ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ทวิภพ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

มณีจันทร์ลูบไล้นาฬิกาพกของหลวงอัครเทพที่เอามาห้อยคอติดตัวไว้ตลอดเวลา สีหน้าครุ่นคิด ไม่แน่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แม้จะมีนาฬิกาเรือนนี้เป็นเครื่องยืนยันสิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันหรือจินตนาการเอาเอง อยากจะเล่าให้กุลวรางค์ฟังแต่ไม่รู้ จะเริ่มต้นอย่างไรดี มณีจันทร์บ่นพึมพำกับนาฬิกาพกว่า

“ถ้าเมณี่ไม่ได้บ้า แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมณี่ มันเกิดขึ้นจริงหรือคะ แล้วทำไมถึงเกิดขึ้นกับเมณี่คนเดียว...เฮ่อ...เล่าให้ใครฟังก็คงคิดเหมือนเมณี่ตอนนี้...คือ เมณี่เป็นบ้าไปแล้ว”

พลันมีเสียงกรุ๋งกริ๋งจากนาฬิกาพกดังขึ้น มณีจันทร์รู้ทันทีเป็นสัญญาณเรียกจากกระจกเงา รีบกลับมายังห้องตัวเอง หลุมดำที่กระจกเงาเปิดรออยู่แล้ว มณีจันทร์สลัดความกลัวทิ้ง คุกเข่าหน้ากระจกเงาก้มหน้าหลับตาหมอกควันลงมาคลุมร่างเธอไว้เหมือนทุกครั้ง มณีจันทร์ลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง พบว่าตัวเองข้ามภพมานั่งหน้ากระจกเงาภายในห้องหลวงอัครเทพ ขณะเธอมองสำรวจไปรอบๆต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงไอแค่กๆ ดังขึ้น

หลวงอัครเทพป่วยหนัก นอนหันหลังให้กระจกเงาร้องขอดื่มน้ำชา มณีจันทร์ตกใจคาดไม่ถึงจะเจอใคร รีบวิ่งไปหลบมุมตั้งหลัก พอเห็นเป็นเขาคนนั้นก็ยิ้มออก เดินไปรินน้ำชามาให้ หลวงอัครเทพงัวเงียรับมาดื่ม เมื่อเห็นหน้าคนที่ยื่นน้ำมาให้ชัดๆ ร้องถามว่าเป็นใครมาจากไหน ไม่ใช่คนเรือนนี้นี่

“มาจากไหน...เอ่อ...อย่าถามดีกว่าค่ะ...มีหมอหรือเปล่า หมอว่ายังไงคะ”

“ไข้เปลี่ยนฤดูน่ะ...ไม่เป็นไร...หล่อนเป็นใคร”

มณีจันทร์เห็นเขาไม่สบายบอกให้นอนพัก เหลือบเห็นต่างหูตัวเองวางอยู่ข้างหมอนของเขาถึงกับอมยิ้ม...

ขณะคุณหญิงแสร์พาคุณหลวงหมอมาถึงหน้าห้องหลวงอัครเทพ มีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้น มณีจันทร์ถูกเรียกกลับไปยังกระจกเงาและหายไปกับหมอกควัน เป็นจังหวะเดียวกับคุณหญิงแสร์ ขาบและคุณหลวงหมอเปิดประตูห้องเข้ามา หลวงอัครเทพมัวแต่ตะลึงที่หญิงสาวหายตัวไปไม่ได้สนใจแม่กับคุณหลวงหมอ คุณหญิงแสร์แปลกใจท่าทางของลูกชาย ร้องทักว่า

“พ่อเทพ...มองหาอะไรลูก...นี่คุณหลวงนะ”

หลวงอัครเทพได้สติรีบขอโทษคุณหลวงหมอ แต่สายตายังมองไปรอบห้องหามณีจันทร์...

ทันทีที่มณีจันทร์ข้ามภพมาถึงห้องตัวเอง รีบตรงไปร้านขายยา ขอซื้อยาแก้ไข้เปลี่ยนฤดู เภสัชกรประจำร้านขายยาแถวบ้านไม่รู้จักไข้ชนิดนี้จึงจ่ายยาให้ไม่ถูก มณีจันทร์จนใจไม่รู้จะทำอย่างไร

ooooooo

โชคดีวันรุ่งขึ้นกุลวรางค์เห็นมณีจันทร์หายหน้าไปหลายวันจึงแวะมาหาที่บ้าน กุลวรางค์มีความรู้เกี่ยว กับเรื่องโบร่ำโบราณเพราะที่บ้านของเธอมีผู้เฒ่าผู้แก่อยู่เต็มบ้าน จึงตอบมณีจันทร์ได้ว่าไข้เปลี่ยนฤดูก็คือไข้หวัด แล้วหยิบยาแก้ไข้กับปรอทวัดไข้จากกล่องยาสามัญประจำบ้านให้มณีจันทร์ให้คำแนะนำว่า

“เอาปรอทไว้วัดไข้ ถ้าไข้ไม่สูงกินยาแก้ไขทั่วไปก็หาย แต่ถ้าไข้สูงมากต้องส่งหมอด่วน”

จังหวะนั้น มีเสียงตรองตะโกนเรียกมณีจันทร์ดังขึ้น สองสาวรีบออกไปดู เห็นตรองหอบโน้ตบุ๊กกับกล่องสี่เหลี่ยมที่มีสายไฟระโยงระยางกล่องหนึ่งเข้ามาวางไว้ที่โต๊ะสนามหน้าบาน ดร.หนุ่มเพิ่งเคยเห็นกุลวรางค์ครั้งแรก ตะลึงในความน่ารัก มณีจันทร์แนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกัน

“กุล...นี่ ดร.ตรอง เพื่อนเก่าเรียนมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ตรองนี่กุลวรางค์ ฉันเจอเขาตอนอยู่สวิตฯน่ะ”

ตรองยิ้มทักทาย กุลวรางค์แค่พยักหน้า สายตามองสำรวจตรองหัวจดเท้า ตรองเอากล่องสี่เหลี่ยมที่อ้างว่าเป็นเครื่องย้อนเวลาที่ซื้อจากเน็ตมาอวด กุลวรางค์มองหน้ามณีจันทร์ราวกับจะถามว่าทำบ้าอะไรกันอยู่ มณีจันทร์ยิ้มเจื่อนรู้ดีกุลวรางค์ต้องไม่ชอบใจ พยายามส่งสัญญาณไม่ให้ตรองพูดอะไรอีก แต่ไม่ทัน

“เมณี่เขาสนใจเรื่องย้อนเวลา ผมกับเขาก็เลยร่วมกันศึกษาเรื่องนี้”

กุลวรางค์โวยลั่นมณีจันทร์สนใจเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร มองเพื่อนจอมเพี้ยนของมณีจันทร์ไม่ไว้ใจ ตรองจัดแจงติดตั้งกล่องสี่เหลี่ยมที่มีสายระโยงระยางเข้ากับโน้ตบุ๊ก มณีจันทร์ทักท้วงทันที

“ตรองเจ็บตัวคราวที่แล้วน่ะไม่เข็ดหรือ แล้วไอ้ที่ซื้อในอินเตอร์เน็ตน่ะ โดนเขาหลอกเอาหรือเปล่า”

“คนขายน่ะเป็น ดร.จากเยอรมัน...เมณี่ไม่ต้องเป็นห่วง คราวนี้ฉันจะไม่ทดลองกับตัวเอง ฉันให้เขาเอาหนูทดลองมาให้แล้ว...นั่นไง...พูดถึงก็มาพอดี”

เมสเซนเจอร์สองคน ขนลังปิดทึบใบหนึ่งเข้ามาวางพร้อมกับยื่นเอกสารให้ตรองเซ็น จากนั้น ตรองเปิดสวิตช์เครื่องย้อนเวลา มีแสงวิบวับปรากฏที่ตัวเครื่อง ดร.จอมเพี้ยนเห็นกุลวรางค์ท่าทางไม่เชื่อ เลยคุยโม้จะตั้งเวลาให้หนูทดลองเดินทางย้อนเวลาไปเมื่อวานนี้ มณีจันทร์เดินเข้ามาหาตรองสีหน้าจริงจัง

“ถ้าจะย้อนเวลาจริง เอาเป็นสมัย ร.5 ได้ไหม”

ตรองยินดีจัดให้ ตั้งเวลาใหม่ย้อนไปสมัย ร.5 แล้วจับสายไฟที่มีแผ่นพลาสติกสำหรับติดกับตัวสัตว์ทดลองที่เหลืออีกสองเส้นจากเครื่องย้อนเวลาพาดมาที่ลังปิดทึบ ยื่นมือเข้าไปจับสัตว์ที่อยู่ในลังโดยไม่ได้มองเมื่อตรองชูมันขึ้น กลับเป็นงูเหลือมตัวใหญ่ยาวไม่ใช่หนูทดลอง มณีจันทร์ร้องลั่น

“เฮ้ย...มันไม่ใช่หนู”

ตรองหันมาเห็นถึงกับร้องจ๊าก โยนงูลอยขึ้นไปในอากาศ งูตกใส่นุ่มซึ่งกำลังถือถาดของว่างกับเครื่องดื่มมากับดาว นุ่มตกใจร้องกรี๊ดๆโยนงูลงพื้น แล้วโดดขึ้นเก้าอี้เต้นเร่าๆกลัวสุดๆ ดาวโดดตามร้องไม่เป็นภาษามนุษย์ กุลวรางค์ตีหน้าขรึมเดินมาหยิบกระดาษโน้ตซึ่งแปะอยู่บนลังใส่งูออกมาอ่านเสียงดังฟังชัด

“ดร.ครับ ผมลงทุนจับหนูมาขังไว้ตั้งสิบกว่าตัว แต่พอตื่นเช้ามา หนูหายไปหมดเจอแต่ไอ้ตัวนี้แทน ผมเลยส่งมาให้ดูเพื่อให้ ดร.รู้ว่าผมไม่ได้โกหก...ป.ล. ถ้าอยากได้หนูจริงๆต้องล้วงงูเหลือมเอาหนูออกจากท้องมันครับ น่าจะเหลือสักตัวสองตัว”

มณีจันทร์เหลียวหาตรองไม่เห็นก็ร้องเรียก ปรากฏว่าเขาหนีงูขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ เธอเรียกให้ลงมา ตรองค่อยๆปีนต้นไม้ลงมาอย่างยากลำบาก มณีจันทร์ถามตรองไม่มีหนูแล้วจะทำอย่างไรต่อ หรือจะใช้งูแทน ตรองว่าน่าจะใช้แทนกันได้ แต่เขาไม่กล้าเอาแผ่นพลาสติกแปะตัวงู นุ่ม ดาวกับมณีจันทร์ไม่มีใครกล้าเช่นกันกุลวรางค์เอาสายไฟที่ตรงปลายมีแผ่นพลาสติกมาติดตัวงูหน้าตาเฉยเหมือนเป็นแค่หมาหรือแมวตัวหนึ่ง

“โอ้โห...จับงูหน้าตาเฉย...สวยมั่น ดุโหดของแท้ไม่มีก๊อบปี้” ตรองมองกุลวรางค์ทึ้ง

“ฉันอยากให้คุณทำให้เสร็จๆ ถ้าสำเร็จ ฉันจะหารางวัลโนเบลมาประเคน แต่ถ้าไม่สำเร็จ เวลาฉันเดินเครื่องด่าครบแบบเต็มลูกสูบ จะได้ไม่ต้องมาว่ากัน...เอ้า...รีบๆมาทำสิ” กุลวรางค์สั่งเสียงเข้มเอาจริง

ตรองรีบเข้ามาคีย์โน้ตบุ๊ก กุลวรางค์หันไปต่อว่ามณีจันทร์ คบเพื่อนทำไมไม่รู้จักดูบ้าง ถ้าตรองทำงูตาย เธอจะฟ้องศาลโลกให้ดู มณีจันทร์ยิ้มแหย ถามกุลวรางค์ไม่เชื่อเรื่องการย้อนอดีตใช่ไหม

“เฮอะ...ใครเชื่อก็บ้าแล้ว...หรือว่าเธอเชื่อ”

มณีจันทร์จ้องหน้ากุลวรางค์ นึกใจเธอก็ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองไปเยือนอดีตมาแล้ว เครื่องย้อนเวลาเริ่มทำงาน ทุกคนต่างเข้ามาล้อมวงรอบงู สักพักเกิดระเบิดเปรี้ยง มณีจันทร์ กุลวรางค์ นุ่มและดาวตกใจโดดหลบกันไปคนละทิศละทาง พอตั้งหลักได้หันมองมาที่งู เห็นยังอยู่ปกติดี แต่ที่ไม่ปกติคือตรอง มีสภาพหัวฟูหน้าดำเสื้อขาดวิ่น ส่วนเครื่องย้อนเวลากับโน้ตบุ๊กระเบิดกระจุยไปเรียบร้อย ทุกคนหัวเราะขำกลิ้ง

ooooooo

หลังจากตรองกับกุลวรางค์กลับไปแล้ว มณีจันทร์เดินมายืนหน้ากระจกเงาโบราณ บ่นพึมพำ มีคนมากมายค้นคิดเรื่องการย้อนเวลา แต่ไม่มีใครทำได้ยกเว้นเธอ มณีจันทร์คิดถึงหลวงอัครเทพขึ้นมาทันที

“ถ้ามันจริง ฉันคือคนพิเศษ ถ้าทั้งหมดนี่ไม่จริง ฉันคือคนบ้าที่เป็นโรคประสาทหลอน”

มณีจันทร์หยิบกระปุกยาแก้ไขกับปรอทวัดไข้ใส่ถุงผ้าใบเล็ก นึกไม่ออกจะเอาไปอย่างไรดี จะยัดใส่อกเสื้อก็ดูแปลกพิลึก เหลือบมองเห็นเหยือกกับอ่างน้ำโบราณที่สะท้อนในกระจกเงา ตัดสินใจเอาถุงผ้าไปวางไว้ข้างๆ

“อ่างและเหยือกห้องนี้กับห้องนั้น ต้องเป็นชิ้นเดียวกันแน่ๆ” มณีจันทร์โดดขึ้นไปนอนบนเตียง ตามองกระจกรอเวลาที่เสียงกรุ๊งกริ๊งจะดังขึ้น รอแล้วรอเล่าตั้งแต่บ่ายยันค่ำไม่มีการเคลื่อนไหว มณีจันทร์เดินเซ็งๆลงมาเปิดทีวีในห้องนั่งเล่น นุ่มตรวจประตูหน้าต่างปิดเรียบร้อยดีแล้ว เดินมานั่งดูทีวีใกล้ๆเจ้านาย

มณีจันทร์นอนเล่นไปนอนเล่นมาผล็อยหลับ ไม่นานนัก เสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้นเหมือนมีพลังบางอย่างดึงดูดมณีจันทร์ให้ลุกขึ้นเดินไปหากระจกเงาโบราณทั้งที่ยังหลับ นุ่มร้องถามจะขึ้นนอนแล้วหรือ เธอจะได้ปิดทีวี มณีจันทร์ไม่ตอบ เดินละเมอขึ้นบ้าน นุ่มมองตามแปลกใจ...

มณีจันทร์ข้ามภพมายังห้องหลวงอัครเทพทั้งที่ยังหลับ ร่างของเธอเซไปข้างหน้าหัวทิ่มพื้นกระดานดังโครม มณีจันทร์ตาสว่างทันที มองไปรอบๆแปลกใจมาที่นี่ได้อย่างไร หลวง อัครเทพได้ยินเสียงโครมครามตกใจตื่น หันมองท่าทางยังซมเพราะพิษไข้ ร้องถามใช่หล่อนหรือเปล่า มณีจันทร์ตั้งสติได้ปราดเข้าไปเอามือแตะตัวเขาด้วยความเป็นห่วง หลวงอัครเทพเขยิบหนี เพราะผู้หญิงสมัยนั้นจะไม่แตะต้องผู้ชายที่เธอไม่รู้จัก

“ตัวร้อนจัง...หอบไหมคะ”

“เหนื่อย...หล่อนมาได้อย่างไร แล้วออกไปอย่างไร ไม่ใช่ผีไม่ใช่นางไม้ ตัวอุ่นๆเหมือนคน”

“ก็คนนี่คะ...หมอว่ายังไงบ้างคะ ฉีดยาให้หรือเปล่าคะ”

หลวงอัครเทพนิ่วหน้า ไม่เข้าใจฉีดยาอะไร มณีจันทร์เดินไปที่เหยือกน้ำ ยิ้มดีใจเห็นถุงผ้าของเธอวางอยู่

“ได้แล้ว ได้ยาแล้วค่ะ นึกแล้วเชียวถ้าวางตรงนี้ต้องมาได้” มณีจันทร์เดินไปรินน้ำใส่ถ้วยแล้วพุ่งมานั่งบนเตียงข้างเขา หลวงอัครเทพมองกิริยาเหมือนม้าดีดกะโหลกของหญิงสาวตรงหน้า ตกใจ รีบขยับออกห่าง มณีจันทร์ยื่นยาแก้ไข้ให้ บอกให้กินยาแล้วดื่มน้ำตามมากๆ

หลวงอัครเทพซักโน่นถามนี่ เลี่ยงไม่กินยา มณีจันทร์ขู่ ถ้าไม่ยอมกินยาจะไม่คุยด้วย หลวงอัครเทพรับยามา ทำทีเอาเข้าปากแต่กลับหนีบไว้ระหว่างนิ้ว มณีจันทร์จับได้ สั่งเสียงเข้มให้กินยา หลวงอัครเทพจำต้องทำตาม มณีจันทร์จับมือเขาพลิกดูเกรงจะซ่อนยาไว้อีก คุณหลวงหนุ่มค่อยๆดึงมือออกอย่างสุภาพ

มณีจันทร์ถามหาแป้งจะโรยตัวให้เพื่อเขาจะได้สบายตัว หลวงอัครเทพชี้ไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง หญิงสาวปรี่เข้าไปทันที เห็นมีตลับแป้งเม็ด กับขวดน้ำอบวางอยู่ หยิบน้ำอบขึ้นมาดมแล้วชมว่าหอมมาก หลวงอัครเทพบอกว่าคุณแม่ของเขาอบเอง ใช้ดอกจันทน์กะพ้อที่ปลูกในสวนมาทำ

“กลิ่นนี้เอง ฉันได้กลิ่นบ่อยๆ ทุกครั้งที่ได้กลิ่นจะคิดถึงบ้านนี้...ทาแป้งหน่อยนะคะจะได้สบายตัว” มณีจันทร์คว้าตลับแป้งแล้วโดดกลับขึ้นเตียงตั้งท่าจะทาแป้งให้ หลวงอัครเทพถดตัวหนี ขาบนอนเฝ้าหน้าห้องหลวงอัครเทพได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากในห้อง พยายามเงี่ยหูฟัง

หลวงอัครเทพติง ผู้ชายไม่ทาแป้ง ใช้แค่ประพรมตัวเวลาอากาศร้อน มณีจันทร์อ้างตอนนี้เขาตัวร้อนต้องทาแป้งที่รักแร้จะได้สบายตัว แล้วชี้ไม้ชี้มือมาที่รักแร้ตัวเอง
“หล่อนเป็นผู้หญิงนะ ที่ที่หล่อนมา ผู้หญิงคงกิริยาไม่งาม...ผู้หญิงไม่พึงพูดในเรื่องเนื้อตัวผู้ชายและไม่พึงบังควรถูกเนื้อต้องตัวผู้ชาย” หลวงอัครเทพเสียงเข้ม แต่หน้ากลับแดง

“อุ๊ย...คุณหลวงมีเขิน มีหน้าแดงด้วย...น่ารักจัง” มณีจันทร์หัวเราะคิกคักชอบใจที่เห็นผู้ชายอกสามศอกขวยเขิน แล้วหยิบปรอทวัดไข้ออกมา บอกอย่างประชดประชันให้เขาอ้าปากกว้างๆ จะได้ไม่ถูกเนื้อต้องตัวกัน เธอขอวัดไข้หน่อย แล้วเอาปรอทใส่ไว้ใต้ลิ้น ขาบได้ยินเสียงผู้หญิงเต็มสองหู ตัดสินใจเคาะประตูถามเจ้านายว่าเป็นอะไรไปหรือเปล่า มณีจันทร์สะดุ้งโหยง โดดผลุงลงไปแอบข้างเตียงอย่างว่องไว

“ไม่มีอะไร...นอนเสียเถอะ ไม่ต้องเข้ามาดู” หลวงอัครเทพสั่งเสียงดุ

ขาบรับคำ ลงนอนทั้งที่ไม่เชื่อ หลวงอัครเทพมองหามณีจันทร์ไม่เห็น คิดว่าไปแล้ว มณีจันทร์โผล่ออกมาจากข้างเตียงถามเมื่อครู่นี้ใคร

“บ่าว...เบาๆ หน่อย คุณแม่ให้มานอนเฝ้าหน้าห้อง”

มณีจันทร์โดดกลับขึ้นเตียงอีกครั้ง คุณหลวงหนุ่มตกใจเขยิบหนี มณีจันทร์ถามประชด ถูกตัวไม่ได้ พูดดังไม่ได้ พูดถึงเนื้อตัวผู้ชายก็ไม่ได้ ยังมีอะไรอีกไหมที่ห้ามทำ หลวงอัครเทพยิ้มให้เอ็นดู เหลือบเห็นนาฬิกาพกของตัวเองห้อยอยู่ที่คอมณีจันทร์ ถามว่านาฬิกาไปอยู่กับเธอได้อย่างไร

“ก็เหมือนๆ ที่ต่างหูของฉันไปอยู่กับท่าน เก็บไว้ใต้หมอนเสียด้วย” มณีจันทร์ยิ้มยั่ว

หลวงอัครเทพหลบตา ก่อนจะถามว่าเข้ามาในห้องของเขาได้อย่างไร มณีจันทร์ไม่อยากเล่า เพราะเล่าไปเขาก็ไม่เชื่อ จังหวะนั้นมีเสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้น มณีจันทร์หันมองกระจกเงา รีบเก็บปรอทกับข้าวของ บอกชายหนุ่มเธอต้องไปแล้ว หลวงอัครเทพใจหาย เพิ่งมาแท้ๆจะรีบไปไหน เอื้อมมือจับแขนมณีจันทร์ไว้

“ท่านทำผิดกฎของตัวเองนะคะ...ปล่อยฉันเถอะค่ะ แล้วฉันจะมาอีก ถ้ายังมาได้”

“ยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าชื่ออะไร”

“เมณี่...เอ่อ...มณีจันทร์ค่ะ...ปล่อยค่ะ” มณีจันทร์แกะมือเขาออก แล้ววิ่งไปที่กระจก หลวงอัครเทพมองตามอาลัย หมอกควันไหลจากกระจกมาคลุมร่างมณีจันทร์ ก่อนจะหายวับไป หลวงอัครเทพถึงกับตะลึง

ooooooo

มณีจันทร์ยังคาใจเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ เธอจำได้ว่านอนหลับอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ทำไมถึงขึ้นไปบนห้องนอนได้อย่างไร สอบถามจากนุ่ม ได้ความว่าเธอเดินขึ้นไปเองคล้ายกับละเมอ มณีจันทร์เดินไปมองกระจกเงา

“ขนาดไม่รู้สึกตัว เมื่อกระจกเรียก หลุมดำเปิด เราก็ต้องข้ามไปงั้นหรือ...ใครกันที่เรียกเราใครที่มีอำนาจดึงดูดเราข้ามภพไปหรือเพราะจิตใต้สำนึกของเราเอง...ยังไงกันเนี่ย” มณีจันทร์พึมพำเบาๆสีหน้าครุ่นคิด

ฝ่ายหลวงอัครเทพสั่งห้ามม้วนและทาสทุกคนแตะต้องกระจกเงาบานใหญ่ในห้องของเขาเด็ดขาด ไม่ต้องทำความสะอาดหรือเคลื่อนย้ายไปไหนทั้งสิ้น ม้วนดีใจเนื้อเต้นที่ไม่ต้องยุ่งกับกระจกผีสิงบานนี้...

เรื่องที่ขาบได้ยินเสียงผู้หญิงพูดคุยกับหลวงอัครเทพในห้องเมื่อคืน รู้กันทั่วเรือนทาส ขาบเดาเอาเองคุณหลวงป่วย คราวนี้อาจเป็นเพราะถูกผีสาวอำ ม้วนโดดร่วมวงนินทาเจ้านาย ทันที

“เห็นไหม อีม้วนบอกแล้วห้องคุณหลวงน่ะมีผี”

พวกทาสมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าหวาดกลัว...

คำร่ำลือเกี่ยวกับผีสาวในห้องหลวงอัครเทพทำให้บรรดาทาสไม่กล้าไปไหนคนเดียวเวลาค่ำๆมืดๆ คืนนี้ขาบมีหน้าที่ต้องเดินยาม ชวนพวกทาสชายยกโขยงออกมาเดิน ยามเป็นเพื่อน ส่วนพวกทาสหญิงก็ไม่ยอมน้อยหน้า ใครจะไปอาบน้ำก็เดินตามกันเป็นพรวนมุ่งหน้าไปยังที่ท่าน้ำ

คุณหญิงแสร์มองลงมาเห็นไล่ตะเพิดพวกทาสชายที่ไม่มีหน้าที่ให้กลับเรือนตัวเองเหลือขาบเดินยามเพียงลำพัง ส่วนพวกทาสหญิง ท่านก็สั่งให้ไปอาบน้ำทีละคน ทาสหญิงแตกฮือรีบกลับเรือนทาสเหลือเพียงม้วนคนเดียวที่ต้องเดินไปท่าน้ำ ม้วนใจคอไม่ดีหยิบพระที่ห้อยคอพนมมือเหนือหัว นิมนต์ท่านไปเป็นเพื่อน

“อีม้วน...พึมพำอะไร” คุณหญิงแสร์ตะโกนลั่น

แม้ม้วนจะกลัวผีมาก แต่กลัวหวายของคุณหญิงแสร์มากกว่า รีบสาวเท้ามุ่งไปยังท่าน้ำสอดส่ายสายตาไปรอบๆ หวาดหวั่น ระหว่างนั้นมีเสียงหมาหอนดังขึ้น ม้วนหน้าตื่น สวดมนต์ไปตลอดทาง...

ขณะเดียวกัน ขาบส่องตะเกียงเดินยามอยู่ได้ยินเสียงหมาหอนถึงกับสะดุ้งโหยง รีบขยับผ้าขาวม้ามาคลุมหัว เห็นแต่หน้าลายพร้อยไปด้วยแป้ง น่ากลัวราวกับผี ฝ่ายม้วนรีบร้อนจะไปให้ถึงท่าน้ำไวๆสะดุดขาตัวเองหน้าทิ่มบ่อโคลนดำปี๋ ขาบเดินยามมาถึงตรงนั้นพอดี เจอม้วนหน้าเปื้อนโคลน

ต่างฝ่ายต่างตกใจคิดว่าเจอผี ร้องลั่น วิ่งหนีไปคนละทาง เสียงร้องของขาบกับม้วนดังไปถึงเรือนใหญ่ คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพหยุดคุยเงี่ยหูฟัง พวกทาสหญิงได้ยินเสียงร้อง หน้าตาตื่น วิ่งหนีออกจากเรือนทาสราวกับผึ้งแตกรัง โชคร้ายวิ่งมาเจอขาบกลางทางเหมาว่าเป็นผีกรีดร้องลั่น วิ่งหนีกันอลหม่าน

ส่วนทาสชายกลัวหัวหดวิ่งไปรวมตัวกันในสวน ม้วนวิ่งหนีขาบเข้ามากลางวงทาสชาย พอพวกนั้นหันมาเจอหน้าดำปี๋ของม้วน ร้องลั่นว่าผีหลอก ทั้งหมดวิ่งหนีตายชนเข้ากับขบวนของทาสหญิงล้มระเนระนาดเจ็บตัวไปตามๆกัน

ooooooo

พอตะวันแจ้ง คุณหญิงแสร์เรียกทาสรับใช้ทั้งหมดมาชำระความ ด่ากราดเสียงลั่นเรือน โดยเฉพาะม้วนกับขาบโดนด่ามากกว่าใครข้อหาเป็นตัวต้นเหตุทำให้ แตกตื่นกันไปหมด ขาบกับม้วนต่างโยนความผิดกันไปมา

“พอ...พอแล้ว เอ็งมันพอกันทั้งสองคนนั่นแหละไอ้พวกที่เหลือด้วย ถามหน่อยเถิด พวกเอ็งไปเอามาจากไหนวะว่าบ้านนี้มีผีน่ะ” คุณหญิงแสร์ถามเอาเรื่อง ขาบกับม้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันเรื่องนี้มาจากหลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์หันขวับมองลูกชาย หลวงอัครเทพร้อนตัว ปฏิเสธว่าไม่ทราบ ม้วนเสนอหน้าทันที

“ก็บ่าวเรียนไปแล้วบ่าวเคยเห็นผีในห้องคุณหลวง ส่วนไอ้ขาบน่ะมันก็ได้ยินเสียงผู้หญิงในห้องคุณหลวง”

“เหลวไหล...ผีอะไรกัน ริอ่านปั้นน้ำเป็นตัว...เดี๋ยวเถอะ” หลวงอัครเทพดุ กลบเกลื่อน

“นั่งไง...ไอ้พวกนี้ ใส่ความลูกข้า ข้าต้องลงโทษให้หลาบจำ ไอ้ขาบตบหน้านังม้วน...นังม้วนตบหน้านังอิ่ม...นังอิ่มตบหน้าไอ้ขาบ...ที่เหลือ ตบหน้าตัวเองแรงๆ...จำไว้นะ เรือนหลังนี้ข้าอยู่มาตั้งแต่รุ่นสาว ถ้ามีผีจริง ข้าหักคอตายไปตั้งนานแล้ว ใครอุตริสร้างเรื่องผีขึ้นมาหลอกอีก หลังลายแน่” คุณหญิงแสร์ขู่เสียงเข้ม...

ที่บ้านมโนวรรณ มณีจันทร์ชวนตรองมากินข้าวเย็นเพื่อปรึกษาหารือกันเรื่องย้อนเวลา เธออยากรู้ถ้าวันหนึ่ง

เกิดมีเครื่องย้อนเวลาได้จริงๆ เราจะกลับไปแก้อดีตได้ไหม ตรองไม่แน่ใจเหมือนกัน

“ไม่งั้นเราจะย้อนอดีตกันทำไม ถ้าเราไม่คิดจะแก้ไขมัน...” มณีจันทร์ลุกพรวดเหมือนคิดอะไรออก “จริงสินะ...ถ้ามีใครหรืออะไรอยากให้เราย้อนอดีต บางที เขาก็คงมีเหตุผล...เหตุผลเฉพาะเราคนเดียว”

ตรองไม่ค่อยเข้าใจที่เพื่อนพูดนัก แต่ก็ดีใจที่อย่างน้อยยังมีมณีจันทร์ที่พูดคุยเรื่องนี้ด้วย เพราะถ้าเขาคุยเรื่องย้อนอดีตกับคนอื่น พวกนั้นมักจะหาว่าเขาบ้า ดูกุลวรางค์เป็นตัวอย่าง มองเราสองคนราวกับเป็นตัวประหลาด ไม่มีใครชอบที่ถูกผู้คนหาว่าบ้า มณีจันทร์เห็นด้วย มองไปเบื้องหน้าพลางคิดในใจว่า

“ฉันไม่ได้กลัวเป็นตัวประหลาดถ้าฉันบอกใครไป ฉันกลัวจะข้ามประตูนั้นไม่ได้อีก...คุณหลวงคะ สิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุดก็คือ...ฉันจะไม่ได้พบคุณอีก”

ระหว่างนั้น ไรวัตมาเห็นตรองกำลังนั่งกินข้าวกับมณีจันทร์ ชี้หน้าหาเรื่องเขาทันที ตรองลุกพรวดตั้งการ์ดสู้ วันนี้เขาไม่ยอมเจ็บตัวฟรีแน่ ด่าไรวัตว่าอันธพาล ไรวัตเคืองจัด ลากคอเสื้อตรองออกไปโยนไว้ที่สวนหน้าบ้าน ตรองลุกขึ้นได้ ท้าไรวัตเหยงๆให้มาต่อยกัน มณีจันทร์รีบตามไปห้ามไรวัตไม่ให้ทำอะไรตรอง

“มันท้าผม ผมก็ลูกผู้ชายคนหนึ่ง ถ้าผมไม่ต่อยกับมัน มันก็หาว่าผมกลัวมันน่ะสิ”

“มิน่า...เมณี่ถึงอยากเลิกกับคุณ คุณมันคนชอบใช้กำลังไม่ชอบใช้สมองเพราะไม่ค่อยมีนี่เอง”

ไรวัตโกรธพุ่งเข้าใส่ตรองหมายจะอัดสักหนึ่งหมัด แต่มณีจันทร์เข้าไปขวาง ขู่ไรวัตถ้ากล้าต่อย เธอจะไม่มองหน้าเขาอีก เลิกบ้าอำนาจ เลิกใช้กำลังเสียที บอกหลายครั้งแล้วเธอไม่ใช่สมบัติของใคร ไรวัตจำต้องลดกำปั้นลง เดินกระฟัด กระเฟียดตามมณีจันทร์เข้าบ้าน โดยมีตรองเดินตามห่างๆ

มณีจันทร์ถามไรวัตมีธุระอะไรกับเธอ ไรวัตจะมาชวน ไปกินข้าว ถ้าคราวนี้เธอไม่ไปด้วย เขาจะตัดใจจากเธอไปจริงๆ พูดจบก็จามฟิดๆ หยิบผ้าเช็ดหน้ามาปิดจมูกปิดปาก จากนั้นจามติดๆกันอีกสองครั้ง มณีจันทร์ปิ๊งไอเดียทันที รีบเสนอตัวจะพาเขาไปหาหมอ ไรวัตปลื้มมากคิดไปเองว่ามณีจันทร์เป็นห่วง วางมาดแมน คุยโว

“ผมไม่ชอบหาหมอ ตั้งแต่เด็กผมเป็นหวัดไม่เคยกินยา เป็นเองก็ปล่อยมันหายเอง”

เข้าทางมณีจันทร์ ปราดเข้าไปดึงมือไรวัตให้ลุกขึ้น ไม่อยากกินยาก็ไม่ต้องกิน อย่างน้อยเธอจะได้แน่ใจเขาไม่เป็นโรคอื่น ไรวัตไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมมณีจันทร์ยอมให้พาไปหาหมอโดยดี ตรองมองตามมณีจันทร์งงๆ...

ที่โรงพยาบาล หลังจากรับยาเรียบร้อย ไรวัตเดินมาหามณีจันทร์ที่นั่งรออยู่ คุยว่าหมอบอกเขาเป็นแค่ไข้หวัด ร่างกายแข็งแรงอย่างนี้ไม่กี่วันก็หาย มณีจันทร์สบช่องถ้าเขาไม่กินยา เธอจะขอ ไรวัตพยักหน้า

“บอกแล้วไง ชายชาติทหารไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตาย เมณี่ ขอบคุณนะที่เป็นห่วงผม ผมดีใจจังอย่างน้อยก็รู้ว่าคุณยังเห็นผมอยู่ในสายตา” ไรวัตว่าแล้วจับมือมณีจันทร์ไว้อย่างซาบซึ้งใจ หญิงสาวยิ้มแหยๆไม่กล้าดึงมือออก ได้แต่นึกขอโทษในใจ ที่หลอกให้เขามาหาหมอเพราะต้องการได้ยาแก้ไข้หวัดไปให้หลวงอัครเทพ...

มณีจันทร์ไม่เฉลียวใจ การกระทำของเธอทำให้ไรวัตเข้าใจผิดใหญ่โต พอเขากลับถึงบ้าน รีบโทร.ทางไกลหาคุณหญิงมาลิดา รายงานว่าเขากับมณีจันทร์กลับมาคืนดีกันแล้ว และอยากจะปรึกษาเรื่องจะขอหมั้นหมายมณีจันทร์ไว้ก่อน คุณหญิงมาลิดาถึงกับนิ่งเงียบ ไรวัตรีบตัดบท เขาคุยกับมณีจันทร์ได้เรื่องอย่างไรจะรีบแจ้งให้ทราบ แล้ววางสายสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข ขณะที่คุณหญิงมาลิดากังวลใจมาก

ooooooo

ทันทีที่เจอหน้าท่านทูตณรงค์ผู้เป็นสามี คุณหญิงมาลิดาเล่าเรื่องไรวัตให้ฟัง ท่านทูตณรงค์คัดค้าน ทั้งคู่เพ่ิงคบหาดูใจกันไม่นานจะรีบหมั้นทำไม คุณหญิงมาลิดาเห็นด้วย ถึงแม้มณีจันทร์จะสนิทกับไรวัตมากกว่าผู้ชายคนอื่น แต่ลูกไม่เคยแสดงออกหรือเรียกไรวัตว่าเป็นแฟน ท่านทูตณรงค์แตะมือคุณหญิงมาลิดาเบาๆ

“ฟังจากปากลูกเองจะดีกว่า...ผมไปงานเลี้ยงก่อน เดี๋ยวสาย” ท่านทูตณรงค์คว้าสูทแล้วออกไป คุณหญิงมาลิดา นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมา...

ขณะมณีจันทร์กำลังนอนรอสัญญาณเรียกจากกระจกเงาอย่างใจจดจ่อพร้อมกับถุงใส่ยาแก้ไข้หวัดของไรวัตในมือ เสียงโทรศัพท์ที่หัวเตียงดังขึ้น หญิงสาวเอื้อมมือจะรับสาย แต่มีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้นเสียก่อน และที่กระจกเงาโบราณเกิดหลุมดำเป็นช่อง มณีจันทร์ดีใจ ปราดไปหน้ากระจก ไม่สนใจโทรศัพท์

หลุมดำเกิดขึ้นที่กระจกเงาของหลวงอัครเทพเช่นกัน หลวงอัครเทพกำลังยืนชมนกชมไม้อยู่ตรงที่หน้าต่างห้องหันมามอง พอควันบางตา มณีจันทร์ปรากฏตัวหน้ากระจกเงา ร้องทักเขาว่าลุกได้แล้วหรือ หลวงอัครเทพได้แต่ยืนมองตะลึง มณีจันทร์ยื่นถุงใส่ยาให้เขา ครั้งนี้เธอได้ยามาครบถ้วน หลวงอัครเทพเห็นถุงแปลกตา ถามโน้นถามนี้ด้วยความอยากรู้ มณีจันทร์ขอร้องอย่าเพิ่งถามอะไร ให้เธอรักษาเขาก่อนดีกว่า

“ยาที่ให้ดี...หายไข้เร็ว” หลวงอัครเทพชม

มณีจันทร์ดีใจที่เขายอมกินยาที่ทิ้งไว้ให้ หลวงอัครเทพเห็นมณีจันทร์นุ่งกางเกง ซักถามว่าเป็นชาวเขาหรือ มณีจันทร์ ส่ายหน้า เดินไปหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดปรอทแล้วเดินกลับมาหา หลวงอัครเทพถามเธอว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย มณีจันทร์หน้าจ๋อย ตัดพ้อเธอเหมือนผู้ชายตรงไหน คำถามแบบนี้ทำให้เธอเสียความมั่นใจ

“ผู้ชายใช้คำแทนตัวเองว่าดิฉัน ผู้หญิงใช้อิฉัน”

มณีจันทร์ร้องเสียงหลง “หา...ทำไมมันต่างกันอย่างนี้ล่ะ เอาเถอะ...ขอวัดปรอทหน่อย...ใต้ลิ้นค่ะ”

หลวงอัครเทพทำตามอย่างว่าง่าย หลังจากวัดปรอทแล้วปรากฏว่าไม่มีไข้ มณีจันทร์ถอนใจโล่งอก...

เสียงโทรศัพท์บ้านมโนวรรณยังดังไม่หยุด นุ่มเดินมาดูที่โต๊ะวางโทรศัพท์ในห้องนั่งเล่นซึ่งมีอยู่หลายเครื่องแปลกใจทำไมมณีจันทร์ถึงไม่รับสาย ตัดสินใจรับสายแทน คุณหญิงมาลิดาแปลกใจที่ได้ยินเสียงนุ่ม ปกติโทรศัพท์เบอร์นี้มณีจันทร์ มักจะรับสายเอง ถามว่ามณีจันทร์ออกไปข้างนอกหรือ

“รถก็ยังอยู่ เมื่อเช้านุ่มยังยกสำรับเช้าขึ้นไปให้คุณหนูกินอยู่เลย ถือสายรอสักครู่นะคะ...ดาว...ไปดูที่ห้องคุณหนูสิ...คุณผู้หญิงโทร.ทางไกลมาน่ะ”

ดาวรีบวิ่งปรู๊ดขึ้นไปเคาะประตูห้องมณีจันทร์ แต่ไม่มีเสียงขานรับ คุณหญิงมาลิดาถือสายรอนาน เริ่มเป็นกังวล พอรู้จากนุ่มว่ามณีจันทร์หายไปไหนไม่มีใครรู้ ความกังวลเปลี่ยนเป็นไม่สบายใจขึ้นมาทันที...

หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์ยังคงคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ ทำให้มณีจันทร์ได้รู้ถึงความแตกต่างระหว่างยุคของเธอกับเขา ทั้งคำพูดคำจา ภาษาที่ใช้และอีกหลากหลายเรื่อง หลวงอัครเทพเองก็รู้สึกเช่นกัน

“หล่อนมีอะไรแปลก แต่งตัวแปลก หน้าตาแปลกๆ... แม้แต่ความรู้หรือการมาก็แปลก เอ้อ...ฉันคิดว่าฉันเคยเห็นหล่อนมาบ้าง...คล้ายฝัน แต่ชัด เห็นในที่แปลก คล้ายเมืองในยุโรป แต่ไม่ใช่”

“ท่านเคยเรียกอิฉันใช่ไหมคะ” มณีจันทร์พยายามใช้สรรพนามแทนตัวเองให้ถูกต้องตามยุคสมัยนั้น

“คิดว่าเรียก แต่ไม่รู้เรียกว่าอะไร จนกระทั่งหล่อนบอกชื่อเมื่อคราวก่อน”

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า...ท่านเรียกอย่างนี้ใช่ไหมคะ”

หลวงอัครเทพจำความฝันพวกนั้นได้ แต่เก้อเขินเกินจะยอมรับ ทำเป็นจำไม่ได้ มณีจันทร์ยื่นหน้าเข้าไปมองเขาใกล้ๆอย่างจับผิด แกล้งยิ้มยั่ว หลวงอัครเทพต้องถดตัวหนี

“เรียกอีกสิคะ...อิฉันชอบให้ท่านเรียก”

ชายหนุ่มอายมากไม่กล้าเรียก มณีจันทร์ปลื้มใจสุดๆที่เขาก็ฝันถึงเธอเช่นกัน อยากจะกระโดดโลดเต้นใจแทบขาด แต่ไม่กล้า หลวงอัครเทพยังคงซักถามที่มาที่ไปของมณีจันทร์ พอรู้ว่าเธอมาจากสมัย ร.9 ตกใจมาก ลุกขึ้นโวยวายว่าเป็นเรื่องเหลวไหล มณีจันทร์ได้แต่ยิ้มเจื่อน

ooooooo

ที่เรือนครัวบ้านหลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์ทำกับข้าวเสร็จจะให้คนไปตามหลวงอัครเทพที่ห้อง พวกทาสกลัวผีมากพากันหนีหายทั้งที่เมื่อครู่ยังนั่งหน้าสลอนกันเต็มครัว คุณหญิงแสร์ไม่เห็นใคร ตะโกนเรียกขาบ

“ไอ้ขาบๆ...ไปเชิญคุณหลวงมาที”

ขาบสะดุ้งโหยง กลัวผีในห้องคุณหลวงไม่กล้าไป รีบมุดเล้าไก่ซ่อนตัว คุณหญิงแสร์ชะโงกมองหาไม่เห็นทาสสักคน สุดท้ายต้องเดินไปตามลูกชายด้วยตัวเอง...

หลวงอัครเทพเริ่มรับไม่ได้กับความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น มณีจันทร์พยายามอธิบายว่าเธอมาทางกระจกเงาซึ่งเขามีแบบเดียวกับเธอ รวมทั้งอ่างน้ำกับเหยือกนั่นด้วย บางทีพวกมันอาจจะเป็นชิ้นเดียวกันด้วยซ้ำ เธอแค่ยืนหน้ากระจกเงาของเธอ อึดใจก็มาโผล่ที่กระจกเงาของเขา ตอนเธอ กลับก็เป็นแบบเดียวกัน หลวงอัครเทพขอให้มณีจันทร์แสดงการปรากฏตัวให้ดู มณีจันทร์จะทำได้ต่อเมื่อถึงเวลาเท่านั้น

“เวลาอะไรอิฉันไม่ทราบ อิฉันไม่เคยรู้ความลับแห่งประตูกาลเวลา ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กำหนด ทำไมต้องเป็นแต่อิฉันคนเดียว อิฉันไม่ทราบจริงๆว่าคนหรืออำนาจนั้นต้องการให้อิฉันทำอะไร”

หลวงอัครเทพหนักใจกับเรื่องมหัศจรรย์ที่ได้ยิน มณี–จันทร์เข้าใจเขาดี เธอเองก็เคยกลุ้มแบบนี้มาก่อน...

อีกมุมหนึ่งของเรือนใหญ่ คุณหญิงแสร์เดินมาเกือบจะถึงห้องลูกชาย นึกขึ้นได้ลืมเอายาแก้ไข้เปลี่ยนฤดูมาให้ บ่นกระปอดกระแปดกลับไปเรือนครัวอีกรอบ...

มณีจันทร์ยังคงนั่งคุยกับหลวงอัครเทพอย่างต่อเนื่อง เธอได้รู้ว่า “หลวงอัครเทพวรากร” เป็นบรรดาศักดิ์ แต่ “เทพ” คือชื่อจริงของเขา และยังได้ความรู้เพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง คนไทยสมัยร.5 ไม่มีนามสกุลใช้ เธอพยายามคิดทบทวนวิชาประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนมา เมืองไทยมีนามสกุลใช้เมื่อไหร่แต่นึกไม่ออก ระหว่างนั้นคุณหญิงแสร์เคาะประตูห้องเรียกลูกชาย มณีจันทร์สะดุ้งโหยงวิ่งหาที่ซ่อนตัววุ่นวาย

“หล่อนวิ่งไปวิ่งมา เวียนหัว ไปหลบหลังฉากก่อน ท่านคงไม่เข้าใจเรื่องที่หล่อนเล่า”

มณีจันทร์พยักหน้า วิ่งไปแอบหลังฉากไม้แกะสลักสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่คุณหญิงแสร์เปิดประตูห้องเข้ามาเพียงอึดใจเดียว เธอร้องทักลูกชายลุกได้แล้วหรือ หลวงอัครเทพโกหกว่ายาของคุณหลวงหมอดี

“เมื่อวานแม่ประสานเขาให้คนเอาอาเปิ้นกับองุ่นมาให้ เขาว่าเรือเพิ่งเข้า...เอ๊ะ กลิ่นอะไรหอมๆ”

มณีจันทร์ก้มดมตัวเองหน้าเสีย เพราะคุณหญิงแสร์ได้กลิ่นน้ำหอมจากตัวเธอ คุณหญิงเริ่มเดินตามกลิ่นหาที่มา หลวงอัครเทพกลบเกลื่อน ว่าตัวเองไม่ได้กลิ่นอะไร คุณหญิงเหลือบเห็นปรอทวัดไข้ หยิบขึ้นมาดูลืมเรื่องกลิ่นหอมไปเลย หลวงอัครเทพตอบสีหน้าเรียบเฉยว่าเป็นแท่งแก้วของฝรั่ง คุณหญิงพยักหน้ารับรู้ วางลงที่เดิมไม่สนใจอีก แล้วแจกแจงให้ลูกฟังวันนี้ทำกับข้าวอะไรให้เขากินบ้าง หลวงอัครเทพรีบบอก

“วันนี้คงไม่ต้องยกเข้ามา จะออกไปกินเอง”

คุณหญิงถามย้ำลุกเดินได้แน่หรือ หลวงอัครเทพยืนยันลุกได้ จะให้ออกไปพร้อมกับแม่ตอนนี้เลยก็ได้ แล้วเดินมาหลังฉากทำทีจะมาหยิบผ้าเช็ดหน้า พูดขึ้นลอยๆออกไปไม่นานเดี๋ยวก็กลับ มณีจันทร์ยิ้มรู้ว่าเขาพูดกับเธอ คุณหญิงแสร์จะให้คนมาทำความสะอาดห้องระหว่างที่เขากินข้าว

หลวงอัครเทพร้องห้ามลั่น  ไว้ตอนบ่ายค่อยให้คนมาทำจะดีกว่า คุณหญิงแสร์ไม่ขัดใจ  เดินนำลูกชายออกไป มณีจันทร์ ถอนใจโล่งอก ค่อยๆย่องออกจากหลังฉากมาที่หน้าต่าง เห็นวิถีชีวิตไทยในอดีต

“ชีวิตไทยริมน้ำ ลมเย็นพัดเอื่อยๆเสียงนกร้อง กลิ่นดอกจันทร์กะพ้อ...นี่เองที่เรียกว่าความสงบ...น่าแปลกจริง คราวนี้อยู่ได้นานกว่าเดิม” มณีจันทร์ก้มมองนาฬิกาที่ห้อยคอเห็นเข็มเริ่มขยับ ยิ้มพอใจ...

ระหว่างนั่งกินข้าวด้วยกัน คุณหญิงแสร์เล่าให้ลูกชายฟังถึงประยงค์ลูกสาวของคุณหญิงสรเดชหรือชื่อเดิมว่าประสานเพื่อนเก่าของเธอเอง คุณหญิงแสร์พูดคุยเหมือนอยากจะได้

ประยงค์มาเป็นทองแผ่นเดียวกัน แต่หลวงอัครเทพไม่สนใจ เป็นห่วงมณีจันทร์ถูกทิ้งให้อยู่ในห้องคนเดียว เขากินข้าวได้ไม่กี่คำ ขอตัวกลับห้อง ก่อนไปคว้าตะกร้าใส่ผลไม้ที่คุณหญิงสรเดชเอามาเยี่ยมไข้ติดมือไปด้วย

ooooooo

นุ่มกับดาวยืนอยู่หน้าห้องมณีจันทร์แต่เปิดเข้าไปไม่ได้เพราะล็อกจากด้านใน ดาวถามจะเอาอย่างไรดี เราสองคนหาคุณหนูทั่วบ้านแล้วเหลือห้องนี้ห้องเดียว นุ่มกดมือถือเข้าเครื่องของมณีจันทร์ได้ยินสัญญาณ

เรียกเข้าดังมาจากในห้อง แต่ไม่มีใครรับสาย รออยู่นานจนนุ่มเริ่มเป็นห่วง ดาวแนะให้เอากุญแจสำรองมาไข

“แต่คุณหนูสั่งไว้ ถ้าเธออยู่ในห้องห้ามรบกวน”

“แล้วถ้าคุณหนูไม่สบายเป็นลมเป็นแล้งอยู่ข้างใน

ล่ะคะ” ดาวแย้ง นุ่มสีหน้าครุ่นคิดคล้อยตาม...

มณีจันทร์เอาหมอนมานอนหลับสบายอยู่หลังฉาก หลวงอัครเทพเดินมาดู เห็นมณีจันทร์ยังอยู่จึงร้องเรียก มณีจันทร์

รู้สึกตัวบิดขี้เกียจอย่างเคยชิน ชายหนุ่มนิ่วหน้าเป็นเชิงตำหนิ เตือนให้ลุกนั่งให้งาม มณีจันทร์รีบสำรวมนั่งพับเพียบเรียบร้อย หลวงอัครเทพออกตัวไม่รู้กิริยาแบบนี้ถูกต้องสำหรับเธอหรือเปล่า

“เอ่อ...ความจริงมันไม่ถูกต้องหรอกค่ะ เอ่อ...ฉันเรียกตัวเองว่าฉันนะคะ...ยุคฉัน แม้จะนับถือกิริยาในยุคคุณหลวง

ว่าดีว่างาม แต่เราทำเป็นบางครั้ง...เพราะเราถือสิทธิเสรีภาพอันเท่าเทียมกัน”

หลวงอัครเทพขอให้มณีจันทร์ลุกขึ้นมาคุยกัน เขาไม่อยากยืนค้ำหัวใคร มณีจันทร์ไม่ถือ เรื่องแค่นี้เล็กน้อย เด็กยุคเธอยืนชี้หน้าเถียงพ่อแม่ฉอดๆยังได้เลย หลวงอัครเทพเป็นห่วงมณีจันทร์จะหิว แต่ไม่รู้เธอกินอะไรได้บ้าง เลยหยิบผลไม้ติดมือมาให้ มณีจันทร์มองผลไม้ในตะกร้า เรียกแอปเปิ้ลได้อย่างถูกต้องไม่ได้ออกเสียง “อาเปิ้น” อย่างที่คนในยุคนั้นเรียก หลวงอัครเทพมองทึ่ง

หญิงสาวหยิบแอปเปิ้ล โยนหมอนขึ้นเตียงก่อนจะโดดขึ้นไปนอนกินแอปเปิ้ลอย่างสบายอารมณ์ หลวงอัครเทพมองอย่างตำหนิเช่นเคย แต่ขี้เกียจต่อว่า ชวนพูดคุยต่อ เขาได้ความรู้ใหม่ว่าการเดินทางไปต่างประเทศในยุคของมณีจันทร์เป็นไปอย่างรวดเร็วภายในวันเดียว ไม่เหมือนยุคของเขาจะไปยุโรปแต่ละครั้งใช้เวลาเป็นเดือนๆ และคนในยุคของมณีจันทร์

จะติดต่อสื่อสารกันแค่ยกโทรศัพท์ หรือไม่ก็ใช้อินเตอร์เน็ต

“ยุคของหล่อน ถ้าเป็นอย่างที่ว่า ปี พ.ศ.อะไร”

“พ.ศ.2554 ค่ะ” มณีจันทร์ตอบฉะฉาน หลวงอัครเทพตะลึง เข่าอ่อน ทรุดลงนั่งทันที มณีจันทร์ย้อนถามปีนี้ของเขาเป็นปีอะไร ได้ความว่า เป็นปี ร.ศ.112 หรือ พ.ศ.2436 มณีจันทร์อึ้งยุคเราห่างกันถึง 117 ปี...

นุ่มหยิบกุญแจสำรองพวงใหญ่มาที่ห้องมณีจันทร์ ดาวเร่งให้ไขกุญแจเร็วๆ จะได้รู้สักที คุณหนูหายตัวได้จริงหรือเปล่า นุ่มเอ็ดดาวพูดจาไร้สาระใครจะหายตัวได้ ไขกุญแจดอกนั้นดอกนี้จนใกล้หมดพวงกุญแจสำรอง

ooooooo

ขณะมณีจันทร์กำลังคุยกับหลวงอัครเทพอย่างออกรส เหมือนมีพลังพิเศษล่วงรู้เหตุการณ์ที่ห้องของเธอส่งสัญญาณกรุ๋งกริ๋งเรียกมณีจันทร์ที่กระจก เธอบอกลาหลวงอัครเทพ ถึงเวลาต้องกลับแล้ว

“ก็ทำไมหล่อนจะต้องไปๆมาๆหล่อนจะอยู่ เอ่อ...อยู่ที่นี่เสียเลยทีเดียวไม่ได้รึ”หลวงอัครเทพมีท่าทีอาลัยอาวรณ์

อย่างชัดเจน มณีจันทร์ซาบซึ้งใจมาก แต่เธออยู่ไม่ได้ เพราะบ้านอยู่ทางโน้น

“ทำไมหล่อนไม่คิดว่าที่นี่เป็นบ้านหล่อนล่ะ”หลวงอัครเทพมองสบตามณีจันทร์ลึกซึ้ง มณีจันทร์จำต้องปฏิเสธทั้งที่ใจจริงไม่อยากไป สัญญาจะกลับมาอีก รีบมาคุกเข่าหน้ากระจกเงา หมอกควันจากกระจกเงาลงมาคลุมร่างมณีจันทร์ ก่อนจะหายวับไปต่อหน้าหลวงอัครเทพ แล้วไปปรากฏตัวหน้ากระจกเงาในห้องของเธอเอง

เป็นจังหวะเดียวกับที่หนุ่มไขกุญแจสำรองเข้ามาในห้องพอดี ดาวถึงกับร้องอ้าวที่เห็นมณีจันทร์อยู่ นุ่มเป็นห่วงมณีจันทร์มาก ทั้งโทรศัพท์บ้านทั้งมือถือโทร.หาก็ไม่รับ เคาะประตูเรียกก็ไม่ขานตอบ เธอเลยต้องใช้กุญแจสำรองไขเข้ามา มณีจันทร์โกหกว่านอนหลับอยู่ ติดอ่านหนังสือข้ามวันข้ามคืน เลยมาหลับตอนกลางวัน ทีหน้าทีหลังนุ่มไม่ต้องตกใจและไม่ต้องเข้ามาดู นุ่มค้านเสียงหลง

“โอ๊ย...ไม่ได้หรอกค่ะ นี่คุณหนูรีบ โทร.หาคุณผู้หญิงเถอะ ท่านเป็นห่วงใหญ่แล้ว”

เจ้านายสาวพยักหน้ารับรู้ พอดาวกับนุ่มออกไป เธอรีบ โทร.หาคุณหญิงมาลิดาทันที คุณหญิงมาลิดาสบายใจที่ลูกไม่เป็นอะไร เล่าเรื่องที่ไรวัตโทร.มาบอกว่าคืนดีกับมณีจันทร์แล้ว คุณหญิงมาลิดายังไม่ทันจะบอกเรื่องไรวัตจะขอหมั้นหมายกับลูก มณีจันทร์ตัดบทถามเรื่องปี ร.ศ.112 เสียก่อน เธอคุ้นๆมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับประเทศไทยแต่จำไม่ได้เหตุการณ์อะไร

“เป็นลูกทูต เป็นคนไทยต้องรู้สิจ๊ะ...เป็นปีที่ประเทศไทยเสียดินแดนส่วนหนึ่งให้ฝรั่งเศสจ้ะ”

มณีจันทร์คิดออกทันที ต้องเป็นเรื่องนี้แน่ๆเธอรีบขอตัววางสาย เดินมาที่กระจกเงา“คุณหลวงคะ ฉันรู้แล้ว มีใครบางคนหรือมีพลังบางอย่างต้องการให้ฉันย้อนอดีตไป เขาคนนั้นต้องการให้ฉันกลับไปช่วยชาติบ้านเมือง ถ้าฉันทำสำเร็จ ประเทศไทยของเราอาจไม่ต้องเสียดินแดนก็ได้”

ครู่ต่อมา มณีจันทร์ไปถึงร้านขายหนังสือ ถามหาหนังสือเรื่องการเสียดินแดนของไทย แต่ไม่ว่าเธอจะเข้าร้านขายหนังสือร้านไหน มีคนซื้อหนังสือเล่มนี้ตัดหน้าทุกครั้ง จนถึงร้านสุดท้าย มณีจันทร์เห็นชายคนหนึ่งหยิบหนังสือการเสียดินแดนของไทยเล่มสุดท้ายไปจากชั้นวางหนังสือ แล้วเดินมาจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์

คราวนี้มณีจันทร์รีบส่งเสียงเรียกชายคนนั้น หวังจะขอซื้อหนังสือต่อ เขากลับมีท่าทางรีบร้อน คว้าหนังสือ เร่งฝีเท้าออกจากร้านไม่เอาเงินทอนด้วยซ้ำ มณีจันทร์รีบตามไปติดๆ ตะโกนเรียก

“คุณคนนั้นหยุดก่อนค่ะ...หยุดก่อนค่ะ ฉันขอซื้อหนังสือเล่มนั้นต่อ ฉันมีความจำเป็นต้องใช้ค่ะ”

ชายคนนั้นหยุดกึก หันมอง สีหน้าดุและมีอำนาจ ไม่พูดอะไรได้แต่ยิ้มแสยะให้ แล้วเดินเลี้ยวมุมตึก มณีจันทร์วิ่งตาม แต่พอพ้นมุมตึกเธอถึงกับเข่าอ่อน เพราะตรงนั้นเป็นทางตันไม่มีแม้แต่ประตูหรือหน้าต่าง

“ตรงนี้ไม่มีทางไป...เขา...หายไปเฉยๆ”มณีจันทร์ได้แต่ยืนอึ้ง

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“แอริน-ยุกตะทัต” เข้าตาแฟนละคร ถูกจริต บทปากไว ใจกล้า ยืน 1 เพื่อนนางเอก

“แอริน-ยุกตะทัต” เข้าตาแฟนละคร ถูกจริต บทปากไว ใจกล้า ยืน 1 เพื่อนนางเอก
12 พ.ค. 2564

09:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2564 เวลา 09:09 น.