ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ทวิภพ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

กุลวรางค์ค้นตู้เสื้อผ้าของมณีจันทร์พบผ้านุ่งและสไบที่มณีจันทร์นุ่งติดตัวข้ามภพมาจากบ้านหลวงอัครเทพ เธอหยิบขึ้นมามองด้วยความสงสัย ตรองได้กลิ่นหอมจากสไบ ถามกุลวรางค์ว่ากลิ่นอะไร

“กลิ่นอบร่ำแบบโบราณ ชุดพวกนี้แปลกมากผ้าเหมือนย้อมสีธรรมชาติแถมอบร่ำอีก เราหาของแบบนี้ไม่มีแล้วนะ ไม่มีใครทำแล้ว เมณี่ไปเอามาจากไหน” กุลวรางค์ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องของโบราณอธิบายคล่องแคล่ว

“อย่าบอกนะว่าเมณี่เอามาจากอดีต แบบที่เธอบอกเราน่ะ”

ทั้งสองตกใจ หลักฐานต่างๆ ที่ค้นเจอบ่งชี้ไปในทางนั้น แต่ตรองยังไม่ปักใจเชื่อ ลองทบทวนอาการของมณีจันทร์ดูแล้ว อาจเป็นเพราะสมองของเธอมีเนื้องอกกดทับเส้นประสาททำให้เห็นภาพแปลกๆ

“แล้วไง ทำให้หายตัวได้หรือ แล้วผ้าไทยพวกนั้นอีกล่ะ”

“ภาพที่เมณี่เห็น ทำให้เธอคิดไงว่าเธอไปอยู่ในสถานที่นั้นๆ” คำพูดของตรองทำให้กุลวรางค์ฉุกคิด

“บ้าน...สถานที่ที่เมณี่เรียกว่าบ้านไง นึกอะไรออกแล้ว ไปกันเถอะ” กุลวรางค์ลากตรองออกไปทันที...

ไม่นานนัก กุลวรางค์กับตรองมายืนตรงจุดที่มณีจันทร์เคยเห็นภาพบางอย่าง แล้ววิ่งลงจากรถของไรวัตจนเกือบถูกมอเตอร์ไซค์ชน ทั้งคู่นึกย้อนไปถึงวันนั้น จำได้ว่ามณีจันทร์วิ่งเตลิดไปแถวริมแม่น้ำเจ้าพระยา รีบชักชวนกันไปยังจุดนั้น สักพัก ทั้งสองคนมายืนตรงหน้าอาคารแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่มณีจันทร์เห็นบ้านของหลวงอัครเทพตั้งอยู่ กุลวรางค์สีหน้าครุ่นคิดหาวิธี

“ดร.อธิบายคำว่าโทรจิตให้ฟังหน่อย”

“โทรจิตหรือ...อืม จิตเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นคลื่นสมองที่ถูกส่งออกมา ถ้าอยู่ในความถี่เดียวกัน มันก็รับกันได้เหมือนคลื่นวิทยุ...เอ๊ะ...ที่ถามนี่ คงไม่ได้หมายความว่าคุณจะ...”

“ถ้าเราโทรศัพท์หาเมณี่ไม่ได้ เราใช้โทรจิตได้ใช่ไหม” กุลวรางค์ว่าแล้วหลับตายืนนิ่ง “เมณี่จ๋า...ฉันขอให้พลังจิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความห่วงใยของเพื่อนที่มีต่อเพื่อน เรียกหาเธอนะ เมณี่จ๋า ฉันคิดถึงเธอ เธออยู่ไหน บอกฉันได้ไหมเมณี่” กุลวรางค์ตั้งจิตมั่น เพ่งสมาธิ...

ขณะที่กุลวรางค์กำลังส่งโทรจิตเรียกหาเพื่อนรักอยู่ในภพปัจจุบัน มณีจันทร์ซึ่งอยู่ในภพอดีตก็กำลังคิดถึงกุลวรางค์เช่นเดียวกัน ด้วยแรงแห่งรักและความคิดถึงที่เพื่อนรักทั้งสองมีต่อกัน ทำให้มณีจันทร์เห็นจิตวิญญาณของกุลวรางค์มาปรากฏเป็นร่างของเธอยืนหลับตาอยู่บนถนนหน้าเรือนหลวงอัครเทพ

คล้ายกับที่เจ้าคุณวิศาลคดี ถอดจิตวิญญาณของท่านไปปรากฏเป็นร่างคนขายของเก่าให้มณีจันทร์เห็น เพียงแต่จิตของกุลวรางค์ไม่แกร่งเท่าของท่านเจ้าคุณ

“กุล...กุลวรางค์...นั่นกุลวรางค์นี่” มณีจันทร์ดีใจมาก รีบวิ่งลงไปหา

จิตวิญญาณของกุลวรางค์ที่ข้ามภพมาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองไปรอบๆ เห็นเรือนหลวงอัครเทพตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เห็นชาวบ้านนุ่งโจงห่มสไบ เห็นวิถีชีวิตของคนในยุคสมัย ร.5 และที่สำคัญเธอเห็นมณีจันทร์วิ่งมาหา พร้อมกับร้องเรียกเธอ “กุล...นี่เมณี่ไง...เมณี่อยู่ตรงนี้”

“เมณี่...เมณี่จริงๆด้วย”

ระหว่างที่จิตวิญญาณของกุลวรางค์ซึ่งอยู่ในอีกภพหนึ่งลืมตา แต่ร่างกายของเธอที่อยู่กับตรองในภพปัจจุบันกลับยังยืนหลับตา แต่ปากยังร้องเรียกมณีจันทร์อยู่ตลอดเวลา ตรองตกใจ รีบเข้าไปเขย่าตัวกุลวรางค์

“คุณกุล...เป็นอะไรไปคุณกุล”

เสียงเรียกของตรองปลุกกุลวรางค์ให้ตื่นจากภวังค์ ทำให้จิตวิญญาณของเธอที่ข้ามภพไปปรากฏให้มณีจันทร์เห็นหายวับไป เหมือนสัญญาณขาดการติดต่อและทันทีที่ถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ กุลวรางค์ซึ่งยังถอดจิตไม่ชำนาญ จิตจึงรับไม่ไหวเป็นลมล้มทั้งยืน ดีที่ตรองเข้ามารับไว้ได้ทัน...

มณีจันทร์ซึ่งอยู่ในภพอดีต ตะลึงที่อยู่ๆร่างของกุล–

วรางค์หายไป เธออยากเจอเพื่อนรักอีกครั้ง รีบวิ่งกลับขึ้นเรือนใหญ่ ตรงไปยืนหน้ากระจกข้ามภพ คร่ำครวญทั้งน้ำตาคลอๆ

“กุล...ฉันเห็นเธอ เธอข้ามภพมาหาฉัน กระจกเจ้าขา เมณี่คิดถึงกุล จะไม่ให้เมณี่กลับไปแล้วหรือคะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมสัญญาณถึงเงียบนักล่ะคะ จะไม่ให้เมณี่กลับบ้านแล้วหรือคะ”

ooooooo

ในเวลาต่อมา ตรองพากุลวรางค์กลับมานอนพักบนโซฟาภายในห้องรับแขกของบ้านมณีจันทร์ นุ่มเอายาดมมาจ่อจมูกกุลวรางค์ได้สักพัก เธอก็รู้สึกตัว ตรองดีใจมากที่กุลวรางค์ไม่เป็นอะไร โผกอดเธออย่างลืมตัว

กุลวรางค์รีบผลักเขาออก “ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

“คุยกันอยู่ดีๆ คุณก็หลับตา พูดอะไรแปลกๆ แล้วก็ล้มไปทั้งยืน ดีนะผมรับไว้ทันไม่งั้นหัวฟาดพื้นไปแล้ว”

“คุณกุลยืนกลางแดดใช่ไหมคะ บางทีอาจจะเป็นลมแดด นั่งสักพัก ถ้าไม่มีอะไรก็ไม่ต้องไปหาหมอหรอกค่ะ...เดี๋ยวนุ่มไปหาน้ำหวานมาให้ดื่มสักแก้วดีกว่า” นุ่มว่าแล้วเดินเข้าครัว

“ฉันเป็นลมแดดหรือ เป็นลมแดดแล้วเห็นภาพได้อย่างไร”

“เห็นภาพ...เห็นภาพอะไร” ตรองซักเป็นการใหญ่ กุลวรางค์เล่าเหตุการณ์เมื่อครู่ให้ฟัง ตรองหาว่ากุลวรางค์ติดโรคประสาทหลอนจากมณีจันทร์ กุลวรางค์ตีหัวเขาหนึ่งที

“นี่แน่ะ ่วาฉันบ้าหรือ ไหนบอกประสาทหลอนเกิดจากมีอะไรไปทับเส้นประสาทไง แล้วมันจะไปทับทั้งเมณี่ทั้งฉันได้อย่างไรล่ะ...ทุกทีก็เป็น ดร.เพี้ยน แล้วทำไมหมู่นี้ถึงคิดอะไรตรงไปตรงมานักล่ะ เอาอย่างนี้ นายลองคิดดีๆ งัดเอาไอ้พวกทฤษฎีบ้าบออะไรมาใช้ดูสิ มันไม่เสียหายไม่ใช่หรือที่จะลองคิดกลับด้านดูบ้าง”

“ทฤษฎีหรือ...อืม...มันก็มีอยู่เหมือนกัน...คือในช่วงภวังคจิต อย่างคราวที่แล้วที่คุณหลับ คุณได้ยินเสียงเมณี่ที่โรงพยาบาล หรืออย่างเมื่อกลางวันที่คุณตั้งใจเข้าสมาธิ พวกนี้มันคือเห็นภาพด้วยโทรจิต ถ้าทั้งสองฝ่ายกำลังคิดถึงกันอยู่ ก็เป็นไปได้ว่า คลื่นของทั้งสองฝ่ายจูนกันติด” ตรองอธิบายยืดยาว

“เห็นภาพทั้งสองฝ่าย...ใช่ๆๆ เมณี่ก็เห็นฉัน...ฉันรู้สึกอย่างนั้น”

“แต่กรณีของเมณี่ไม่เหมือนกับคุณ...คุณไปด้วยจิต แต่กายของคุณอยู่กับผม แต่ของเมณี่ เธอหายไป มีการย้ายร่างกายของเธอไป ไม่ใช่จิตอย่างเดียวเหมือนคุณ”

กุลวรางค์นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกตรองด้วยเสียงหนักแน่นว่า “ดร.ฉันตัดสินใจแล้วนะ ถ้าไรวัตไม่พบว่ามีคนเจ็บ คนตายที่มีลักษณะตรงกับเมณี่ หมายถึงถ้าเมณี่หายไปจริงๆเราจะลองเชื่ออย่างที่เมณี่เชื่อว่าตัวเมณี่เองเดินทางไปอดีตได้จริง และเราต้องหาเบาะแสนั้น เพื่อพาเมณี่กลับมาปัจจุบัน”

ตรองเห็นท่าทางมั่นใจของกุลวรางค์แล้วอดหวั่นใจไม่ได้

ooooooo

คุณหญิงแสร์เห็นลูกชายได้แต่นั่งๆนอนๆอยู่บนเตียง เลยเข้ามาอยู่คุยเป็นเพื่อน

“เป็นอย่างไรบ้าง เบื่อไหม หลวงเวชท่านไม่อยากให้ลุก เชื่อท่านหน่อย อดทนหน่อยนะพ่อเทพ...เอ...ผ้าแพรนี่” คุณหญิงแสร์หยิบผ้าแพรผืนใหม่ที่หลวงอัครเทพห่มอยู่ขึ้นมามองสงสัย แต่ยังไม่ทันจะถามอะไร

หลวงอัครเทพกำลังกลุ้มใจเรื่องมณีจันทร์ชิงถามขึ้นก่อนว่า “ผู้หญิงที่จู่ๆโกรธมักจะคิดอะไรขอรับ”

“ผู้หญิงคนไหน”

“ใครไปทำอะไรให้ทำไมไม่พูดมาตรงๆทำเป็นไม่พูดไม่จาน่าอึดอัด”

คุณหญิงแสร์แนะ ถ้าผู้หญิงไม่พูดด้วย เขาก็ควรถามเธอไปตรงๆ หลวงอัครเทพคิดคล้อยตามคำแนะนำของแม่ รอจนปลอดคน แอบย่องออกจากห้อง ตามหามณีจันทร์...

ทางฝ่ายมณีจันทร์กำลังง่วนอยู่กับการแปลเอกสารอยู่บนศาลากลางสวน ตอนที่เจ้าคุณวิศาลคดีแวะมาถามถึงเอกสารที่ท่านฝากหลวงอัครเทพมาให้เธอแปลเสร็จหรือยัง

“อ๋อ นิตยสารภาษาฝรั่งเศสใช่ไหมเจ้าคะ เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” มณีจันทร์ค้นกองเอกสารบนโต๊ะทำงานตรงหน้า แต่หาไม่เจอ เจ้าคุณวิศาลคดีหันไปสั่งให้บ่าวของท่านไปดูที่โถงกลางเรือนทีเผื่อมีใครเอาไปวางไว้

พอท่านหันกลับมาอีกที มณีจันทร์ลงไปคลานหาเอกสารใต้โต๊ะทำงาน เจ้าคุณวิศาลคดีนั่งขำกับท่าทางซุกซนเหมือนเด็กๆของเธอ ม้วนผ่านมาเห็นมณีจันทร์คลานก้นโด่ง ทั้งที่เจ้าคุณวิศาลคดีนั่งอยู่ด้วย รีบเข้ามาเตือนมณีจันทร์ทำกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าท่านเจ้าคุณ ดูไม่งาม มณีจันทร์นึกขึ้นได้ คว้า เอกสารที่เพิ่งหาเจอ รีบลุกขึ้น แต่ด้วยความซุ่มซ่ามหัวชนโต๊ะโครม ถึงกับร้องเสียงหลง

“เอ้า...เบาๆไม่ต้องรีบ ฉันเริ่มคุ้นชินกับหล่อนแล้ว ไม่ว่าอะไรดอก” เจ้าคุณวิศาลคดีพูดไปหัวเราะไป

“โห...หัวเราะใหญ่เลย เห็นเราเป็นตัวตลกไปแล้ว อิฉัน มณีจันทร์น่ะนางเอกนะเจ้าคะ...นี่เจ้าค่ะ” มณีจันทร์ยื่นเอกสารให้ เจ้าคุณวิศาลคดียกมือเป็นทำนองจะไม่หัวเราะอีก แล้วรับเอกสารมาอ่าน

“อืม...เอ...ใต้รูปนี้เขาเขียนว่าอะไร”

“เดี๋ยวนะเจ้าคะ เดี๋ยวแปลให้เลยเจ้าค่ะ ขอหาปากกาก่อน” มณีจันทร์ทำท่าจะมุดใต้โต๊ะอีกทั้งที่ตัวเองเอาปากกาเหน็บไว้ข้างหู เจ้าคุณวิศาลคดีบอกว่าไม่ต้องมุดใต้โต๊ะ เดี๋ยวท่านจะช่วยหาให้ แล้วขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆมณีจันทร์เอื้อมมือ ไปหยิบปากกาที่เหน็บหูเธออยู่ พร้อมกับส่งยิ้มให้

“นั่งเฉยๆ...นี่ไงละ อยู่ตรงนี้ แม่นางเอกขี้ลืม”

มณีจันทร์ยิ้มเขิน โดยไม่รู้ว่าหลวงอัครเทพยืนหน้าเศร้ามองเห็นเหตุการณ์ระหว่างทั้งคู่อยู่ครู่หนึ่งแล้ว

“ถ้าสาเหตุที่หล่อนไม่พูดกับฉัน เพราะหล่อนมีชายอื่น อยู่ในใจ แล้วฉันจะทำอย่างไรเล่าแม่มณี...เฮ่อ” หลวงอัครเทพ พึมพำอยู่คนเดียว ก่อนจะเดินกลับหอนกอย่างหมดเรี่ยวแรง ทรุดลงนั่งบนเตียง พึมพำอีกว่า

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า รู้หรือไม่ ถูกเขาตีนอนป่วยหลายวัน ยังไม่เจ็บเท่าตอนนี้เลย”...

ขณะเดียวกัน ที่ปากทางเข้าบ้านหลวงอัครเทพ หลวงเจนพาณิชย์แวะมาดูอาการคู่อริ เจอประยงค์ซึ่งมาเฝ้าไข้หลวงอัครเทพพอดี เขาปรี่เข้าไปทักทาย ประยงค์ยังขยาดเรื่อง เมื่อครั้งก่อน ระวังตัวแจ หลวงเจนพาณิชย์หมายปองประยงค์อยู่ พอรู้ว่าเธอทำของว่างใส่โถมาให้หลวงอัครเทพก็เกิดริษยา แย่งโถของว่างไปจากมือบ่าวรับใช้ของประยงค์ แล้วแกล้งทำหล่นแตกของว่างหกหมด ก่อนเดินหัวเราะร่วนตรงไปเรือนใหญ่...

ขาบกำลังทำความสะอาดอยู่กับอิ่มแถวเรือนใหญ่ ถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อรู้ว่าหลวงเจนพาณิชย์มาเยี่ยมเจ้านายของตน อิ่มอดถามไม่ได้ทำไมต้องตกใจขนาดนั้น ขาบมั่นใจต้องใช่หลวงเจนพาณิชย์แน่ๆที่เป็นคนทำร้ายหลวงอัครเทพ และที่เขามาที่นี่ก็เพื่อมาเยาะเย้ยนายท่าน ขาบเจ็บแค้นใจมาก ทิ้งงานรีบตามคุณหลวงชั่วทันที

ooooooo

ครู่ต่อมา หลวงเจนพาณิชย์เดินดุ่มๆขึ้นไปหาหลวงอัครเทพที่หอนก เห็นสภาพบอบช้ำของคู่อริแล้วแอบสะใจ แต่แกล้งพูดดีด้วยทำเหมือนเป็นห่วงเป็นใย

“ได้ข่าวว่าเจ็บหนักก็เลยมาเยี่ยม...คนเขาพูดกันทั้งตลาด หลวงเทพคนดีคนสุภาพ คราวนี้ไฉนมาถูกนักเลงมือดีตีเอาได้...นี่อย่าหาว่าสอนเลย ทำงานตรงเกินไปไม่รู้จักโอนอ่อนผ่อนตามก็ลำบากอย่างนี้ล่ะ”

อัครเทพรู้ดีว่าหลวงเจนพาณิชย์เป็นคนตีหัวตนเอง จึงว่าประชดว่าเป็นหมอดูหรือ ถึงได้รู้ว่าเป็นเรื่องงาน หลวงเจนพาณิชย์ถึงกับชะงัก ทำเฉไฉถามว่าจะเอาเรื่องคนที่ทำร้ายหรือเปล่า แสร้งนิ่งคิด ก่อนจะพูดต่อ

“เอ...ถึงจะเอาเรื่องก็ยากอยู่นะ ตรงนั้นมืด พยานรู้เห็นก็ไม่มี งานนี้ถือว่าฟาดเคราะห์แล้วกัน”

“ที่จริงก็ไม่ยากดอกขอรับ เพราะกระผมมีนี่” หลวงอัครเทพพูดจบ ล้วงเข้าไปใต้หมอนตัวเอง หยิบนาฬิกาที่คว้ามาได้จากหลวงเจนพาณิชย์ตอนถูกทำร้ายขึ้นมา

“นาฬิกาแบบนี้ มีอยู่ไม่กี่เรือน ตอนที่ไอ้คนร้ายมันได้มาจาก มร.จอห์น มันเที่ยวไปอวดใครต่อใครทั้งวังหลวงบอกว่าในเมืองไทยมีเพียงแค่สามสี่เรือนเท่านั้น หลวงเจนคิดว่านาฬิกาเรือนนี้จะเป็นเบาะแสได้ไหม”

ขาบแอบฟังอยู่หน้าห้อง ดีใจมากที่เจ้านายของตนมีหลักฐานเอาผิดหลวงเจนพาณิชย์ จังหวะนั้น อิ่มเข้ามารายงานหลวงอัครเทพว่า เจ้าคุณวิศาลคดีมาเยี่ยม แต่พอรู้ว่าคุณหลวงมีแขกก็เลยรออยู่ที่หอนั่ง

“เหรอ...ดีเลยกำลังอยากเจอ อยากคุยกับท่านเรื่องคนร้ายที่มันตีหัวข้าพอดี” หลวงอัครเทพคว้านาฬิกาเดินออกไปทันที หลวงเจนพาณิชย์หน้าซีดเผือด เหงื่อตก กลัวเจ้าคุณวิศาลคดีจะเอาเรื่องรีบลุกตาม ขาบกับอิ่มไม่รอช้าแอบตามไปเช่นกัน...

เหตุการณ์กลับตาลปัตร หลวงอัครเทพไม่ได้รายงานเจ้าคุณวิศาลคดีเรื่องที่ถูกหลวงเจนพาณิชย์ทำร้ายแถมยังบอกท่านเจ้าคุณอีกว่า เขาจะไม่เอาเรื่องคนที่ตีหัวเขา หากไอ้คนนั้นยินดีจะอยู่เฉพาะที่ทางของตัวไม่มาหาเรื่องเขาอีก แล้วหันจ้องหน้าหลวงเจนพาณิชย์เขม็ง เจ้าคุณวิศาลคดีเอะใจ หลวงอัครเทพพูดเหมือนรู้ว่าใครทำ ถ้ารู้ว่าใครเป็นคนร้าย ขอให้บอก ท่านจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

“เวลาที่ชาติบ้านเมืองมีข้าศึกล้อมอยู่ทั้งซ้ายทั้งขวาแบบนี้ ให้มานั่งรบกับคนไทยด้วยกัน กระผมทำไม่ลงขอรับ พวกบ้าดีเดือดเอาแต่อารมณ์เช่นนั้น ผมเชื่อว่าสุดท้ายชีวิตมันก็มีแต่จะตกต่ำ กระผมไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวมันก็พินาศด้วยตัวของมันเองขอรับ” หลวงอัครเทพยังคงจ้องหน้าหลวงเจนพาณิชย์ ขณะที่อีกฝ่ายหน้าเสียแล้วเสียอีก ส่วนเจ้าคุณวิศาลคดี ได้แต่สังเกตอาการของสองคุณหลวงด้วยความสงสัย

ครู่ต่อมา หลวงอัครเทพกับหลวงเจนพาณิชย์เดินมาส่งเจ้าคุณวิศาลคดีขึ้นรถลากกลับ ทันทีที่เจ้าคุณวิศาลคดีไปลับสายตา หลวงเจนพาณิชย์หันมาบอกหลวงอัครเทพว่า นาฬิกาเรือนนั้นไม่ใช่ของเขา

“เอ็งนี่มันหน้าด้านหน้าทน ความละอายแก่ใจหามีไม่ ยังมีหน้าปฏิเสธอีก...ครั้งนี้ข้ายอมยกให้ ต่อไปนี้ถ้าเอ็งไม่ยอมเลิกลา ข้าจะเอาหลักฐานนี้ออกมาจัดการ คราวนี้ถ้าไม่ถึงปลดออกจากตำแหน่ง ก็อย่ามาเรียกข้าว่าหลวงเทพ” หลวงอัครเทพเก็บนาฬิกาใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วเดินกลับขึ้นเรือน หลวงเจนพาณิชย์เจ็บใจมาก หวังจะมาเยาะเย้ยหลวงอัครเทพแท้ๆ กลับโดนเล่นงานเสียเอง...

ขาบรีบนำเรื่องนี้มาบอกคุณหญิงแสร์ มณีจันทร์และประยงค์ ซึ่งมานั่งล้อมวงฟังอยู่ที่เรือนครัว เขาเสียดายมากที่หลวงอัครเทพไม่เอาเรื่องหลวงเจนพาณิชย์ทั้งๆ ที่มีหลักฐานชัดเจน

“พ่อเทพคงไม่อยากตัดอนาคตหลวงเจน หวังจะให้หลวงเจนรู้ดีชั่วด้วยตัวเอง” คุณหญิงแสร์ตั้งข้อสังเกต

มณีจันทร์ไม่เชื่อ คนอย่างหลวงเจนพาณิชย์จะรู้สำนึกได้เอง ประยงค์เสียดาย หลวงเจนพาณิชย์มีทั้งชาติตระกูล ทั้งยศศักดิ์ใหญ่โตไม่น่าทำตัวแบบนี้ คุณหญิงแสร์สั่งขาบ จากนี้ไปหลวงอัครเทพไปไหน เขาต้องตามไปดูแลท่านให้ดี อย่าเอาแต่เล่นสนุก แล้วนึกขึ้นมาได้ ทุกคนมัวแต่วุ่นวาย มีใครตั้งสำรับให้หลวงอัครเทพหรือยัง ประยงค์กำลังจัดเตรียมให้ แล้วชวนมณีจันทร์ไปกินข้าวด้วยกัน

“เอ้อ...ไม่ดีกว่ามีงานค้างอยู่ ขอตัวเจ้าค่ะ” มณีจันทร์ยิ้มเศร้าๆ...

ขณะที่คุณหญิงแสร์ ประยงค์ และหลวงอัครเทพกำลังกินอาหารกันอยู่ที่หอนั่ง มณีจันทร์แอบมานั่งกินข้าวอยู่คนเดียว ม้วนสงสัยทำไมเธอถึงไม่ร่วมสำรับกับท่านอื่นๆ เหมือนจงใจจะหลบหน้าหลวงเทพ

“ท่านมีคุณประยงค์ดูแลอยู่แล้ว แล้วท่านก็ไม่สบายต้องพักผ่อน ฉันชอบคุณประยงค์นะ เธอเหมาะที่จะอยู่ข้างกายคุณหลวงที่สุดแล้ว”

“คุณท่านของบ่าวจิตใจงดงามเหลือเกิน อยู่อย่างนี้คงเจ็บนะเจ้าคะ ต้องทนเห็นผู้หญิงอื่นดูแลท่าน” คำพูดของม้วนบาดใจมณีจันทร์จนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ม้วนรักเจ้านายคนนี้ของตนมาก ก้มตัวลงไปจับขาเธอไว้เพื่อปลอบใจ ไม่กล้ากอด ร้องไห้ไปพลางพูดไปพลาง “คุณท่านของบ่าว ถ้ามันเจ็บนัก บ่าวก็จะยอม ถ้ากลับไปคราวนี้แล้วจะไม่มาอีก บ่าวจะไม่โกรธคุณท่านแล้วนะเจ้าคะ บ่าวไม่อยากเห็นคุณท่านเจ็บมากไปกว่านี้เจ้าค่ะ”

มณีจันทร์ซาบซึ้งใจมาก ดึงม้วนมากอดร้องไห้โฮทั้งนายทั้งบ่าว...

ด้านหลวงอัครเทพนึกผู้ชายคนอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กับมณีจันทร์ ทั้งตรอง เมอร์ซิเออร์ปิแอร์และเจ้าคุณวิศาลคดี ถึงกับกินข้าวไม่ลง วางช้อน ขอตัวกลับไปนอน ประยงค์กับคุณหญิงแสร์มองตามสงสัย

ooooooo

ตรอง กุลวรางค์ และไรวัต นัดมาเจอกันที่บ้านมณีจันทร์ เพื่อปรึกษาหารือเรื่องมณีจันทร์ ไรวัตสั่งให้คนของเขาตรวจข้อมูลซํ้าๆหลายครั้ง ทั้งในกรุงเทพฯ และตจว.ไม่มีคนเจ็บคนตายลักษณะเดียวกับมณีจันทร์เลย

“อย่างที่คุณบอกไว้ ถ้าทางไรวัตไม่ได้เรื่อง เราจะลองคิดแบบเมณี่ดู” ตรองเสนอทางเลือกสุดท้าย

กุลวรางค์ขอคำอธิบายจากตรองชัดๆ อีกครั้งว่า การย้อนอดีตในทางวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นไปได้ไหม ตรองลุกขึ้นยืน ยืดแขนขวาออกไปเสมอไหล่ สมมติว่าแขนนั้นเป็นเส้นเหตุการณ์สมัย ร.5 แล้วดึงกุลวรางค์ให้ลุกขึ้นยืน บอกให้ทำท่าเหมือนเขา และสมมติว่าแขนของกุลวรางค์เป็นเส้นเหตุการณ์สมัย ร.9

“คนทั่วไปเข้าใจว่า เส้นเหตุการณ์สมัย ร.5 ต้องเกิดก่อนสมัย ร.9 ใช่ไหม...เส้นมันต้องต่อกันแบบนี้ ผมเกิดก่อน คุณเกิดทีหลัง” ตรองว่าพลางเดินไปยืนข้างกุลวรางค์ ให้รู้ว่าการยืนต่อกันคือการไล่ลำดับจากเขาไปหาเธอ กุลวรางค์พยักหน้าเข้าใจ ตรองอธิบายอีกว่า

“ทีนี้มีทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่า เส้นเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ไม่ได้เกิดก่อนหลัง แต่เกิดซ้อนกันอยู่แบบนี้” ตรองเปลี่ยนจากยืนข้างกุลวรางค์ไปยืนซ้อนด้านหลังแทน “ทีนี้บางครั้ง เวลาที่เส้นเหตุการณ์พวกนี้ได้รับผลกระทบจากมวลสารอื่น บางทีเส้นเหตุการณ์ที่ควรวิ่งขนานกันก็เกิดบิดเบี้ยวไปทับกัน” ตรองหันไปบอกไรวัตให้หามวลสารอะไรมากระทบตามเขาว่าที ไรวัตจับแขนตรองไปวางทับแขนกุลวรางค์ ทำให้ทั้งคู่ตัวแทบชิดกัน

“แล้วไอ้มวลที่ว่า มันต้องเป็นยังไงล่ะ” กุลวรางค์สงสัย

“มวลก็คือมวล มันเป็นอะไรก็ได้ พลังงาน...พลังความรัก อย่างกรณีของเมณี่ก็เป็นพลังความรักชาติไง เป็นพลังความรักชาติของเมณี่เองหรือของคนอื่นก็ได้ ก็ช่วงนั้นชาติกำลังมีปัญหา เมณี่ก็เลยย้อนอดีตไปที่ช่วงเวลานั้นไงล่ะ” ตรองอธิบายยืดยาว กุลวรางค์พยักหน้าเข้าใจ

“แต่ผมไม่เข้าใจ คราวที่แล้วคุณสองคนยืนยันว่า เมณี่เป็นโรคจิตจะเอาเข้าโรงพยาบาล แล้วมาตอนนี้ ไหงมาเชื่อเองซะงั้น... ผมไม่เอาด้วยล่ะ เพื่อนที่เป็นตำรวจเขาบอกว่า

ให้ลองตามข้อมูลในบัตรเครดิต ผมให้นุ่มหาเอกสารบัตรเครดิตเมณี่มาแล้ว ผมไปจัดการเรื่องนี้ดีกว่า...ไปล่ะ” ไรวัต

พูดจบหยิบซองเอกสาร ผละจากไป

กุลวรางค์กับตรองไม่สนใจไรวัต หันมาปรึกษากันต่อ กุลวรางค์รู้เรื่องทฤษฎีย้อนอดีตแล้ว ทีนี้เธออยากรู้ว่ามณีจันทร์ข้ามไปอดีตได้อย่างไร เอาไทม์แมชชีนมาจากไหน

“อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์บอกว่า จะข้ามอดีตได้ เราต้องเดินทางเร็วกว่าแสง คือต้องเข้าไปในหลุมดำ หรือรูหนอน ซึ่ง ณ ที่นั้น เป็นพื้นที่ที่ไม่มีเวลา”

“แปลว่าต้องหาหลุมดำ อาจมีหลุมดำในบ้านนี้ ถูกต้องไหม”

ตรองพยักหน้า ตีหน้าตายก่อนจะชี้ที่อกข้างซ้ายของตัวเอง “ตรงนี้ไง หลุมดำในตัวผม ดึงดูดทุกสิ่งที่เกี่ยวกับกุลวรางค์ หน้าตา นิสัย คำพูด กลิ่นน้ำหอม มันทำให้ในนี้หวั่นไหวไปหมด”

กุลวรางค์โกรธเดินหนี ตรองรีบลุกตามมาตัดพ้อต่อว่า ทำไมเธอต้องโกรธทุกทีที่เขาพูดอะไรแบบนี้ กุลวรางค์ไม่ตอบ กลับบ่นพึมพำกับตัวเองว่า ตรองพูดเล่น ไม่ได้จริงจังอะไร ตรองยืนยันว่าพูดเรื่องจริง

“ก็บอกว่าพูดเล่นๆๆๆ” กุลวรางค์โวยวายจนแทบเต้น ตรองขี้เกียจเถียงด้วย เห็นกุลวรางค์เดินขึ้นบันไดบ้าน ร้องถามจะไปไหน

“เมณี่ชอบอยู่ในห้องนอน ถ้ามีหลุมดำ มันต้องอยู่ในห้องนอนนั่นแหละ” กุลวรางค์จ้ำพรวดๆเข้าห้องมณีจันทร์ โดยมีตรองตามไปติดๆ ทั้งสองช่วยกันค้นตามพื้นเปิดพรมดูจนทั่ว แต่ไม่พบหลุมดำสักหลุม...

ระหว่างที่เพื่อนรักทั้งสองคนของมณีจันทร์กำลังง่วนกับการค้นหาหลุมดำอยู่ในภพปัจจุบัน มณีจันทร์ซึ่งอยู่ในอดีตภพเดินมาทรุดตัวลงนั่งหน้ากระจกข้ามภพ

“กี่อาทิตย์แล้วนะทางโน้นจะวุ่นวายสักแค่ไหนกัน... กุลจ๋า คราวที่แล้วเธอมาหาฉันด้วยอะไรในฝันหรือเปล่า” เสียงคร่ำครวญแห่งความคิดถึงเพื่อนรัก ทำให้กระจกข้ามภพฝั่งภพปัจจุบันเกิดหมอกควันจางๆขึ้น เงาสะท้อนที่ปรากฏบนกระจก กลายเป็นภาพมณีจันทร์นั่งอยู่ กุลวรางค์กำลังคลานไปตามพื้น เห็นทางหางตาแวบๆหันขวับไปมอง

“เมณี่...นั่นไงเมณี่”

สิ้นเสียงกุลวรางค์ ภาพสะท้อนในกระจกข้ามภพเลือนหายวับไปกลับเป็นภาพปกติ ราวกับตกใจเสียงเรียก ตรองได้ยินเสียงเอะอะหันมาถามว่าเจอหลุมดำแล้วหรือ กุลวรางค์ ไม่ได้เจอหลุมดำ แต่เห็นมณีจันทร์อยู่ในกระจกเงาบานนั้น ตรองตกใจ ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

“จริงๆนะ ตาฉันไม่ได้ฝาด เมณี่นั่งอยู่ในชุดไทย เห็นอยู่แวบหนึ่งแล้วก็จางไป นายต้องเชื่อฉันนะ ดร.”

ตรองฉุกคิดถึงคราวที่มณีจันทร์เคยถามเขาว่ากระจกเงาเป็นไทม์แมชชีนได้ไหม แต่เขาไม่ได้สนใจ ตรองตื่นจากภวังค์ พึมพำกับตัวเอง “ไม่ใช่หลุมดำ แต่คือรูหนอน...คือกระจกเงาอันนี้นี่เอง”

ooooooo

ขณะเดียวกันที่หอนก หลังจากคุณหญิงแสร์ส่งประยงค์กลับบ้านไปแล้ว เธอหยิบผ้าแพรเพลาะที่ลงมือเย็บเองมาให้ลูกชาย หลวงอัครเทพมองสงสัย แม่ถือผ้าอะไรมา

“แพรเพลาะ ก็ที่แม่บอกว่าจะทำให้ ทำเสร็จแล้วเลยจะเอามาเก็บให้”

หลวงอัครเทพนิ่วหน้า หยิบผ้าแพรที่ตัวเองกำลังห่มขึ้นมาถาม ถ้าเช่นนั้นผ้าผืนนี้เป็นของใคร เห็นวางอยู่หน้าห้องนอนของเขา คุณหญิงแสร์เอะใจ เดินมาจับดู

“นี่มันกลิ่นดอกประยงค์นี่นา หรือว่า คนที่ทำคือแม่ประยงค์ แล้วทำไมไม่บอกล่ะ...เอ...หรือว่าวันนั้นวันที่แม่มณีชวนแม่ประยงค์ขึ้นไปบนต้นไม้ ถามเท่าไหร่ก็ไม่ตอบว่าขึ้นไปทำไมกัน ที่แท้ก็มีเหตุจะไปดูพ่อเทพ”

“ที่แท้สาเหตุก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ที่หล่อนไม่พูดด้วยก็เพราะเรื่องนี้ แม่มณี...แม่มณี” หลวงอัครเทพลุกพรวดจากที่นอน วิ่งปรู๊ดออกไปทันทีโดยไม่ฟังเสียงร้องเตือนของแม่ที่ไม่ให้วิ่ง เพราะเขายังไม่หายดี

ooooooo

ณ ภพปัจจุบัน ภายในห้องนอนของมณีจันทร์ตรองตื่นเต้นมาก ในที่สุดก็เจออุปกรณ์ที่พามณีจันทร์ข้ามภพ กุลวรางค์กับตรองไม่รอช้า ถลาไปเคาะกระจก เงาโบราณบานนั้นเป็นการใหญ่ ช่วยกันส่งเสียงเรียก

“เมณี่...เมณี่ได้ยินไหม”

เสียงร้องเรียกที่เปี่ยมด้วยความรักและความคิดถึงของกุลวรางค์ ทำให้ประตูทวิภพเปิดออก สัญญาณเรียกจากนาฬิกาดังระงม มณีจันทร์เห็นกระจกข้ามภพเกิดเป็นหมอกควัน รีบลุกขึ้นยืนเตรียมตัวกลับ

ทันใดนั้น หลวงอัครเทพเปิดประตูห้องเข้ามา เห็นกระจกข้ามภพกำลังจะเอาตัวมณีจันทร์ไป รีบพุ่งไปคว้ามือเธอไว้ ขอร้องไม่ให้ไป

“แต่สัญญาณเรียกมันดังขึ้นทุกที” มณีจันทร์ร้องบอก

หลวงอัครเทพไม่สนใจ ดึงมณีจันทร์มากอดไว้ไม่ว่าจะอย่างไร เขาไม่ยอมให้เธอกลับเด็ดขาด คุณหญิงแสร์ตามเข้ามาเห็นทั้งคู่ยืนกอดกันอยู่และที่กระจกเงากำลังเกิดควันปกคลุม ตกใจรีบงับประตูห้อง...

กุลวรางค์ยังคงส่งเสียงเรียกมณีจันทร์ไม่หยุด เสียงคร่ำครวญนั้นเหมือนจะเร่งให้กระจกข้ามภพรีบดึงมณีจันทร์กลับ แต่หลวงอัครเทพแข็งขืนไม่ยอมให้ไป กอดเธอไว้แน่น เสียงสัญญาณจากนาฬิกาดังไม่หยุด

“ทางโน้น...ถ้าเขาไม่พบฉันนานๆ...”

มณีจันทร์พูดยังไม่ทันจบประโยค หลวงอัครเทพพูดแทรกขึ้นก่อน “ก็ช่างพวกเขาปะไร ให้เขาคอยเหมือนที่ฉันคอยหล่อน คอยตลอดมา...บางทีฉันกลัวด้วยซ้ำไปว่าหล่อนจะไม่มา”

เสียงสัญญาณเรียกจากนาฬิกาซึ่งมีเพียงมณีจันทร์เท่านั้นที่ได้ยินยังคงดังต่อเนื่อง มณีจันทร์เริ่มปวดหัว เพราะไม่เคยขัดขืนมาก่อน กุมขมับร้องโอดโอย หลวงอัครเทพใจเสีย

“อย่าไป...อย่าไปทั้งๆที่ไม่เข้าใจกัน อย่าไปทั้งแบบนี้ เพราะหล่อนอาจจะไม่กลับมา แม่มณี...แม่มณีจ๋า หลายวันนี้ฉันอึดอัดเหลือเกิน อย่าไป”

เสียงกระจกข้ามภพปริแตกเป็นทางยาวเพิ่มขึ้น คุณหญิง แสร์ตกใจเรียกให้หลวงอัครเทพดู ม้วนได้ยินเสียงเอะอะรีบวิ่งเข้ามาดู มณีจันทร์ดิ้นทุรนทุรายปวดหัวแทบจะระเบิด คุณหญิงแสร์สงสารมณีจันทร์มาก กลัวเธอจะตาย ขอร้องหลวงอัครเทพปล่อยเธอไป หลวงอัครเทพกลับยิ่งกอดแน่นขึ้น

“ไม่...กระผมไม่ปล่อย...ม้วน...มาช่วยกันจับคุณไว้”

ม้วนปราดเข้ามาจับขามณีจันทร์ไว้ คอยเหลียวมองกระจกข้ามภพกลัวจะมาดึงมณีจันทร์ไป มณีจันทร์ปวดหัวมากจนทนไม่ไหว หมดสติ หลวงอัครเทพอุ้มเธอไปที่เตียง กอดเธอไว้บนเตียงราวกับเป็นของรักของห่วง กลัวกระจกข้ามภพจะมาพรากไป ควันที่กระจกข้ามภพเริ่มจาง จนกลับเป็นปกติ ยกเว้นรอยร้าว...

ในเวลาเดียวกัน ที่อีกภพหนึ่ง ตรองกับกุลวรางค์ทั้งเรียกทั้งเคาะกระจกเงาโบราณจนเหนื่อย ตรองโมโหหันไปคว้าเก้าอี้จะมาโยนใส่กระจก กุลวรางค์ร้องห้ามลั่น

“ไม่...อย่านะอีตาบ้า ถ้าประตูพังไป เมณี่จะใช้อะไรกลับมาล่ะ”

“โธ่...เมณี่ ทำไมฉันไม่คิดเรื่องนี้ ทำไมฉันไม่เชื่อเธอ ไม่ฟังเธอให้มากกว่านี้ ทั้งๆที่เธอบอกฉันแล้ว ไอ้โง่อย่างฉันไปทำบ้าอะไรอยู่ แทนที่จะอยู่ข้างๆเธอ...อยู่ช่วยเธอ...โธ่เว้ย” ตรองโกรธตัวเอง กระแทกตัวลงนั่งกับพื้นห้องอย่างเจ็บใจ กุลวรางค์ร้องไห้ที่กระจกเงาตรงหน้าไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ร่ำร้องอยากเห็นหน้าเพื่อนรักอีกครั้ง อย่างน้อยจะได้รู้เธอเป็นอย่างไรบ้าง ตรองกับกุลวรางค์มองหน้ากันกลุ้มใจ ไม่รู้ จะทำอย่างไรดี

ooooooo

กว่ามณีจันทร์จะรู้สึกตัวก็ดึกมากแล้ว หลวงอัครเทพยังคงกอดมณีจันทร์ไว้ตลอดเวลาไม่ยอมปล่อย คุณหญิงแสร์ซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ในห้องด้วย สั่งให้ม้วนรีบไปละลายยาหอมมาให้ อึดใจเดียว ม้วนอาถ้วยยาหอมมายื่นให้ หลวงอัครเทพรับยามาป้อนให้มณีจันทร์

“กระจกนั่น...ฉันได้ยินเสียงด้วย” มณีจันทร์พึมพำ ท่าทางเหนื่อยอ่อน

“เห็นแล้ว...มันร้าวเพิ่มขึ้น” หลวงอัครเทพบอกทั้งที่ยังไม่คลายอ้อมแขนออกจากหญิงสาว

“เมื่อคราวที่แล้ว พ่อเทพเหมือนถูกผลัก คราวนี้ แม่มณีเป็นลม แล้วยังกระจกแตกอีก เทวดาผู้คุ้มครองทางเข้าเมืองลับแล ไม่พอใจหรือเปล่าแม่มณี” คุณหญิงแสร์ยังคงคิดว่ามณีจันทร์มาจากเมืองลับแล

“มณีไม่รู้เลยเจ้าค่ะ กระจกจะเป็นยังไงต่อไป ถ้ามันแตกหมดจะไปมาได้อีกไหม แล้วตอนนี้ทางโน้นจะเป็นยังไง และมณีจะเป็นยังไงต่อไป ไม่รู้จริงๆเจ้าค่ะ”

คุณหญิงแสร์เตือนหลวงอัครเทพให้ปล่อยมณีจันทร์ได้แล้ว คราวนี้เขาทำตามคำขอของแม่

ooooooo

หลวงอัครเทพไม่อาจปล่อยให้มีปัญหาคาใจกับมณีจันทร์ต่อไปได้ สั่งม้วนไปตามมณีจันทร์มาพบแต่เช้า เพื่อคุยปรับความเข้าใจกันต่อหน้าคุณหญิงแสร์ ทันทีที่มณีจันทร์มาถึง หลวงอัครเทพหยิบผ้าแพรเพลาะที่ประยงค์เย็บให้ขึ้นมาวาง ถามว่ารู้ไหมแพรเพลาะผืนนี้มีกลิ่นหอมของอะไร มณีจันทร์พยักหน้ารับคำเศร้าๆ

“อ้อรึ...เก่งนะ เพราะฉันไม่ทราบ”

“หา...ท่านไม่รู้จักกลิ่นดอกประยงค์หรือคะ” มณีจันทร์ร้องเอะอะ

“ผู้ชายที่รู้จักกลิ่นดอกไม้จะมีสักกี่คน”

มณีจันทร์ถึงบางอ้อ แสดงว่าวันนั้นที่หลวงอัครเทพเห็นผ้าแพรแล้วยิ้มก็ไม่มีความหมายอะไร หลวงอัครเทพเห็นว่าผ้าแพรผืนนี้ทำให้เขากับมณีจันทร์มีปัญหาคาใจกัน สั่งม้วนไปหยิบกรรไกรมาให้ คุณหญิงแสร์ตกใจร้องห้าม ถ้าหลวงอัครเทพคิดจะทำอะไรขอให้นึกถึงหัวอกคนทำบ้าง จังหวะนั้น อิ่มเข้ามารายงานว่า

“คุณหลวงเจ้าคะ คู่หมายของคุณหลวง คุณประยงค์มาแล้วเจ้าค่ะ เดี๋ยวอิฉันไปหาน้ำมาต้อนรับคุณก่อนนะเจ้าคะ” อิ่มพูดจบรีบลงเรือนไป

“ดี...จะได้ออกไปคุยกัน” หลวงอัครเทพว่าแล้วลุกเดินไปทันที คุณหญิงแสร์รีบลุกตามแทบไม่ทัน มณีจันทร์เป็นห่วงประยงค์มาก ไม่รู้คุณหลวงจะคุยอะไรด้วย ชวนม้วนไปแอบฟัง...

ระหว่างเดินไปโถงกลางเรือน คุณหญิงแสร์ถามลูกชายจะคุยอะไรกับประยงค์ หลวงอัครเทพจะอธิบายเรื่องที่ประยงค์เข้าใจเขาผิดให้เข้าใจถูกต้องว่าเขาไม่เคยมีจิตผูกพันกับเธอแม้แต่น้อย

“ครั้งนี้แม่ประยงค์อุตส่าห์ข่มความละอาย เพลาะแพรมาให้ มาดูแลลูกถึงบ้าน แม่ประยงค์คงมั่นใจแล้วว่า หล่อนจะเป็นของพ่อเทพแต่เพียงผู้เดียว”

หลวงอัครเทพยิ่งได้รู้เรื่องนี้ ยิ่งต้องแก้ไขให้ถูกต้อง คุณหญิงแสร์ไม่อยากให้ลูกชายจัดการเรื่องนี้เหมือนจัดการเรื่องงานเพราะหัวใจคนเป็นสิ่งบอบบาง มณีจันทร์แอบตามมาด้านหลังได้ยินทุกคำพูด พึมพำเบาๆ

“ใช่...คุณประยงค์ต้องตายแน่ อย่าทำนะคุณหลวง”

ม้วนค้อนเจ้านายสาว ก่อนจะโวยวายอย่างลืมตัว “พิลึกคน ใจกว้างเป็นแม่น้ำ จะไปห้ามคุณหลวงทำไม...เอ่อ...ม้วนขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจดุคุณท่าน เพียงแต่คุณหลวงจัดการครั้งนี้ก็เพื่อคุณมณีนะเจ้าคะ”

สองนายบ่าวแอบฟังแม่ลูกคุยกันต่อ ได้ยินหลวงอัคร–เทพยืนยันคำเดิม ต้องพูดกับประยงค์ให้รู้เรื่อง...

ไม่นานนัก อิ่มพาประยงค์กับคุณหญิงสรเดชมาถึงโถงกลางเรือน หลวงอัครเทพไม่พูดพล่ามบอกประยงค์ว่าผ้าแพรผืนที่เธอทำให้ เขาตัดสินใจยกให้แม่ไปใช้แล้ว

คุณหญิงสรเดชกับประยงค์ตกใจมากเพราะนั่นหมายถึงการปฏิเสธการเป็นคู่หมั้นคู่หมาย คุณหญิงสรเดชกลั้นใจถาม เห็นเขาใช้อยู่ดีๆทำไมยกให้แม่“คุณแม่ทำผืนใหม่ให้แล้ว คงต้องใช้ของคุณแม่ขอรับ... เกิดเหตุเข้าใจผิดบางประการ กระผมกราบขอโทษคุณหญิง... แม่ประยงค์ พี่ขอโทษ สำหรับทุกอย่าง”

ประยงค์ร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนคุณหญิงสรเดชโกรธตัวสั่น “ได้...จะเอาอย่างนี้ใช่ไหมแม่แสร์ได้...ประยงค์ลูกแม่กลับบ้านเดี๋ยวนี้” คุณหญิงสรเดชเจ็บใจน้ำตาคลอ คุณหญิงแสร์พยายามจะอธิบายแต่คุณหญิงสรเดชไม่ฟัง โผกอดลูกสาวร้องไห้กันระงม ก่อนจะพากันลงเรือนไป มณีจันทร์สะเทือนใจมากรีบลุกตาม

ครู่ต่อมา มณีจันทร์ตามสองแม่ลูกทันตรงประตูรั้วหน้าบ้าน ขอคุยกับประยงค์สักครู่ ทีแรกคุณหญิงสรเดชไม่อนุญาต แต่ทนประยงค์รบเร้าไม่ไหวจำใจยอมให้มณีจันทร์คุยด้วย

พอได้อยู่กันตามลำพัง มณีจันทร์ดึงประยงค์เข้ามา กอดปลอบใจว่า “คุณหอมไปทั้งตัว แต่จิตใจของคุณหอมไกลกว่า อย่าปล่อยให้ความรักทำลายชีวิตและจิตใจอันบริสุทธิ์ของคุณเลยนะคะ”

“คุณพี่...คราวนี้น้องอายแทบแทรกแผ่นดินหนี น้อง... พูดอะไรไม่ถูก” ประยงค์ร้องไห้อีก มณีจันทร์อธิบายให้ฟังว่าที่หลวงอัครเทพปฏิเสธประยงค์ ไม่ใช่เพราะโกรธเกลียด แต่ทำเพราะหวังดี ขอให้ประยงค์เชื่อมั่นในความดีงามของตัวเอง เรื่องครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องน่าละอาย

“คุณพี่เจ้าขา คุณพี่สอนอิฉันตั้งมากมายสอนอีกอย่างได้ไหมเจ้าคะ ไม่ต้องเจ็บเพราะรักทำยังไงเจ้าคะ”

“ความรักทำให้เราเจ็บ แต่จะทำให้เราโตขึ้นเพราะความเจ็บนั้นเป็นครู สอนให้รู้ว่ารักตัวเองนั้นสำคัญแค่ไหน” มณีจันทร์ยิ้มให้ประยงค์อย่างจริงใจ ประยงค์รับปากจะพยายามทำอย่างที่มณีจันทร์สอน สองสาวร่ำลากันด้วยความอาลัยอาวรณ์ จากนั้น มณีจันทร์เดินกลับมาหาม้วนซึ่งยืนรออยู่ห่างๆ ม้วนดีใจที่ครั้งนี้เจ้านายสาวไม่ได้คิดจะยกหลวงอัครเทพให้ประยงค์อีก

“แหม...ใครมันจะไปทำอย่างนั้นเล่า ม้วนก็”

“แค่นี้ก็ได้บุญโขใหญ่โตมหาศาลแล้วเจ้าค่ะ ดูเมื่อก่อนสิเจ้าคะช่วยเขา ยกให้เขา บุญกุศลได้มาเป็นก่ายเป็นกอง แล้วเป็นไง หน้าตาดำหมองค้ำแทบป่วยไข้” ม้วนลืมตัวประชด เจ้านาย พอนึกขึ้นได้รีบกราบขออภัยเป็นการใหญ่ มณีจันทร์ไม่ถือสารู้ดีว่าม้วนพูดเพราะเป็นห่วง แล้วนึกสนุกแกล้งวิ่งไล่หอมแก้มม้วน

“อี้...บัดสี...ไม่เอาเจ้าค่ะ น้ำลายออกมาแล้ว อายผีบ้านผีเรือน ไม่เล่นเจ้าคะ” ม้วนหันหน้าเดินหนีมณีจันทร์ยิ่งสนุก วิ่งไล่หอมแก้มอุตลุด หลวงอัครเทพอยู่บนเรือนมองลงไปเห็นมณีจันทร์ยิ้มแย้มหัวเราะสนุกสนาน พลอยยิ้มมีความสุขไปด้วย บรรยากาศในบ้านดูดีขึ้นทันตาไม่อึมครึมหม่นเศร้าเหมือนหลายวันที่ผ่านมา คุณหญิงแสร์ยืนดูอยู่ข้างๆหลวงอัครเทพ นึกหมั่นไส้

“คุณหญิงสรเดช แม่ประยงค์ร้องไห้ไปคราวนี้ ข้างล่างยิ้มออก ข้างบนก็ยิ้มออกเหมือนกัน...ไม่ต้องมาทำหน้าแดงพ่อเทพ...ครั้งนี้แม่เสียเพื่อน เสียหลานไป สงสารสองแม่ลูกนั่นจริงๆไม่รู้จะชดใช้ยังไงแล้วลูกเอ๊ย” คุณหญิงแสร์ถอนใจเฮือก กลุ้มใจ หลวงอัครเทพเองก็เสียใจที่เกิดเรื่องเข้าใจผิดกันขึ้น

ooooooo

กุลวรางค์คิดไม่ออกจะทำอย่างไรกับเรื่องของมณีจันทร์ จึงตัดสินใจโทร.ทางไกลหาคุณหญิงมาลิดาโทร.อยู่หลายครั้งกว่าจะติด

“กุลเองค่ะ...ทำไมโทรศัพท์ไปหาคุณน้าไม่ได้คะ เพราะสงครามหรือคะ”

“สงครามรุนแรงกว่าที่คาด มีการยึดทำลายเครือข่ายโทรศัพท์ น้าเลยหาเบอร์ใหม่ส่งไปให้เมณี่กับกุลทางอีเมล์ เมณี่ให้กุลโทร.มาหรือ”

“เปล่าค่ะ กุลโทร.มาหาเอง เมณี่ยังไม่กลับจาก ตจว.เลย”

“นั่นสิ...น้ากำลังแปลกใจ เมณี่ไม่ได้ดูข่าวหรือไง ไม่ห่วงแม่ห่วงพ่อบ้างเลยเด็กคนนี้”

“เอ่อ...คุณน้าคะ...กุลก็ติดต่อเมณี่ไม่ได้เหมือนกันค่ะ กุลไม่รู้ว่าเมณี่ไปไหน...เธอไม่ได้เอามือถือไป ไม่ได้ติดต่อใครเลยมาพักหนึ่งแล้วค่ะ” กุลวรางค์เสียงอ่อย คุณหญิงมาลิดาตกใจมาก

“อะไรนะไม่ได้ติดต่อใครเลย หมายความว่ายังไง เมณี่หายตัวไปเฉยๆหรือ กุลไม่ได้คุยกับเธอเลยหรือ”

“ใจเย็นก่อนนะคะไรวัตเช็กให้ตลอด ไม่มีใครเจ็บตายลักษณะเดียวกับเมณี่เลย เธอน่าจะปลอดภัย”

“น้างงไปหมดแล้ว นี่มันอะไรกันลูก”

“กุล ตรอง ไรวัตกำลังจัดการเรื่องนี้อย่างเต็มที่แทน คุณน้า แต่ถ้ากลับมาได้ กุลก็อยากเจอคุณน้าค่ะ มีอะไรหลายอย่างอยากเล่าให้ฟัง” กุลวรางค์ไม่กล้าเล่าเรื่องที่เห็นมณีจันทร์อยู่ในกระจกเงาทางโทรศัพท์

“ได้จ้ะ...น้าจะรีบไป แต่สนามบินที่นี่ยังปิดอยู่เลย ไม่รู้จะเปิดเมื่อไหร่”

“กุลเห็นทางทีวีแล้วค่ะ ยังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะบอกดีไหม เพราะไม่รู้ว่าคุณน่าจะเดินทางได้เมื่อไหร่”

“เอาเป็นว่าน้าจะรีบหาทางบินกลับกรุงเทพฯให้เร็วที่สุดจ้ะ” คุณหญิงมาลิดาวางสาย รู้สึกใจคอไม่ดีที่มณีจันทร์หายไปเฉยๆโดยไม่มีใครรู้ว่าไปไหน

ooooooo

ขณะที่เพื่อนๆและแม่ของมณีจันทร์กำลังเป็นกังวลกับการหายตัวไปของเธออยู่ในภพปัจจุบัน มณี-จันทร์ซึ่งอยู่ในภพอดีตกำลังมีความสุขที่สามารถปรับความเข้าใจกับหลวงอัครเทพได้ในที่สุด...

ตกค่ำ หลังจากฟังหลวงอัครเทพสีไวโอลินเพลงแรกจบ มณีจันทร์ออกมาคุยกับเขาที่โถงหน้าหอนก

“วันนี้เพลงกล่อมนอนของฉัน หวานเหมือนเดิมแล้ว”

“วันนี้หล่อนยอมหยุดงานออกมาคุยกับฉันแล้ว” หลวงอัครเทพเลียนแบบ

“แหม...ยอกย้อน...เอ้อ...วันนี้ ฉันไม่เข้าใจหลายอย่างที่ท่านทำ”

“ถ้าไม่เด็ดขาด ปล่อยให้แม่ประยงค์เข้าใจผิด วันหน้าหล่อนจะเสียใจยิ่งกว่านี้”

“ไม่เสียดายคุณประยงค์คนงามหรือคะ ผู้ชายที่ไหนก็หวั่นไหวกับความงามของคุณประยงค์ทั้งนั้น”

“แม่ประยงค์ไม่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างหล่อนนี่” หลวงอัครเทพแหย่

“ฮึ...ประโยชน์คงมีแค่นี้เอง”

“อย่าพูดอย่างนั้น คนเราเกิดมามีประโยชน์ทั้งนั้นอย่างที่เขาพูดกันมีทั้งประโลมตาประโลมใจ หรือแม้แต่ประโลมโลก” หลวงอัครเทพเห็นมณีจันทร์ทำหน้างงๆ อธิบายให้ฟังว่า

“ประโลมตา เข้าใจง่าย คือสิ่งที่ให้ความงดงามในทันทีที่เห็น”

“แปลว่าสุนทรีย์ทางตา เช่น คุณประยงค์นงนุชสุดสวาท”

หลวงอัครเทพพยักหน้า แล้วอธิบายต่อ “แต่ประโลมใจให้ความรู้สึกเป็นนามธรรม เพราะรู้ด้วยใจสัมผัสด้วยใจ ในขณะที่ประโลมโลก เป็นความสุขแก่โลกทั้งปวง”

มณีจันทร์อยากรู้ที่เขาอธิบายมายืดยาว สรุปแล้ว ประยงค์กับเธอใครงามตา ใครงามใจ   หลวงอัครเทพนิ่งเฉย จงใจไม่ตอบ มณีจันทร์แซวทันที

“เงียบ...ไม่มีเสียงตอบรับจากสายที่ท่านเรียก...อ๋อ...ลืมไป...สุภาพบุรุษไม่วิจารณ์ผู้หญิงสินะ”

หลวงอัครเทพทำเป็นชี้หน้ามณีจันทร์ “ยังไม่ได้จัดการเรื่องที่ทำกับหลวงเจนเลย ตกลงไอ้แกล้งทำเป็นคนบ้าเนี่ย หล่อนไปทำอีท่าไหน”

มณีจันทร์หัวเราะร่วน ทำบิดไปบิดมาเมื่อนึกถึงตอนที่ตัวเองทำบ้าๆบอๆ “อือ...อายอ่ะ...อย่าฟังเลย ไม่กล้าเล่าให้ใครฟังหรอก ยังบอกม้วนบอกขาบว่าอย่าเล่า” มณีจันทร์พูดจบ หัวเราะคิกคัก

“ไม่เห็นจะอาย เห็นแต่หัวเราะชอบใจ”

“ก็แค่ทำท่าลิงบ้าง จิ้งจกบ้าง”

“ลิงอะไร”

“ลิงร้องเพลงคะ”

“เพลงอะไร”

มณีจันทร์อารมณ์ดี ลุกขึ้นไปเต้นลีลาประกอบเพลงที่ตัวเองร้อง “ลิงน่ะมาลิงจั๊กๆ รักน่ะมันรักจริงๆ ถ้าลิงไม่จั๊กเขาเรียกว่ารักไม่จริง...เพลงนี้ไม่ได้ร้องให้หลวงเจน  ร้องให้คุณหลวงอีกคนหนึ่ง” มณีจันทร์เห็นหลวงอัครเทพเขินหน้าแดง แกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ

“ว่าไง...รักจริงป่ะ”

หลวงอัครเทพเขินหนักหันไปคว้าถ้วยน้ำชาใกล้มือ มณีจันทร์ร้องห้ามลั่นจะหยิบมาทำไม

“ไม่มีไม้เรียว...จะเอาไว้เขวี้ยงลิง”

“โอ้...แรงส์...แรงส์ขึ้นทุกทีไปดีกว่าเป็นบ้านี่ก็หมดราคาไปมากแล้วมาหัวแตกเพราะถ้วยชาอีก แม่มณีจันทร์ หล่อนคงต้องขายพร้อมข้าวสารแล้วล่ะ...กู๊ดไนต์ค่ะ” มณีจันทร์เดินกลับห้องตัวเอง ยังเดินไปได้ไม่กี่ก้าวมีเสียงหลวงอัครเทพดังไล่หลัง

“เรื่องที่ถามน่ะ...จริง”

“ค่ะ...อะไรนะคะ”  มณีจันทร์หันกลับมามองงง  ตามไม่ทัน

“ที่ลิงช่างสงสัยมันถามไง...กู๊ดไนต์” หลวงอัครเทพพูดพลางส่งสายตาเปี่ยมด้วยความรักไปให้มณีจันทร์ ทั้งสองมองสบตากันนิ่งงัน แม้อยู่ห่างกันแต่มีความรักอบอวลอยู่รอบตัว จากนั้นมณีจันทร์เดินยิ้มแก้มป่อง หัวใจพองโตด้วยความรักเข้าห้องนอน  ม้วนมองหน้าเจ้านายสาวสงสัย

“เป็นอะไรไปเจ้าคะ”

“ใจมันสั่น โลกมันหมุน ตัวเหมือนจะลอยได้...เฮ่อ” มณีจันทร์ทิ้งตัวนอนลงบนเตียง สีหน้ายิ้มแย้ม

ม้วนเห็นมณีจันทร์เซร่วงลงบนเตียง เป็นห่วงมากรีบเข้าไปเขย่าตัว “ตายจริง...จะเป็นลมอีกไหมเจ้าคะ...เอายาหอมไหมเจ้าคะคุณท่าน...คุณท่าน”

มณีจันทร์กลับนอนยิ้มมีความสุข...

เสียงไวโอลินแห่งความรัก ดังตามสายลมมาถึงห้องนอนของคุณหญิงแสร์ เธอเป็นห่วงลูกชายมาก ยิ่งได้เห็นว่าเขารักมณีจันทร์มากเพียงใดยิ่งเป็นกังวล ถ้าวันหนึ่งเกิดมณีจันทร์กลับไปแล้วไม่มา เธอไม่อยากจะคิดเลยว่า ลูกชายของเธอจะเป็นอย่างไร

ooooooo

สายวันถัดมา ม้วนเห็นอิ่มนั่งกินข้าวอยู่คนเดียวขณะที่บ่าวคนอื่นนั่งกินข้าวรวมกลุ่มด้วยกัน เลยถือชามข้าวไปนั่งกินเป็นเพื่อนท่าทีราวกับเห็นใจ แต่ปากกลับพูดแดกดัน

“ไม่รู้คุณประยงค์จะมาอีกเมื่อไหร่ ดูซิ นังอิ่มต้องมากินข้าวกับเราเพราะไม่มีรางวัลจากคุณหญิงสรเดช”

“เออนั่นสิ...ทุกทีท่านฝากอาหารชาววังมาให้นังอิ่ม มันแอบไว้กินคนเดียว อาหารที่เรือนทาสนี่มันเลยไม่แล” ขาบช่วยผสมโรงอีกคน

“นี่พวกเอ็งหาเรื่องข้ารึ...ข้ากินข้าวของข้าเฉยๆนะโว้ย” อิ่มจ้องหน้าขาบกับม้วนอย่างเอาเรื่อง

“คุณมณีท่านก็อยู่ของท่านเฉยๆเหมือนกัน เอ็งแดกดันท่าน ท่านยังไม่เคยด่าเอ็งสักคำ คราวนี้คุณหลวงปฏิเสธคุณประยงค์ เอ็งเสียหน้าไปมากโข สมน้ำหน้า” ม้วนได้ทีซ้ำเติม แก้แค้นให้เจ้านายสาวของตน

“นังอิ่มทนไม่ไหวแล้วโว้ย”  สิ้นเสียงตะโกน อิ่มคว้าจานข้าวโยนใส่ม้วน

คนอย่างม้วนไม่ยอมให้ใครทำร้ายฝ่ายเดียวโยนจานข้าวตัวเองใส่อิ่มคืนบ้าง จากนั้นทั้งคู่เหลียวหาอาวุธใกล้มือได้ผักมากำหนึ่งต่างฝ่ายต่างโยนทิ้งเพราะใช้เป็นอาวุธไม่ได้ ทั้งสองคนหันไปคว้ากระบุงกับตะกร้าชูขึ้นพร้อมกันมองกันไปมองกันมาโยนของในมือทิ้งอีกเพราะใช้ตีไม่สะใจ

“มีดเมิด อะไรไม่มีหรือวะ” อิ่มว่าพลางกวาดตามองหาทั่วบริเวณแต่ไม่พบมีดสักเล่ม

“ของนอกกายไม่มี ก็เอานี่แหละว่ะ” ม้วนพูดจบ ถีบอิ่มโครมจนเซถลาลงไปกองกับพื้น

อิ่มตั้งหลักได้พุ่งเข้าใส่ม้วน สองสาวตบตีกันอุตลุด บ่าวทั้งหลายล้อมวงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน ขาบคิดอะไรขึ้นมาได้ เอาโหลใส่น้ำ วางกะลาเจาะรูไว้ข้างใน ยกมาวางลงบนแคร่เพื่อจับเวลาหมดยก แล้วหยิบกระจาดเล็กๆสองใบมาวางลงตรงหน้า เปิดรับแทงพนันหน้าตาเฉย

“วันนี้ มีลุ้นโว้ยมาเลย ข้าเปิดรับแทงพนัน ใครว่านังม้วนชนะ จ่ายลงในกระจาดนี้ ใครว่านังอิ่มชนะจ่ายตรงนี้มาเลยๆ” ขาบประกาศเชิญชวน บ่าวทั้งหลายต่างโยนเศษเงินลงในกระจาดที่ตนคิดว่าจะชนะพนัน  แล้วกลับไปล้อมวงเชียร์ม้วนกับอิ่มต่อ ไม่สนใจเงินในกระจาดทั้งสองใบ

“นังม้วนสู้ๆๆ”

“นังอิ่มสู้ๆๆ”

“เอาโว้ยนังม้วน นังอิ่มสู้ๆๆ...ไอ้ขาบรวยๆๆ” ขาบเชียร์ลั่น พอเห็นไม่มีใครมองมาทางตนเอง แอบหยิบเงินในกระจาดเหน็บชายพกตัวเองทีละนิด ฝ่ายม้วนขึ้นคร่อมอิ่มมือตบผัวะๆ ปากด่าอิ่มไปด้วย

“นังอิ่ม เอ็งมันเห็นแก่ได้ คุณมณีไม่เคยทำอะไรให้เอ็ง หน็อย...เห็นแก่ข้าวของที่เขาให้ไปเข้าข้างคนอื่น”

“นังม้วนเป็นต่อแล้วโว้ย แทงเร็วๆ นังคนไหนแพ้ อีกฝ่ายเอาเงินในกระจาดนี้ไปแบ่งกันโว้ย” สิ้นเสียงขาบ ก็มีบ่าวเอาเงินมาลงพนันข้างม้วนกันมากขึ้น ขาบรอทีเผลอแอบหยิบเงินจากกระจาดเงินพนันข้างม้วนมาเป็นของตัวอีก ขณะขาบกำลังขโมยเงินพนันเพลิน อิ่มอาศัยจังหวะหนึ่ง ผลักม้วนกระเด็นแล้วโดดขึ้นคร่อม

“ข้าพูดเรื่องจริง คุณมณีสู้คุณประยงค์ไม่ได้ เอ็งนั่นล่ะที่ไม่ยอมรับความจริง” อิ่มพูดพลางตบม้วนไปด้วย

“แย่แล้วๆ นังอิ่มมันขึ้นมาเป็นต่อแล้ว ใครจะลงข้างนังอิ่มก็มาเร็วๆ” ขาบประกาศก้อง

พวกบ่าวกรูกันเอาเงินมาแทงพนันข้างอิ่มแล้วกลับไปล้อมวงเชียร์ ขาบแอบหยิบเงินพนันจากกระจาดเงินพนันข้างอิ่ม เก็บใส่ชายพกตัวเองอย่างมีความสุข ม้วนกับอิ่มยังตบตีกันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

“นังอิ่ม นังบ่าวทรยศ กินบนเรือนขี้บนหลังคา”

“ข้าว่านายเอ็ง เอ็งทำเป็นเดือดร้อน สะเออะเสนอหน้านัก” อิ่มว่าพลางถีบม้วนกระเด็น

“เฮ้ยสูสีโว้ยสูสี...เอาเว้ยนังม้วน นังอิ่มสู้ๆ...ไอ้ขาบรวยๆ” ขาบหลับหูหลับตาเชียร์อย่างมันในอารมณ์

ทันใดนั้น ม้วนยกมือเป็นเชิงขอพักยก แล้วเดินมายืนเท้าสะเอวหน้าขาบ เสียงเชียร์กับเสียงตบตีเงียบกริบ ทำให้ขาบลืมตาขึ้นมอง ต้องตกใจที่เห็นม้วนยืนอยู่ตรงหน้าท่าทางเอาเรื่อง

“ข้ากับนังอิ่มเจ็บแทบตาย เอ็งเห็นเป็นเรื่องสนุกรึ” ม้วนว่าแล้วแกล้งกระตุกผ้านุ่งขาบ เงินที่ซ่อนไว้ร่วงกราว อิ่มโวยวายลั่น ขาบขโมยเงิน เท่านั้นเอง ขาบถูกพวกบ่าวกรูกันรุมสหบาทา

“เฮ้ย...อย่าๆๆ...โอ๊ยๆๆ กลัวแล้วจ้า กลัวแล้ว” ขาบร้องลั่น

ooooooo

ที่บ้านของมณีจันทร์ในกรุงเทพฯ ตรองกับ

กุลวรางค์ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ได้แต่นั่งเฝ้ากระจกข้ามภพอยู่ในห้องนอนมณีจันทร์ กุลรางค์เข้าไปนั่งจ้องกระจกจนชิด

“เมณี่จ๋า...ทำไมไม่เห็นเมณี่อีกเลยล่ะ...เมณี่จ๋า...

เอ๊ะนั่น” กุลวรางค์ชี้กระจกข้ามภพ ดีใจนึกว่ากระจกกำลังจะเกิดปฏิกิริยาบางอย่าง ตรองส่ายหน้า

“แสงมันสะท้อน...มาจากข้างนอก...นกมันบินผ่านที่หน้าต่างด้านนี้ไง”

กุลวรางค์จ้องกระจกต่อ พลางถอนใจเซ็งๆ “เฮ่อ...ฉันจะไม่ได้เห็นเมณี่อีกแล้วหรือ”

ooooooo

บ่ายวันเดียวกัน ที่เรือนหลวงอัครเทพ มณีจันทร์เห็นคุณหญิงแสร์กำลังทำงานง่วนอยู่ที่โถงกลางเรือน รีบวิ่งปรู๊ดเข้ามาถามว่าทำอะไรอยู่ คุณหญิงแสร์เอ็ดเสียงเขียว ทำไมต้องวิ่งมาด้วย

“อูย...เห็นด้วยหรือเจ้าคะ ก็ชานมันร้อน วิ่งเร็วดีเจ้าค่ะ”

คุณหญิงแสร์กำลังทำแป้งสารภี โดยเอาแป้งนวลผสมกับเกสรดอกสารภี มณีจันทร์สงสัยแป้งพวกนี้ทำมาจากอะไร ได้ความว่าเป็นแป้งหินเอามาบด กรองจนละเอียด แล้วผสมเกลือตัวผู้ใช้แก้สิวรักษาผิว

“หา...เกลือมีตัวผู้ตัวเมียหรือเจ้าคะ มณีเคยเห็นแต่เกลือป่น”

“นั่นเกลือสะตุ...เกลือเม็ดจากนาเกลือ ถ้าเม็ดไหนแหลมๆคล้ายยอดเจดีย์เป็นเกลือจืด เขาเรียกเกลือตัวผู้ เอามาทำแป้งจะรักษาผิวหน้า ถ้าจะให้หน้าตึงเอามาผสมน้ำมะนาวพอกไว้แล้วล้างออก”

“โอ้โห...มิน่า...คนไทยเป็นเจ้าแห่งสปา ไม่แพ้ใครในโลก”

“ถ้าปวดหัวบ่อยๆ ให้ม้วนเอามะนาวฝานทั้งเปลือกทาปูนแปะขมับไว้ มันเป็นยา เดี๋ยวก็หาย”

“แล้วเกลือตุๆล่ะเจ้าคะ”

“สะตุ...เขาเอาเกลือละลายน้ำให้ผงออกให้หมด แล้วเคี่ยวใหม่ เกลือป่นจะสะอาด ไม่เหมือนสารส้มสะตุ นั่นเอาสารส้มทั้งก้อนใส่ฝาละมีตั้งไฟจนเดือด แล้วยกลง พอเย็นจะเป็นผงเอาไว้ทารักแร้ระงับกลิ่นตัว”

“มณีคิดว่าทาทั้งก้อน”

“มันกัดเนื้ออ่อนๆดำหมด เขาต้องสะตุ”

“มณีไม่มีกลิ่นเต่า ไม่ต้องใช้”

คุณหญิงแสร์อ้าปากจะดุ  มณีจันทร์รู้ทันแย่งพูด  “ผู้หญิง...ไม่พูดเรื่องกลิ่นตัว...ไม่งาม”

“นี่...ขอสักทีเถอะ” คุณหญิงแสร์หยิกมณีจันทร์หนึ่งทีด้วยความเอ็นดูรักใคร่ จังหวะนั้น ม้วนยกน้ำชุมเห็ดเข้ามาวางให้เจ้านายทั้งสองท่าน คุณหญิงแสร์รู้ใจรีบชิงอธิบายก่อนมณีจันทร์จะอ้าปากถาม

“ใบชุมเห็ดปิ้ง ต้มน้ำกินแก้โรคหลายโรค แก้พยาธิ ผิวดีสิวไม่ขึ้น...เอ่อ...ความรู้พวกนี้ ท่ามันจะตายไปกับตัว ไม่รู้จะถ่ายทอดให้ใคร”

“ถ้าได้คุณประยงค์มาเป็นลูกก็คงดี...เสียดายคุณประยงค์ไหมเจ้าคะ” มณีจันทร์แอบคิดว่าตัวเองไม่ดีเท่าประยงค์ คุณหญิงแสร์เหมือนจะรู้เท่าทันความคิดของมณีจันทร์ เอื้อมมือมาบีบมือเธอไว้

“เรื่องพวกนี้ เรียกว่าวาสนา เป็นบุพเพสันนิวาส จะเอาตามใจไม่ได้หรอก” คุณหญิงแสร์ปลอบมณีจันทร์ไม่อยากให้คิดมาก

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ
21 มิ.ย 2564

02:50 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 14:14 น.