ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ทวิภพ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ม้วนเห็นมณีจันทร์มีสีหน้าไม่สบายใจ ชวนไปสวดมนต์ที่หอพระ ระหว่างที่นั่งสวดมนต์อยู่ดีๆมณีจันทร์ก็ร้องไห้น้ำตาไหลพรากราวกับรับรู้ความเศร้าของคุณหญิง มาลิดาที่อยู่อีกภพหนึ่ง ม้วนตกใจ

“คุณท่าน...ร้องไห้หรือเจ้าคะ”

“ไม่รู้ทำไม มันอยากร้องไห้ขึ้นมาเฉยๆ”

“โธ่...คุณท่านของม้วน” ม้วนสงสารเจ้านายสาวจับใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่กอดปลอบใจ...

แม้จะสวดมนต์ไปหลายจบ มณีจันทร์ยังคงเศร้าใจไม่หาย ยิ่งได้เห็นกับข้าวมื้อเย็นมีโสร่งไข่ ถึงกับอึ้งถือช้อนค้างอยู่อย่างนั้น หลวงอัครเทพถามอย่างสงสัยทำไมมณีจันทร์ไม่กินข้าว

“แม่ชอบโสร่งไข่ แม่เคยทำตอนเลี้ยงทูตที่สวิส ฉันตามไปเรียนหนังสือน่ะค่ะ หลายปีนั้นเราได้อยู่พร้อมหน้า พร้อมตากัน พ่อแม่ลูกนานที่สุด”

หลวงอัครเทพรู้ว่าหญิงคนรักคิดถึงแม่ เลยบอกให้กินโสร่งไข่เยอะๆ เผื่อจะทดแทนความคิดถึงแม่ได้ มณีจันทร์พยายามปรับอารมณ์ตัวเองให้สดชื่นด้วยการหันไปสนใจถามชื่ออาหารต่างๆตรงหน้า แต่ไม่สำเร็จ เธอวางช้อนไม่ยอมตักอาหารกิน หลวงอัครเทพเป็นห่วง ทำไมวันนี้มณีจันทร์ถึงดูเศร้าๆเป็นอะไรหรือเปล่า

“ไม่รู้สิคะ...คิดถึงแม่”

“แล้วทางโน้นไม่รู้หรือว่าหล่อนไปมาอย่างไร”

“ไม่รู้หรอกค่ะ แม่ไปอยู่กับพ่อ...พ่อเป็นทูตน่ะค่ะ แม่ต้องตามไป” ยิ่งพูดถึงแม่ มณีจันทร์ก็ยิ่งคิดถึง...

ขณะที่มณีจันทร์กำลังคิดถึงแม่ของเธออยู่ในภพอดีต คุณหญิงมาลิดาซึ่งอยู่ในภพปัจจุบันก็คิดถึงมณีจันทร์เช่นกัน พอได้เข้ามาอยู่ในห้องของลูก ภาพอดีตที่สองแม่ลูกเคยอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ผุดเข้ามาในความคิดคำนึงของคุณหญิงมาลิดา เธอเดินไปนั่งบนเตียงนอนเอาหมอนของมณีจันทร์ขึ้นมากอด

“เมณี่จ๋า...ลูกอยู่ไหน หัวใจห่วงหาของแม่จะทำให้ลูกรับรู้และกลับมาได้ไหม...” คุณหญิงมาลิดาร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร ด้วยแรงแห่งความรักและความคิดถึงที่แม่มีต่อลูก ทำให้กระจกข้ามภพเกิดหมอกควันขึ้นโดยที่คุณหญิงมาลิดาไม่ทันสังเกต

ooooooo

หมอกควันเกิดขึ้นที่อีกฟากหนึ่งของกระจกข้ามภพเช่นกัน และมาพร้อมกับเสียงสัญญาณเรียกจากนาฬิกา มณีจันทร์กำลังนั่งอยู่กับหลวงอัครเทพถึงกับสะดุ้งเฮือก ผุดลุกขึ้นทันที

“ฉันต้องกลับบ้าน สัญญาณเรียก ฉันต้องไปล่ะ”

“ไม่ได้นะ กลับไม่ได้ แม่มณี” หลวงอัครเทพขอร้อง

มณีจันทร์ไม่สนใจ เร่งฝีเท้าไปยังกระจกข้ามภพ สีหน้ามุ่งมั่นจะกลับบ้านให้ได้ ครั้งนี้เธอจากบ้านมานานมากคิดถึงแม่เหลือเกิน หลวงอัครเทพเร่งฝีเท้าตามมาติดๆ มณีจันทร์หันไปเห็นเขาไล่หลังมา เปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่งกลัวเขาจะตามทัน อารามรีบร้อน มณีจันทร์สะดุดธรณีประตูห้องซึ่งกระจกข้ามภพตั้งอยู่ ล้มข้อเท้าพลิก หลวงอัครเทพตามมาทัน ปราดเข้ามาประคองเธอไว้ ขอร้องไม่ให้กลับไป

“ไม่ค่ะ ฉันต้องกลับทางนั้นอาจมีอะไร” มณีจันทร์ยันตัวลุกขึ้นแต่เจ็บข้อเท้า ทรุดลงไปนั่งอย่างเดิม...

ด้วยพลังจิตผูกพันที่สองแม่ลูกส่งข้ามภพมาถึงกัน ทำให้คุณหญิงมาลิดาเหลือบมองไปทางกระจกข้ามภพ เห็นหมอกควันจับเป็นฝ้า เธอแปลกใจมากเดินมาดูใกล้ๆ ก่อนจะเอามือลูบฝ้าออก ภาพมณีจันทร์ปรากฏบนเงาสะท้อนของกระจกชัดเจน คุณหญิงมาลิดาทั้งกะพริบตาทั้งเช็ดตาตัวเองคิดว่าตาฝาดแต่ภาพนั้นยังคงอยู่ ทั้งดีใจและตกใจปนกัน ตัดสินใจเคาะกระจกเรียกลูก แต่ไม่มีใครได้ยิน...

เสียงร่ำร้องเรียกหาลูกของคุณหญิงมาลิดา ทำให้กระจกข้ามภพฟากอดีตเกิดหมอกควันลอยไกลกว่าทุกครั้งเข้าไปคลุมร่างมณีจันทร์ซึ่งนั่งกุมข้อเท้าตัวเองอยู่ห่างออกมา ม้วนเห็นพอดีโวยวายลั่น ชี้มือชี้ไม้ไปยังกลุ่มหมอกควัน หลวงอัครเทพตกใจพุ่งเข้าไปกอดมณีจันทร์ไว้ไม่ยอมให้กระจกเอาตัวไป

“ไม่...ฉันไม่ให้หล่อนไป”

“โอ๊ย...ปวดหัวอีกแล้ว เสียงมันดังอีกแล้ว” มณีจันทร์ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

หลวงอัครเทพอุ้มมณีจันทร์หนีไปนอนบนเตียง กอดเธอไว้เหมือนครั้งก่อนที่เคยทำ มณีจันทร์ดิ้นทุรนทุรายร้องโอดโอยอยู่ในอ้อมแขนของเขา เสียงเรียกจากนาฬิกายังคงดังไม่หยุดยิ่งทำให้มณีจันทร์ปวดหัวมากยิ่งขึ้น ทันใดนั้น มีเสียงกระจกปริร้าวดังขึ้น รอยร้าวลากยาวทแยงมุมจากมุมหนึ่งมาเกือบสุดอีกมุมหนึ่ง หมอกควันเมื่อครู่ ลอยหายเข้าไปในกระจก มณีจันทร์หมดสติไปทันที...

เช่นเดียวกับเงาสะท้อนของกระจกข้ามภพด้านปัจจุบันก็กลับคืนสู่สภาพปกติ คุณหญิงมาลิดาเห็นเหตุการณ์ด้านมณีจันทร์โดยตลอดถึงกับยืนงง

“ภาพหายไปแล้ว...นี่มันอะไรกัน...กระจกบานนี้...เป็นไปไม่ได้”

คุณหญิงมาลิดาได้แต่ยืนตะลึงงันไม่สามารถเรียบเรียงเหตุการณ์ต่างๆได้ ไม่รู้ตัวเองประสาทหลอนไปหรือเปล่า หรือเป็นแค่ความฝัน

ooooooo

หลวงอัครเทพเห็นกระจกข้ามภพอยู่ในสภาพเป็นปกติ ตัดสินใจอุ้มมณีจันทร์ออกจากห้องตรงไปหอนกซึ่งเป็นห้องนอนใหม่ของเขา วางเธอลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม พอเขาเห็นม้วนตามมาสมทบ สั่งเสียงเข้มว่า

“ต่อไปนี้ให้คุณมณีมานอนที่ห้องนี้ ฉันจะกลับไปนอนที่ห้องเก่า...อย่าให้แม่มณีกลับไปห้องนั้น...อย่าให้ไปใกล้กระจกอีก”

“แล้วผีกระจกจะยอมหรือเจ้าคะ แล้วคุณมณีจะไม่เป็นไรหรือเจ้าคะ” ม้วนมองเจ้านายสาวสีหน้าเป็นกังวล หลวง อัครเทพยืนนิ่ง ไม่รู้จะเป็นอย่างไรเหมือนกัน ในเมื่อเขาตัดสินใจไปแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ooooooo

ตั้งแต่เมื่อวานที่ประยงค์แอบได้ยินพ่อกับแม่ของเธอตกลงใจจะให้เธอออกเรือนไปกับหลวงเจน-พาณิชย์ เธอไม่ยอมแตะต้องอาหาร เอาแต่นั่งร้องไห้ คุณหญิงสรเดชกลุ้มใจ เข้ามาถามไถ่ลูกด้วยความเป็นห่วง

“วันนี้ทั้งวันไม่มีข้าว ไม่มีน้ำตกถึงท้องเอาแต่นั่งร้องไห้ ถามอะไรก็ไม่พูดไม่จา เป็นอะไรไปลูก...ตั้งแต่เล็กลูกไม่เคยเป็นแบบนี้ ทำแบบนี้ทำไมกัน”

ประยงค์เอาแต่ร้องไห้ เพราะไม่รู้จะพูดให้แม่ฟังได้ อย่างไร เพราะผู้หญิงสมัยนั้นไม่มีใครกล้าปฏิเสธคำสั่งของพ่อแม่

ooooooo

เช้าแล้วมณีจันทร์ยังนอนหลับไม่ได้สติและเป็นไข้ตัวร้อนจัด หลวงอัครเทพนั่งข้างเตียงคอยจับมือเธอไว้ตลอด คุณหญิงแสร์เดินไปเดินมาร้อนใจมากเพราะมณีจันทร์สลบไสลไม่รู้สึกตัวตั้งแต่เมื่อวาน

“หล่อนจะตายไหม ตัวร้อนจัดเหลือเกิน” หลวงอัครเทพพึมพำเสียงสั่น

“ใจเย็นๆพ่อเทพ...หลวงเวชกำลังมานะลูก”

หลวงอัครเทพจับมือมณีจันทร์ขึ้นมาจูบ “กระผมรักหล่อนขอรับ คุณแม่”

“โธ่...พ่อเทพ แม่รู้แล้ว”

จังหวะนั้น มณีจันทร์ละเมอออกมาว่า “น้ำๆ” ม้วนมองหน้าคุณหญิงแสร์เป็นทำนองจะให้ทำอย่างไรดี คุณหญิงแสร์สั่งให้ไปเอาถ้วยยาสมุนไพรมาลองหยดให้สักสองหยด หลวงอัครเทพรับถ้วยยาจากม้วนมาจัดการเอง ตักยามาแตะที่ปากเธอเล็กน้อย มณีจันทร์เลียริมฝีปากแล้วหลับไปอีก หลวงอัครเทพใจคอไม่ดีขยับขึ้นไปบนเตียงดึงเธอมากอด คร่ำครวญน้ำตาคลอ

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า อย่าตาย หล่อนตายไม่ได้นะ...”

ในขณะที่มณีจันทร์สลบไสลเป็นไข้ตัวร้อนจัดอยู่ในอีกภพหนึ่ง คุณหญิงมาลิดาเองก็จับไข้ไม่สบายเช่นกัน นุ่มเดินมานั่งข้างเตียงเอามือแตะตัวเจ้านายเบาๆก่อนจะร้องเอะอะ

“ตายแล้ว คุณหญิงตัวร้อนเหลือเกิน เรียกรถพยาบาลดีไหมคะ”

“ไม่ต้อง เรียกหมอธรรมนูญ...เชิญท่านมาที่นี่”

นุ่มรีบออกไปทำตามคำสั่ง ขณะที่คุณหญิงมาลิดาเหลียวมองไปทางกระจกเงาโบราณบานนั้น

“กระจกนั่น มันเป็นความจริงหรือเพราะพิษไข้... เฮ่อ” คุณหญิงมาลิดาไม่แน่ใจกับสิ่งที่ตัวเองเห็นเมื่อวาน...

หลังจากคุณหญิงมาลิดาได้รับการตรวจรักษาจากหมอธรรมนูญเสร็จแล้ว เธอตัดสินใจสั่งให้นุ่มโทร.ตามกุลวรางค์มาพบทันที...

ไม่นานนัก ไรวัต ตรองกับกุลวรางค์มาถึงบ้านมณีจันทร์คุณหญิงมาลิดาชวนเพื่อนของลูกสาวทั้งสามคนขึ้นไปที่ห้องนอนของมณีจันทร์ แล้วเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง

“ที่พูดนี่ไม่ใช่เพราะไข้ขึ้น น้าเห็นเมณี่ในกระจกเมื่อวาน”

“เฮ่อ...อีกคนแล้วหรือ อะไรกันเนี่ย” ไรวัตว่าพลางถอนใจเหนื่อยใจ เพราะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้

“อีกคนหมายความว่า มีคนเห็นแบบน้าหรือ”

“กุลเองค่ะ ครั้งแรกเห็นใน...เอ่อ...ไม่รู้จะเรียกอะไร... ในสมองมั้งคะ ครั้งที่สองก็ในกระจกนี่”

“ผมกับกุลไม่อยากเล่า ไม่อยากบอกเพราะเห็นคุณน้ากำลังเหนื่อย รับข้อมูลมากๆจะสับสนได้”

คุณหญิงมาลิดาฟังตรองพูดจบ สูดหายใจเข้าเต็มปอด พร้อมรับฟังข้อมูลแปลกประหลาด แล้วบอกให้ทั้งสามคนช่วยเล่าทุกอย่างให้เธอฟัง เอาตั้งแต่เริ่มต้นวันแรกๆที่มณีจันทร์ หายตัวไป กุลวรางค์เริ่มเล่าคนแรก

“พวกเราทั้งหมด ทั้งป้านุ่มและดาว ต่างคิดเหมือนกันว่าเวลาเมณี่หายไป เธอเหมือนหายตัวไปได้เพราะไม่มีหลักฐานการเดินทางอะไรทั้งนั้น”

“สำหรับกระจกนี่ ผมกับกุลเคยมาเฝ้าอยู่สามวันสามคืน พยายามแล้วที่จะรื้อจะค้น ทำทุกวิถีทางก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา” ตรองเล่าเสริม กุลวรางค์ยื่นรูปถ่ายที่ได้มาจากคุณย่าของเธอให้คุณหญิงมาลิดาดู

“นี่เป็นรูปเก่าของครอบครัวกุล ในรูปคือคุณมณี ภริยาเจ้าคุณอัครเทพวรากร”

ไรวัตงงมาก เพราะมองผู้หญิงในรูปถ่ายที่กุลวรางค์ เอามาอย่างไรก็มณีจันทร์ชัดๆ ตรองหยิบรูปถ่ายที่วางอยู่ในข้างอ่างล้างหน้าโบราณมาให้คุณหญิงมาลิดาดู บอกว่านี่คือรูปของเจ้าคุณอัครเทพที่มณีจันทร์ขอมาจากกุลวรางค์ ผู้ชายคนนี้คือคนที่มณีจันทร์ฝันถึงบ่อยๆ

“ในกระจก น้าเห็นคนหน้าตาคล้ายๆอย่างนี้อยู่กับเมณี่...กระจกบานนี้น่ะหรือที่เมณี่ใช้เดินทางไป กระจกบานนี้เองหรือ”

“คุณน้าเชื่อเหมือนที่หนูกับตรองเชื่อใช่ไหมคะ” กุล–วรางค์ถามอย่างตื่นเต้น

“ถ้ากระจกบานนี้พาเมณี่ไป เขาก็ต้องพาเมณี่กลับมา เมณี่ต้องรู้สิว่าน้ารออยู่ เมณี่ต้องรู้และต้องกลับมา เมณี่จะกลับมาหาน้า น้าเชื่ออย่างนั้น” คุณหญิงมาลิดามองกระจกข้ามภพน้ำตาคลอเบ้า

ooooooo

มณีจันทร์ยังคงหลับด้วยพิษไข้ แม้จะกินยาฝรั่ง ที่ได้จากหลวงเวชแล้ว หลวงอัครเทพยังคงเฝ้าดูแลอยู่ไม่ห่างเธอ คุณหญิงแสร์ทนนิ่งเฉยไม่ได้ เรียกพวกบ่าวในเรือนมาช่วยกันคิดหาหนทางช่วยมณีจันทร์ ม้วนกลับเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นตลอดเวลา ขาบถามอาการล่าสุดของมณีจันทร์จากม้วน ได้ความว่า

“ละเมอเป็นพักๆเพราะพิษไข้น่ะ ฮือๆ...ผีกระจกมันคงโกรธที่คุณหลวงไม่ให้คุณมณีไป ถ้าคุณมณีป่วยนานๆเข้า ข้ากลัวว่า คุณมณีจะ...จะ...” ม้วนพูดไม่ทันจบก็ปล่อยโฮ คุณหญิงแสร์รำคาญ ดุเสียงเขียว

“ไฮ้...นังม้วนปากเสีย ข้าล่ะเบื่อเอ็งนักเชียว นั่งร้องไห้ทั้งวี่ทั้งวันถามจริงๆ มันจะได้อะไรขึ้นมาหา”

ขาบแนะคุณหญิงแสร์ให้ทำพิธีไล่ผี โขมเห็นดีด้วย ตอนที่คุณหลวงพาคุณมณีออกไปเที่ยวข้างนอกวันก่อน จอดเรือใต้ต้นไม้ใหญ่ผีอาจจะเข้าสิงคุณมณีก็ได้ อิ่มสงสัยขาบจะใช้วิธีอะไรไล่ผี

“เดี๋ยวไปปรึกษากันก่อน ยังไงข้าไม่ยอมให้คุณท่านเป็นอะไรไปหรอก ขออนุญาตนะขอรับคุณหญิง” ขาบว่าแล้วเดินนำโขม อิ่มกับพวกบ่าวในเรือนทั้งหมดลงไปปรึกษาหารือกันที่เรือนทาส คุณหญิงแสร์มองตามหวั่นๆไม่รู้จะได้เรื่องหรือเปล่า...

ผ่านไปพักใหญ่ ขาบเชิญคุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพมาเป็นประธานในพิธีปราบผี คุณหญิงแสร์ขู่ ถ้าไม่ได้เรื่องได้ราวมีหวังหลังลายกันหมดแน่ ขาบเสนอวิธีปราบผีของตัวเองเป็นคนแรก

“นี่ขอรับ หวายลงอาคม เขาว่าชะงัดนักแล ผีกลัวที่สุด”

“ใครแตะต้องแม่มณี ข้าจะเฆี่ยนมันให้หลังขาด” หลวงอัครเทพตวาดลั่น

ขาบสะดุ้งโหยงเก็บหวายแทบไม่ทัน บ่าวชายทยอยกันเสนอวิธีปราบผีในแบบของตัวให้คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพดู แต่ดูไปดูมาเหมือนเล่นปาหี่ ไม่น่าเชื่อถือสักราย คุณหญิงแสร์รำคาญ สั่งให้พวกที่เสนอวิธีปราบผีทั้งหลายตบหัวตัวเองคนละหนึ่งที อยู่ๆม้วนปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“เอ้านังม้วน แล้วเอ็งจะร้องไห้ทำไมอีก” คุณหญิงแสร์เอ็ดตะโร ม้วนชี้หน้าด่าพวกบ่าวชายทั้งน้ำตา

“พวกเอ็งทำเป็นเรื่องเล่นๆ ไม่มีใครเอาจริงเอาจังสักคน จะไล่ผีน่ะ ต้องจริงจังทำเป็นเล่นไม่ได้”

“ข้าลืมไป นังม้วนก็แม่หมอเหมือนกันนี่ เอาล่ะเห็นว่าเอ็งเป็นคนสนิทรักใคร่แม่มณี เอ็งอยากจะทำอะไรก็ลองดู แต่เลือกไอ้ที่มันศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ได้เรื่องได้ราวจริงเสียทีเถอะ ข้าล่ะหน่ายกับไอ้พวกนี้พอแล้ว” คุณหญิงแสร์ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา...

ม้วนหายไปเตรียมข้าวของสำหรับทำพิธีไล่ผีได้สักพัก ก็กลับมาพร้อมกับไข่ดิบหนึ่งลูก หลังจากท่องคาถาเสกไข่เสร็จ ม้วนเอาไปจ่อที่ต้นแขนมณีจันทร์ ค่อยๆ กลิ้งไข่เสกไล่ลงไปตามแขนจนถึงปลายนิ้ว แล้วทำเช่นนี้กับแขนอีกข้างหนึ่ง เพื่อเรียกผีออกจากตัวมณีจันทร์ให้เข้าไปอยู่ในไข่ จากนั้น ม้วนยืนบริกรรมคาถาอีกครั้ง สะกดวิญญาณไม่หนีออกมา แล้วกระทืบเท้าเปรี้ยงๆๆสามที ก่อนหันไปรายงานคุณหญิงแสร์

“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ เดี๋ยวอิฉันจะเอาไข่นี้ไปต้มผีก็จะพินาศไปเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี เดี๋ยวคุณมณีก็หายไข้”

หลวงอัครเทพทนดูเรื่องไร้สาระต่อไปไม่ไหว ขอร้องแม่พอได้แล้ว ไม่ต้องทำพิธีอะไรอีก แล้วลุกเดินออกจากห้อง คุณหญิงแสร์ถอนใจเฮือก หันไปทางขาบ

“เอาอย่างนี้...ไอ้ขาบเอ็งไปอัญเชิญน้ำมนต์วัดระฆังมา เอาล่ะ พ่อมดหมอผีทั้งหลายกลับไปทำงานทำการกันเถอะพ่อ ขอให้จำเริญกันเถอะนะ วิชาอาคมเก่งกล้ากันทั้งนั้นนี่” สิ้นเสียงประชดประชันของคุณหญิงแสร์ พวกบ่าวพากันกลับเรือนทาส ทิ้งม้วนให้ปลาบปลื้มกับไข่เสกอยู่คนเดียว...

ค่ำวันเดียวกัน หลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์และม้วนยังคงนั่งเฝ้ามณีจันทร์ไม่ห่าง มณีจันทร์ละเมอเพราะพิษไข้ร้องหาแม่อย่างน่าเวทนา คุณหญิงแสร์สงสาร ปรี่เข้าไปนั่งข้างๆ เอามือลูบหัวมณีจันทร์ปลอบ

“โธ่...ลูกเอ๊ย...แม่มณี แม่อยู่นี่แล้วนะลูก”

หลวงอัครเทพมองมณีจันทร์สีหน้าเคร่งเครียด ทำไมป่านนี้ถึงยังไม่ฟื้น...

อีกมุมหนึ่งไม่ห่างจากเรือนใหญ่นัก อิ่มกับพวกบ่าวชายช่วยกันสุมควันไล่ผีเพื่อที่มณีจันทร์จะได้ฟื้นจากอาการป่วยไวๆ โดยมีขาบเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ คอยกำกับทุกคน

“เอ้าสุมควันเข้า ไล่ผีโว้ย ผีป่า ผีห่าไปไป๊...คุณท่านไม่ให้เล่นคุณไสย เราก็เอางี้ล่ะวะ...เฮ่อ...อย่าเป็นอะไรไปนะขอรับคุณมณี ไม่งั้นคุณหลวงของกระผมไม่เป็นอันกินอันนอนแน่” ขาบกลุ้มใจไม่แพ้เจ้านาย...

เหมือนพลังแห่งความห่วงใยที่ทุกคนมุ่งมั่นเอาใจช่วย ส่งผลให้มณีจันทร์รู้สึกตัวลืมตาสะลึมสะลือขอกินน้ำ หลวงอัครเทพดีใจมากรีบเข้ามาประคอง ละล่ำละลักบอกคุณหญิงแสร์ว่ามณีจันทร์ได้สติแล้ว

“คุณหลวง...ฉัน...ยังไม่ไป” มณีจันทร์เสียงอ่อนแรงมาก

“ไม่...อยู่ด้วยกัน...อยู่ด้วยกันนะแม่มณี” หลวงอัครเทพกอดมณีจันทร์ไว้แน่น

คุณหญิงแสร์ก็ดีใจเช่นกัน รีบสั่งให้ม้วนเอาน้ำมนต์ที่ได้จากวัดระฆังมาหยดใส่ปากมณีจันทร์ โขมที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าหอนก วิ่งมาตะโกนบอกทุกคนที่อยู่ด้านล่างเรือนใหญ่

“คุณมณีฟื้นแล้ว...ผีออกแล้ว”

พวกบ่าวที่เฝ้าเอาใจช่วย ต่างส่งเสียงเฮลั่นด้วยความดีใจ

ooooooo

บ้านมณีจันทร์... ตรองรู้ว่ากุลวรางค์มาอยู่ เป็นเพื่อนคุณหญิงมาลิดา จึงตามมาสมทบ เผื่อสบโอกาสเหมาะจะได้ให้แหวนเพชรกับเธอ แต่เขาต้องเสียเส้นดันเจอไรวัตอยู่ที่นั่นด้วย กุลวรางค์ชวนสองหนุ่มอยู่กินข้าวกลางวันเป็นเพื่อนกันก่อน วันนี้คุณหญิงมาลิดาคงไม่ลงมาข้างล่างจะอยู่เฝ้ากระจกข้ามภพ พอกุลวรางค์เข้าครัวไปทำอะไรมาให้กิน ไรวัตหันมาถามตรองทันทีว่าให้แหวนกุลวรางค์หรือยัง ตรองตกใจมาก

“เฮ้ย...นี่นายรู้ได้ไง นายบอกคุณกุลหรือเปล่า”

“เปลี่ยนใจมาชอบกุลตั้งแต่เมื่อไหร่...ไอ้คนใจง่าย”

“ฉันไม่เคยชอบเมณี่แบบนั้น ไม่เคยมาตั้งแต่ต้น แกคิดไปเอง ไอ้คนใจแคบ” ตรองไม่ยอมแพ้ด่ากลับ

“แปลว่าชอบกุลมาตั้งแต่ต้น...ปอดว่ะ ชอบเขาแล้วไม่กล้าบอก...อ่อน” ไรวัตเยาะเย้ย ตรองโกรธ จะบอกหรือไม่บอกกุลวรางค์มันก็เรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับไรวัตสักหน่อย แล้วเดินหัวเสียออกมา

“ฮึ่ย...มันรู้เรื่องของเราได้ไงวะ วันนี้ก็ไม่ได้ให้คุณกุลอีกแล้วสิเนี่ย...เอ...แล้วถ้านายไรวัตไปบอกคุณกุลก่อน เราก็แย่สิ” ตรองบ่นพึมพำ สีหน้ากลุ้มใจ...

ขณะกุลวรางค์จัดสำรับขึ้นโต๊ะอาหารโดยมีนุ่มคอยเป็นลูกมือ ไรวัตหาเรื่องกระเซ้าเย้าแหย่ตรองอย่างสนุกสนาน กุลวรางค์สงสัยสองหนุ่มเล่นอะไรกัน ไรวัตตอบหน้าตาเฉยว่าเล่นเรื่องแหวนเพชรที่ตรองพกมา กุลวรางค์งง ตรองพกแหวนเพชรมาทำไม ไรวัตอ้าปากจะบอกว่าเอามาให้กุลวรางค์ แต่ตรองพุ่งเข้าไปปิดปากเขาไว้เสียก่อน ขู่ไรวัตถ้าไม่หยุดพูดจะต่อยให้ปากแตก ไรวัตปัดมือตรองออก ขู่ตรองกลับ

“แกต่อยฉัน ฉันก็จะต่อยแกเหมือนกัน”

“ดี...งั้นฉันจะจูบแก...จะหยุดหรือไม่หยุด” ตรองท่าทางเอาจริง ไรวัตขยะแขยง รีบลุกหนี...

หลังกินมื้อกลางวันกันเสร็จ ไรวัตยังไม่ยอมรามือจากตรอง เดินไปค้นหาของบางอย่างในรถตัวเองให้ควั่ก เจอถุงใส่แหวนเพชรที่แม่ของเขาเพิ่งซื้อมาแล้วลืมทิ้งไว้ ไรวัตเปิดถุงออกดู เห็นกล่องใส่แหวนเพชรยังอยู่ เดินยิ้มเจ้าเล่ห์กลับเข้าบ้านตรงไปกระซิบกระซาบตรอง ตกลงไม่มีอะไรให้กุลวรางค์ใช่ไหม เพราะถ้าตรองไม่ให้เขาจะให้เอง แล้วเดินไปนั่งคุกเข่าตรงหน้ากุลวรางค์ ยื่นแหวนเพชรให้

“กุลครับ...แหวนเพชรนี่สำหรับคุณ”

ตรองยัวะสุดๆโดดต่อยหน้าไรวัตเปรี้ยง แล้วด่าซ้ำ “ไอ้คนเลว ไอ้คนหน้าด้าน แกรู้ว่าฉันจะให้แหวนคุณกุล แกก็เลยมาตัดหน้าให้แหวนเธอก่อน แกเห็นฉันชอบคุณกุล แกก็เลยจะแกล้งฉัน แกนี่มันเลวได้ใจจริงๆ”

“ให้แหวนฉัน...นายจะให้แหวนฉันหรือ ดร.” กุลวรางค์นิ่วหน้ามองตรอง

“ฮะๆๆๆไม่ใช่ให้แหวนเฉยๆ มันบอกว่ามันชอบกุลด้วย กุลได้ยินไหม...มันพูดหมดเลย ผมหลอกให้มันพูดออกมาจนได้” ไรวัตหัวเราะชอบใจที่แผนการสำเร็จ “รำคาญโว้ย รักกุลทำไมไม่บอกไปตรงๆ มัวอ้ำอึ้งอยู่ได้ เห็นแล้วมันรำคาญ ไอ้แหวน เนี่ยของแม่ แม่ฉันลืมไว้ในรถก็เลยเอามาจัดการกับแก ฮะฮ่า... วันนี้ได้แกล้งแกมีความสุขจริงๆ ไปล่ะ” ไรวัตหัวเราะชอบอกชอบใจเดินหนีไปอยู่อีกห้องหนึ่ง ปล่อยให้ทั้งคู่เคลียร์กันเอง

“ไอ้ชั่วไอ้เลว ไอ้ไรวัต...แกกลับมานะ กลับมาเคลียร์กับฉันก่อน” ตรองตะโกนด่าไล่หลัง แต่ไรวัตไม่สนใจ กุลวรางค์ เดินหนีไปด้วยอารมณ์สับสน ตรองรีบวิ่งตามเธอจนทัน ยังไม่ทันจะอ้าปากอธิบายอะไร กุลวรางค์ขอดูแหวนวงนั้นเสียก่อน ยิ่งเธอเห็นแหวนเพชรที่ตรองตั้งใจซื้อให้ยิ่งซาบซึ้งใจน้ำตาซึม ทั้งๆที่เธอมีใจให้เขาเช่นกัน แต่จำต้องขอร้องให้เขาเอาแหวนไปคืน เธอรับมันไว้ไม่ได้ ตรองหน้าเสีย

“ทำไมล่ะ...ผมไม่ดีพอสำหรับคุณงั้นหรือ”

“เมณี่...เพราะเมณี่ต่างหาก”

ตรองไม่เข้าใจ มณีจันทร์เกี่ยวอะไรด้วย กุลวรางค์ตัดสินใจแน่วแน่ ต่อจากนี้ไป เธอกับเขาจะไม่พบเจอกันอีก ขอให้เราสองคนกลับไปที่เดิมเหมือนไม่เคยรู้จักกัน กุลวรางค์ จำต้องรีบตัดใจจากเขาก่อนจะทำไม่ได้

“ลาก่อน...ดร.” กุลวรางค์พูดจบ วิ่งหนีไปทั้งน้ำตา ตรองถึงกับทรุดลงนั่งกับฟื้น ความหวังพังครืน

ooooooo

อีกมุมหนึ่งของบ้านมณีจันทร์ ไรวัตหยิบรูปถ่ายของมณีจันทร์ที่ตั้งโชว์อยู่แถวนั้นขึ้นมาดู พึมพำกับรูป

“เมณี่...ผมคิดถึงคุณจัง ตอนที่คุณอยู่ ผมคิดหาแต่วิธีเป็นเจ้าของคุณ ช่วงเวลานั้น ผมเหมือนคนเห็นแก่ตัวเลยใช่ไหม เมื่อไม่มีคุณ ผมนึกถึงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ได้รู้ว่า คุณเคยสอนผมยังไงบ้าง” พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาใน
สมองของไรวัต...

วันนั้นเป็นวันหยุด ไรวัตมารับมณีจันทร์ที่บ้านจะชวนไปหาของอร่อยๆกิน ไปดูงานแสดงเครื่องเสียงรุ่นใหม่ล่าสุด แล้วไปดูหนังกันต่อ มณีจันทร์ทักท้วงที่ไรวัตชวนทำเป็นกิจกรรมในฐานะผู้รับทั้งนั้น ไรวัตมองงงๆ

“เป็นผู้รับ ตักตวงความสุขของโลกจากสังคม จากนั้นก็ตายไปพร้อมสร้างปัญหาให้กับโลกนี้มากมาย คุณพอใจชีวิตแค่นี้หรือคะ” มณีจันทร์อธิบาย

“ใครๆก็ทำกันแบบนี้ ผมไม่ได้ชวนคุณไปดื่ม หรือไปเสพยาสักหน่อย”

มณีจันทร์จะขอเป็นไกด์พาเขาไปทัวร์ที่อื่นบ้าง และสถานที่ที่เธอพาเขาไปคือ ห้องสมุดคนตาบอดแห่งชาติ เพื่อบันทึกเสียงจากการอ่านหนังสือต่างๆไว้ให้คนตาบอดได้ฟัง...

หลังจากบันทึกเสียงเสร็จ มณีจันทร์ชวนไรวัตเข้าไปดูในส่วนที่เป็นห้องสมุด เห็นคนตาบอดนั่งฟังเสียงจากแผ่นซีดีที่เธอกับเขาเพิ่งบันทึกเสียงไว้ให้

“มองดูพวกเขาสิ เขาได้เห็นโลกใหม่ที่เพิ่มขึ้น เพราะเราสองคน คุณมีความสุขไหมไรวัต”

“ก็ยังคิดถึงเครื่องเสียงใหม่อยู่ดี” ไรวัตพูดจบ โดนมณีจันทร์เอาศอกกระทุ้งสีข้าง ถึงกับยิ้มแหย รีบเปลี่ยนคำพูดใหม่ทันที “ก็ดีแหละ ทำงานเหนื่อยๆ มาเห็นคนที่เขาลำบากกว่าเราก็ได้รู้ว่า เราโชคดีแค่ไหนที่มีตามองเห็น มีงานให้ทำ”

“นั่นล่ะใช่เลย...ความรู้สึกแบบนี้จะตามไปเมื่อคุณเหนื่อย คุณท้อ คุณจะได้เห็นคุณค่าของชีวิต ความรู้สึกแบบนี้ เครื่องเสียงใหม่แค่ไหนก็ให้คุณไม่ได้ การเป็นผู้ให้ ทำให้เรามีความสุขมากกว่าการเป็นผู้รับ เพราะเหตุนี้แหละ”

“เมณี่ ผมเคยคบกับดารา นางแบบที่สวยกว่าคุณ แต่วันนี้ผมเพิ่งรู้ว่าคุณน่ะสวยที่สุด” ไรวัตมองมณีจันทร์ด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความรัก...

ไรวัตคิดถึงความหลังครั้งนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้ พึมพำกับรูปมณีจันทร์อีกว่า “วันนี้ ผมช่วยเขาสองคนเพราะคุณนะเมณี่ การได้รู้จักคุณช่วยทำให้คุณชายนิสัยเอาแต่ใจอย่างผม ได้พบชีวิตในมุมมองใหม่ มุมมองของการเป็นผู้ให้ไม่ใช่ผู้รับอย่างเดียว” ไรวัตน้ำตาคลอ กอดรูปถ่ายของมณีจันทร์ไว้ด้วยความคิดถึง

ooooooo

ที่หอนกภายในเรือนของหลวงอัครเทพ มณีจันทร์ยังคงนอนอยู่บนเตียงเนื่องจากยังมีไข้ เธอไม่ค่อยชอบใจนักที่หลวงอัครเทพย้ายเธอออกมานอนไกลจากกระจกข้ามภพ ออดอ้อนม้วนว่าอยากกลับบ้าน ช่วยพากลับไปหากระจกที เธออยากกลับไปนอนห้องนอนเก่า

“เอาไว้วันพรุ่งนี้ดีไหมเจ้าคะ” ม้วนพยายามซื้อเวลา มณีจันทร์ร้องไห้โยเยเหมือนเด็กๆ

“แล้วถ้าเผื่อคืนนี้สัญญาณดังล่ะ ไปเถอะ...ไปแลกห้องนอนกัน”

“รอรุ่งเสียก่อนจะดีกว่า คืนนี้สงัดแล้วนะเจ้าคะ”

“งั้นพรุ่งนี้นะ พรุ่งนี้ต้องเปลี่ยนห้อง” มณีจันทร์ขอคำยืนยัน แต่ม้วนกลับบ่ายเบี่ยง บอกให้นอนพักผ่อนก่อน หลวงอัครเทพกับคุณหญิงแสร์ยืนอยู่หน้าห้องได้ยินทุกอย่าง มองสบตากันสีหน้าเป็นกังวล จากนั้น สองแม่ลูกมานั่งปรึกษาหารือกันที่โถงกลางเรือน คุณหญิงแสร์เป็นห่วงมณีจันทร์มาก ขืนปล่อยให้ตรอมใจคิดถึงบ้านแบบนี้ อาการป่วยอาจจะไม่หาย หลวงอัครเทพรักมณีจันทร์มากเกินกว่าจะยอมให้เธอกลับไป

“พ่อเทพแน่ใจหรือว่าจะอยู่กินกับแม่มณีได้”

“แน่ใจขอรับ”

“หล่อนเป็นคนลับแล พ่อเทพต้องรู้ไว้ คนลับแลถือสัจจะ พูดคำไหนคำนั้น ขนาดเคยมีคนหลงเข้าเมืองลับแลอยู่กินจนมีลูกด้วยกัน ลูกร้องไห้จะหาแม่ พ่อก็หลอกลูกว่านู้น...แม่มาแล้ว เท่านั้นเขาถือว่าโกหกไร้สัจจะ เขาให้ออกจากเมืองลับแล ตอนออกมา นังเมียให้หัวขมิ้นมาเต็มย่าม เจ้าผัวไม่รู้ พอเดินๆไปหนักเข้า เก็บทิ้งหมดเหลือไว้แง่งเดียว พอออกมาถึงได้รู้ว่าเป็นทอง” คุณหญิงแสร์ยังคงเชื่อว่ามณีจันทร์มาจากเมืองลับแล

“เอ...กระผมยังไม่ได้หัวขมิ้นจากแม่มณีเลย” หลวงอัครเทพแกล้งแหย่

“เรื่องของเรื่อง แม่มณีเป็นฝ่ายมา หากพ่อเทพถลาถลำทำไม่งาม เกิดหล่อนหนีกลับ พ่อเทพจะทำยังไง”

“กระผมถึงยอมให้หล่อนกลับไปไม่ได้”

“ทางโน้นแม่มณีก็มีห่วง หล่อนคิดถึงแม่ คิดถึงบ้าน ใจของหล่อนไปทางโน้นแล้ว เราจะเอาโซ่ล่ามตัวหล่อนไว้หรือลูก เราจะใช้วิธีไหนผูกหล่อนไว้ บอกแม่ได้ไหม”

“กระผมจะผูกหล่อนไว้ด้วยความรักของกระผมขอรับคุณแม่” หลวงอัครเทพยิ้มอย่างมั่นใจ...

ครู่ต่อมา ขณะมณีจันทร์นอนหน้าเศร้าอยู่ในห้อง หลวงอัครเทพเข้ามาหา พร้อมกับซ่อนบางอย่างไว้ข้างหลัง ม้วนรู้งานรีบออกไปยืนเฝ้าหน้าห้อง ดูต้นทางให้เหมือนเคย หลวงอัครเทพนั่งลงข้างๆมณีจันทร์

“ยังไม่มีแรงร้องเพลงรึ”

“ร้องเพลงยังไม่ได้ แต่ฟังได้ เล่นไวโอลินสิคะ”

หลวงอัครเทพเอาของที่ซ่อนไว้ด้านหลังออกมา เป็นมะลิซ้อนร้อยกับทางมะพร้าวมีดอกรักสีขาวเป็นพวงผูกติดกันวางไว้ข้างหมอนที่มณีจันทร์นอนหนุน เพื่อบอกความรักและความจริงใจที่มีต่อเธอ มณีจันทร์มองสายตาลึกซึ้งของเขาแล้วเข้าใจได้ทันที ถึงกับน้ำตาคลอ

“ฉันเคยได้ยินคำบอกรักมามาก ไม่มีคำรักไหน ไม่มีทีท่าบอกรักใดๆเหมือนสิ่งนี้เลย” มณีจันทร์หยิบดอกรักกับมะลิพวงนั้นขึ้นมาดม เป็นเชิงว่ารับรักจากเขา หลวงอัครเทพจูบหน้าผากเธออย่างอ่อนโยน ก่อนเดินออกไป สักพักมีเสียงไวโอลินบรรเลงเพลงรักดังขึ้น มณีจันทร์มองดอกรักที่ร้อยมากับมะลิซ้อนยิ้มมีความสุข ความรักที่หลวงอัครเทพมอบให้ ช่วยให้เธอคลายความคิดถึงบ้านลงได้...

เสียงเพลงรักจากไวโอลินของลูกชาย ทำให้คุณหญิงแสร์ชะงัก วางมือจากงานที่ทำ พึมพำเป็นกลอนว่า

“โซ่ตรวนผูกรัดสักร้อยหุน ใจมั่นมุ่งหักทลายย่อมคลายได้ แต่ใยรักบางเบาสักเท่าใด ผูกพันไว้แนบสนิทนิจนิรันดร์”...

ขณะที่ความรักอบอวลไปทั่วเรือนหลวงอัครเทพ ที่อีกด้านหนึ่งของกระจกข้ามภพ คุณหญิงมาลิดายังคงรอการกลับมาของลูกสาวอย่างใจจดจ่อ เธอเดินไปหยิบรูปถ่ายของหลวงอัครเทพที่วางอยู่ในห้องนอนมณีจันทร์ขึ้นมามองสำรวจ

“ยิ้มละไม ดวงตาซื่อ มั่นคง นี่หรือจ๊ะ เมณี่ยอมอ่อนข้อให้คนแบบนี้เองหรือลูก” คุณหญิงมาลิดาเอามือลูบรูปถ่ายของหลวงอัครเทพ พึมพำกับรูปถ่ายอย่างสงสัย “คุณจะเอาลูกฉันอยู่หรือ”

ooooooo

เช้าวันนี้ มณีจันทร์อาการดีขึ้นมาก ลุกได้แล้ว ม้วนเตรียมน้ำมนต์จากหอพระมาให้ล้างหน้าตามคำสั่งของคุณหญิงแสร์ ยิ่งคุณหญิงแสร์มีเมตตากับมณีจันทร์มากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เธอคิดถึงแม่ตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

“เรื่องกลับบ้านยังไงก็คงได้กลับ แต่จะทำอะไรก็สงสารคุณหลวงท่านบ้างเถอะนะเจ้าคะ” ม้วนว่าแล้วพามณีจันทร์ไปอาบน้ำ หลังจากแต่งตัวเสร็จ คุณหญิงแสร์แวะมาหา หยิบห่อผ้าห่อหนึ่งออกมาเปิดให้มณีจันทร์ดู

“วันนี้ได้หวายลูกนิมิตมา”

“เป็นยังไงเจ้าคะ”

“หวายที่ห้อยลูกนิมิต ลูกเอก พอเขาตัดลงหลุม ก็เหลือหวายไว้ตัดแจก หวายนี่กันผีได้ เดี๋ยวจะส่งไปให้ช่างทองเขาถักทองร้อยรัดไว้ แม่มณีจะได้ห้อยคอ”

มณีจันทร์ก้มกราบขอบพระคุณคุณหญิงแสร์ที่เมตตาเป็นห่วงเป็นใยตนเองเสมอมา จากนั้น คุณหญิงแสร์ชวนมณีจันทร์มากินข้าวด้วยกันที่โถงกลางเรือน มณีจันทร์เห็นกับข้าวเยอะแยะมากมาย มีทั้งกุ้งฝอยเชื่อมน้ำตาล ไข่แมงดาเชื่อมน้ำตาลเนื้อเค็มฉีกฝอยผัดกับน้ำตาล  และสุดท้ายปลาเค็มหั่นลูกเต๋าชุบไข่ทอดกินกับข้าวต้มร้อนๆ ล้วนเป็นอาหารสำหรับคนเพิ่งหายไข้ มณีจันทร์มองคุณหญิงแสร์ซาบซึ้งใจมาก

“ขนมามากมายขนาดนี้ กลัวมณีจะกินไม่ลงหรือเจ้าคะ... มณีจะพยายามกินให้เยอะๆจะได้หายเร็วๆ”

อิ่มนั่งกลุ้มใจมาตั้งแต่เช้า ยิ่งเห็นมณีจันทร์หายดียิ่งเป็นห่วงประยงค์ ถอนหายใจเสียงดัง คุณหญิงแสร์กับมณีจันทร์ถึงกับหันขวับมามอง ม้วนไม่พอใจออกปากไล่อิ่ม ถ้าไม่เต็มใจดูแลมณีจันทร์ก็ไปให้พ้นๆหน้า...

ขณะม้วนยกสำรับมาเก็บในเรือนครัว ยังคาใจที่อิ่มแสดงอาการไม่สมควรเมื่อครู่ หันไปเล่นงานอิ่มทันที

“นังอิ่ม...เอ็งจะเอายังไงกับนายข้า”

“เอ๊ะอีนี่...ข้าก็แค่มีเรื่องกลุ้มใจ ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักหน่อย งานการอะไรข้าก็ทำให้นายเอ็งหมดแล้ว อย่ามาหาเรื่องนะ” อิ่มหงุดหงิด

“กลุ้มใจเรื่องอะไร”

“เมื่อเช้าเจอนังยาวที่ตลาด มันว่าคุณประยงค์ไม่ยอมกินข้าวกินปลา เอ็งก็รู้เมื่อเล็กๆข้าอยู่กับคุณหญิงสรเดช ข้าก็ดูแลคุณประยงค์ท่านมาเหมือนกัน มีเรื่องแบบนี้ข้าก็ห่วงของข้า”

มณีจันทร์แอบฟังอยู่นาน โผล่พรวดออกมาถามอิ่ม “คุณประยงค์ไม่ยอมกินข้าวกินปลา ทำไมล่ะ”

ม้วนตกใจที่เห็นมณีจันทร์ ร้องเตือนเพิ่งหายไข้แท้ๆลงมาทำไม มณีจันทร์ไม่สนใจตัวเองอยากรู้เรื่องประยงค์ ในเมื่ออิ่มให้รายละเอียดเรื่องนี้ไม่ได้ เธอตัดสินใจจะไปหาประยงค์ด้วยตัวเอง

“โอ้ย...จะไปได้ยังไงเจ้าคะ” ม้วนติง

“ก็ให้อิ่มพาไปสิ...ไปอิ่ม พายเรือเป็นใช่ไหม” มณีจันทร์ว่าแล้วก้าวฉับๆจะไปที่ท่าน้ำ ม้วนรีบทักท้วง

“คุณหญิงสรเดชท่านเกลียดหน้าคุณมณีจะตาย ท่านจะให้คุณมณีไปพบคุณประยงค์ได้ยังไงเจ้าคะ”

อิ่มนึกขึ้นได้ วันนี้ขึ้น 1 ค่ำ คุณหญิงสรเดชอาจจะไปเข้าวัง มณีจันทร์สบช่องจะใช้โอกาสนี้แอบไปพบประยงค์ ถ้าอิ่มไม่อยากให้ประยงค์เป็นอะไรไป ต้องพาเธอไปเดี๋ยวนี้

“โอ๊ย...เพิ่งหายไข้นะเจ้าคะ อย่าเพิ่งวิ่งอย่าเพิ่งโดนแดดนะเจ้าคะ”

มณีจันทร์ไม่สนใจคำเตือนของม้วน  รีบลงเรือพาย  สีหน้ามุ่งมั่นจะไปหาประยงค์ให้ได้

ooooooo

ไม่นานนัก มณีจันทร์ ม้วนกับอิ่มมาถึงเรือนคุณหญิงสรเดช มณีจันทร์สั่งให้สองบ่าวดูต้นทางไว้ ส่วนเธอจะไปหาประยงค์ตามทิศทางที่อิ่มบอก  แล้วค่อยๆ ย่องขึ้นเรือนใหญ่อย่างระแวดระวัง ก่อนจะนึกขึ้นได้

“ฮึ...คุณหญิงสรเดชไม่อยู่สักหน่อย ไม่เห็นต้องกลัวอะไร”

มณีจันทร์เดินอย่างสง่าผ่าเผย แต่พอพ้นหลืบต้องสะดุ้งเฮือกเจอคุณหญิงสรเดชกำลังเดินดูต้นไม้ มณีจันทร์พุ่งกลับเข้าหลืบแทบไม่ทัน คุณหญิงสรเดชหันขวับมอง แต่ไม่เห็นใคร หันไปเดินดูต้นไม้ต่อ

“ไม่เข้าถ้ำเสือแล้วจะได้ลูกเสือได้ยังไง ตายเป็นตาย” มณีจันทร์ว่าแล้ว ค่อยย่องตามหลังคุณหญิงสรเดชไปเรื่อยๆโดยที่ท่านไม่เห็น จังหวะที่คุณหญิงสรเดชลงเรือนไป มณีจันทร์ก็ถึงห้องประยงค์พอดี รีบผลุบเข้าไปเจอประยงค์นอนร้องไห้กระซิกๆ สองสาวต่างโผกอดกันด้วยความคิดถึง คราวนี้ประยงค์ถึงกับปล่อยโฮ มณีจันทร์ทักท้วงว่าทำแบบนี้ไม่ดีเลย ทำไมไม่รู้จักรักตัวเองบ้าง เสียใจเรื่องหลวงอัครเทพขนาดนี้เลยหรือ

“เรื่องคุณหลวงเทพน่ะไม่กระไร แต่เรื่องหลวงเจน น้อง ไม่อยากออกเรือนไปกับหลวงเจน ถ้าต้องออกเรือนไปกับท่าน น้องคงตายเสียก่อน”

“แล้วทำไมไม่บอกพ่อกับแม่ล่ะคะ”

“เราพูดได้ด้วยหรือเจ้าคะ น้องกลัวคุณพ่อคุณแม่จะว่าเอา”

“ผู้หญิงน่ะชีวิตแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เช่นนั้นก็ต้องตายทั้งเป็น คุณประยงค์ยอมหรือคะ”

ประยงค์พยายามทำใจมาหลายวันแล้ว แต่ทำไม่ได้ไม่อยากพบหน้าผู้คน ไม่อยากแม้จะมีชีวิตอยู่ มณีจันทร์ปลอบใจว่า ผู้หญิงในยุคหน้าจะเลือกผู้ชายด้วยตัวเอง และถ้าชีวิตคู่ไปไม่รอดหล่อนมีสิทธิ์หย่า ประยงค์ตื่นเต้นที่ได้ยิน แต่ยังสงสัยถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วไม่มีใครว่าอะไรหรือ

“มีสิคะ แต่ชีวิตของเรา สุขทุกข์อยู่ที่เราจะไปสนใจขี้ปากคนทำไมกัน ถ้าสามีไม่ยอม เราก็มีสิทธิ์ฟ้องให้กฎหมายคุ้มครองเราด้วยนะคะ”

“ผู้หญิงพวกนั้นคงเข้มแข็งมาก น้องอยากเข้มแข็งอย่างนั้นบ้าง”

มณีจันทร์ยุให้ประยงค์ลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเอง อย่าอดอาหารอยู่อย่างนี้ ต้องลุกขึ้นสู้และพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด ถ้าเห็นแล้วว่าสิ่งนั้นไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ก็ให้พูดออกไปเลย ประยงค์พยักหน้าเข้าใจ โผกอดมณีจันทร์อีก

“คุณพี่...มีแต่คุณพี่ที่เข้าใจน้อง ขอบคุณเหลือเกินนะเจ้าคะที่มาหาน้องในยามนี้”

“หากมั่นใจแล้วว่าทำในสิ่งที่ถูกต้อง พ่อแม่อาจโกรธตอนนี้ แต่จะเข้าใจในวันหนึ่งค่ะ” มณีจันทร์ย้ำ...

ข้างฝ่ายคุณหญิงสรเดชเดินดูต้นไม้เรื่อยเปื่อยมาใกล้ที่ที่อิ่มกับม้วนอยู่ ดีที่ม้วนตาไว ทั้งคู่จึงหลบได้อย่างเฉียดฉิว แต่เกิดทำเสียงดังขึ้นมา คุณหญิงสรเดชสงสัยเดินเข้ามาใกล้จุดที่สองสาวซ่อนตัวอยู่ จังหวะนั้น บ่าวคนหนึ่งของคุณหญิงสรเดชเข้ามารายงานว่ามีคนมาขอพบรออยู่ที่หอนั่ง  ม้วนกับอิ่มถอนใจ โล่งอก...

ครู่ต่อมา คุณหญิงสรเดชมาถึงหอนั่ง พบหลวงเจนพาณิชย์นั่งรออยู่ เขามาแจ้งให้ทางนี้ทราบว่าพ่อของเขาติดราชการยังไม่กลับ ที่หายหน้าไปไม่ใช่เพราะเมินเฉย หวังว่าทางคุณหญิงสรเดชคงจะเข้าใจ

“เข้าใจแล้วค่ะ ทางน้าเองก็ติดขัด” คุณหญิงสรเดชติดขัดที่ประยงค์ไม่ยอมกินไม่ยอมนอน แต่นึกขึ้นได้ไม่ควรพูดอะไร พอหลวงเจนพาณิชย์ถามติดขัดเรื่องอะไร คุณหญิงสรเดชรีบกลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไร

“น้องประยงค์...เอ่อ...ไม่อยู่หรือขอรับ” หลวงเจนพาณิชย์ชะเง้อคอมองหาประยงค์

“จะพบกันคงไม่เหมาะนะ หลวงเจนต้องระมัดระวังเรื่องนี้หน่อย จะมาทำหัวสมัยกับเรื่องพรรค์นี้ไม่ได้”

หลวงเจนพาณิชย์รับปากคุณหญิงสรเดช เขาจะอดใจรอพบหน้าประยงค์ตอนแต่งงาน

ooooooo

ก่อนจะกลับขึ้นเรือนใหญ่ ม้วนอุตส่าห์คว้าตะกร้าใส่ดอกไม้ที่พวกบ่าววางทิ้งไว้ในสวนบ้านหลวงอัครเทพยัดใส่มือมณีจันทร์ นัดแนะเสียดิบดี ถ้าเกิดมีใครถามอะไรก็ให้บอกว่าไปเก็บดอกไม้ แต่พอมณีจันทร์ถูกคุณหญิงแสร์ถามว่าหายไปไหนมา กลับตอบหน้าตาเฉยว่าแอบไปพบประยงค์มา

ม้วนกับอิ่มตกใจหน้าซีด เกรงจะโดนหวาย คุณหญิงแสร์ไม่ได้เล่นงานบ่าวทั้งสอง เพราะมัวแต่สนใจเรื่องประยงค์ พอรู้ว่ามณีจันทร์แนะให้ประยงค์คุยกับพ่อและแม่ของเธอเรื่องไม่อยากออกเรือนไปกับหลวงเจนพาณิชย์ คุณหญิงแสร์ตกใจร้องเสียงหลง ถ้าประยงค์ทำอย่างนั้นจริงก็เท่ากับอกตัญญูพ่อแม่

คราวนี้มณีจันทร์เป็นฝ่ายตกใจบ้าง ไม่คาดคิดจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ถ้าคุณหญิงแสร์ได้เห็นเด็กในยุคของเธอ เถียงพ่อแม่ฉอดๆคงจะเป็นลมวันละหลายร้อยรอบ คุณหญิงแสร์เล่าว่าท่านได้พบหน้าพ่อของหลวงอัครเทพในวันแต่งงาน พ่อแม่ของท่านเป็นคนเลือกคู่ให้ มณีจันทร์งง คุณหญิงแสร์กับพ่อของหลวงอัครเทพแต่งงานกันได้อย่างไรทั้งที่หน้าตาไม่เคยเห็น ไม่เคยแม้แต่พูดคุยกัน

“แล้วความรักล่ะเจ้าคะ”

“อยู่ๆไปก็รักกันเอง”

มณีจันทร์ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานแบบคลุมถุงชน เหมือนเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล คุณหญิงแสร์อธิบายว่า การแต่งงานโดยพ่อแม่เลือกให้ไม่ใช่เรื่องไม่มีเหตุผล การเลือกคู่ให้ลูกเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ พวกท่านต้องพิจารณาแล้วว่าเทือกเถาเหล่ากอของอีกฝ่ายต้องดีไม่มีประวัติด่างพร้อย

“เรื่องหน้าตานั้น ต่อให้หล่อสวยงามเป็นเทพบุตรเทพธิดา วันหนึ่งมันก็ต้องเบื่อ ต้องแก่ ถูกต้องไหม”

“แล้วนิสัยใจคอล่ะเจ้าคะ ถ้าเกิดเข้ากันไม่ได้”

“คนในรุ่นฉัน เชื่อในสิ่งที่พ่อแม่เลือก เพราะถือเป็นหน้าที่ ปรับตัวไม่ได้ถ้าพยายามต่อไปก็ปรับตัวจนได้ ในเมื่อไม่ละความพยายาม สุดท้ายย่อมต้องเข้าใจกัน อยู่ด้วยกันจนได้”

“เพราะตั้งใจว่าจะอยู่ให้ได้ ไม่ยอมหย่า สุดท้ายคู่ที่พ่อแม่เลือกให้ก็เลยอยู่กันยืด”

“อยู่กันยืดเสียยิ่งกว่าพวกที่หนีตามกันไป โดยถือเอาอารมณ์ปรารถนาเป็นเรื่องใหญ่ ในเมื่อหนีตามกันไปง่ายๆ เวลาเลิกราก็เลิกง่ายๆเพราะถือแต่อารมณ์ของตัว” คุณหญิงแสร์อธิบายจนมณีจันทร์เริ่มเข้าใจ

“การแต่งงานจึงต้องเริ่มจากตั้งใจว่าจะอยู่ด้วยกัน แม้มีอุปสรรคแค่ไหนก็จะฝ่าฟันไปให้ได้”

“ตั้งใจจะแทนคุณพ่อแม่ เชื่อฟังพ่อแม่ ตั้งใจว่าจะมีผัวเดียวจะให้อภัยผัว ดูแลผัวจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ฉันไม่รู้หรอกว่าวิธีนี้ผิดหรือถูก แต่เราคิดของเราอย่างนี้”

“ถ้าอย่างนั้น ที่มณีแนะนำคุณประยงค์แล้วถ้าเกิดคุณประยงค์เชื่อ...จะทำยังไงดีล่ะเจ้าคะ” มณีจันทร์อดหวั่นใจไม่ได้

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ
21 มิ.ย 2564

02:50 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 13:01 น.