ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ทวิภพ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

กุลวรางค์ยังคงนั่งมองกระจกข้ามภพอย่างตั้งอกตั้งใจเผื่อจะได้เห็นมณีจันทร์อีก แล้วนึกขึ้นได้เมื่อครั้งก่อน จิตวิญญาณของเธอสามารถข้ามภพไปเจอ

มณีจันทร์ได้ด้วยการเพ่งสมาธิใช้พลังจิต ชวนตรองให้ทำตาม ตรองเห็นดีด้วย นั่งหลับตาทำสมาธิแบบเดียวกับที่กุลวรางค์กำลังทำ อยู่ๆเขาสะดุ้งลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้

“เห็นเมณี่แล้วหรือ” กุลวรางค์ถามอย่างตื่นเต้น

“มด...มดมันอยู่ตรงนี้...มันกัด” ตรองชี้ไปที่เก้าอี้

กุลวรางค์เคืองจัดตบตรองเปรี้ยงๆลงโทษฐานเห็นอะไรเป็นเรื่องเล่นไปหมด เขาถึงกับหน้าจ๋อยขอโทษกุลวรางค์ สัญญาจะไม่ส่งเสียงร้องขัดจังหวะอีก

กุลวรางค์ตั้งจิต เพ่งสมาธิอีกครั้ง ผ่านไปพักใหญ่ กระจกข้ามภพนิ่งสนิทไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กุลวรางค์ลืมตามองกระจกตรงหน้าเซ็งๆ ทำไมคราวนี้ไม่ได้ผล...

ระหว่างที่กุลวรางค์พยายามถอดจิตข้ามภพไปหาเพื่อนรักของเธอ มณีจันทร์ซึ่งอยู่ในภพอดีตกำลังสนุกสนานกับการชมคุณหญิงแสร์สอนวิธีหยดแป้งสารภีใส่กระจาดพร้อมกับอธิบายวิธีการทำขั้นต่อไปให้ฟัง

“เดี๋ยวเอาไปตากแดด พอแห้งแกะใส่โถอบควันเทียน ถ้าเป็นดินสอพองละลายน้ำอบไทย ทาตัวเย็นดี...อีกไม่กี่วันจะทำน้ำอบไทย เคยเห็นไหม”

มณีจันทร์ส่ายหน้าแทนคำตอบ คุณหญิงแสร์สั่งสอนว่าเวลาเด็กพูดกับผู้ใหญ่ ห้ามสั่นหัว ไม่สุภาพ มณีจันทร์รีบตอบว่าไม่เคย แล้วขอคุณหญิงแสร์ลองหยดแป้งดูบ้าง

ปรากฏว่าหยดออกมาก้อนใหญ่ยักษ์

“ตักแป้งมากไป น้ำหนักมันจะทำให้หยดลงหมด แตะปลายช้อนน้อยๆ”

มณีจันทร์ฟังคุณหญิงแสร์สอนแล้ว ลองทำอีกครั้ง

ก็ยังไม่สำเร็จ คุณหญิงแสร์เข้ามานั่งใกล้ๆ จับมือมณีจันทร์หยดแป้งทีละหยด สัมผัสอ่อนโยนของท่านทำให้มณีจันทร์คิดถึงแม่ของเธอ ทิ้งช้อนตักแป้งโผกอดคุณหญิงแสร์ร้องไห้สะอึกสะอื้น คุณหญิงแสร์รู้ว่ามณีจันทร์ทุกข์ใจ สงสารเธอจับใจ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่ลูบหลังปลอบใจ หลวงอัครเทพเพิ่งกลับจากที่ทำงาน กำลังจะเข้ามาหาแม่ ชะงักฝีเท้ายืนมอง...

เสียงร้องไห้คร่ำครวญของมณีจันทร์ ดังข้ามภพเข้าไปในฝันของคุณหญิงมาลิดาซึ่งนอนหลับอยู่ในบ้านรับรองทูตในต่างประเทศ เธอถึงกับสะดุ้งตื่นลุกขึ้นนั่ง ท่านทูตณรงค์พลอยตื่นไปด้วย หันมาถามว่าเสียงระเบิดหรือ คุณหญิงมาลิดาไม่ได้ผวาตื่นเพราะเสียงระเบิดจากสงครามกลางเมือง แต่เพราะเป็นห่วงมณีจันทร์

ท่านทูตณรงค์โอบไหล่คุณหญิงมาลิดาไว้ ปลอบใจว่า “ผมเชื่อว่าลูกจะไม่เป็นไร”

“ค่ะ...ฉันก็เชื่ออย่างนั้น” คุณหญิงมาลิดาอดกังวลใจเรื่องมณีจันทร์ไม่ได้

ooooooo

หลวงอัครเทพยืนดูอยู่อึดใจ ก่อนเดินมานั่งข้างๆ คุณหญิงแสร์สะกิดมณีจันทร์หยุดร้องไห้ได้แล้ว หลวงอัครเทพมาแล้ว หลวงอัครเทพห่วงมณีจันทร์มากอยากดึงเธอมากอดไว้เสียเอง แต่ทำไม่ได้ ได้แต่ถามเธอว่า

“งานหนักมากหรือ เอาล่ะ...ไม่ให้ทำอีกแล้ว”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ ฉันคิดถึงแม่ต่างหาก”

“แม่จะเป็นแม่ให้ อยู่ทางนี้มีแม่เหมือนกันจะเป็นไรมี... เขาว่าคนเมืองลับแลจู่ๆก็เกิดขึ้นกลางเรือน  หากตกในเรือนใด ถือกันว่าเป็นลูกเจ้าของเรือนนั้น”

มณีจันทร์ซาบซึ้งใจมากที่คุณหญิงแสร์เมตตา โผกอดท่านอีกครั้งหนึ่ง แล้วนั่งสงบสติอารมณ์สักพัก เธอจึงหยุดร้องไห้ เช็ดหน้าเช็ดตา หันถามหลวงอัครเทพทำไมกลับเร็ว พอรู้เขากลับมารับเอกสารจะเอาไปให้เจ้าคุณวิศาลคดี มณีจันทร์กุลีกุจอลงไปที่ศาลากลางสวนเพื่อรวบรวมเอกสารให้ คุณหญิงแสร์มองตามมณีจันทร์จนลับสายตา ก่อนจะหันมาพูดกับลูกชาย

“ร้องไห้อยู่ดีๆ พอพูดเรื่องงานก็รีบไปทำทันที ไม่เหมือนผู้หญิงอื่นที่ถูกฝึกมาให้ทำแค่ดูแลบ้าน ทำกับข้าว อย่าไปยุ่งเรื่องงาน แต่แม่มณี เคียงบ่าเคียงไหล่กับพ่อเทพ พูดคุยกันได้ทุกวัน ติดใจแบบนี้ใช่ไหม”

คำพูดตรงไปตรงมาของคุณหญิงแสร์ทำให้หลวง

อัครเทพอายหน้าแดง ขณะที่ขาบกับม้วนก้มหน้าหัวเราะกันคิกคัก คุณหญิงแสร์ชอบที่มณีจันทร์เข้มแข็งไม่พิรี้พิไร

“เห็นแล้วขอรับ...ถ้าเป็นคนอื่นมานั่งร้องไห้ คงโดนคุณแม่ดุ”

“หล่อนจะอยู่กับเรานานแค่ไหนก็สุดรู้ ครู่นี้ร้องไห้คิดถึงแม่ ชาติกำเนิดเป็นอย่างไรเราก็ไม่รู้เหมือนกันตรองให้ดีๆนะพ่อเทพ” คุณหญิงแสร์สีหน้าเป็นกังวล หลวงอัครเทพก็รู้สึกกังวลเช่นกัน ถ้ามณีจันทร์คิดถึงแม่ของเธอมากๆ แล้วกลับไปจริงๆ เขาจะทำอย่างไร...

ครู่ต่อมา หลวงอัครเทพตามมณีจันทร์มาที่ศาลากลางสวน เธอหยิบจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งแปลเสร็จแล้วมาอ่านให้เขาฟัง หลวงอัครเทพเอาแต่จ้องมองมณีจันทร์ไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่เธออ่านแม้แต่น้อย พอเธออ่านจดหมายจบ เขากลับถามเมื่อครู่ร้องไห้ทำไม

“แหม...ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันคิดถึงแม่ คุณหญิงท่านกับแม่มีส่วนคล้ายๆกัน”

“เรียกท่าน...คุณแม่จะเรียบร้อยกว่า อย่าเรียกคุณหญิง... อยู่นานๆคุ้นกับท่านแล้วจะรู้ว่าความจริงท่านใจดี ดุแต่ปาก ท่านเคยอยากมีลูกสาว ดูท่านรักหล่อนมากอยู่”

“ฉันก็ชอบท่าน แต่ฉันคิดถึงแม่ฉันนี่”

หลวงอัครเทพไม่อยากให้มณีจันทร์กลับ หาวิธีล่อหลอกให้เธอคลายความคิดถึงบ้าน คิดถึงแม่ ด้วยการชวนไปเที่ยว มณีจันทร์ได้ยินคำว่าไปเที่ยว ตื่นเต้นดีใจเหมือนเด็กได้ของถูกใจลืมเรื่องทางบ้านตัวเองเสียสนิท...

หลังจากหลอกล่อมณีจันทร์ให้ลืมเรื่องทางภพโน้นสำเร็จ หลวงอัครเทพกลับมาหาคุณหญิงแสร์ที่โถงกลางเรือนจังหวะนั้น อิ่มเข้ามารายงานว่า

“มีบ่าวจากเรือน นายฝรั่งชื่อ ปิอันนึง...เขาจะมาเชิญคุณมณีไปที่เรือน คุณปิอันนึง ท่านจะเชิญไปกิน...เอ่อ...เชด” อิ่มไม่คุ้นภาษาฝรั่งเลยออกเสียงผิดๆถูกๆ

หลวงอัครเทพแก้คำที่อิ่มออกเสียงผิดให้ว่า “ชีส” ไม่ใช่ “เชด” และเจ้านายฝรั่งท่านนั้น ชื่อ “ปิแอร์” ไม่ใช่ “ปิอันนึง” คุณหญิงแสร์ไม่ยอมให้มณีจันทร์ไป เป็นสาวเป็นนางจะไปเรือนอื่นไม่ได้ เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ทำแบบนี้เหมือนไม่รู้ธรรมเนียมไทย หลวงอัครเทพนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจบอกแม่

“คุณแม่ขอรับ...ท่านเจ้าคุณให้แม่มณีคอยสืบข่าวจากปิแอร์”

“น้องเป็นสาวเป็นนางนะพ่อเทพ เดี๋ยวลือกันหัวคุ้ง ท้ายคุ้ง แม่ไม่ยอม” คุณหญิงแสร์ค้านเสียงแข็ง

หลวงอัครเทพสั่งให้อิ่มไปบอกบ่าวของเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ว่าไม่งามที่ผู้หญิงไทยจะไปเรือนผู้ชาย ทางเราจึงขอเชิญเมอร์ซิเออร์ปิแอร์มาที่นี่แทน ขาบทักท้วง เกิดคุณฝรั่งไม่ พอใจขึ้นมา ทางเราจะไม่เสียงานหรือ

“ไปบอกตามนี้ นายปิแอร์จะมาหรือไม่ ก็ขึ้นกับตัวเขาเอง” หลวงอัครเทพสั่งเสียงเฉียบ

ooooooo

ณ ภพปัจจุบัน ตรองกับกุลวรางค์ยังคงนั่งเฝ้ากระจกข้ามภพอย่างต่อเนื่อง ตรองเริ่มเบื่อเพราะเฝ้ามาหลายชั่วโมงแล้ว คิดพิเรนทร์อยากจะลองแยกชิ้นส่วนกระจกเงาบานนี้ออกดู กุลวรางค์ร้องห้ามเสียงหลง

“อีตาบ้า...บอกแล้วไงว่าห้ามแตะต้อง ห้ามทำลาย เดี๋ยวเมณี่กลับไม่ได้”

“จริงสิ...ห้ามแตะต้อง ห้ามทำลายแต่รบกวนได้ใช่ไหม” ตรองยิ้มกว้าง คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ชวนกุลวรางค์ลงไปที่รถของเธอ รื้อร่ม เก้าอี้พับได้ เครื่องมือสำหรับเปลี่ยนยางรถยนต์ ไฟฉายและเครื่องมือประจำรถที่เก็บไว้กระโปรงท้ายรถออกมากองที่พื้น กุลวรางค์สงสัยตรองคิดจะทำอะไร

“ทำลายไม่ได้ก็รบกวนไง หาพลังงานไปรบกวนการทำงานของรูหนอน”

ระหว่างนั้น รถของไรวัตแล่นมาจอดเทียบ ตรองยิ้มชอบใจ มีอุปกรณ์รบกวนรูหนอนเพิ่มอีกคัน เดินไปรื้อค้นรถของไรวัตให้ควั่ก แล้วทำท่าเอาเครื่องมือมางัดรถจะเอาล้อแม็ก ไรวัตตีหน้าซื่อตาใส หยิบปืนจากลิ้นชักเก็บของในรถยื่นให้ตรอง ถามจะเอาไอ้นี่ด้วยไหม ตรองถึงกับเข่าอ่อน หน้าจ๋อย

“แหะๆๆงั้นไม่ต้องจ้ะ...เอาเท่าที่มีอยู่ในรถ อะไรใช้ได้ก็ใช้ไปก่อนจ้ะ”

จากนั้น ตรองกับไรวัตช่วยกันขนข้าวของที่ค้นได้จากรถของกุลวรางค์กับของไรวัตเอามาวางกองไว้หน้ากระจกข้ามภพ กุลวรางค์เดินตามมายืนข้างๆ เล่าให้ไรวัตฟังว่าเธอกับตรองคิดว่ามณีจันทร์ย้อนอดีตด้วยกระจกบานนี้ ไรวัตไม่เชื่อจะเป็นไปได้

“ถ้าไม่เชื่อฉัน แล้วคุณได้เรื่องอะไรไหมล่ะ” กุลวรางค์ ย้อนถาม

“เมณี่ไม่ได้ใช้บัตรเครดิตที่ไหนเลย”

“ไม่ได้ใช้เงินเลยทั้งที่อยู่ ตจว.เป็นเดือนเนี่ยนะ”

“เมณี่อาจจะเอาเงินสดไปก็ได้” ไรวัตตั้งข้อสังเกต กุลวรางค์ไม่สนใจไรวัตอีก หันมาบอกตรองว่าเหตุผลต่างๆ สนับสนุนความคิดของเราสองคนมากขึ้นทุกที ดังนั้น เราคงรอต่อไปไม่ได้รีบจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จๆ ตรองพยักหน้ารับรู้ เขาจะเริ่มรบกวนรูหนอนด้วยพลังงานแสง หยิบไฟฉายขึ้นมาส่องเข้าไปในกระจก แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตรองจึงใช้พลังงานเสียงเป็นวิธีถัดมา โดยตะโกนใส่กระจกสุดเสียง ไรวัตกระแนะ–กระแหนทันที

“ไอ้ ดร.คนเนี้ย ถ้ามันย้ายไปประเทศอื่นนะ ผมว่าประเทศเราต้องเจริญขึ้นแน่”

ตรองไม่สนใจเสียงนกเสียงกา ในเมื่อพลังงานเสียงใช้ไม่ได้ผลขั้นต่อไปต้องใช้พลังงานไฟฟ้า เขาหยิบสายไฟมาปอกเปลือกเหลือแต่ลวดทองแดง เสียบด้านหนึ่งกับเต้าเสียบไฟฟ้า แล้วชูสายไฟอีกด้านหนึ่งขึ้น

“ในกระบวนการทั้งหมด พลังงานไฟฟ้าน่าสนใจที่สุด ผมมั่นใจว่ามันจะต้องเกิดบางอย่างที่ปลายรูหนอน และมันจะเรียกเมณี่กลับมา” ตรองสีหน้ามุ่งมั่น ทำให้กุลวรางค์มีความหวังจะได้เจอเพื่อนรักอีกครั้ง

ตรองเอาปลายสายไฟที่เป็นทองแดงจี้ไปที่กระจกข้ามภพ แต่ไม่รู้ทำท่าไหนเกิดผิดคิว แทนที่กระจกข้ามภพจะเกิดปฏิกิริยา ตรองกลับถูกไฟช็อตร้องลั่น กุลวรางค์ตกใจไม่รู้จะช่วยอย่างไร ไรวัตรีบถอยหลังไปสองก้าว แล้วกระโดดถีบตรองเต็มแรง จนกลิ้งหลุนๆไปติดเตียง กุลวรางค์โวยวายลั่น

“อ๊าย...ชักใหญ่เลย...คุณถีบเขาทำไมอ่ะ”

“ก็เขาทำไฟช็อตตัวเองคุณก็เห็น ไม่ถีบ เขาก็ตายสิ” ไรวัตโวยกลับ กุลวรางค์รีบเข้าไปประคองตรองที่ชักกระแด็กๆ หัวฟูหน้าดำปี๋จากทดลองเพี้ยนๆของตัวเอง ไรวัตโวยไม่เลิก

“โอ๊ย...เลิกยุ่งกับไอ้กระจกนี่เสียทีเถอะไม่ได้ผลหรอก พ่ออัจฉริยะปัญญาอ่อน เดี๋ยวตายไปไม่รู้นะโว้ย”

“คราวนี้เท้าแก คราวหน้าเถอะ เท้าฉันบ้าง” ตรองชี้หน้าไรวัตอย่างอาฆาต

ooooooo

อีกฟากหนึ่งของกระจกข้ามภพ หลวงอัครเทพคาดไม่ถึงเมอร์ซิเออร์ปิแอร์จะถูกอกถูกใจมณีจันทร์ถึงขั้นยอมมาถึงเรือนของตนเอง ครั้นจะไม่ให้เจอมณีจันทร์ก็เกรงจะเสียงาน จำต้องยอมให้มณีจันทร์ออกมาพบแต่พอหลวงอัครเทพอนุญาตไปแล้วกลับกลุ้มใจ เดินไปเดินมาสีหน้าเคร่งเครียด ขาบพูดขึ้นอย่างรู้ใจเจ้านาย

“เดินไปเดินมาไม่ไว้ใจคุณฝรั่งใช่ไหมขอรับ...จะออกไปคุมเองรึก็กลัวว่าคุณมณีจะทำงานสืบความลับไม่สะดวก จะไม่ออกไปดูก็เป็นห่วง...ถ้าเช่นนั้น กระผมกับพวกบ่าวจะจัดการให้เองขอรับ”

หลวงอัครเทพหันมองหน้าขาบ ชักสนใจแผนการนี้...

ด้านมณีจันทร์นั่งคุยกับเมอร์ซิเออร์ปิแอร์อยู่ที่โถงกลางเรือน โดยมีม้วนคอยตามติดเจ้านายสาวไม่ห่าง เมอร์ซิเออร์–ปิแอร์ขอโทษมณีจันทร์ที่ไม่รู้ธรรมเนียมไทย คราวก่อนเห็นเธอไปบ้านเขาได้ เลยนึกว่าเธอไปได้อีก

“คราวที่แล้วติดตามท่านเจ้าคุณกับคุณหลวงไปน่ะค่ะ เป็นครั้งเดียวที่ได้ออกไปข้างนอก”

“อ๋อ...อย่างนั้นนั่นเอง แล้วนี่อยู่คนเดียวหรือขอรับ”

“คุณหญิงไปวัดแต่เช้า คุณหลวงท่านยุ่งกับงาน ท่านฝากมากราบขอโทษที่ออกมารับแขกด้วยตนเองไม่ได้ หรือว่าคุณปิแอร์อยากเจอคุณหลวงเจ้าคะ” มณีจันทร์แกล้งถามลองใจ

เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ไม่ได้อยากเจอหลวงอัครเทพ ที่มาที่นี่เพราะวันก่อนมีเรือเข้ามาจากฝรั่งเศส มีชีสที่มณีจันทร์ชื่นชอบมาด้วย เขาเลยแวะเอามาให้ มณีจันทร์ต้องการให้เมอร์ซิเออร์ปิแอร์อยู่ที่นี่นานๆ เลยชวนกินข้าวด้วยกัน แล้วหลอกถามว่าฝรั่งเศสจะเอาอย่างไรกับสยาม เมอร์ซิเออร์–ปิแอร์เจ้าเล่ห์กลับชวนเธอพูดคุยเรื่องอื่น

มณีจันทร์เซ็ง หันไปป้องปากกระซิบกับม้วน “ไม่ยอมตอบเลย ไม่แสดงสีหน้าอะไรเลยด้วย ร้ายชะมัด”

“เอาไงต่อดีเจ้าคะ นั่งคุยนานๆไม่งามนะเจ้าคะ” ม้วนกระซิบกลับ มณีจันทร์นิ่งคิดอยู่อึดใจ ก่อนหันไปชวนเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ลงเรือนไปที่ศาลาด้านหน้า ขาบ กับพวกบ่าวชายอีกกลุ่มหนึ่งพร้อมอาวุธครบมือลอบตามคุ้มครองมณีจันทร์ไปห่างๆโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

ooooooo

ขณะเมอร์ซิเออร์ปิแอร์นั่งดูมณีจันทร์ร้อยพวงมาลัยดอกมะลิด้วยความเพลิดเพลิน ขาบกับพวกบ่าวชายแอบซุ่มดูอยู่หลังพุ่มไม้ใกล้ศาลาเผลอทำเสียงดัง และยังทำให้พุ่มไม้ไหว เมอร์ซิเออร์ปิแอร์สังเกตเห็น

“เอ๊ะ...เสียงอะไรตรงนั้น”

มณีจันทร์กับม้วนหันมองตามมือเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ เห็นเท้าขาบกับพวกบ่าวโผล่ออกมา ตกใจมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ม้วนหัวไว รีบแก้ตัวว่า คงเป็นพวกบ่าวไพร่กำลังทำงานอยู่ เขาไม่ต้องไปสนใจ เมอร์ซิเออร์ปิแอร์พยักหน้ารับรู้หันมาดูมณีจันทร์ร้อยพวงมาลัยต่อ ไม่นานนัก เธอก็ร้อยพวงมาลัยเสร็จ ยื่นให้แขกผู้มาเยือน

“นี่เจ้าค่ะเสร็จแล้ว รับไปแล้วอย่าตะลึงจนนอนไม่หลับนะเจ้าคะ อิฉันเตือนไว้ก่อน”

เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ยื่นมือมายังไม่ทันจะรับ เชือกขาด ดอกไม้ร่วงกราว มณีจันทร์หน้าแตก คุยไว้เยอะ

“ต๊าย...น่าตะลึงจริงๆร่วงกราวเป็นดอกไม้ไหวน่ามหัศจรรย์จนนอนไม่หลับเลยนะเจ้าคะ” ม้วนพูดไปหัวเราะไป มณีจันทร์ค้อนบ่าวต้นห้องขวับ แล้วหันไปยิ้มแหยให้เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ ก่อนจะหยิบพวงมาลัยที่พวกบ่าวร้อยเสร็จแล้วอีกพวงหนึ่งวางอยู่ใกล้ๆยื่นให้

“แหะ...เอาพวงที่ทำเสร็จแล้วดีกว่านะเจ้าคะ ไว้วันหลังไปเรียนเพิ่มมาใหม่ ค่อยจัดนิทรรศการโชว์ เดี๋ยวจะเอาให้อลังการเลย...วันนี้เอาแค่นี้ก่อน” มณีจันทร์ไหลไปเรื่อย ขณะที่เมอร์ซิเออร์ปิแอร์มองเธอเอ็นดู...

หลังจากดูการร้อยพวงมาลัยเสร็จ มณีจันทร์พาแขกผู้มาเยือนเดินชมสวนต่อ เมอร์ซิเออร์ปิแอร์เป็นคนที่ชื่นชอบต้นไม้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงรู้จักชื่อต้นไม้ทุกต้นที่เดินผ่าน มณีจันทร์ถึงกับอึ้งเพราะตัวเองไม่รู้จักสักต้น

“ต้นไม้พวกนี้ไม่มีสักต้นเหมือนต้นไม้เมืองหนาวในประเทศของท่าน แล้วท่านรู้ได้ยังไงเจ้าคะ”

“แล้วทำไมคุณถึงไม่รู้ล่ะขอรับ”

“อย่าว่าแต่รู้ชื่อ คนยุคอิฉัน ชอบที่สุดก็ตัดต้นไม้ บุกรุกป่า ทำลายอากาศ”

เมอร์ซิเออร์ปิแอร์งงไม่เข้าใจสิ่งที่มณีจันทร์พูด ขณะที่ มณีจันทร์ชี้นกชมไม้อยู่กับคุณฝรั่งหัวทองอยู่ในสวน กลุ่มของขาบยังคอยซุ่มหลังพุ่มไม้แอบตามมณีจันทร์ไม่ลดละ ขาบเป็นห่วงเธอมาก จับจ้องตาไม่กะพริบ

“เดินคุยห่างๆหน่อยสิวะ แหม...อุ๊ยๆๆมดกัด” ขาบเผลอร้องเสียงดัง

เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ได้ยินเสียงขาบ ชำเลืองมอง เริ่มแน่ใจมีคนสะกดรอยตามตน แอบยิ้มเจ้าเล่ห์...

ในเวลาเดียวกัน หลวงอัครเทพซุ่มดูอยู่บนเรือน เห็นเหตุการณ์โดยตลอดชักเคืองที่มณีจันทร์เดินคุยกับเมอร์ซิเออร์– ปิแอร์ท่าทางสนิทสนม แอบเหน็บมณีจันทร์

“ผู้หญิงยุคหล่อนนี่ ทอดสะพานกันเก่งนักสิท่า”

ooooooo

มณีจันทร์ยังคงเดินเล่นพูดคุยกับเมอร์ซิเออร์ปิแอร์อยู่ในสวน พอได้จังหวะเหมาะ หญิงสาววกถาม ถึงทหารฝรั่งเศสวางแผนจะอยู่เมืองไทยอีกนานไหม เมอร์ซิเออร์ปิแอร์มองหน้า มณีจันทร์เลยถามเลี่ยงๆ

“เอ่อ...หมายถึงตัวท่านน่ะเจ้าค่ะ วางแผนจะอยู่ที่นี่นานไหม จะเอายังไงกับเรา...เอ่อ จะเอายังไงกับชีวิตตัวเองน่ะเจ้าค่ะ”

“ความจริงจะอยู่นานหรือไม่นานก็ขึ้นกับความพอใจ ถ้ามีแรงจูงใจอย่างผู้หญิงสวยๆกระผมก็อาจจะอยู่นาน” เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ว่าแล้วเอื้อมมือไปแตะมือมณีจันทร์ หลวงอัครเทพซึ่งจับตามองอยู่บนเรือนถึงกับสะดุ้ง ขาบหลงกลตื้นๆของ เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ โกรธลืมตัวโผล่ออกจากพุ่มไม้ชี้ปลายดาบไปที่หน้าคุณฝรั่งมือไวอย่างเอาเรื่อง เมอร์ซิเออร์ปิแอร์กลับยิ้มชอบใจ

“เอ้า...ยอมออกมาแล้วรึ...ถือดาบซะด้วย”

ขาบได้สติรีบกลบเกลื่อน หันไปตัดต้นไม้ด้วยดาบ ทำทีเป็นคนสวน เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ร้องถามถึงพวกบ่าวที่เหลือ ขาบโกหกหน้าตายไม่มีใครที่ไหนอีกแล้ว เมอร์ซิเออร์ปิแอร์แกล้งตะโกนลั่นว่า งูๆๆพวกบ่าวหลังพุ่มไม้ วิ่งหน้าตื่นพร้อมอาวุธครบมือออกจากที่ซ่อนวิ่งชนขาบกระเด็น เมอร์ซิเออร์–ปิแอร์มองมณีจันทร์ยิ้มๆ
“กระผมเชื่อแล้ว ผู้หญิงไทยได้รับการดูแลอย่างดี เบื้องหน้ามีบ่าวคนเดียวเบื้องหลังมีทั้งมีดทั้งดาบ...นี่ยังไม่นับสายตาดุๆที่มองลงมาจากบนเรือน” เมอร์ซิเออร์ปิแอร์พูดจบ มองขึ้นไปบนเรือนใหญ่ หลวงอัครเทพรีบหลบเข้าหลืบแทบไม่ทัน เมอร์ซิเออร์ปิแอร์หันไปทางขาบ

“ไปเรียนนายของเอ็งบนเรือนเถิด ข้าเข้าใจแล้วต้องระวังตัวอย่างไร ต่อไปจะไม่รุ่มร่ามอีก”

ขาบยิ้มแหยๆก่อนจะรับคำ จังหวะนั้น อิ่มเข้ามาเรียนมณีจันทร์ว่าสำรับอาหารพร้อมแล้ว มณีจันทร์ชวนเมอร์ซิเออร์ปิแอร์กลับขึ้นเรือน โดยม้วนกับบ่าวของคุณฝรั่งตามมาคอยดูแล ระหว่างกินอาหารด้วยกัน มณีจันทร์ไม่วายชวน เมอร์ซิเออร์ปิแอร์คุยเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองอีก

“เมื่อเช้าอิฉันอ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส เขาว่าเรือรบจากประเทศท่านยังจะอยู่แถวนี้อีกนาน อิฉันไม่เชื่อหรอก น่าจะเป็นข่าวลือ ท่านว่าไหมเจ้าคะ”

เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ทำหน้าเบื่อหน่าย ก่อนจะบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาพอใจในมิตรภาพระหว่างเราสองคน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการคบหาของเราจะไม่มีเรื่องการเมืองมายุ่งเกี่ยว และต่อจากนี้ไป มณีจันทร์คงไม่ถามเขาเรื่องนี้อีก มณีจันทร์ถึงกับหน้าจ๋อย...

หลังจากเมอร์ซิเออร์ปิแอร์กลับไปแล้ว มณีจันทร์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หลวงอัครเทพกับคุณหญิงแสร์ฟัง หลวงอัครเทพบ่นอุบ ถ้าเมอร์ซิเออร์ปิแอร์พูดแบบนี้ เท่ากับปิดประตู ตายชัดๆ มณีจันทร์เสียดายมาก อุตส่าห์พาเที่ยว เลี้ยงข้าวปลาอาหารสารพัด สุดท้ายหลอกถามอะไรไม่ได้สักอย่าง คุณฝรั่งคนนี้ฉลาดมาก

“พ่อเทพน่ะพ่อเทพ ถ้าแม่อยู่ อย่าหวังเลยว่าจะได้คุยกันสองต่อสองแบบนั้น” คุณหญิงแสร์ต่อว่า

“จู่ๆเขาก็มา ไม่มีใครรู้เจ้าค่ะ” มณีจันทร์ยิ้มเจื่อน คุณหญิงแสร์หันไปสั่งม้วนกับขาบห้ามพูดเรื่องนี้เด็ดขาด รู้ถึงไหนอายไปถึงนั่น คุยกับผู้ชายไทยสองต่อสองก็แย่พอแล้วนี่เป็นพวกฝรั่งยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

“เราต้องไม่ละความพยายาม สักวัน มันต้องหลุดปากออกมาบ้างสิน่า” มณีจันทร์สีหน้ามุ่งมั่น

“เอ้า...แม่มณีนี่ก็พิลึก ไม่ห่วงชื่อเสียงตัวเองเลยหรือไง ยังคิดจะมีวันหน้าวันหลังอีกรึ”

มณีจันทร์กระเถิบเข้าไปนั่งใกล้คุณหญิงแสร์ พูดเสียงออดอ้อน “มณีรู้แล้วว่าคุณแม่ห่วง แต่มันเป็นงานนี่เจ้าคะ อย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ”

ooooooo

ขณะเดียวกัน ที่เรือนคุณหญิงสรเดช ประยงค์นั่งเจียนหมากพลูอยู่กับคุณหญิงสรเดช หวนคิดถึงภาพในอดีต ตอนที่หลวงอัครเทพกินหมากพลูที่เธอเจียนให้และยิ้มมีความสุข ประยงค์ถึงกับร้องไห้ด้วยความเศร้า คุณหญิงสรเดชรู้ว่าลูกร้องไห้เพราะอะไร รีบปลอบใจ

“ไปคิดถึงคนพรรค์นั้นทำไมกัน คอยดู ลูกต้องออกเรืยนไปกับคนที่ดีกว่าหลวงเทพ คอยดูเถอะ”

จังหวะนั้น ยาวคลานเข้ามาหาประยงค์ พร้อมกับยื่นจดหมายให้ ประยงค์สงสัยมองออกไปหน้าเรือนเห็นหลวงเจนพาณิชย์ยืนมองมาทางตน ตกใจ รีบคว้าจดหมายมาถือไว้ คุณหญิงสรเดชมัวแต่ทำงานไม่ได้สนใจมอง ได้แต่ถามใครฝากอะไรมาให้

ประยงค์ปดว่าเพื่อนในวังด้วยกันฝากจดหมายมาให้ แล้วขออนุญาตแม่ลงไปดูของว่างในครัว คุณหญิงสรเดชพยักหน้าไม่สนใจ ประยงค์หามุมลับตาคน ก่อนจะเปิดจดหมายออกอ่าน

“ดอกประยงค์หอมไกลในใจพี่ กลอนยาวนี้บอกคนดีว่าคิดถึง ฝากคำรักแม่ประยงค์ที่คำนึง สักวันหนึ่งจะสอยมาประดับใจ”

ประยงค์หามุมเพื่อมองไปหน้าบ้าน เห็นหลวงเจนพาณิชย์ส่งยิ้มมาให้ ก่อนยกดอกประยงค์ในมือขึ้นมาดม ประยงค์กลุ้มใจมากที่เขากล้าส่งกลอนยาวมาถึงตน ถ้าแม่ของเธอรู้เข้าต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่

ooooooo

ม้วนพามณีจันทร์มาขัดหน้าขัดตัวที่มุมสำหรับอาบน้ำหลังเรือนใหญ่แต่เช้า โดยใช้ขมิ้นผสมกับส้มมะขาม มณีจันทร์พอใจที่ผิวซีดๆของตัวเองดูผุดผ่องขึ้นมาก

“วันนี้ต้องแต่งตัวสวยๆนะเจ้าคะ คุณหลวงท่านว่าท่านจะพาออกไปข้างนอก” ม้วนขัดตัวให้มณีจันทร์ไปพลางคุยไปพลาง มณีจันทร์ฉีกยิ้ม ดีใจมากร้องตะโกน “ไชโยๆๆ” ลั่น ม้วนเตือนให้เบาเสียงลงหน่อย เดี๋ยวคุณหญิงแสร์ได้ยินเข้าจะเดือดร้อน แต่ไม่ทันเสียแล้ว เสียงร้องของมณีจันทร์ดังไปถึงเรือนครัว ซึ่งคุณหญิงแสร์กำลังเตรียมสำรับไว้ให้มณีจันทร์กับหลวงอัครเทพไปกินในเรือ ถึงกับส่ายหน้า

“เฮ่อ...พูดเท่าไหร่ไม่ฟัง...ดื้อจริงๆ” คุณหญิงแสร์บ่นเสร็จ สั่งให้อิ่มไปบอกมณีจันทร์อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วให้ไปพบที่ห้องของท่าน ครู่ต่อมา มณีจันทร์มาพบคุณหญิงแสร์ตามคำสั่ง คุณหญิงแสร์ได้ยินหลวงอัครเทพบอกว่าวันนี้
จะพามณีจันทร์ไปเที่ยว มณีจันทร์รีบเข้าไปออดอ้อน

“ที่ดีใจก็เรื่องนี้แหละเจ้าค่ะ แต่สัญญาว่าจะไม่เสียงดังอีกแล้วเจ้าค่ะ จะพยายามนะคะคุณแม่”

“พูดซะยาว ว่าอะไรสักคำหรือยัง”

มณีจันทร์ถึงกับร้องอ้าว นึกว่าเรียกมาต่อว่า คุณหญิงแสร์เดินไปหยิบกล่องเครื่องประดับออกมาจากหีบ เอาเข็มกลัดนพเก้าขึ้นมากลัดสไบให้มณีจันทร์

“ทองกับหินสีๆมันติดกันได้ยังไงเจ้าคะ” มณีจันทร์ซักถามตามนิสัยอยากรู้อยากเห็น

“ไม่ใช่หินสี เขาเรียกนพเก้าเม็ดยอดน่ะเพชร เพชรซีกใหญ่นะเม็ดนั้น หินสีๆที่ว่าคือพลอย ติดกันด้วยยางไม้”

“ท่านใช้ของท่านประจำนะเจ้าคะ เวลาออกแขกเหรื่อ คุณหญิงท่านรักคุณมณีถึงได้ยกให้” ม้วนกระซิบกับมณีจันทร์ซึ่งมองคุณหญิงแสร์น้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งใจ

“นี่ถ้าทำตาแดงๆอีก จะไม่ให้อะไรแล้วนะ” คุณหญิงแสร์แกล้งขู่

“ไม่เอาอะไรทั้งนั้นเจ้าค่ะ ขอแค่อย่างเดียว มีค่ากว่าเพชรพลอยทั้งหีบ”

“อะไรของหล่อน”

“ตักคุณแม่นี่ไงเจ้าคะ ให้นอนเล่นทั้งวันทั้งคืนก็ยังได้” มณีจันทร์ซุกหัวนอนตักคุณหญิงแสร์ ยิ้มมีความสุข คุณหญิงแสร์มองมณีจันทร์ด้วยสายตารักและเอ็นดูเหมือนลูกตัวเอง

“ดูซิ...แต่งตัวจนเสร็จ ผ้าจะยับซะหมด ไม่เอาแม่มณี รีบไปเถอะ เดี๋ยวสาย ไปไป๊”

ooooooo

ถึงเวลาออกเดินทาง หลวงอัครเทพ มณีจันทร์และขาบมาพร้อมกันที่ท่าเรือ มณีจันทร์ไม่เห็นคุณหญิงแสร์มาด้วยก็ถามหา ได้ความว่าท่านไม่ชอบลงเรือ เพราะว่ายน้ำไม่เป็น

“เรือออกใหญ่ ไม่ล่มหรอกค่ะ ฉันจะไปตามท่าน” มณีจันทร์หันหลังจะกลับเรือนใหญ่ ต้องชะงักเมื่อเห็นม้วนเดินนำโขมและบ่าวหญิงอีกสองคนถือห่อผ้าห่อใหญ่คนละห่อเดินเข้ามา เธอซักถามม้วนว่าหอบอะไรมา

“อาหารกลางวันเจ้าค่ะ ท่านให้เตรียมไป”

“ในห่อผ้านั่นหรือ”

“ก็โตกสำรับที่เรากินทุกวัน เวลาเดินทางจะห่อผ้าให้สะอาดเท่านั้น” หลวงอัครเทพตอบคำถามแทนม้วน

“อ๋อ...ม้วนไปกับเราด้วยหรือคะ”

“ผู้หญิง กุลสตรีไทยไปไหนต้องมีคนตามเสมอ” หลวงอัครเทพอธิบาย ครู่ต่อมาเรือของหลวงอัครเทพออกจากท่าล่องไปตามลำน้ำที่ธรรมชาติยังบริสุทธิ์ ริมสองฝั่งแม่น้ำมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเรียงราย

มณีจันทร์ยื่นหน้าออกไปมองอย่างเพลิดเพลินจนหลวงอัครเทพเตือนให้ระวังจะตกน้ำ มณีจันทร์ไม่กลัว คุยโม้ตัวเองว่ายน้ำเก่งแล้วหันมองหลวงอัครเทพที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยผิดจากเธอลิบลับ เธอยิ้มหน้าทะเล้นให้แล้วชมเขาว่าหล่อมาก แต่หล่อแบบเชยๆ หลวงอัครเทพทำหน้าดุใส่เป็นเชิงปรามไม่ให้ล้นมากนัก...

พอเรือล่องมาถึงศาลาริมน้ำ หลวงอัครเทพสั่งให้คนเรือเอาเรือเข้าจอดเทียบ ขาบกับคนเรือช่วยกันยกโตกขึ้นไปวางเตรียมไว้บนศาลา ส่วนม้วนปูเสื่อวางของที่เตรียมมาไว้เล่นกับหญ้าปล้องให้เจ้านายทั้งสองท่าน

ด้านหลวงอัครเทพเก็บหญ้าปล้องที่ขึ้นอยู่ริมน้ำ เอาไม้กระทุ้งไส้ออกมาจะมีลักษณะกลมยาวเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ เขาเอาไส้ที่ได้มาชุบสี ติดไว้กับไม้ระกำ ใช้พู่กันวาดๆกลายเป็นตัวกุ้งตัวปลา มณีจันทร์ชอบใจมากเอาไปปักไว้ตามพื้น ปล่อยให้ล้อสายลม ยิ้มสนุกราวกับเป็นเด็กๆ

“พ่อสอนฉันเล่นแต่เด็ก นึกแล้วว่าหล่อนต้องชอบ”

“น่ารักจัง...ม้วนจ๋า เก็บเอาไปไว้มากๆเลย หญ้าปล้องเนี่ย” มณีจันทร์สั่งไปยิ้มไปอย่างมีความสุข

“ที่แพหน้าบ้านเรา ถมถืดไปเจ้าค่ะ” ม้วนพลอยมีความสุขไปกับเจ้านายสาว...

หลังจากเล่นหญ้าปล้องได้พักใหญ่ หลวงอัครเทพชวนมณีจันทร์ขึ้นไปนั่งกินอาหารบนศาลาริมน้ำ หญิงสาวผู้มาจากอีกภพหนึ่งมองวิวทิวทัศน์รอบตัวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“ทุกอย่างเชื่องช้า เงียบสงบเสียจริง ไม่เหมือนโลกใบนั้น เร่งรัดเร่งรีบ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ชีวิตหรือแม้แต่ดนตรี ทั้งที่ปลายทางความเร่งรีบนั้น ก็คือความตาย...ทุกคนต้องตายเหมือนๆกัน”

“หล่อนเคยบอกโลกใบนั้น...ฉันคือคนตายไปแล้ว”

“ฉันเคยคิด คนในยุคของท่านปล่อยให้เราเสียดินแดนมากขนาดนั้นได้อย่างไร แต่เมื่อมาเห็นด้วยตา คนในแต่ละยุคมีเหตุผลต่างกัน เราเอาเหตุผลของยุคหนึ่งไปประเมินอีกยุคหนึ่งไม่ได้”

“เราทำดีที่สุดแล้ว” หลวงอัครเทพสีหน้าหม่นหมองลงไปทันที

“ฉันเชื่อค่ะ...คนฉลาดทำงานหนักอย่างท่าน อย่างเจ้าคุณวิศาลและบรรพบุรุษอีกหลายๆคน ใช้ชีวิตทั้งชีวิต
เพื่อรักษาเอกราชไว้ให้ลูกหลานจริงๆ” มณีจันทร์มองหลวงอัครเทพอย่างชื่นชม...

มณีจันทร์สนุกกับการล่องเรือมาก นอกจากมีหญ้าปล้องให้เล่น มีวิวสวยๆตลอดสองฝั่งแม่น้ำให้ชมไม่รู้เบื่อแล้ว เธอยังได้กินมะกอกน้ำที่ม้วนช้อนขึ้นมาจากแม่น้ำด้วย

ooooooo

ขณะมณีจันทร์กำลังมีความสุขที่ได้มาล่องเรือเที่ยว กุลวรางค์ ไรวัตกับตรองซึ่งอยู่ในอีกภพหนึ่งยังคงทำทุกทางเพื่อให้ได้ตัวมณีจันทร์กลับมา วันนี้ก็เช่นกัน กุลวรางค์กับตรองนัดไรวัตมาเจอกันที่บ้านมณีจันทร์ ทันทีที่กุลวรางค์เจอหน้าไรวัต ถามว่าได้เรื่องอะไรเกี่ยวกับมณีจันทร์เพิ่มเติมไหม

“ผมไปหาหมอประจำตัวเมณี่ ประวัติการรักษาของเธอขาวสะอาด ไม่เป็นโรคอะไรที่ทำให้หมดสติฉับพลัน ไม่มีทางความจำเสื่อม ไม่มีแม้แต่ประวัติว่าเครียด ซึ่งจะนำไปสู่โรคจิตต่างๆ ไม่มีเลย”

นุ่มปล่อยโฮ “นุ่มผิดเองดูแลคุณหนูไม่ดี แล้วนี่จะมีหน้าอะไรไปพบคุณหญิงได้อีก”

“แหม...ตอนคุณหนูหายไปอย่างกับหายตัวได้ มีบางทีประตูรั้วล็อกอยู่แท้ๆ คุณหนูยังหายไปได้ คุณแม่บ้านจะตามคุณหนูทันที่ไหนล่ะคะ...อย่าร้องไห้เลยนะคะ...ไม่งั้น...” ดาวหยุดพูดดื้อๆ ทำหน้าเบ้

“...เธอจะร้องไห้ด้วย” ตรองช่วยต่อประโยคให้ดาว

“ไม่งั้น...พื้นจะเปียก ขี้เกียจเช็ดค่ะ”

นุ่มหมั่นไส้ดาวมุกเยอะนัก ตบหัวเปรี้ยงไปหนึ่งที กุลวรางค์ส่ายหน้าเหนื่อยใจ ขอตัวขึ้นไปเฝ้ากระจกต่อ ตรองรีบวิ่งตามกุลวรางค์ จังหวะนั้น คุณหญิงมาลิดาโทร.เข้ามือถือของไรวัตถามข่าวคราวความช่วยเหลือ

“อ๋อ...คุณน้า...คุณพ่อของผมบอกว่าสนามบินที่นั่นปิด แต่ทางทหารเตรียมเรือไว้อพยพคนไทยแล้ว เรือคงพร้อมออกเดินทางอีกไม่กี่วันนี้ คุณน้าจะกลับมาพร้อมกับคนไทยที่อพยพชุดแรกนี้เลยไหมครับ”

“คงต้องกลับ เพราะตอนนี้น้าแย่ นอนไม่หลับเลย แต่กลับได้คนเดียวนะ ท่านทูตต้องอยู่ หน้าที่ของข้าราชการ ประเทศชาติต้องมาก่อนครอบครัว”

“ทำใจดีๆไว้นะครับ เราสามคนไม่มีใครอยู่นิ่งเฉย เราออกตามเมณี่ทุกทางทุกวันไม่ต้องห่วงนะครับ”

“จ้ะ...ขอบใจมาก” คุณหญิงมาลิดาวางสาย กังวลใจมาก ป่านนี้มณีจันทร์จะเป็นอย่างไรบ้าง

ooooooo

ระหว่างที่คุณหญิงมาลิดาเป็นห่วงมณีจันทร์แทบไม่เป็นอันกินอันนอนอยู่ในอีกภพหนึ่ง มณีจันทร์กลับกำลังสนุกสนานที่หลวงอัครเทพพามาเที่ยวห้างฯของ มร.จอห์น ภายในห้างฯมีผู้คนเข้ามาซื้อของกันหนาตา มร.จอห์นเห็นหลวงอัครเทพมาก็ตกใจ ส่วนหลวงอัครเทพร้องทักทายเขาสีหน้าปกติ

“วันนี้เป็นยังไงบ้าง ขายดีไหมขอรับ”

“เราแวะมาเที่ยว...โอ้โห...ของพวกนี้” มณีจันทร์ว่าแล้วเดินไปหยิบนั่นดูนี่สีหน้ายิ้มแย้ม

“เป็นบ้าไม่ใช่รึ...ออกมาเที่ยวได้ยังไง”

มณีจันทร์หุบยิ้ม นึกโกรธ มร.จอห์นขึ้นมาทันที เลยแกล้งบ้าให้สมกับที่โดนว่า หยิบแจกันยุคหมิงราคาแพงระยับเอามาโยนเล่น มร.จอห์นตกใจรีบวิ่งกระหืดกระหอบไปรับแทบไม่ทัน เท่านั้นยังไม่พอ มณีจันทร์คว้าปืนจะเอาไปทุบนาฬิกาที่วางเรียงรายอยู่ในกล่องสุดหรู มร.จอห์นถลาเข้าไปขวาง

“นั่นนาฬิกาสวิส...โฮ้ย...นี่คุณจะเอายังไงกับกระผมนี่” มร.จอห์นโวยลั่น หลวงอัครเทพยิ้ม ก่อนจะยื่นจดหมายที่
มร.จอห์นต้องการหนักหนา ถึงขนาดส่งหลวงเจนพาณิชย์ไปขโมยคืนจากเขา มร.จอห์นงงทำไมจู่ๆหลวงอัครเทพถึงเอาจดหมายมาคืนให้

“กระผมรู้ ท่านไม่อยากให้เราเห็นจดหมายนี่เพราะไม่อยากให้ทางการรู้ว่าท่านแอบทำงานการเมือง”

“จะมาเอาผิดกระผมรึ”

“จะมาบอกว่า เราไม่เคยกีดกันท่าน ท่านมีสิทธิ์แสดงความเห็นเรื่องเมืองสยามต่อฝ่ายทางการอังกฤษโดยเสรี เราจะไม่ยึดสัมปทาน ไม่มีบทลงโทษใดๆ”

“จริงรึ...แลกกับอะไร”

“ฮึ...ท่านสมเป็นพ่อค้า เราขอแลกกับความเห็นที่ตรงไปตรงมาไม่ปิดบังไม่ต้องเล่นละคร”

“ท่านอยากฟังความเห็นของคนอังกฤษเพื่อประกอบการทำงาน...ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเพื่อประกอบการตัดสินใจ ต้องการแบบนี้ใช่ไหม”

“ต่อไปนี้ขอให้ท่านสวมบทบาทของพ่อค้าและนักการเมืองอย่างเปิดเผยเถิด อย่าได้มีกังวลใดๆ เราจะนับท่านเป็นที่ปรึกษา เป็นคนสำคัญคนหนึ่งของเรา” หลวงอัครเทพสีหน้าจริงจัง มณีจันทร์เห็น มร.จอห์นนิ่งเงียบไม่ยอมตอบรับข้อเสนอ แกล้งบ้าหันไปหาเครื่องประดับในตู้ใกล้ๆ เขาถึงกับสะดุ้งโหยง รีบเข้าไปกัน

“โอ๊ะ ไม่ได้ขอรับไม่ได้...จะให้ผมทำอะไรก็ได้ แต่ทีหน้าทีหลังอย่าเอาน้องสาวของท่านมาที่ห้างฯนี้อีกเลยกระผมขอร้องล่ะนะ” มร.จอห์นปาดเหงื่อ เหนื่อยใจกับหญิงบ้าๆบอๆคนนี้ ขณะที่ขาบกับม้วนแอบขำ...

เสร็จจากภารกิจกับ มร.จอห์น หลวงอัครเทพ กับมณีจันทร์และบ่าวทั้งสองขึ้นเรือเดินทางกลับบรรยากาศใกล้โพล้เพล้ ทำให้หลวงอัครเทพนึกครึ้ม ท่องเพลงกล่อมให้มณีจันทร์ฟัง

“เดือนเอ๋ยเดือนหงาย ดาวกระจายทรงกลด อุ้มเจ้าใส่รถ...เอ้อ...อุ้มเจ้าใส่เรือ เพื่อจะไปชมเดือน เจ้างามสุดใจ เดือนก็งามไม่เหมือน พาเจ้าชมเดือน ดาวเกลื่อนนะเจ้าอา” หลวงอัครเทพว่าพลางส่งสายตาเปี่ยมด้วยความรักมาให้มณี–จันทร์ เธอเองก็รับรู้ความรู้สึกนั้นได้ มองเขาตอบอย่างลึกซึ้งเช่นกัน แต่เธอทำซึ้งได้เพียงครู่เดียว ทำหน้าทะเล้นก่อนจะท่องประโยคที่ตัวเองเคยเห็นตามท้ายรถสิบล้อซึ่งคิดว่าเป็นกลอนให้เขาฟังบ้าง

“มีเงินนับเป็นน้อง มีท้องนับเป็นเมีย”

ขาบกับม้วนสะดุ้งโหยงแทบตกเรือ หลวงอัครเทพได้แต่ส่ายหน้าให้กับความล้นของมณีจันทร์...

กว่าเรือจะเทียบท่าบ้านหลวงอัครเทพฟ้าก็มืดแล้ว บนท่าเรือมีบ่าวชายคอยชูตะเกียงส่องทางให้มณีจันทร์ขึ้นจากเรือกลับหยุดมองไปรอบๆท่าน้ำไม่ยอมขึ้นเรือน หลวงอัครเทพสงสัยมีอะไรหรือเปล่า

“แค่อยากมองเมืองที่ไม่มีแสงไฟ มีแต่แสงตะเกียง มันช่างมืดและสุขสงบเสียจริงๆ”

กรุงเทพฯหรือที่เรียกในยุคนั้นว่า พระนคร มีแต่ต้นไม้ ไม่มีไฟตามท้องถนน มีเพียงพระจันทร์ที่ส่องแสงลงมากระทบลำน้ำ วัดอรุณเป็นแค่เงารางๆในความมืด หลวงอัครเทพเข้าไปยืนชิดมณีจันทร์กระซิบเบาๆว่า

“โลกจะงามไหม อยู่ที่เรายืนมองมันกับใคร”

“ถ้ายืนมองโลกอยู่กับคนที่เรารัก โลกจะงดงามเป็นเท่าทวีคูณ” มณีจันทร์กระซิบตอบ

ปลายนิ้วของหลวงอัครเทพแตะมือมณีจันทร์อย่างแผ่วเบา เนื่องจากมีบ่าวแถวนั้นหลายคน มณีจันทร์ก้มหน้าเอียงอาย แม้จะเป็นเพียงปลายนิ้วสัมผัสแต่ความอบอุ่นกลับแผ่ซ่านไปทั่วตัว...

ครู่ต่อมา หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์มาถึงโถงกลางเรือน เห็นคุณหญิงแสร์กำลังทำงานง่วนอยู่กับอิ่มและโขม มณีจันทร์ปราดเข้าไปนั่งชิดคุณหญิงแสร์ ถามออดอ้อนว่าทำอะไรอยู่

“จะอบข้าวตู นี่เขาเรียกเทียนอบ”

“มณีชิมได้ไหมเจ้าคะ”

“ไม่ได้ ไปเที่ยวมาหยกๆอาบน้ำเสียก่อน กินข้าวแล้วค่อยกินขนม”

มณีจันทร์อ้าปากจะเล่าเรื่องไปเที่ยวห้างฯ มร.จอห์นให้ฟัง แต่คุณหญิงแสร์ไม่ให้เล่า สั่งให้ไปอาบน้ำก่อน มณีจันทร์โผกอดคุณหญิงแสร์หนึ่งที แล้ววิ่งปรู๊ดออกไป คุณหญิงแสร์ส่งเสียงปรามไล่หลังให้เดินเบาๆ

“คนเดินฝีเท้าหนัก เงินทองมันจะตกใจจะหนีหมด”

“แหม...เงินทองมันคงขี้ตกใจจริงด้วยนะมันถึงอยู่กับใครไม่ค่อยนาน...อืม...ถูกๆ” มณีจันทร์บ่นไปเรื่อยแล้วเดินแบบเก้ๆกังๆเข้าห้องตัวเอง คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพอดขำกับความทะเล้นของมณีจันทร์ไม่ได้

ooooooo

หลวงเจนพาณิชย์ยังไม่ละความพยายามจะแย่งประยงค์ไปจากหลวงอัครเทพเพื่อแก้แค้น โดยไม่รู้ว่าทั้งคู่ไม่ได้เป็นคู่หมายกันแล้ว เช้านี้ก็เช่นกัน เขาแอบตามประยงค์ซึ่งไปเดินซื้อของในตลาดกับคุณหญิงสรเดช จ้างเด็กคนหนึ่งให้เอาจดหมายมาส่งให้ประยงค์ ข้อความในจดหมายเขียนมาเป็นกลอนว่า

“อยากให้เห็นใจพี่ ขอคนดีอย่าหันหาย รักประยงค์ไม่มีคลาย ชีพพี่วายหากน้องเมิน”

จังหวะนั้น คุณหญิงสรเดชหันมาถามประยงค์มีอะไรหรือเปล่า ประยงค์ตกใจปากคอสั่น สองจิตสองใจจะเล่าให้แม่ฟังดีไหม สุดท้ายตัดสินใจบอกว่าไม่มีอะไร คุณหญิงสรเดชไม่สนใจอีก หันไปเลือกซื้อผักต่อ ประยงค์กวาดตามองไปรอบๆ เห็นหลวงเจนพาณิชย์โผล่ออกมาจากเพิงขายของ หญิงสาวตกใจก้มหน้า ทั้งอายทั้งลำบากใจ รีบเดินหนี

ooooooo

เจ้าคุณวิศาลคดีอยากทราบเรื่องที่หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์ไปพบ มร.จอห์น จึงเชิญทั้งคู่มาพบที่เรือนของท่าน แต่เพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียด ท่านเรียนเชิญคุณหญิงแสร์มาด้วย แต่เมื่อมาถึงเรือนของเจ้าคุณวิศาล คดีกลับพบว่าท่านไม่อยู่ ภรรยาทั้งสามคนของท่าน แม่เนื่อง แม่ชื่น และแม่ชมซึ่งแต่งตัวเหมือนกันราวกับแฝดสามมาคอยต้อนรับแทน

“เราสามคนน่ะแค่เมียบ่าว คุณหญิงท่านเสียไปหลายปีแล้ว บ้านนี้ไม่มีใครปกครอง ผิดพลาดก็ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ” แม่เนื่องรีบออกตัว

“ท่านเจ้าคุณให้คนมาบอกว่า เสด็จพระองค์ชายเล็ก ท่านเสด็จมาตรวจงานกะทันหัน เลยต้องอยู่เข้าเฝ้า เมื่อเสร็จแล้วจะรีบมาเจ้าค่ะ” แม่ชมรายงานให้หลวงอัครเทพทราบ

แม่เนื่องเห็นมีเวลาว่างระหว่างรอเจ้าคุณวิศาลคดี ขอร้องคุณหญิงแสร์ช่วยแนะนำเรื่องเครื่องคาวหวานให้ เธออยากได้สูตรใหม่ๆไว้ทำอาหารให้คุณท่าน คุณหญิงแสร์ดีเห็นด้วย

“ดีเลย...ไม่อยากนั่งว่างๆไปที่ครัวกันไหมล่ะ”

พวกผู้หญิงพากันไปยังเรือนครัว ปล่อยให้หลวงอัครเทพนั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียว...

ระหว่างที่คุณหญิงแสร์กำลังสอนแม่เนื่องทำครัวอยู่ที่มุมหนึ่ง มณีจันทร์กลับเล่นตลกตามประสาซุกซนให้แม่ชมกับแม่ชื่นดู สองสาวหัวเราะชอบใจเสียงแหลมปรี๊ด จนมณีจันทร์ต้องทัก

“แหม คุณสองคนหัวเราะอร่อยจังเลย”

สองสาวยิ่งหัวเราะเสียงแหลมขึ้นไปอีก มณีจันทร์แกล้งถามว่าร้องไห้ได้ไหม สองสาวเบ้หน้า ร้องไห้ทันที มณี–จันทร์ถึงกับสะดุ้ง

“เฮ้ย...ยอมด้วยอ่ะสิ มิน่าท่านเจ้าคุณถึงไม่ค่อยโกรธเวลาที่อิฉันทำอะไรเพี้ยนๆ...ชอบของแปลกนี่เอง” มณีจันทร์พูดจบแม่ชื่นกับแม่ชมแผดเสียงหัวเราะลั่น มณีจันทร์ยิ้มขำที่คนบ้าๆบอๆไม่ใช่มีแต่เธอคนเดียว...

หลังจากป่วนเรือนครัวพอหอมปากหอมคอ แม่ชมกับแม่ชื่นพามณีจันทร์ไปเที่ยวที่เรือนแพต่อ ระหว่างทางแม่ชมคุยว่ามีของดีอยู่ข้างในเรือนแพ อยากให้มณีจันทร์เห็น แต่ต้องแอบเข้าไปเงียบๆ เพราะปกติเจ้าคุณวิศาลคดีไม่เปิดให้ใครดูง่ายๆ มณีจันทร์ตื่นเต้นเมื่อเดินมาถึงหน้าเรือนแพ โดยไม่รู้ว่าหลวงอัครเทพปูเสื่ออ่านหนังสืออยู่หลังพุ่มไม้ใกล้ๆพวกมณีจันทร์ไม่เห็นเขา แต่เขาได้ยินที่พวกเธอพูดคุยกันทุกคำ

“เราสองคนได้พบคุณมณีไม่นาน รู้สึกว่า คุณเป็นคนจิตใจดี เห็นแบบนี้ อีชื่นก็หายห่วง”

“ห่วงอะไรเจ้าคะแม่ชื่น”

“ทุกสิ่งที่เราทำ ล้วนอยากให้ท่านเจ้าคุณมีความสุข ถ้าท่านเจ้าคุณพาคุณมณีมาอยู่ที่เรือนนี้จริงๆ เราสองคนก็ยินดีมาก” แม่ชมสีหน้าจริงจัง มณีจันทร์งงจะพามาอยู่อย่างไร สองสาวยิ้มแย้มพูดขึ้นพร้อมกัน

“บ่าวทั้งสองคน ยินดีรับใช้คุณมณีเจ้าค่ะ”

แม่ชื่นกับแม่ชมหลบให้มณีจันทร์เดินเข้าไปในเรือนแพ โดยมีม้วนตามไปติดๆ หลวงอัครเทพนึกสงสัยทำไมแม่ชื่นกับแม่ชมพูดแปลกๆ...

ฝ่ายมณีจันทร์เข้าไปข้างในเรือนแพเห็นขาตั้งวาดรูป ถาดใส่สีกับรูปหลายใบวางอยู่ รูปทุกรูปมีผ้าดิบคลุมกันฝุ่นไว้ จังหวะนั้น เจ้าคุณวิศาลคดีโผล่เข้ามา มณีจันทร์ตกใจ รู้ตัวว่าไม่ควรเข้ามาในนี้

“คือ เราเดินเล่นมาแล้วก็...เอ่อ...อิฉันไม่น่าเสียมารยาท อิฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละเจ้าค่ะ” มณีจันทร์ขยับจะเดินออก เจ้าคุณวิศาลคดีเรียกให้อยู่ก่อน

“แม่ชื่น แม่ชมเขาหวังดี คงอยากให้หล่อนเห็นรูปพวกนี้ หล่อนอยากรู้ไหมล่ะว่าฉันวาดรูปอะไร”

“เอาแบบกุลสตรีก็ต้องตอบว่าแล้วแต่ท่านจะกรุณา เอาแบบสตรีไม่มีสกุลก็คงตอบว่าอยากเห็นใจจะขาด” มณีจันทร์มุกเยอะอีกเช่นเคย เจ้าคุณวิศาลคดีหัวเราะชอบใจ เดินไปเปิดผ้าคลุมรูปทุกรูป เผยให้เห็นเป็นภาพวาดของมณีจันทร์ทั้งหมด ม้วนตะลึง ถึงกับอุทานว่าคุณพระช่วย ก่อนระรีบเอามือปิดปากตัวเอง

มณีจันทร์เองก็ตกใจไม่แพ้ม้วน หลวงอัครเทพแอบมองอยู่อีกมุมหนึ่งถึงกับหน้าเสีย ส่วนแม่ชื่นกับแม่ชมซึ่งรออยู่หน้าเรือนแพ  คิดว่าเจ้าคุณวิศาลคดีได้บอกความรู้สึกที่มีต่อมณีจันทร์แล้ว จึงส่งเสียงพร้อมกัน

“บ้านเราจะได้มีคุณหญิงก็คราวนี้แหละ” สองสาวประสานเสียงจบ หัวเราะร่วนเสียงแหลมบาดแก้วหู

ooooooo

เจ้าคุณวิศาลคดีเล่าที่มาที่ไปของรูปภาพพวกนี้ให้มณีจันทร์ฟังว่า มร.โรแบร์ครูสอนวาดรูปของท่านบอกให้วาดรูปผู้หญิงสวยๆจะได้มีกำลังใจวาดต่อจนเสร็จ และก็จริงอย่าง มร.โรแบร์ว่า ท่านวาดรูปเสร็จจนได้มณีจันทร์ไม่ได้คิดอะไร แค่รู้สึกว่าเจ้าคุณวิศาลคดีมีความผูกพันกับเธอเพราะเป็นคนพาเธอข้ามภพมาเท่านั้นและยิ่งเห็นท่านแก่คราวพ่อแถมมีเมียอีกตั้งสามคน เธอจึงพูดคุยกับท่านเหมือนปกติ

“เก่งจังเลยเจ้าค่ะ ไม่น่าเชื่อ ท่านทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลา ยังอุตส่าห์มีอารมณ์สุนทรีย์”

“ยิ่งงานหนักยิ่งต้องมีพวกนี้บ้าง วาดไปเพลินๆประเดี๋ยวก็คิดเรื่องงานออก”

มณีจันทร์หยิบรูปขึ้นมาหนึ่งรูป “อันนี้เสร็จแล้ว ยกให้อิฉันได้หรือยังเจ้าคะ”

“หล่อนเป็นสาวเป็นนาง อย่าเอาไปเก็บไว้เลย ไม่งามหรอก ที่ไม่ชอบให้ใครเข้ามาก็เพราะเหตุนี้ ให้ฉันเก็บไว้เองเถอะ” เจ้าคุณวิศาลคดีเข้ามายืนใกล้ๆมณีจันทร์ ยิ้มอย่างมีเลศนัย “เอาไว้สักวันจะยกให้ทั้งหมด ยกให้ทั้งรูปพวกนี้และอย่างอื่น”

มณีจันทร์ยิ้มตอบไม่เข้าใจความนัยพวกนั้น ม้วนได้แต่ก้มหน้ากลุ้มใจมาก หลวงอัครเทพรู้สึกไม่ต่างจากม้วน จากนั้น เจ้าคุณวิศาลคดีพามณีจันทร์ไปดูวิวริมน้ำ มณีจันทร์ชอบบรรยากาศแบบนี้มากถึงกับเพ้อ

“ได้อยู่ที่เรือนนี้ฟังเสียงน้ำไหล เสียงลมคงมีความสุขมากแน่ๆ”

“ถ้าชอบ ฉันจะสร้างต่อให้ยาวและใหญ่กว่านี้ แล้วจะยกให้หล่อน”

ม้วนใจเสีย ส่วนหลวงอัครเทพปวดใจมาก มีเพียงมณีจันทร์คนเดียวที่ไม่รู้เรื่อง เธอแทบจะโดดตัวลอยด้วยความดีใจ เจ้าคุณวิศาลคดีหัวเราะอารมณ์ดีกับท่าทางของหญิงสาว ก่อนจะมองเธออย่างหลงใหล

“ฉันรู้สึกว่าทุกครั้งที่เห็นหน้าหล่อน ฉันเคยเห็นหล่อนมาก่อนแน่ๆ”

“ในฝันหรือเจ้าค่ะ”

“ใช่...หลังตัดสินคดีพระยอด ฉันป่วย ฉันฝันถึงสถานที่แปลก อธิบายไม่ถูกหรอก จำฝันได้บ้างไม่ได้บ้าง”

“สักวัน ถ้าอธิบายได้อิฉันจะอธิบายให้ท่านฟังเจ้าค่ะ อิฉันก็รู้ดีว่าอิฉันมีความผูกพันบางประการกับท่าน”

เจ้าคุณวิศาลคดีดีใจมาก เข้าใจไปว่ามณีจันทร์มีใจให้ตน หลวงอัครเทพเจ็บปวดใจมาก ทนฟังต่อไปไม่ไหว เดินหนี มณีจันทร์สำนึกในบุญคุณของเจ้าคุณวิศาลคดีเสมอ เพราะท่านเป็นคนพาให้เธอมาพบกับทุกสิ่งทุกอย่างทุกคนที่นี่ เจ้าคุณวิศาลคดียังนึกเรื่องที่มณีจันทร์พูดไม่ออก เพราะความทรงจำเรื่องภพไม่ชัดเจน

“ท่านทำงานการเมือง ทุ่มเทกับงานเยือกเย็นสุขุม เจ้าเล่ห์นิดๆเหมือนพ่อ...อิฉันคิดถึงพ่อน่ะเจ้าค่ะ”

“ขอให้จำไว้ ในเมื่อเรามีความผูกพันกันจริงก็ขอให้ความผูกพันนั้นงอกเงยสมดังที่ฉันหวัง”

มณีจันทร์ยิ้มให้เจ้าคุณวิศาลคดี ต่างคนต่างเข้าใจผิดไปคนละทาง...

ทางด้านคุณหญิงแสร์ยังคงสอนแม่เนื่องทำครัวกันไปคุยกันไป แม่เนื่องได้ฟังเรื่องของมณีจันทร์มามาก เพิ่งเคยเห็นหน้าวันนี้ น่ารักน่าเอ็นดูสมคำร่ำลือ คุณหญิงแสร์สงสัยไปฟังเรื่องมณีจันทร์มาจากไหน

“จากท่านเจ้าคุณ วันไหนท่านไปเรือนคุณหญิงกลับมาเหมือนหนุ่มน้อยยิ้มแย้มทั้งวัน”

คุณหญิงแสร์รู้ความนัยดี ตกใจถึงกับทำมีดร่วงจากมือ “ท่านเจ้าคุณเล่าตรงๆ ไม่กลัวคุณโกรธรึ”

“แต่เดิมอิฉันเป็นต้นห้องของคุณหญิงคนเก่าที่เสียไป อิฉันมีสำนึกเสมอว่าตัวเป็นแค่บ่าว”

“แต่คุณก็ทำงานรับใช้ท่านมานาน ใครๆก็นึกว่าท่านเจ้าคุณจะยกคุณขึ้นมา”

“ต่อให้ท่านยก อิฉันก็ไม่เอา บ่าวก็ต้องอยู่ส่วนบ่าวสิเจ้าคะ นี่อิฉันยังนึกดีใจ ถ้าท่านเจ้าคุณเจอคนที่มาแทนคุณหญิงได้ อิฉันก็ตายตาหลับ”

คุณหญิงแสร์ยิ่งฟังยิ่งกลุ้มใจ ความวัวยังไม่ทันจะหาย ความควายเข้ามาแทรกเสียแล้ว...

ระหว่างกินข้าวกลางวันด้วยกัน เจ้าคุณวิศาลคดีถามเรื่องที่หลวงอัครเทพไปพูดคุยกับ มร.จอห์น หลวงอัครเทพ
มัวแต่ใจลอยคิดถึงเหตุการณ์ที่เรือนแพเมื่อครู่ คุณหญิงแสร์ต้องสะกิด เขาถึงได้รู้ตัว ถามเจ้าคุณวิศาลคดีว่าเมื่อครู่ท่านว่าอะไร เจ้าคุณวิศาลคดีถามถึง มร.จอห์นว่าอย่างไรบ้าง

“เอ่อ...เขาพูดเพียงสั้นๆ เขาห่วงเพียงสองอย่าง ผลประโยชน์ทางการค้าและดินแดนที่ประเทศของเขายึดไว้อยู่แล้ว หากฝรั่งเศสไม่ยุ่ง เขาก็จะอยู่เฉยๆ”

“ท่าทีอยู่เฉยๆ นี่เองทำให้เราลำบาก เมื่อคราวเรือรบมาปิดปากอ่าวเราเหมือนอยู่เพียงตัวคนเดียว เหมือนถูกปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ไม่มีใครสนใจช่วยเหลือ” เจ้าคุณวิศาลคดีสีหน้าเจ็บปวดใจ

“จนถึงเวลานี้ ประเทศของเขาก็ยังยืนยันนโยบายแบบนั้น” มณีจันทร์เสริม

“ตอนนี้เรารู้แล้วว่าทาง มร.จอห์นคิดอะไร แต่ที่เรายังไม่รู้คือทางเมอร์ซิเออร์ปิแอร์คิดอย่างไร”

หลวงอัครเทพจะให้ฝ่ายข่าวทางเขาพยายามสืบจนรู้ให้ได้ มณีจันทร์บ่นเสียดายเมื่อคราวที่แล้ว ที่หลอกถามเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ไม่สำเร็จ เธอยืนยันจะลองสืบจากเมอร์ซิเออร์ปิแอร์อีกสักครั้ง...

ooooooo

ภายในห้องรับแขกบ้านมณีจันทร์ที่กรุงเทพฯ ตรองเห็นโฆษณาในทีวี มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังทะเลาะกัน เขามองอย่างสนใจ ไรวัตแกล้งเดินมาบังหน้าจอทีวี ตรองเอนตัวหลบ สายตายังจับจ้องทีวีไม่วางตา ไรวัตมองตาม สงสัยตรองสนใจอะไรหนักหนา เห็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาว่า

“ปัญหาความรักหนุ่มสาว แก้ไขด้วยนี่ครับ...แหวนเพชรเอื้ออาทร เพื่อความรักของหนุ่มสาวทุกคู่”

ไรวัตถามตรองมีปัญหาความรักกับใครหรือ มณีจันทร์หรือกุลวรางค์ ตรองทำไก๋ไม่รู้ไม่ชี้ กลบเกลื่อนว่ารอดูบอลไม่ได้สนใจโฆษณาสักหน่อย ไรวัตขี้เกียจเซ้าซี้ ขอตัวขึ้นไปหากุลวรางค์ที่ห้องนอนของมณีจันทร์...

กุลวรางค์ยังคงนั่งเฝ้าอยู่หน้ากระจกข้ามภพ ตอนที่ไรวัตเดินเข้ามาหา เธอถามข่าวความคืบหน้าการเดินทางกลับเมืองไทยของคุณหญิงมาลิดาไปถึงไหนแล้ว

“เรือออกไปรับแล้วกว่าจะออกไปกว่าจะกลับ

หลายวันอยู่...พวกคุณสองคนนี่จริงจังกับเรื่องกระจกนี่มากเลยนะ เดี๋ยวคุณน้ากลับมาพวกคุณจะอธิบายกับท่านยังไง...กับไอ้กระจกนี่น่ะ”

กุลวรางค์เองก็ไม่รู้เหมือนกัน จะอธิบายเรื่องนี้กับท่านอย่างไร...

ขณะที่กุลวรางค์ยังไม่รู้จะบอกเรื่องกระจกข้ามภพกับคุณหญิงมาลิดาอย่างไร ตรองกลับแว่บออกไปที่ร้านขายเพชร ลงทุนซื้อแหวนเพชรให้กุลวรางค์เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น เขามีใจให้เธอจริงๆ แต่พอกลับถึงบ้านมณีจันทร์เห็นกุลวรางค์นั่งสีหน้าครุ่นคิดอยู่ที่เฉลียงหน้าบ้าน ตรองกลับไม่กล้าเข้าไปหา

“เหวย...นั่งอยู่ตรงนั้น แค่เห็นก็...ปะ...ปะ...ปากสั่น...

จะให้ยังไงดีวะ” ตรองกวาดตามองไปรอบบ้านเห็นต้นกุหลาบกำลังออกดอกสวยงาม ตรงเข้าไปเด็ดกุหลาบมาหนึ่งดอก กะจะเอาแหวนสอดไว้ที่ก้านดอกกุหลาบเวลาให้กุลวรางค์ ตัวเองจะได้ไม่ต้องเขินมาก ขณะเขากำลังจะยื่นดอกกุหลาบดอกนั้นให้กุลวรางค์ ไรวัตเดินนำดาวซึ่งถือถาดใส่แก้วน้ำเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ตรองตกใจที่เห็นไรวัตยังอยู่ ร้องเอะอะ

“เฮ้ย...ทำไมยังไม่ไป”

“เมื่อคืนเข้าเวร เลยงีบอยู่ข้างใน...เอ้า...ดอกไม้...ถือมาทำไม”

ตรองตกใจรีบเอาดอกไม้ซ่อนไว้ข้างหลังโกหกหน้าตาเฉยว่า “ดาวใช้ให้เด็ดให้หน่อย จะเอาไปใส่แจกัน”

ดาวงง ไปใช้ตรองตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่สุดท้ายเธอรับสมอ้าง อาสาจะเอากุหลาบไปใส่แจกันให้ แล้วคว้าไปจากมือ ตรองกระชากกลับอ้างจะเอาไปใส่แจกันเอง ทั้งสองคนยื้อแย่งกุหลาบกันไปมา ในที่สุดตรองแย่งคืนมาจนได้ แล้วรีบเดินหนีเข้าครัว เจอนุ่มกำลังจัดของว่างง่วนอยู่ เขายื่นหน้าเข้าไปถาม

“ขนมอะไรครับ...น่ากินจัง”

“ขนมหม้อแกงค่ะ กำลังจะยกออกไปให้คุณๆพอดี เอ...ไม่รู้คุณไรวัตจะชอบขนมไทยไหม หาคุกกี้ให้แกอีกจานดีกว่า” นุ่มว่าแล้วหันไปหยิบคุกกี้มาจัดใส่จาน

ตรองเห็นขนมหม้อแกง ยิ้มออก คิดอะไรขึ้นมา รีบเอาแหวนเพชรยัดใส่ในขนมหม้อแกงทันที พอนุ่มเอาจานคุกกี้มาวางในถาดข้างๆขนมหม้อแกง ตรองอาสาจะยกถาดของว่างออกไปเอง

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ
21 มิ.ย 2564

02:50 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 13:21 น.