสียใจ ผมไม่หลงกลคุณหรอก...ฮึ...ลาก่อน” ไรวัตปล่อยมือจากตรอง เดินจากไปไม่สนใจ ตรองพยายามดึงเท้าออกจากถัง แต่กาวแข็งตัวเรียบร้อย แถมน้ำยาแก้ก็อยู่ที่ป๋อง เหลียวหาตัวช่วยเลิ่กลั่ก...

คณบดีกำลังสอนนักศึกษาอยู่ในห้องเรียนอันแสนเงียบสงบ เปิดเทปเสียงลมเสียงนกคลอเบาๆ เพื่อให้นักศึกษาเข้าถึงธรรมชาติ แต่กลับถูกทำลายด้วยเสียงถังเหล็กสองใบกระทบพื้นดังสนั่นทั้งตึก ตรองในสภาพเท้าติดถังเหล็กเดินตาม หาป๋องตรงมาทางห้องเรียน คณบดีโมโหที่มีคนมารบกวนความสงบ วิ่งออกมามอง

“สวัสดีครับท่านคณบดี...เห็นพวกไอ้ป๋องไหมครับ” ตรองร้องทัก

คณบดีชี้มือไปด้านโน้น ตรองขอบคุณแล้ววิ่งโครมครามออกไป คณบดีเพิ่งนึกได้ ตะโกนไล่หลัง ทดลองอะไรบ้าๆอีกแล้วใช่ไหม ตรองโกยอ้าว คณบดีไล่ตาม สั่งให้หยุดหนี ป๋องกับกลุ่มเพื่อนเลี้ยวมุมตึกพอดี เห็นรองเท้าถังกาวของตรอง หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง ตรองขอน้ำยาแก้แต่ป๋องไม่ได้เอาติดตัวมาด้วยอยู่ที่ล็อกเกอร์

“นี่ ดร.หยุดนะ...ผมบอกแล้วใช่ไหมห้ามเล่นพิเรนทร์ในคณะผมอีก...หยุดนะหยุด” คณบดีตะโกนลั่น

ตรองตาเหลือกสั่งให้ป๋องกับเพื่อนๆช่วยพาหนี ป๋องกับเพื่อนหิ้วปีกตรองคนละข้างพาวิ่งหนีคณบดี

ooooooo

หลังตัดสินคดีพระยอดเมืองขวาง หลวงวิศาล-คดีตรอมใจจนล้มป่วย พิษไข้ทำให้เขาหลับตลอดเวลา อยู่ๆเมื่อตอนแจ้ง เขากลับรู้สึกตัวเรียกหาหลวงอัครเทพ ภริยาของหลวงวิศาลคดีจึงให้คนไปเชิญหลวงอัครเทพมาพบ หลวงวิศาลคดีเห็นหลวงอัครเทพ มาเยี่ยมรีบคว้ามือไว้ พูดอย่างเหนื่อยหอบแทบไม่มีเรี่ยวแรง

“...พ่อเทพ...อาฝัน...ฝันว่ามีคนมาช่วยเรา”

“คนช่วยเรา...เรื่องชาติบ้านเมืองขณะนี้ใช่ไหมขอรับ”

“ใช่...อาฝัน...ฝันถึงที่แปลก” หลวงวิศาลคดีมีจิตใจมุ่งมั่นจะช่วยบ้านเมืองไม่ให้สูญเสียดินแดนให้พวกฝรั่ง แม้ร่างกายจะป่วยหนัก แต่เขาสามารถถอดจิตไปปรากฏร่างเป็นชายแก่ขายของเก่าที่ขายกระจกข้ามภพให้มณี จันทร์ เมื่อเขาข้ามไปอีกภพหนึ่งภาพที่เห็นจึงเป็นเหมือนภาพในความฝัน

“ยังมีอีก...อาเห็นเขานั่งคุยกับพ่อเทพ...ผู้หญิงแต่งตัวแปลก กิริยาแปลก สวยเหมือนเทพธิดา”

หลวงอัครเทพตกใจ ยังไม่ทันจะถามอะไร หลวงวิศาล–คดีไออย่างหนัก มีเลือดกระเซ็นออกมาด้วย หายใจหอบถี่ดิ้นทุรนทุราย หลวงอัครเทพเห็นไม่เข้าที สั่งทาสที่นั่งเฝ้าให้รีบไปตามหมอ แล้วหันมาบอกหลวงวิศาลคดีนอนนิ่งๆ อย่าเพิ่งพูดอะไร

“อาไม่กลัวตาย...ถ้าจะตาย...ก็ขอกลายเป็นผีช่วยบ้านเมือง...ถ้าช่วยไม่ได้...ก็จะไปหาคนมาช่วย”

จังหวะนั้น ภริยาของหลวงวิศาลคดีนำหมอฝรั่งเข้ามา หลวงอัครเทพรีบถอยมายืนมองห่างๆ...

ในเวลาเดียวกัน มณีจันทร์ไม่รู้จะไปหาข้อมูลเรื่องไทยเสียดินแดน ปี ร.ศ.112 จากไหน นึกถึงกุลวรางค์เพื่อนผู้รอบรู้ขึ้นมาได้ รีบตรงไปขอความช่วยเหลือ...กุลวรางค์คีย์คอมพิวเตอร์เพื่อหาข้อมูลให้มณี จันทร์ แต่เว็บไซต์ล่ม แถมคอมพิวเตอร์ติดๆดับๆ เนื่องจากกระแสไฟตก

เหมือนจิตของหลวงวิศาลคดีจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับมณีจันทร์ ทั้งที่หมอกำลังตรวจรักษาเขาอยู่ เขายังพยายามส่งจิตไปช่วย มณีจันทร์เองก็พยายามหาคนช่วยเหลือ หันหลังให้เพื่อนรัก แอบพนมมือตั้งจิตอธิษฐาน

“ไม่ว่าใครหรือสิ่งใดก็ตามที่อยากให้เมณี่เดินทางข้ามภพไปทำงานให้ประเทศ ชาติ ขอให้ช่วยเมณี่ในการหาข้อมูลครั้งนี้ด้วย” คำอธิษฐานของมณีจันทร์บวกกับจิตมุ่งมั่น ของหลวงวิศาลคดี ทำให้ไฟฟ้าในบ้านกุลวรางค์กลับเป็นปกติ เว็บไซต์ต่างๆ ก็ใช้งานได้ตามปกติเช่นกัน ส่วนหลวงวิศาลคดีหมดแรงหลับไป...

ภริยาของหลวงวิศาลคดีเล่าให้หลวงอัครเทพฟังว่าเมื่อวันก่อน เธอไปกราบสมเด็จที่วัด ท่านนั่งทางในแล้วบอกว่าหลวงวิศาลคดียังไม่สิ้นในเวลาอันใกล้ และที่เขานอนหลับไม่รู้เนื้อรู้ตัวเพราะจิตวิญญาณรักชาติของเขาท่องเที่ยวไป ในภพอื่น หลวงอัครเทพงุนงง...
ในขณะที่หลวงวิศาลหลับอยู่นั้น เขาถอดจิตข้ามภพมาปรากฏร่างเป็นแมสเซ็นเจอร์สอดเอกสารบางอย่างไว้ในตู้ ไปรษณีย์บ้านกุลวรางค์ กดกริ่งก่อนจะขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป เด็กรับใช้บ้านกุลวรางค์ออกมาดูไม่เห็นคนส่ง หยิบเอกสารจากตู้ไปรษณีย์เข้าบ้าน หลวงวิศาลคดียิ้มทั้งหลับ เพราะถอดจิตไปช่วยสำเร็จ...

กุลวรางค์หาข้อมูลการเสียดินแดนของไทย ปี ร.ศ.112 ได้ในที่สุด คอมพิวเตอร์แสดงภาพแผนที่ไทยเสียไปถึง 6 ครั้ง ในยุคล่าอาณานิคมของฝรั่ง เลือดรักชาติพุ่งพล่านไปทั่วร่าง เจ็บปวดไปกับคนไทยในเวลานั้น กุลวรางค์นึกขึ้นได้จะมัวหาข้อมูลอยู่ทำไมในเมื่อคุณย่าของเธอสามารถเล่า เหตุการณ์นี้ให้ฟังได้

ครู่ต่อมา กุลวรางค์พามณีจันทร์ไปพบกับคุณย่าของเธอซึ่งแก่มากแล้ว คุณย่าเห็นมณีจันทร์กวักมือเรียกให้เข้ามาใกล้ๆ พึมพำทำไมหน้าคุ้นเหลือเกิน แต่นึกไม่ออกเคยเจอที่ไหน กุลวรางค์งง จำได้ไม่เคยพามณีจันทร์มาพบคุณย่ามาก่อน ออกตัวว่าท่านอายุเกือบร้อยปีแล้ว บางวันก็เลอะเลือนพูดไม่รู้เรื่องแต่วันนี้ดูสดใสดี

“ท่านเกิดในยุคนั้นหรือกุล”

“ท่านไม่ได้อยู่ในยุคนั้นโดยตรง แต่พ่อแม่ของท่านเล่าเรื่องให้ท่านฟังเพื่อให้ลูกหลานจดจำความเจ็บปวดของคน ยุคนั้นให้ขึ้นใจ” กุลวรางค์นึกขึ้นได้ ไหนๆมีพยานบุคคลที่จะเล่าเหตุการณ์ในสมัยนั้นให้ฟังแล้ว เราก็น่าจะไปยังสถานที่เกิดเหตุด้วยเลย ไม่นานนัก สองสาวเข็นรถเข็นพาคุณย่ามาเที่ยวชมป้อมพระจุล

คุณย่าเริ่มเล่าเหตุการณ์ย้อนอดีตให้ฟัง “พ่อแม่ของฉันเล่าว่า ปี ร.ศ.112 กินอิ่มนอนหลับทันทีที่เรือรบฝรั่งเศสไปถึงไซง่อน พระเจ้าอยู่หัวให้เร่งซ่อมแซมติดปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลด้วยราชทรัพย์ส่วนพระองค์”

“เรือ...เรือรบแบบที่ลำใหญ่ๆที่เราเห็นในหนังฝรั่งน่ะหรือกุล”

“ใช่...เรือลำใหญ่ที่มีปืนใหญ่กระบอกเบ้อเริ่มบรรจุกระสุนเต็มลำละเมิดอธิปไตยมาจ่อเราถึงจมูกตรงนี้”

คุณย่าเล่าเสริมว่า เรือรบของฝรั่งเศสสองลำแล่นมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วมาจอดแถวโรงแรมโฮเรียลเต็ลตั้งใจจะฉลองวันชาติฝรั่งเศสหน้าสถานทูตของตน แต่ปากกระบอกปืนเล็งมายังใจกลางพระนคร ชาวบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเห็นเรือรบฝรั่งเศส ช่วยกันปาข้าวของใส่ บ้างตะโกนขับไล่อย่างไม่เกรงกลัว

ทุกคนเหมือนหนูที่พยายามต่อสู้ราชสีห์ตัวใหญ่มหึมา ขณะพวกผู้เฒ่าผู้แก่ยืนปาดน้ำตาหวาดกลัวประเทศสยามจะถูกพวกนั้นยึดครอง คุณย่านิ่งไปอึดใจก่อนจะเล่าต่อ

“มีเรือนำร่องบุกเข้ามายิงกับปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลนี่ ฝรั่งเศสสูญเสียทหารไปเพียง 3 นาย บาดเจ็บ 3 นาย ส่วนสยามเสียทหารไปทั้งหมด 8 นาย บาดเจ็บ 40 นาย ทั้งเรือและอาวุธของเราด้อยกว่าเขาทุกประการ

จากนั้น กุลวรางค์กับมณีจันทร์เข็นรถเข็นพาคุณย่ามาถึงพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.5 ที่ประดิษฐานอยู่ ณ ป้อมพระจุล หลังจากทั้งสามคนก้มกราบพระบรมราชานุสาวรีย์ ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแล้ว คุณย่ายังคงเล่าให้สองสาวฟังอย่างต่อเนื่องว่า คนไทยทุกคนในยุคนั้น เจ็บปวดหัวใจที่ถูกพวกฝรั่งย่ำยี และผู้ที่เจ็บปวดที่สุดคือพระเจ้าอยู่หัว ร.5 ถึงกับประชวร มณีจันทร์ได้ฟังยิ่งเจ็บปวดใจ...

กลับถึงบ้านกุลวรางค์แล้ว แต่มณีจันทร์ยังติดใจสงสัยไม่หาย ทำไมอยู่ๆพวกฝรั่งเศสถึงกล้าเอาเรือรบเข้ามาในประเทศของเรา กุลวรางค์เล่าตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่าเกิดจากคดีพระยอดเมืองขวาง เธอกำลังจะอธิบายคดีนี้ให้มณีจันทร์ฟัง แต่เหลือบเห็นโบรชัวร์ภาพยนตร์สารคดีเรื่องพระยอดเมืองขวางวางอยู่บนโต๊ะรับแขกเสียก่อน กุลวรางค์ชะงัก ถามเด็กรับใช้ที่เอาน้ำมาให้ว่าใครเอาเอกสารนี้มา

“มีคนเอามาใส่ตู้ไปรษณีย์ตั้งแต่เมื่อกลางวันค่ะ”

กุลวรางค์ยื่นโบรชัวร์ให้มณีจันทร์ บอกให้ไปดูสารคดีเรื่องนี้จะได้เข้าใจ มณีจันทร์มองอึ้ง วันก่อนเธอตามหาข้อมูลพวกนี้แทบตาย มาวันนี้ ข้อมูลทุกอย่างกลับประเคนมาให้ถึงที่ เป็นเพราะเหตุใดกันแน่

ooooooo

พอได้เวลาที่ต้องเก็บกวาดห้องหลวงอัครเทพ พวกทาสหญิงต่างเกี่ยงกันเพราะกลัวผีสาวในห้องนั้น อิ่มเลยต้องใช้วิธีจับติ้ว ทาสหญิงคนอื่นๆรอดตัวไม่มีใครจับได้ติ้วสีแดง เหลือเพียงอิ่มกับม้วนและติ้วอีกสองอัน อิ่มเจ้าเล่ห์รู้อันไหนติ้วแดงอันไหนไม่ใช่ จัดแจงยัดติ้วแดงใส่มือม้วน

แต่ม้วนไม่ยอมให้อิ่มโกงง่ายๆสองคนจึงตบตีกันอุตลุด คุณหญิงแสร์เข้ามาเห็นเอาน้ำสาดใส่ทั้งคู่ อิ่มไม่ดูตาม้าตาเรือจะตบคนสาดน้ำสั่งสอน หันขวับเห็นคุณหญิงแสร์ยืนอยู่

ถึงกับเข่าอ่อนลงไปนั่งไหว้ปลกๆ...

ขณะเดียวกัน ที่ห้องหลวงอัครเทพ มณีจันทร์ข้ามภพมาเจอหลวงอัครเทพนั่งรออยู่ ดีใจ ยิ้มหน้าทะเล้นบอกคิดถึงเขามาก หลวงอัครเทพทำหน้าไม่ถูก มณีจันทร์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ กระเซ้าว่าที่เขาเลื่อนเก้าอี้มารอหน้ากระจกแบบนี้ เพราะคิดถึงเธอเหมือนกันใช่ไหม หลวงอัครเทพเขินที่เธอรู้ทัน ทำเสียงดุกลบเกลื่อน

“อยากโดนไม้เรียวรึ...กิริยาของหล่อนนี่เหมือนลิงหลอกเจ้าไม่ปาน”

“โอ๊ย...เหมือนที่ไหน ลิงต้องทำท่าอย่างนี้” มณีจันทร์ว่าแล้วทำท่าลิง หลวงอัครเทพยิ้มออกมาจนได้...

ฝ่ายคุณหญิงแสร์โกรธจะลงหวายพวกทาสที่กลัวผีจนไม่มีใครยอมทำห้องให้หลวงอัครเทพ ม้วนกับอิ่มเลิกเป็นอริกันชั่วคราว ช่วยกันยืนยันห้องคุณหลวงมีผีสาวจริงๆ พวกทาสที่เดินผ่านห้องท่านได้ยินกันทุกคน

“ข้าไม่เชื่อ ร้อยไม่เชื่อพันไม่เชื่อ ข้าเข้าออกห้องคุณหลวงทุกวันทั้งกลางวันกลางคืน ถ้ามีผีจริงข้าต้องเห็นก่อนสิ...นี้อะไร้” คุณหญิงแสร์ด่าไปพลางเหลือบขึ้นมองไปหน้าต่างห้องลูกชาย เห็นมณีจันทร์โผล่หน้าออกมามองทางอื่นไม่ได้มองมาทางตน คุณหญิงแสร์ถึงกับเข่าอ่อนลงไปนั่งกับแคร่ ขนลุกซู่ ทำท่าจะเป็นลม

มณีจันทร์ผลุบหายไปแล้ว แต่คุณหญิงแสร์ยังนั่งตะลึง ขาบเห็นท่าไม่ดีสั่งอิ่มไปละลายยาหอมมาให้ท่าน คุณหญิงแสร์รวบรวมสติได้ ฮึดสู้ถึงจะเป็นผี เธอจะต้องรู้ความจริงให้ได้ ตะโกนลั่น

“ไม่ต้อง ข้าจะไปห้องคุณหลวง” คุณหญิงแสร์สาวเท้าออกไปทันที ขาบสั่งให้อิ่มตามท่านไป...

หลวงอัครเทพต้องแปลกใจมากเมื่อรู้ว่ามณีจันทร์มีความรู้ด้านภาษาเป็นอย่างดี ทั้งอังกฤษ เยอรมัน  และฝรั่งเศส โดยเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเพราะคนที่รู้ภาษาต่างประเทศในยุคของเขามีไม่มาก มณีจันทร์นึกในใจ

“อืม...เราถึงเสียเปรียบเขาเพราะเรามีคนรู้ภาษาน้อย ...ต้องเพราะเหตุนี้แน่”

มณีจันทร์ยังได้รู้อีกว่าหลวงอัครเทพทำงานที่กรมท่าซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการต่างประเทศ ข้อสงสัยต่างๆเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มณีจันทร์เข้าใจแล้วทำไมพลังพิเศษส่งเธอมาหาเขา ทันใดนั้น มีเสียงเคาะประตูห้องดังปังๆ

“พ่อเทพๆ...อยู่กันแค่นี้ทำไมต้องลั่นดาล เปิดประตูเดี๋ยวนี้” คุณหญิงแสร์เอ็ดตะโรลั่น

“คุณหญิงโมโหอะไรคุณหลวงคะ ทำไมต้องดุด้วย...หรือว่า...คุณหญิงเห็นผีแล้ว” อิ่มตาเบิกโพลง

คุณหญิงแสร์เกลียดคนรู้ทัน สั่งให้อิ่มเอาหัวโขก

ข้างฝาเดี๋ยวนี้ อิ่มหน้าเสีย รีบทำตามคำสั่ง คุณหญิงแสร์ตะโกนเร่งลูกชายอีก หลวงอัครเทพค่อยๆแง้มประตูห้องออกมาทำท่างัวเงีย ขอโทษที่เปิดประตูช้าเขาเผลอหลับไป คุณหญิงแสร์ผลักลูกชายพ้นทาง พรวดพราดเข้าไปในห้อง เดินหาจนทั่วไม่เจอทั้งผีทั้งคน...

ด้านมณีจันทร์กลับมาห้องตัวเองได้อย่างหวุดหวิด โชคดีที่สัญญาณเรียกของกระจกเงาดังขึ้นก่อน

“เลยไม่ได้ถามเรื่องคดีพระยอดเมืองขวางเลย คงต้องดิ้นรนต่อเองแล้วมั้ง...เฮ่อ” มณีจันทร์หนักใจ...

อิ่มสงสัยคุณหญิงแสร์ต้องเห็นผีแล้วแน่ๆ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ก่อนจะรีบย่องออกจากห้อง คุณหญิงแสร์ไม่สนใจอิ่ม เดินค้นหาทั่วห้องอีกรอบ คราวนี้เห็นต่างหูของมณีจันทร์วางอยู่ คว้าขึ้นมาดู ถามลูกชายนี่อะไร หน้าตาแปลกๆแบบนี้เธอไม่เคยเห็น หลวงอัครเทพปดว่าเหมือนแท่งแก้วของฝรั่งที่แม่เห็นวันก่อน

“เอาติดตัวมาจากอีหรอบรึ...ทำไมดูเหมือนเครื่องประดับผู้หญิงล่ะ”

“เหมือนรึขอรับ”

“เอ้า...พ่อเทพไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรแล้วเอาติดตัวมาทำไม”

“กระผมเห็นสวยแปลกตาก็เลยชอบ”

“อย่าให้แม่รู้นะว่าแอบผู้หญิงเอาไว้...หาไม่เจอก็ฝากไว้ก่อนเถอะ” คุณหญิงแสร์ผละไปอย่างแค้นใจ

ooooooo

ตรองเป็นพวกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต้องการช่วยลดภาวะโลกร้อนจึงใช้จักรยานเป็นพาหนะไปไหนมาไหน กุลวรางค์เห็นตรองปั่นจักรยานมาหามณีจันทร์ มองเขาอย่างดูแคลน ตรองไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย ที่เขามาที่นี่ก็แค่จะมาถามมณีจันทร์เรื่องการหมั้นของเธอกับไรวัต กุลวรางค์แหวใส่เพื่อนทันที

“หมั้นกับไรวัต...ทำไมฉันไม่รู้เรื่องล่ะเมณี่”

“แกจะไปรู้ได้ยังไง...ในเมื่อฉันยังไม่รู้เลย” มณีจันทร์มองหน้าตรองงงๆ

ไรวัตมาทันได้ยินพอดี “คุณกำลังจะรู้วันนี้แหละเมณี่ เพื่อนคุณอยู่พร้อมหน้าอย่างนี้ดีแล้ว จะได้เป็นสักขีพยานให้เรา” ไรวัตพูดจบหยิบแหวนเพชรเม็ดเป้งน้ำงามระยิบระยับ คุกเข่าตรงหน้ามณีจันทร์ขอหมั้น ตรองแขวะไรวัตใช้ความร่ำรวยหมั้นผู้หญิง แสดงว่าคุณค่าอย่างอื่นไม่มี ไรวัตฉุนขาด สวนทันที

“แล้วแกมีหรือ ขี่จักรยานอยู่บ้านหลังเล็กๆ เงินเดือนสองหมื่นกว่า อย่าว่าแต่ผู้หญิงระดับเมณี่เลย ผู้หญิงธรรมดาๆ แกเอาเขามาเป็นเมีย เขาก็ลำบากแล้ว”

“คุณก็ชอบเมณี่หรือ” กุลวรางค์มองตรองอย่างรอคำตอบ

ตรองจะอ้าปากปฏิเสธว่าไม่ได้ชอบมณีจันทร์แต่ที่ต้องเดือดร้อนเพราะเขาเป็นห่วงอยากให้เธอได้ผู้ชายที่เหมาะสมและดีกว่าไรวัตซึ่งขี้เบ่งแถมชอบทำตัวเป็นอันธพาล แต่ไรวัตชิงพูดตัดหน้าเสียก่อน

“ถ้ามันไม่ชอบ มันจะเดือดร้อนแจ้นมาหาเมณี่วันนี้ทำไม เพราะมันกลัวน่ะสิ กลัวเมณี่จะหมั้นกับผม”

ตรองอ้าปากจะอธิบายอีกครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ไรวัตชิงถามมณีจันทร์ตกลงรับหมั้นเขาแล้วใช่ไหม มณีจันทร์ตัดสินใจไม่รับหมั้นเขา ตรองแทบจะโดดโลดเต้นด้วยความสะใจ ไรวัตโกรธจัด

“คุณมีคนอื่น...เพราะไอ้กระจอกนี่ใช่ไหม” ไรวัตชี้หน้าตรองเอาเรื่อง

“ตรองไม่ใช่คนคนนั้น เลิกรังควานเขาเสียที ผู้ชายคนนั้นอยู่คนละที่กับคุณ คุณไม่มีวันตามเขาพบหรอก”

กุลวรางค์สงสัยผู้ชายคนนั้นคือใคร แล้วที่มณีจันทร์ว่าอยู่คนละที่แปลว่าอะไร มณีจันทร์ไม่ตอบ รู้ดีพูดไปคงไม่มีใครเชื่อ สุดท้ายเลยเดินหนีขึ้นห้อง หยิบรูปหลวงอัครเทพขึ้นมาพูดด้วย

“หากนับเวลาแล้ว เวลาของการรอคอยยาวนานกว่าเวลาที่เราพบกันเสียอีก...เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะมีโอกาสได้อยู่ร่วมกันหรือไม่...คุณหลวงเจ้าขา ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่เฝ้ารอคอยรักที่ไม่มีอนาคต แต่ละทิ้งความรักในชีวิตจริงๆ” มณีจันทร์หน้าเศร้า ไม่ต่างจากหลวงอัครเทพที่เฝ้ารอคอยการมาถึงของมณีจันทร์อย่างใจจดจ่อ แทบไม่อยากออกจากห้องไปไหน เกรงมณีจันทร์มาแล้วจะไม่ได้พบกัน...

ไรวัตทำใจไม่ได้ที่ถูกมณีจันทร์ปฏิเสธการหมั้น อาละวาดเตะข้าวของใกล้ตัวระบายอารมณ์ทั้งที่ของพวกนั้นเป็นของในบ้านมณีจันทร์ กุลวรางค์ระอากับพฤติกรรมแย่ๆของไรวัต โวยใส่

“เลิกเป็นคุณหนูอารมณ์ร้อนเสียที ยิ่งเป็นแบบนี้คุณยิ่งน่าทุเรศ แล้วจะเอาชนะคู่แข่งของคุณได้ยังไง”

สองหนุ่มมองหน้ากัน แล้วหันมาถามกุลวรางค์เป็นเสียงเดียวกัน  รู้หรือว่าคู่แข่งคนนั้นเป็นใคร  กุลวรางค์ไม่ตอบ มองหนังสือประวัติศาสตร์กับภาพคนในสมัย ร.5 ที่มณีจันทร์วางเกลื่อนห้องรับแขกแล้วไม่สบายใจ ก้าวฉับๆขึ้นไปหามณีจันทร์ เห็นเพื่อนรักนั่งจ้องรูปหลวงอัครเทพเขม็ง กุลวรางค์เดินเข้ามาแตะไหล่

“นุ่มบอกว่าแกชอบรูปนี้มาก แทบจะพกติดตัวตลอดเวลา คู่แข่งไรวัตคือคุณทวดของฉันคนนี้หรือ”

“แล้วถ้าฉันบอกว่าใช่ล่ะ...แกจะเชื่อไหม” มณีจันทร์ถามไปอย่างนั้นเอง รู้แก่ใจดีว่าคำตอบคืออะไร

เป็นจริงอย่างมณีจันทร์คาด กุลวรางค์ไม่เชื่อ แถมพยายามกล่อมให้มณีจันทร์ลองพิจารณาไรวัตอีกครั้ง มณีจันทร์ถอนใจเฮือก วานกุลวรางค์ไปบอกไรวัตด้วยว่าเธอเสียใจ เวลานี้เธอคงรักใครไม่ได้อีกแล้ว กุลวรางค์กลุ้มใจมากกับอาการของเพื่อนรัก

ooooooo

วันรุ่งขึ้น มณีจันทร์ไปโรงภาพยนตร์ตามที่อยู่ในโบรชัวร์ที่ได้มาจากกุลวรางค์ บริเวณช่องขายตั๋วไม่เห็นใครสักคน มณีจันทร์เพียงแค่ละสายตา แล้วหันกลับมามองอีกครั้ง คนขายตั๋วมาอยู่ตรงหน้าราวกับหายตัวมาขณะคนขายตั๋วเตรียมตั๋วชมภาพยนตร์ให้มณีจันทร์ มีเสียงเหมือนโซ่ลากไปกับพื้นดังขึ้น บรรยากาศชวนสยอง

“เอ๊ะ...เสียงอะไรคะ เหมือนเสียงลากตรวนอะไรสักอย่าง” มณีจันทร์ร้องทัก

คนขายตั๋วปฏิเสธว่าไม่มีเสียงอะไร มณีจันทร์มัวแต่คุยกับคนขายตั๋วไม่ได้หันมองด้านหลัง พระยอดเมืองขวางในชุดนักโทษถูกตีตรวนทั้งที่ขา คอ และมือ มีผู้คุมพาเดินผ่านด้านหลังมณีจันทร์หายไปในมุมมืด มณีจันทร์รับตั๋วแล้วหันไปมอง แต่ไม่พบอะไร เห็นโบรชัวร์ของสารคดีเรื่องนี้แปะอยู่แถวนั้น นึกขึ้นได้

“แล้วสารคดีเรื่องนี้จัดทำโดยใครคะ ไม่เห็นมีชื่อผู้จัดทำกับชื่อผู้แสดงเลย”

มณีจันทร์หันกลับมาหาคนขายตั๋ว แต่เธอหายไปแล้วรวดเร็วเหมือนตอนมา มณีจันทร์เสียวสันหลังวูบ รีบเดินเข้าโรงหาที่นั่ง เห็นมีคนดูนั่งรออยู่ก่อนแล้วหลายคน ถึงกับถอนใจโล่งอก

สักพัก สารคดีเรื่องพระยอดเมืองขวางเริ่มฉาย มณีจันทร์นั่งดูอย่างตั้งใจ คดีพระยอดเมืองขวางเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2436 หรือ ร.ศ.112 ฝรั่งเศสต้องการยึดครองดินแดนแถบนี้ จึงบังคับให้พระยอดเมืองขวางซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าเมือง คำมวน ปกครองเมืองหน้าด่านที่ติดต่อกับอาณานิคมของต่างประเทศออกจากเมือง

พระยอดเมืองขวางและเหล่าทหารกล้าไม่ยินยอม จึงเกิดการต่อสู้กัน ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตและบาดเจ็บ และหนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นทหารฝรั่งเศส พวกฝรั่งเศสต้องการให้ไทยหรือสยามในสมัยนั้น เอาผิดพระยอดเมืองขวาง ที่ทำให้ทหารของตนตาย ทางไทยยืนยันว่าพระยอดเมืองขวางทำตามหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

พวกฝรั่งเศสไม่พอใจ เอาเรือรบเข้ามาขู่ ทางไทยจึงต้องเปิดพิจารณาคดีตามคำสั่งของพวกนั้น และหากไทยดื้อดึงไม่ลงโทษพระยอดเมืองขวาง พวกฝรั่งเศสก็จะอาศัยเหตุนี้เป็นข้ออ้างเข้ายึดครองประเทศไทย

การพิจารณาคดีพระยอดเมืองขวางกระทำต่อหน้าผู้พิพากษา 5 คน ฝรั่งสามคน คนไทยสองคน และหนึ่งในคนไทยคือ หลวงวิศาลคดีซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานคณะผู้พิพากษา พระยอดเมืองขวางเป็นวีรบุรุษแท้ๆ แต่ต้องถูกตีตรวนล่ามโซ่ในฐานะนักโทษ ท่านนั่งอยู่ในคอกจำเลยอย่างองอาจ กล่าวกับหลวงวิศาลคดีว่า

“คุณหลวงจงตัดสินลงมาเถิด อย่าได้มีอาลัยต่อกระผม เพื่อบ้านเมืองแล้ว อย่าว่าแต่เกียรติยศและอิสรภาพ แม้ชีวิตของกระผมก็ยอมสละได้”

ชาวบ้านที่ร่วมฟังการพิจารณาคดีในขณะนั้น น้ำตาไหลสะเทือนใจ มณีจันทร์ดูมาถึงฉากนี้ กำมือแน่นน้ำตาคลอ หลวงวิศาลคดีสีหน้าเจ็บปวด ตาแดงก่ำจำต้องตัดสินลงโทษพระยอดเมืองขวางให้จำคุกเป็นเวลา 20 ปี ชาวบ้านลุกฮือตะโกนซ้ำๆว่า พระยอดเมืองขวางไม่ผิด มณีจันทร์มีอารมณ์ร่วมไปด้วย ลุกขึ้นชี้มือ

“ไม่ผิด...พระยอดไม่ผิด ปล่อยพระยอดไป ปล่อยไป” มณีจันทร์ตะโกนอย่างไม่อายใคร

สารคดีเรื่องนี้ เป็นอีกครั้งที่จิตวิญญาณรักชาติของหลวงวิศาลคดี เอาอดีตมาย้อนให้มณีจันทร์ดูในรูปแบบของภาพยนตร์ เธอจึงเห็นประธานคณะผู้พิพากษาในสารคดีเรื่องนี้ คือหลวงวิศาลคดีตัวจริง...

คุณหญิงแสร์ได้ฟังลูกชายเล่าถึงหลวงวิศาลคดีล้มป่วย เพราะตรอมใจที่จำต้องตัดสินลงโทษพระยอดเมืองขวางแล้วบีบหัวใจมาก ขอร้องลูกพามากราบเยี่ยมท่าน แต่หลวงวิศาลคดีนอนหลับใหลไม่รู้สึกตัว

ภริยาหลวงวิศาลคดีเล่าทั้งน้ำตา “บนบัลลังก์ ท่านเป็นตุลาการมิอาจแสดงอารมณ์อื่นใด แต่เมื่อถึงบ้านท่านร้องไห้หัวใจเหมือนถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ห่วงแผ่นดิน ภายภาคหน้าประเทศชาติจะสูญเสียเอกราชหรือไม่ มิรู้ได้”

“ท่านล้มป่วย นอนหลับไม่รู้ตัวตั้งแต่วันนั้นรึ” คุณหญิงแสร์ถามน้ำเสียงเศร้า

ภริยาหลวงวิศาลคดีพยักหน้า “ท่านตื่นมาครั้งหนึ่ง วันที่พบหลวงเทพ จากนั้นก็หลับไปอีก”

ทั้งสามคนมองไปที่เตียง หลวงวิศาลคดีตาหลับ แต่มีน้ำตาไหลออกมา คุณหญิงแสร์น้ำตาคลอไปด้วย

“ท่านร้องไห้เหมือนผู้คนทั้งแผ่นดิน ในห้วงเวลานี้เวลาที่เอกราชของเราเสี่ยงภัยอยู่บนคมหอกคมดาบ”

ooooooo

มณีจันทร์อินกับสารคดีเรื่องนี้มาก แม้ดูจบแล้วเธอยังร้องไห้มาตลอดทางตั้งแต่โรงภาพยนตร์จนถึงโรงเรียนสอนดนตรีของกุลวรางค์ กุลวรางค์เห็นมณีจันทร์ร้องไห้ก็ตกใจ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ร้องไห้ทำไม

“พระยอดไม่ผิด ถูกลงโทษไม่พอ ยังมาปรับเงินเราแล้วยังเอาดินแดนของเราไปอีก”

“ไปดูหนังมาแล้วหรือ...นี่อินขนาดนี้เชียวหรือนี่”

“กุล...เมณี่รู้แล้วบรรพบุรุษของเราเสียสละมากมายเหลือเกินเพื่อรักษาเอกราชไว้ ท่านสูญเสียอิสรภาพ เสียแม้ชีวิตเพื่อรักษาชาติไว้ให้ลูกหลาน แล้วดูสิ...พวกเราทำอะไรกันอยู่” มณีจันทร์สะอื้นขณะที่กุลวรางค์อึ้ง...

มณีจันทร์กลับถึงบ้านสีหน้าเศร้าสร้อย เดินมานั่งหน้ากระจกเงาโบราณแล้วเริ่มร้องไห้อีกครั้ง ประตูกาลเวลาเปิดออก พอหมอกจาง มณีจันทร์มานั่งร้องไห้อยู่หน้ากระจกเงาในห้องหลวงอัครเทพซึ่งนั่งรอเธออยู่อย่างใจจดจ่อ ถามอย่างห่วงใยร้องไห้ทำไม

“ฉันร้องไห้เพราะเสียดายชีวิตที่ผ่านมา เสียดายที่เกิดเป็นคนไทยมีเงินมีความรู้ แต่วันๆ ใช้ชีวิตอย่างไร้คุณค่า...ชีวิตเล็กๆของฉัน ติดหนี้พระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์...ติดหนี้ทหารหาญ...

ติดหนี้ทุกคนที่ทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน” มณีจันทร์คร่ำครวญ หลวงอัครเทพปลอบให้หยุดร้องไห้แล้วเอาผ้าเช็ดหน้าของเขาซับน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน มณีจันทร์ซาบซึ้งใจมาก มองเขาไม่วางตา

“ฉันไม่รู้ว่าคนในยุคของหล่อนคิดอย่างไร แต่คนในยุคของฉัน เวลาที่ประเทศชาติอยู่บนคมหอกคมดาบ เราไม่มีเวลาร้องไห้ เรามีแต่หน้าที่ หน้าที่ที่ต้องทำ...เพื่อแทนคุณแผ่นดิน”

“คุณหลวง เอกสารต่างประเทศที่ฉันเห็นคราวก่อนให้ฉันแปลให้นะคะ ฉันจะทำงานให้ท่านเท่าที่เวลาจะอำนวย ถ้าประเทศของเรามีข้อมูลมากๆ เราอาจไม่ต้องเสียดินแดนเพิ่มอีก” มณีจันทร์สีหน้ามุ่งมั่น...

กุลวรางค์ไม่สบายใจมากที่อยู่ๆมณีจันทร์ร้องไห้วิ่งมาหาและพูดในสิ่งที่เธอไม่เข้าใจ เธอจึงเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาตรอง หวังว่าเขาจะมีคำตอบให้ เพราะพักหลังๆมณีจันทร์อยู่กับตรองมากกว่าเธอ แต่ตรองกลับไม่รู้เรื่องสักอย่าง กุลวรางค์เซ็ง ไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่ม ทำท่าจะกลับ ตรองเห็นใกล้เที่ยง อยากจะชวนเธอกินข้าวสักมื้อ แต่ไม่กล้าเอ่ยปาก ได้แต่อ้ำๆอึ้งๆ ด้วยความเป็นสาวมั่น กุลวรางค์เอ่ยปากเสียเอง

“จะชวนกินข้าวกลางวันใช่ไหม...ไป” กุลวรางค์เดินนำตรองออกไปทันที...

ระหว่างกินอาหาร กุลวรางค์วางแผนไปด้วย ในเมื่อมณีจันทร์ไม่ยอมบอกใครเรื่องผู้ชายคนนั้น ต่อไปนี้เธอกับตรองต้องติดต่อกันตลอดเวลาเพื่อแลกข้อมูลเรื่องมณีจันทร์ แล้วสั่งให้ตรองเอามือถือของเขามาให้ กุลวรางค์กดเบอร์ตัวเองใส่มือถือตรองแล้วกดโทร.ออก เพื่อเครื่องจะได้เมมเบอร์ของเธอไว้ ตรองดีใจที่จะได้ติดต่อกับกุลวรางค์ได้ทุกเวลา เพราะแอบชอบเธออยู่โดยที่เจ้าตัวไม่รู้
“ฉันอยากให้เมณี่มีแฟน ถ้าเมณี่มีแฟน เขาจะได้เลิกฟุ้งซ่าน ฉันตัดสินใจจะสนับสนุน

ไรวัต ยกเว้นว่าคุณจะปรับปรุงตัว”

ตรองสนใจขึ้นมาทันที “ให้ผมปรับปรุงตัวหรือ...ทำยังไงล่ะ”

“ถ้าสนใจจริงๆ ฉันจะสอนให้แต่ต้องทนครูดุๆอย่างฉันหน่อยนะ” กุลวรางค์สีหน้าจริงจัง ตรองมองเธอนิ่งได้แต่ตั้งคำถามในใจว่า ถ้าเขาปรับปรุงตัวแล้วดีพอสำหรับมณีจันทร์ จะดีพอสำหรับกุลวรางค์ด้วยหรือเปล่า

ooooooo

ขณะคุณหญิงแสร์กำลังเตรียมสำรับอยู่ในครัว ขาบอดถามคุณหญิงแสร์ไม่ได้ ที่อิ่มเล่าว่าท่านเห็นผีแล้วจริงหรือไม่ และใช่ผีสาวเหมือนที่พวกตนได้ยินเสียงไหม คุณหญิงแสร์ไม่ตอบ อิ่ม ขาบ และม้วนเสนอให้ไล่ผีสาวไปให้พ้น ไม่เช่นนั้นหลวงอัครเทพอาจถูกผีอำแล้วล้มป่วยอีก คุณหญิงแสร์เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ด้วยความเป็นห่วงลูกชาย ตัดสินใจทำตามคำแนะนำของบ่าวทั้งสามคน...

ด้านมณีจันทร์ช่วยหลวงอัครเทพแปลงานซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสโบราณตั้งแต่เที่ยงถึงค่ำ เหนื่อยอ่อนหลับคาโต๊ะทำงาน หลวงอัครเทพมองหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อของมณีจันทร์แล้วยิ้มให้อย่างเอ็นดู ดึงผ้าเช็ดหน้าออกจากชายพกจะเช็ดให้ แต่ชะงัก วางผ้าเช็ดหน้าลงข้างๆ จะย่องออกไป มณีจันทร์พูดทั้งที่หลับตา

“เงื้อง่าแล้วไม่ทำ ไม่สมชายชาตรีเลยค่ะ”

หลวงอัครเทพกัดฟันกรอดๆ มณีจันทร์ลุกขึ้นอ้าปากหาวเห็นไปถึงลิ้นไก่ หลวงอัครเทพว่าประชดว่าเป็นหนุมานหรือถึงได้อ้าปากขนาดนั้น คงคิดจะหาวให้เป็นดาวเป็นเดือน

“โห...ปากจัดเหมือนกันนะเนี่ย...นี่กี่โมงแล้วคะ”

“ฟ้ามืดแล้วเรียกโมงไม่ได้ โมงใช้ตอนกลางวัน ตอนกลางคืนต้องใช้ทุ่ม...ตอนนี้ยามสองแล้ว”

“วันนี้อยู่ตั้งแต่กลางวันถึงดึกดื่น แล้วถ้าฉันต้องค้างคืนที่นี่ล่ะ...ท่านเคยค้างคืนกับผู้หญิงคนไหนมาก่อนไหมคะ” มณีจันทร์มองหน้าหลวงอัครเทพอย่างรอคำตอบ เขากลับย้อนถามแล้วเธอเคยหรือเปล่า มณีจันทร์พาซื่อตอบฉะฉานว่าไม่เคย หลวงอัครเทพตาเป็นประกายขึ้นมาทันที

“ดวงตายิ้มได้อีกแล้ว ยิ้มอันนี้แปลว่าอะไรน้า...คุณหลวงพูดน้อยอย่างมากก็ยิ้ม เวลายิ้มบางทีก็ยิ้มน้อยๆ ยิ้มในดวงตาก็มี ต้องให้ตีความอยู่เรื่อย...เอ๊...หลอกถามฉันใช่ไหมว่าฉันเป็นโสดหรือเปล่า ร้ายนักนะ”

คุณหลวงหนุ่มยิ้มเขินก่อนจะทำหน้านิ่ง “ตอนหล่อนหลับบ่าวเอาสำรับเย็นมาให้ ฉันเก็บให้หล่อน” แล้วชี้ไปที่ถาดใส่สำรับ มณีจันทร์วิ่งปรู๊ดไปเปิดฝาชีดู เรือนไม้ถึงกับสะเทือน หลวงอัครเทพดุให้เดินเบาๆหน่อย แล้วหันไปคว้าไม้เรียวมาถือไว้ในมือ มณีจันทร์เห็นอาหารยังไม่พร่อง ชวนเขามากินข้าวด้วยกัน

หลวงอัครเทพบอกให้มณีจันทร์กินได้เลยเขายังไม่หิว มณีจันทร์ยิ้มหน้าทะเล้นก่อนปั้นข้าวเหนียวน่าตาน่ากินเป็นคำเล็กๆ วิ่งกลับมานั่งข้างหลวงอัครเทพ ยื่นข้าวเหนียวมา

ตรงหน้าตั้งใจจะยั่วเล่น

“งั้นฉันป้อน...ข้าวเหนียวก้อนนี้ถ้าฉันป้อนจะหวานกว่าปกติอีกสองเท่านะ อะ...อ้ำกินซะนะ”

หลวงอัครเทพตวัดไม้เรียวโดนมณีจันทร์ถึงกับร้องโอดโอยแล้วหัวเราะสะใจ พลันมีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้น มณีจันทร์เศร้าถึงเวลาต้องที่ลากันแล้ว โดยไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ หลวงอัครเทพแววตาหม่นหมองเช่นกัน

มณีจันทร์สัญญากลับไปคราวนี้จะเตรียมตัวมาอย่างดี บอกเขาให้หาเอกสารมาอีก เธออยากแปลให้แล้วเดินไปยืนหน้ากระจก หลวงอัครเทพหันหนีไม่อยากเห็นตอนเธอจากไป อยู่ๆมณีจันทร์วิ่งกลับมาคว้าข้าวเหนียวที่เธอปั้นไว้ยัดปากหลวงอัครเทพ ยิ้มหวานแล้วกระซิบข้างหู

“กินข้าวเหนียวคราวหน้า...คิดถึงฉันด้วยนะคุณหลวง”

หลวงอัครเทพยิ้ม หันไปมอง มณีจันทร์เลือนรางอยู่ในสายหมอกควันก่อนจะหายวับไป

ooooooo

ม้วนชอบเรื่องคาถาอาคมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเป็นตัวตั้งตัวตีหาน้ำมนต์มาหยดใส่สำรับที่เตรียมไว้ให้หลวงอัครเทพ ท่ามกลางสายตาของเหล่าทาสที่คอยมาดูการจับผี ม้วนอวดสรรพคุณน้ำมนต์ว่า ถ้าผีสาวที่สิงคุณหลวงโดนน้ำมนต์ในสำรับเข้าไปต้องดิ้นเร่าหนีแทบไม่ทัน หลวงอัครเทพเดินมาพอดี พวกทาสรีบหลบตามมุมต่างๆ แอบมอง หลวงอัครเทพมองสงสัย ทำไมวันนี้พวกทาสยกกันมาทั้งบ้าน

“เอ้อ...แม่เรียกมันมาตกลงเรื่องที่หลับที่นอนน่ะ มันไม่มีระเบียบเลยเรียกมาขนาบ กินเถอะพ่อเทพ”

หลวงอัครเทพตักอาหารใส่ปาก พวกทาสพากันลุ้นจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า แต่ทุกอย่างปกติ อิ่มกับม้วนกระซิบกระซาบคุณหญิงแสร์ว่า คุณหลวงปลอดภัยไม่มีผีสิง คุณหญิงแสร์ยิ้มออก หยิบสร้อยทองพร้อมพระเลี่ยมทองออกมาให้ลูกชาย ขอร้องให้สวมไว้หน่อยเพื่อความสบายใจของเธอ หลวงอัครเทพรับสร้อยมาคล้องคอไว้ ทุกคนยิ้มดีใจ หลวงอัครเทพกวาดตามองคนในบ้าน กังวลจะปิดเรื่องมณีจันทร์ได้นานแค่ไหน...

ในเวลาเดียวกันที่บ้านมโนวรรณ กุลวรางค์เดินนำตรองและทีมงานของเธอเข้ามาในบ้าน มณีจันทร์กำลังนั่งอ่านตำราภาษาฝรั่งเศสโบราณอยู่รีบวางมือหันมามอง กุลวรางค์สั่งทีมงานให้วัดตัวมณีจันทร์เตรียมตัดชุดอย่างที่เธอออกแบบไว้ มณีจันทร์งงนี่มันเรื่องอะไรกัน ทีมงานกรูกันเข้ามาวัดตัวมณีจันทร์ตามคำสั่ง

“ทีมงานจัดคอนเสิร์ต ยังจำได้ไหม แกต้องขึ้นร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ตการกุศลอาทิตย์นี้น่ะ”

มณีจันทร์ลืมสนิท กุลวรางค์นึกแล้วเพื่อนต้องลืม แต่ไม่ต้องกังวลเดี๋ยวเราซ้อมกันที่นี่เลย ยิ่งเห็นว่าต้องซ้อมมณีจันทร์เลยขอตัวไม่ไปงาน กุลวรางค์โวยลั่นไม่ยอม เราสองคนริเริ่มงานนี้มาด้วยกัน แล้วเพื่อนจะไม่ไปงานได้อย่างไร มณีจันทร์อ้างเป็นห่วงบ้าน ทั้งที่จริงๆแล้วเธอห่วงว่าหากไม่อยู่บ้านเกิดมีสัญญาณเรียกจากกระจกแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จังหวะนั้นไรวัตโผล่เข้ามาในบ้าน แจ้งข่าวร้ายว่าเขายกเลิกงานครั้งนี้แล้ว

กุลวรางค์ยอมไม่ได้ เธอเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้วจะให้ยกเลิกได้อย่างไร พวกเด็กด้อยโอกาสที่รอเงินบริจาคจะทำอย่างไร ไรวัตไม่สนในเมื่อมณีจันทร์เลิกคบกับเขาแล้ว เรื่องอะไรที่เขาต้องช่วยโอบอุ้มงานนี้ มณีจันทร์ตกใจที่ไรวัตยกเลิกงานเพียงเพราะเธอไม่รับหมั้นเขา กุลวรางค์ขอร้องไรวัตให้ทบทวนใหม่อีกครั้ง

“ไม่...งานนี้ใครสักคนต้องได้เรียนรู้ ผมไม่ใช่ผู้ชายข้างถนนที่ใครจะมาเหยียบย่ำเล่นง่ายๆ ผมเคยใช้บารมีช่วยคุณ ทำให้ความฝันเป็นจริง ในเมื่อคุณไม่เห็นค่าก็ช่วยไม่ได้...เก็บเรื่องนี้ไปคิดดูให้ดีนะเมณี่ ตาสว่างแล้วก็จงกลับมาหาผมซะดีๆ” ไรวัตยิ้มหยันก่อนกลับออกไป

กุลวรางค์โกรธไรวัตสุดๆ ลากตรองออกไปขึ้นรถของเธอ ครู่ต่อมา กุลวรางค์พาตรองมาที่ร้านขายเสื้อผ้าผู้ชายภายในห้างหรู เธอจะแปลงโฉมเขาใหม่ ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมและจะสนับสนุนให้เขาเป็นแฟนมณีจันทร์แทนไรวัต หลังจากแปลงโฉมแล้ว ตรองดูดีมีราศีขึ้นทันที กุลวรางค์ยิ้มพอใจ

“นอกจากเรื่องการแต่งตัว ขั้นต่อไปต้องปรับปรุงบุคลิก ถ้าคุณทำตามที่ฉันบอกได้นะ คุณจะเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงทุกคนหมายปอง”

“ทุกคนไม่เว้นคุณงั้นหรือ” ตรองมองเธอมีเลศนัย กุลวรางค์ไม่เอะใจเพราะมั่นใจเขาชอบมณีจันทร์

“อือ...งั้นสิ ผู้หญิงนะ ชอบผู้ชายไม่กี่แบบหรอก เรื่องนี้เชื่อใจเชื่อตาฉันเถิด” จังหวะนั้น เสียงมือถือของกุลวรางค์ ดังขึ้น เธอกดรับสายเห็นคลิปวีดิโอการแสดงร้องเพลงของลูกศิษย์ หน้าเศร้าทันที

“คลิปจากนักเรียนที่โรงเรียนของฉัน เขาชอบส่งมาให้ดูเพื่อให้ฉันเห็นความก้าวหน้าของเขานะ”
กุลวรางค์นั่งซึมไปอึดใจ ก่อนจะร้องไห้อย่างกลั้นไม่อยู่ รีบวิ่งออกจากร้าน ตรองมองตามเป็นห่วง จากนั้นเขาโทร. ไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้มณีจันทร์ฟัง ไม่เข้าใจทำไมหญิงแกร่งอย่างกุลวรางค์ถึงร้องไห้

“กุลวรางค์เป็นคนจริงจังกับทุกอย่าง เขาทุ่มเทกับการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้มาก เขาผลักดันให้เด็กทุกคนตั้งใจซ้อมเพื่อแสดงครั้งนี้ ตอนนี้ยกเลิกไปแล้ว เขาคงไม่รู้จะบอกเด็กๆยังไง”

ตรองเศร้าตาม วางสายแล้วออกไปตามหากุลวรางค์ เจอเธอนั่งหลบมุมอยู่ ปรี่เข้าไปนั่งข้างๆ กุลวรางค์พยายามหันหน้าหนีไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตา ตรองกระเซ้าผู้หญิงเก่งอย่างเธอร้องไห้เป็นเหมือนกันหรือ

“ไม่ใช่เรื่องของคุณหรอก ฉันจัดการเองได้”

“สาวมั่นอย่างคุณไม่ต้องให้คนช่วยผมรู้ ที่จริงผมก็ไม่มีปัญญาเนรมิตงานคอนเสิร์ตพวกนั้นให้คุณอยู่ดี...แต่ว่า...” ตรองว่าแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาให้กุลวรางค์ หญิงสาวตะลึง มองตรองที่ยังคงซับน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน ท่วงท่าเป็นสุภาพบุรุษราวกับคนละคนกับตรองจอมเพี้ยน

“หน้าตาดี บุคลิกดีสำคัญสำหรับผู้หญิงก็จริง แต่หน้าที่ดูแลซับน้ำตา คอยอยู่เคียงข้างยามเธอเจ็บปวด ก็เป็นหน้าที่หนึ่งที่สำคัญนะ” น้ำเสียงอ่อนโยนของตรองทำให้กุลวรางค์อึ้ง...

มณีจันทร์ทนเห็นเพื่อนรักต้องเสียน้ำตาไม่ไหว ตัดสินใจ บากหน้าไปหาไรวัตถึงบ้าน อ้อนวอนขอร้องไม่ให้เขายกเลิกคอนเสิร์ตการกุศลครั้งนี้ ไรวัตยิ้มสะใจ

“ยอมมาถึงที่นี่ทั้งที่คุณไม่เคยมา เริ่มรู้แล้วสิว่าผมสำคัญกับคุณมากแค่ไหน”

“ฉันรับหมั้นคุณไม่ได้ แต่จะพยายามให้เวลาคุณมากกว่านี้ อย่ายกเลิกงานเลยนะ”

“ก็ได้ แต่ความสัมพันธ์ของเราต้องคืบหน้า วันนั้น คุณต้องสวยที่สุด ผมจะแนะนำคุณกับพ่อของผม คุณต้องอยู่กินมื้อดึกกับท่านหลังเลิกงาน”

มณีจันทร์จำใจตกลง แล้วรีบมาแจ้งข่าวดีให้กุลวรางค์กับตรองรู้ กุลวรางค์ดีใจมากที่เพื่อนยอมช่วย

“ถึงฉันจะมีคนรักในฝัน แต่ฉันไม่ลืมหรอกนะว่าฉันก็มีเพื่อนด้วย...ฉันยังมีเธอ”

กุลวรางค์ซึ้งใจโผกอดมณีจันทร์ไว้ขอบใจเพื่อนทั้งน้ำตา แล้วขอให้เพื่อนกลับมาเป็นมณีจันทร์คนเดิม กลับมาอยู่โลกปัจจุบันและมาช่วยเธอจัดงานนี้ให้สำเร็จ มณีจันทร์ลำบากใจ แต่ก็พยักหน้ารับคำ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

ช่อง 3 ส่งซีรีส์วัยรุ่นเอาใจสาวๆ ฟินข้ามคืนไปกับ "สาวน้อยจ้าวพายุ"

ช่อง 3 ส่งซีรีส์วัยรุ่นเอาใจสาวๆ ฟินข้ามคืนไปกับ "สาวน้อยจ้าวพายุ"
18 พ.ค. 2564

06:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564 เวลา 08:14 น.