ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ทวิภพ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

กุลวรางค์อยู่เฝ้าตรองที่โรงพยาบาลทั้งคืน พอเห็นเขาฟื้นขึ้นมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากก็ดีใจ ตรองถามเธอว่าแจ้งตำรวจเรื่องนี้หรือยัง กุลวรางค์ส่ายหน้า

“ยายขิงนั่นเป็นลูกนักการเมืองใหญ่ เธอจะจ่ายค่ารักษาแล้วก็เงินชดเชยให้คุณ ตัวเลขหกหลัก เธอขอเราทั้งฉันทั้งไรวัต แม้แต่คนทั้งงานนั่นให้ปิดปากเงียบ”

“หา...มิน่าถึงกล้าค้ายา กล้าทำตัวเป็นนักเลง นี่หมายความว่า...”

“นี่ไง ชีวิตของฉัน อยู่กับไฮโซอภิสิทธิ์ชน นี่ไงชีวิตที่คุณอยากรู้จัก สะใจหรือยัง” กุลวรางค์อยู่ๆก็หงุดหงิดขึ้นมา เดินหนีออกจากห้องพักคนไข้ ตรองมองตามงงๆ กุลวรางค์เดินมาสงบสติอารมณ์ตรงระเบียงทางเดิน หยิบมือถือขึ้นมากดดูคลิปวีดิโอจากกล้องวงจรปิดภายในบ้านไรวัต  ซึ่งไรวัต ส่งมาให้เธอ พลันภาพเหตุการณ์ที่คุยกับไรวัตตอนที่แวะมาเยี่ยมตรองเมื่อเช้า ผุดเข้ามาในความคิดของกุลวรางค์

“ไอ้ ดร.นั่นมันทำเหมือนองครักษ์พิทักษ์คุณ มันบ้าดีเดือดเข้าไปโวยวายกับแฟนยายขิง จนโดนพวกนั้นรุมตื้บ สายตาของมัน...เอ...หรือว่าไอ้ ดร.จะ...” ไรวัตจะพูดว่าจีบคุณ แต่กุลวรางค์รีบตัดบทเสียก่อน

“ไม่มีอะไรทั้งนั้น เขาก็แค่เพื่อน”

กุลวรางค์ตื่นจากภวังค์เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่รู้ตัว ยิ่งดูคลิปยิ่งสงสารตรองที่ทำเพื่อตนขนาดนี้...

มณีจันทร์กำลังกินอาหารเช้าอยู่กับหลวงอัครเทพ ตอนที่คุณหญิงแสร์แวะมาบอก วันนี้เธอจะลงไปคุมพวกบ่าวซ่อมเรือนแพ มณีจันทร์หูผึ่งวางช้อน ขออนุญาตหลวงอัครเทพไปดูเรือนแพกับคุณหญิงแสร์ หลวงอัครเทพทำเป็นไม่ได้ยิน ก้มหน้าก้มตากินข้าว หญิงสาวเลยหันไปออดอ้อนขอร้องคุณหญิงแสร์แทน คุณหญิงแสร์ยังไม่ทันจะพูดอะไร หลวงอัครเทพร้องห้ามไม่ให้มณีจันทร์ตามแม่ของเขา มณีจันทร์ไม่ยอมแพ้

“คุณแม่เจ้าคะ...มณีลงไปเย็นๆก็ได้เจ้าค่ะ”

ม้วนกับขาบซึ่งคอยรับใช้เจ้านายพากันหัวเราะขำมณีจันทร์ที่อยากไปเรือนแพถึง ขนาดลงทุนเรียกคุณหญิงแสร์ว่าคุณแม่ คุณหญิงแสร์ใจอ่อน บอกให้ม้วนพามณีจันทร์ไปที่เรือนแพต้นน้ำแต่ต้องรอให้สงบเงียบก่อน มณีจันทร์ดีใจปรบมือเย้ยหลวงอัครเทพที่ทำหน้าดุใส่ คุณหญิงแสร์สงสัยทำไมวันนี้ลูกชายไม่ไปทำงาน

“ท่านให้ทำงานให้เสร็จขอรับ หากมีอะไรจะให้บ่าวถือหนังสือมาให้” หลวงอัครเทพหันไปทางมณีจันทร์ “ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเล่น รอช่วงบ่ายจะพาลงไป ทำงานให้เสร็จก่อน”...

หลังกินอาหารเช้าเสร็จ มณีจันทร์กับหลวงอัครเทพ

ลงมาที่ศาลากลางสวนเพื่อทำงานกันต่อ หลวงอัครเทพถามมณีจันทร์รู้จักเกาะเสม็ดไหม หาดสวย ทรายขาว ฝรั่งอยากได้อ้างหน้าด้านๆว่าเป็นของเขมร มณีจันทร์ตกใจ ถามว่าเราเสียเกาะเสม็ดหรือเปล่า หลวงอัครเทพแปลกใจ มณีจันทร์น่าจะรู้เรื่องแต่ทำไมถึงไม่รู้

“ฉันยังไม่เจอหนังสือเล่มไหนรวมเป็นเรื่องไว้ละเอียด นอกจากอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ฉันพยายามหยิบมา แต่เอามาไม่ได้ เฮ่อ...ฉันก็เคยพูดหลายครั้งแล้วแต่ขอพูดอีก...ฉันจะพยายามทำงานให้เต็มที่ ค่ะ”

หลวงอัครเทพจับกล่องใส่ยาสูบ แต่สายตากลับมองมณีจันทร์เพลิน หญิงสาวเห็นเขานั่งจับกล่องใบนั้นอยู่นานสองนานแล้ว ถามว่าไม่สูบหรือ หลวงอัครเทพมองมณีจันทร์ลึกซึ้ง

“ของบางอย่างแค่ได้กลิ่นก็ยาใจ” หลวงอัครเทพบอกความนัยแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ

“ไม่เห็นจะยกขึ้นมาดม ได้กลิ่นอะไรของเขา” มณีจันทร์บ่นพึมพำไม่รู้ว่าเขาหมายถึงเธอ เหลียวมองไปด้านหลังก็ไม่เห็นมีอะไร หลวงอัครเทพแอบยิ้มที่มณีจันทร์ไม่เข้าใจ

ooooooo

ตรองนอนหลับเมื่อกุลวรางค์กลับเข้ามาในห้องพักคนไข้อีกครั้ง เธอหยิบหนังสือมานั่งอ่านข้างเตียงปากก็ถามอาการเขาเป็นอย่างไรบ้างโดย ไม่รู้ว่าเขาหลับ ตรองฝันไปว่าได้จูบกุลวรางค์ ละเมอเรียกชื่อเธอ ยื่นมือสองข้างขึ้นมาเหมือนโอบกอดใครอยู่ แถมทำปากยื่นส่งเสียงจุ๊บๆๆ กุลวรางค์แทบกรี๊ด ทุบตรองไม่ยั้งจนตื่น

“ฝันอะไรบอกมานะ ฝันลามกใช่ไหม เรียกชื่อฉันอีกต่างหาก ไอ้หื่นไอ้ลามก” กุลวรางค์ทุบตรองอีก ตรองคว้ามือเธอไว้ รีบขอโทษ เขาไม่ได้ตั้งใจ ใครจะบังคับความฝันได้ กุลวรางค์ดึงมือออก เริ่มใจอ่อนหวั่นไหวไปกับความใกล้ชิด แต่อย่างไรก็ตาม เธอจะไม่ยอมเป็นมือที่สามของเพื่อนแน่นอน...

พอถึงช่วงบ่ายหลวงอัครเทพพามณีจันทร์ลงไปที่แพริมน้ำตามสัญญา มณีจันทร์ตื่นเต้นกับวิวเบื้องหน้าไม่ทันมองทาง หลวงอัครเทพหันมาจะเตือนให้ระวังบันไดชัน แต่ไม่ทัน เธอลื่นหัวทิ่มไปข้างหน้าเข้าหาเขา ทั้งคู่เซล้มลงไปกับพื้น มณีจันทร์กองอยู่ในอ้อมแขนหลวงอัครเทพพอดี

คุณหลวงหนุ่มเขินสั่งให้ลุกขึ้น มณีจันทร์มองไปรอบๆ เห็นมีแต่ม้วนนั่งปิดตาอยู่คนเดียว เลยแกล้งเฉยไม่ขยับ

หลวงอัครเทพหยิกเธอหนึ่งที มณีจันทร์ร้องจ๊ากลุกขึ้นแทบไม่ทัน

“แหม...ก็แค่ล้อเล่น อยากเห็นหน้าแดงๆต่ออีกหน่อยเท่านั้นเอง” มณีจันทร์ยิ้มหน้าทะเล้นยั่ว หลวงอัครเทพโมโห ที่ถูกล้อเรื่องหน้าแดงสั่งให้เธอหยุดยิ้มเดี๋ยวนี้ เขาไม่ใช่เพื่อนเล่น...

ครู่ต่อมา มณีจันทร์มาถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยา มองเรือนแพที่เรียงต่อกันหลายหลังไปตามริมแม่น้ำอย่างมีความสุข หลวงอัครเทพเดินเลี่ยงไปนั่งใต้ร่มไม้ ขณะที่มณีจันทร์นั่งชมวิวอยู่ริมตลิ่ง หลวงอัครเทพเรียกเธอเข้ามานั่งในร่มโดนแดดเดี๋ยวไม่สบาย มณีจันทร์ไม่ขยับนั่งชมวิวเพลิน เขาร้องเรียกเธออีกครั้ง

“เข้ามาเถอะ แดดยังนายอยู่”

“แปลว่าอะไรคะ ทำไมแดดนายคะ แดดนางมีไหมคะ”

“แดดนายแปลว่าแดดจัด ตรงข้ามกับแดดวายแปลว่าเวลาเย็น แดดจะหมด แดดนางไม่มี”

มณีจันทร์หันไปคุยอวดม้วน วันนี้เธอได้คำศัพท์ใหม่หลายคำ...

กุลวรางค์นั่งปอกผลไม้ไปพลางคุยกับตรองไปด้วย ตรองถามย้ำอีกครั้งเธอกับไรวัตจะไม่เอาเรื่องพวกขายยาจริงๆ หรือ กุลวรางค์เอาผิดพวกนั้นไม่ได้เพราะพ่อแม่ของพวกนั้นเป็นเพื่อน บางคนก็เป็นญาติ

“เฮ่อ...คนชั่วถึงลอยนวลอยู่ได้เต็มบ้านเต็มเมือง”

“รู้แล้วสินะว่าโลกใบของฉันมันน่าเกลียดขนาดไหน เพราะฉะนั้นทีหลังอย่าทำแบบนี้อีก คุณยิ่งเจ็บฉันยิ่งรู้สึกผิด...

เอ้า...นี่ฉันปอกให้แล้ว” กุลวรางค์ยกจานผลไม้มาวางตรงหน้าตรอง พร้อมเครื่องดื่ม ตรองยิ้มพึมพำกับตัวเองเบาๆ ถึงจะเจ็บตัว แต่มีกุลวรางค์มาคอยดูแลมารู้สึกผิด คุ้มยิ่งกว่าคุ้มเสียอีก

หลังจากนั้นกุลวรางค์ตั้งใจจะบอกมณีจันทร์เรื่องตรองเข้าโรงพยาบาล แต่ทั้งที่บ้านและทางโทรศัพท์มือถือ ก็ไม่สามารถติดต่อเธอได้ กุลวรางค์กับตรองรู้สึกเป็นห่วงไม่รู้ว่าเพื่อนรักไปอยู่แห่งหนตำบลใด

ooooooo

ประยงค์นั่งเย็บผ้าแพรเพลาะสำหรับห่มนอนสองผืน ผืนหนึ่งทำให้มณีจันทร์ ส่วนอีกผืนหนึ่งทำให้หลวงอัครเทพ ตอบแทนที่เขาช่วยเธอจากหลวงเจน-พาณิชย์ แต่พอถูกคุณหญิงสรเดชถามว่าเย็บให้ใคร ประยงค์อายไม่กล้าตอบหมด บอกแค่ทำให้มณีจันทร์ คุณหญิงสรเดชไม่ชอบใจนักที่ลูกไปสนิทสนมกับมณีจันทร์ แต่ประยงค์กลับชื่นชมที่เธอเก่ง ช่วยงานราชการแปลภาษาอังกฤษให้เจ้าคุณวิศาลคดี

“ฮึ...เป็นผู้หญิงแท้ๆ เสนอหน้าพิลึก แล้วแม่แสร์ยอมได้ยังไง”

“ใครๆ ในวังพูดกันว่าต่อไปจะให้ผู้หญิงเรียนมากขึ้น แหม่มที่ติดตามสามีมาก็ช่วยสามีทำงานทั้งนั้น ไม่ได้แปลกเจ้าค่ะ”

“เรียนไปทำไม ได้ใช้ที่ไหนกัน นี่...เรานี่หมู่นี้แปลกคนใหญ่แล้วนะ แม่ให้ไปเรียนภาษา แต่นี่เหมือนถูกแม่มณีจูงจมูก อย่าไปทำตัวซุกซนแบบแม่มณีล่ะ แม่ไม่ยอมจริงๆ ด้วย”คุณหญิงสรเดชเสียงเข้มเอาจริง...

หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์เดินไปดูคุณหญิงแสร์นั่งสานเสื่อสำหรับซ่อมเรือนแพ มณีจันทร์สนใจเข้าไปจับเสื่อใบเตยที่คุณหญิงแสร์เพิ่งสานเสร็จ ไม่เคยรู้มาก่อนเตยก็ทำเป็นเสื่อได้ คุณหญิงแสร์อธิบายว่า กกกับเตยใช้สานเสื่อได้ แต่ถ้าสานด้วยไผ่เป็นเสื่อรำแพน ถ้าสานด้วยกกไส้กลมๆเรียกเสื่อกระจูด

“แหม รู้จักแต่เสื่อจันทรบูรณ์...คุณแม่เอ๊ย...คุณหญิงไม่เคยหยุดมือที่ทำงานเลยนะเจ้าคะ”

“จะหยุดได้ยังไงก็งานมันมีให้ทำทั้งวัน นี่ว่าจะไปเย็บแพรเพลาะให้ใหม่ ไม่ได้ทำใหม่ตั้งนานแล้ว”คุณหญิงแสร์ว่าแล้วมองไปทางหลวงอัครเทพ มณีจันทร์สนใจอยากสานเสื่อเป็น ขอลองทำบ้าง คุณหญิงแสร์มองมณีจันทร์สายตาเต็มไปด้วยความรักและเอ็นดู ยิ่งมองเธอยิ่งคิดถึงลูกสาวที่ตายจากไปตั้งแต่ยังเล็ก มณีจันทร์เหมือนมาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป ทำให้คุณหญิงแสร์มีความสุขมาก หลวงอัครเทพมองแม่อย่างเข้าใจ...

มร.จอห์นโกรธมากที่หลวงเจนพาณิชย์ทำเฉยเมยเรื่องจดหมาย พอเห็นเขาโผล่หน้ามาที่ห้าง มร.จอห์นเข้าไปกระชากคอเสื้อเขาอย่างเอาเรื่อง ทวงจดหมายคืน หลวงเจนพาณิชย์ขอร้องให้ใจเย็นๆก่อน

“ผมเย็นไม่ไหวแล้ว จดหมายนั่นสำคัญมาก คุณเอาจดหมายผมไปไหน เอาไปให้ทางการใช่ไหม”

หลวงเจนพาณิชย์เห็น มร.จอห์นกำหมัด ทำท่าจะซ้อมตนเอง ร้องลั่น“ไม่ขอรับ...ไม่ พวกนั้นมันหลอกมันขโมยจดหมายไปจากผมขอรับ...พวกหลวงอัครเทพขอรับ”หลวงเจน พาณิชย์สารภาพหมดเปลือก

มร.จอห์นถึงกับอึ้ง...

ในเวลาเดียวกัน มณีจันทร์มีความสุขมากที่ได้กินข้าวบนเรือนแพกับหลวงอัครเทพ กินกันไปคุยกันไปเธอถึงได้รู้ว่าหลวงอัครเทพก็ทำกับข้าวเป็น ส่วนเธอทำไม่เป็นสักอย่าง ไม่ว่าจะปอกมะปรางริ้ว ละเลงขนมเบื้อง จีบพลูยาว หรือปั้นขนมจีบ คุณสมบัติของสตรีซึ่งประยงค์มีอยู่พร้อม มณีจันทร์ยิ่งคิดยิ่งเศร้า...

ooooooo

ประยงค์มีเรื่องร้อนใจจะมาปรึกษามณีจันทร์ แต่เขินอายไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร มณีจันทร์ตะล่อมถามจนเธอยอมเปิดปาก แต่มีข้อแม้มณีจันทร์ต้องสัญญาก่อน จะไม่พูดเรื่องนี้กับใคร มณีจันทร์รับปาก

“อิฉันอยากฝากของคุณพี่ไปให้คุณหลวงเจ้าค่ะ”

มณีจันทร์ใจหายวูบ แต่พยายามฝืนยิ้ม ตั้งใจฟังประ–ยงค์พูดต่อ “อิฉันคิดกลับไปกลับมาหลายวัน เป็นเรื่องไม่เหมาะสมใช่ไหมเจ้าคะ ดูน่าละอายไหมเจ้าคะ” ประยงค์หน้าแดงตลอดเวลาที่พูด มณีจันทร์กลั้นใจถามจะฝากอะไรไปให้หลวงอัครเทพ ประยงค์หยิบผ้าแพรเพลาะสองผืนออกมาให้ดู

“อบร่ำหลายวัน เพิ่งเย็บเสร็จ อยากตอบแทนที่คุณหลวงท่านช่วยไว้คราวหลวงเจนเจ้าค่ะ”

“เข้าใจแล้ว แค่ให้ฉันเอาไปให้แล้วบอกว่าคุณประ–ยงค์ให้ใช่ไหมคะ” มณีจันทร์ยิ่งพูดยิ่งเจ็บ

“ไม่ต้องบอกก็ได้ค่ะ...เอ่อ...ผ้าห่มผืนนี้อบร่ำด้วยกลิ่นดอกประยงค์...ท่านคงทราบ...อิฉันทำมาอีกผืนให้คุณพี่ด้วย ผืนนี้เจ้าค่ะ”

มณีจันทร์รับผ้าแพรเพลาะมาดู ซาบซึ้งใจมาก ขณะมณีจันทร์คิดไม่ตกจะช่วยประยงค์ดีไหม ประยงค์กลับดึงผ้าแพรผืนที่จะให้หลวงอัครเทพคืน ล้มเลิกความตั้งใจ ทำท่าจะลุกเอาไปเก็บไว้ที่อื่น มณีจันทร์ทักท้วง

“เอางี้ๆ ขอให้สมองคิดแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะมาบอกว่าทำยังไงดี” มณีจันทร์พูดจบเดินแยกไปอีกทางหนึ่ง สีหน้ายุ่งยากใจมาก พอถึงกลางสวนปลอดคน มณีจันทร์เต้นเร่าๆระบายความอัดอั้นตันใจ ถ้าไม่ติดผู้คนจะตกใจ เธอจะกรีดร้องให้บ้านแตกรู้แล้วรู้รอดไปเลย

“ปวดหัวๆๆๆ ทำไงดียายเมณี่ ถ้าช่วยเป็นแม่สื่อให้เขา เราก็โง่ยิ่งกว่าโง่ แต่ถ้าไม่ช่วยเราก็เห็นแก่ตัว โอ๊ย... สับสนๆๆๆ” มณีจันทร์เต้นเร่าๆไม่หยุด ม้วนเดินเข้ามาพร้อมไม้ปัดแมลง ปรี่เอามาปัดที่เท้าเจ้านายสาว

“อะไรของม้วน” มณีจันทร์งง

“มดแดงกัดเท้าใช่ไหมคะ แถวนี้มันเยอะ เดี๋ยวปัดออกก่อนเจ้าค่ะ” ม้วนปัดเท้ามณีจันทร์อุตลุด...

ไม่นานนัก มณีจันทร์กลับมาหาประยงค์ซึ่งยืนรออยู่อย่างตื่นเต้น เธอแนะให้เอาผ้าแพรไปวางหน้าห้องหลวงอัครเทพ แล้วเราสองคนคอยซุ่มแอบดู หลวงอัครเทพเห็นผ้าแพรแล้วจะพอใจหรือไม่ ถ้าสีหน้าไม่ดี เราสองคนก็ทำไม่รู้ ไม่ชี้ ใครถามอย่าบอกเด็ดขาดว่าผ้าแพรนี้มาได้อย่างไร

“จะเท่ากับปิดบังความจริงนะเจ้าคะ”

“โห...คนโบราณนี่ซื่อสัตย์จริงนะนี่ ไม่บอกไม่พูดไม่เรียกโกหกหรอกค่ะ”

ประยงค์ยิ้มออก เชื่อที่มณีจันทร์ว่า “คุณพี่ช่างเจ้าปัญญาจริงๆ”

“แต่ถ้าคุณหลวงชอบ พอได้กลิ่นว่าเป็นดอกประยงค์  ยิ้มออกมาก็เป็นอันว่า...น้ำตาตก” มณีจันทร์เศร้าจริงๆไม่ได้เล่นมุก ประยงค์งง น้ำตาตกคืออะไร มณีจันทร์โกหกกลบเกลื่อนหมายถึงทุกอย่างเรียบร้อย ใจสื่อถึงใจสำเร็จ ประยงค์พยักหน้าเข้าใจ

ooooooo

อีกมุมหนึ่งแถวเรือนครัว คุณหญิงสรเดชแยกมาคุยกับคุณหญิงแสร์ถึงเรื่องทำกับข้าวแต่เธอไม่วายคุยอวดประยงค์ข่มมณีจันทร์เช่นเคย คุณหญิงแสร์ไม่อยากฟัง รีบส่งของว่างให้กินเพื่อปิดปาก แต่พอคุณหญิงสรเดชปากว่างก็เริ่มพูดถึงมณีจันทร์ในแง่ไม่ดีอีก

“แม่ประยงค์ยังห่วงว่าแม่มณีเป็นคนแปลก”

“เอ๊ะ เห็นถูกคอกันดี มาทีไรก็เห็นนั่งคุยกันเพลิน” คุณหญิงแสร์ทักท้วง

“แม่ประยงค์หวังดี พยายามปรับ พยายามเตือนให้ แหม อีกหน่อยอาจต้องมาดองกัน แม่ประยงค์ก็ต้องคอยช่วยอบรมว่าไหม อุ๊ย...อิฉันพูดเกินไปหน่อย”

คุณหญิงแสร์แอบทำหน้าเบื่อหน่ายที่โดนว่ากระทบ ขาบเดินผ่านมาได้ยินทุกคำไม่ค่อยพอใจเช่นกัน...

มณีจันทร์ถือผ้าแพรเพลาะผืนหนึ่งเดินนำประยงค์บ่ายหน้าไปทางหอนกซึ่งเป็นห้องนอนใหม่ของหลวงอัครเทพ ม้วนเดินตามมากับยาว ร้องทักว่าทางที่จะไปเป็นเรือนฝั่งผู้ชายเจ้านายทั้งสองไม่ควรเข้าไป

“เออจริงด้วย งั้นม้วนเอาไปวางหน้าห้องคุณหลวงนะ วางเฉยๆไม่ต้องพูดไม่ต้องบอกใคร” มณีจันทร์พูดจบยื่นผ้าแพรให้ม้วน แล้วหันไปทางประยงค์

“คุณหลวงเป็นคนเงียบขรึม ไปถามเฉยๆไม่มีวันรู้

ความคิดท่านหรอก เราต้องแอบดู เอาให้เห็นหน้าเลยนะ สีหน้าแวบแรกที่เห็น นั่นแหละความรู้สึกที่แท้จริง”

“สีหน้าแวบแรก เราจะเห็นได้ยังไงล่ะเจ้าคะ...หอนก

อยู่เรือนฝั่งโน้น เราไปไม่ได้”

“เดินบนเรือนไม่ได้ ก็เดินบนอากาศสิคะ” มณีจันทร์ว่าแล้วหัวเราะคิกคัก สีหน้าเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที

ครู่ต่อมา มณีจันทร์ปีนต้นไม้ขึ้นไปหาทำเลเหมาะๆเพื่อจะได้เห็นหน้าห้องหลวงอัครเทพชัดๆ แล้วไล่ยาวกลับไปที่โถงกลาง เผื่อหลวงอัครเทพไปที่นั่นแล้วไม่เจอเธอกับประยงค์จะได้คอยรับหน้า อิ่มเดินผ่านมาเห็นมณีจันทร์อยู่บนต้นไม้ตกใจถึงกับเอามือตบอก

“ต๊าย คุณมณี ทำไมทำตัวอย่างนี้ แย่จริง แบบนี้ต้องฟ้อง” อิ่มเดินลิ่วไปที่เรือนครัว ด้านมณีจันทร์รอจนยาวเดินลับสายตา กวักมือเรียกประยงค์ปีนต้นไม้ตามเธอขึ้นมา ประยงค์ปีนต้นไม้ไม่เป็น มณีจันทร์จึงโดดลงจากต้นไม้มาช่วยสอนให้...

คุณหญิงแสร์ร้องเอะอะเมื่ออิ่มมาฟ้องเรื่องมณีจันทร์ปีนต้นไม้เล่น คุณหญิงสรเดชอาสาจะจัดการอบรมสั่งสอนให้เอง แต่คุณหญิงแสร์ต้องเงียบๆห้ามพูด ห้ามค้าน คุณหญิงแสร์หนีไม่ออกได้แต่พยักหน้า

“รับปากแล้วนะห้ามพูด ห้ามค้าน...ไปนังอิ่ม...อยู่ตรงไหนพาข้าไป ข้าจะไปจัดการ” คุณหญิงสรเดชว่าแล้วเดินตามอิ่ม โดยมีคุณหญิงแสร์ตามไปติดๆ...

ด้านประยงค์ค่อยๆปีนต้นไม้ขึ้นไปเรื่อยๆตามที่มณีจันทร์สอน เธอเริ่มสนุกเพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน มณีจันทร์เห็นประยงค์ขึ้นต้นไม้ไปเรียบร้อยแล้ว จึงเลือกต้นไม้อีกต้นหนึ่งใกล้ๆก่อนจะปีนขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว ประยงค์ร้องบอกอย่างตื่นเต้นว่าคุณหลวงมาแล้ว

“ไหนๆๆ จริงด้วยเดินมาแล้ว โอ๊ยตาย ใจเต้นตึกๆ มณีจันทร์เอ๋ย วันนี้จะได้รู้กันเสียทีว่าหล่อนเข้าข้างตัวเองหรือเปล่า” มณีจันทร์ชะเง้อมองหลวงอัครเทพคอยืดยาว เห็นเขากำลังจะเดินเข้าห้อง แต่ชะงักเมื่อเห็นผ้าแพรเพลาะวางอยู่ มณีจันทร์พึมพำเบาๆ

“ถ้าคุณหลวงมีใจให้ดอกประยงค์ผู้งดงามดอกนี้จริงๆ ฉันจะเป็นยังไงคะคุณหลวง”

ประยงค์ใจเต้นตึกๆไม่แพ้มณีจันทร์ที่เห็นหลวงอัครเทพหยิบผ้าแพรขึ้นมาดม “คุณหลวงเจ้าขา แต่เล็กแต่น้อยใจของอิฉันเป็นของท่านผู้เดียว อย่าโกรธอย่าเกลียดอิฉันเลยนะเจ้าคะ”

สองสาวมองลุ้นอยู่อึดใจ หลวงอัครเทพก็ยิ้มออกมา ประยงค์ดีใจมากคิดว่าเขาเข้าใจความนัยที่เธอสื่อถึงเขาผ่านผ้าแพรผืนนั้น ขณะที่มณีจันทร์ใจหาย ตัวชาแทบร้องไห้

“ท่านยิ้ม...คงรู้แล้วว่าเป็นกลิ่นดอกประยงค์ ถึงยิ้มออกมา”

สองสาวอยู่ไกลเลยไม่ได้ยินเสียงหลวงอัครเทพเปรยขึ้นว่า “หอมจัง...ทำไมคุณแม่ทำเร็วนัก” เขาคิดว่าผ้าแพรเป็นฝีมือแม่  จำได้ว่าวันก่อนท่านเพิ่งบอกว่าจะเย็บผ้าแพรผืนใหม่ให้

ooooooo

อิ่มพาคุณหญิงแสร์กับคุณหญิงสรเดชมาหยุดแถวต้นไม้ที่ประยงค์อยู่ คุณหญิงสรเดชไม่ทันมองว่าใครอยู่บนต้นไม้ ร้องสั่งให้ลงมาเดี๋ยวนี้ ประยงค์มัวแต่ดีใจที่หลวงอัครเทพชอบผ้าแพรที่ตัวเองทำให้ ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าแม่มา เผลอปล่อยมือ เลยร่วงจากต้นไม้ลงมา คุณหญิงสรเดชไม่ได้มองเพราะคิดว่าเป็นมณีจันทร์เลยด่าอุตลุด

“ดี สมน้ำหน้า ทั้งดื้อทั้งซนตกลงมาจะได้เข็ด บอกไว้เลยนะแม่มณี ฉันจะไม่ให้ใครช่วยหล่อนทั้งนั้น...โตเป็นสาวแล้วยังเล่นเหมือนเด็ก พ่อแม่หล่อนมิได้สั่งสอนรึ” คุณหญิงสรเดชหันมองชัดๆเห็นลูกสาวตัวเองหล่นลงมากองอยู่ใต้ต้นไม้ตกใจ ร้องว้ายลั่น อิ่มก็เพิ่งเห็นเช่นกัน รีบวิ่งเข้าไปประคองประยงค์ลุกขึ้น

“นี่มันอะไรกันแม่แสร์...ทำไมไม่พูดล่ะแม่แสร์”

“เอ้า  ก็คุณหญิงสั่งไว้ ไม่พูดไม่ค้าน...พูดไม่ได้” คุณหญิงแสร์แอบยิ้มสะใจ คุณหญิงสรเดชโกรธ เหลียวหามณีจันทร์ให้ควั่ก อิ่มชี้ไปบนต้นไม้อีกต้นหนึ่งไม่ห่างกันนัก มณีจันทร์นั่งหน้าเศร้าไม่รับรู้อะไร คุณหญิงสรเดชเดินมาตะโกนเรียกเธอลงจากต้นไม้เดี๋ยวนี้ ทันใดนั้น กิ่งไม้ที่มณีจันทร์เหยียบอยู่ หักเปาะ ทั้งคนทั้งกิ่งไม้ร่วงลงมาใส่คุณหญิงสรเดชพอดิบพอดี คุณหญิงแสร์ทั้งขำทั้งตกใจปนกัน...

คุณหญิงสรเดช ประยงค์ และมณีจันทร์ต่างเนื้อตัวช้ำไปตามๆกัน คุณหญิงสรเดชโกรธมากที่ถูกมณีจันทร์หล่นลงมาทับ ขู่จะเอาเรื่องถ้าก้นกบเธอพัง คุณหญิงแสร์อยากรู้สองสาวขึ้นไปทำอะไรบนต้นไม้ มณีจันทร์มองหน้าประยงค์แล้วส่ายหน้า ประยงค์เอาแต่ก้มหน้าเขินอายไม่กล้าตอบเช่นกัน ขาบสาระแนทันที

“คุณหญิงท่านว่า คุณประยงค์จะมาอบรมคุณมณี  ไปๆ มาๆแทนที่คุณมณีจะเรียบร้อยเหมือนคุณประยงค์ กลายเป็นว่าคุณประยงค์เป็นลิงเป็นค่างเหมือนคุณมณี ไม่รู้ใครอบรมใคร” ขาบว่าแล้วหันไปหัวเราะคิกคักกับม้วน คุณหญิงสรเดชโมโหมาก ลุกพรวดขอตัวกลับ คุณหญิงแสร์ทักท้วง

“เดี๋ยวสิเจ้าคะ จะรีบร้อนไปไหน อยู่กินข้าวเย็นกันก่อนไม่ดีหรือเจ้าคะ”

“ไม่...ไม่กินอะไรทั้งนั้น แม่ประยงค์ต่อไปนี้ไม่ต้องมาเรียนแล้ว ขอบใจนะเจ้าคะแม่แสร์สำหรับทุกอย่าง” คุณหญิงสรเดชจิกสายตามองคุณหญิงแสร์ ก่อนจะเดินลงเรือน ประยงค์ตกใจมากที่แม่ห้ามไม่ให้มาที่นี่อีก รีบตามไปขอร้อง อิ่มเห็นท่าไม่ดี แอบตามไปอีกทอดหนึ่ง

ประยงค์เดินตามแม่ทัน พยายามขอร้องท่านอย่าห้ามเธอมาเรียนที่นี่ เธอสัญญาจะไม่ทำแบบนี้อีก แต่คุณหญิงสรเดชไม่ฟัง อิ่มเข้าไปกระซิบกระซาบคุณหญิงสรเดชขอให้ทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง

“ถ้าคุณประยงค์ไม่มา ทางนี้ก็ได้ใจสิคะ เกิดคุณหลวงใจอ่อนไปกับคุณมณี คราวนี้คุณหญิงกับคุณประยงค์จะทำอย่างไรล่ะเจ้าคะ...ที่จริงเล่นซนกันอยู่แค่ในบ้าน คุณหญิงแสร์กับคุณหลวงท่านไม่แพร่งพรายไปไหนหรอกเจ้าค่ะ อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่จะดีกว่านะเจ้าคะ”

คุณหญิงสรเดชคิดหนัก ก่อนจะเห็นคล้อยตามอิ่ม อนุญาตให้ประยงค์มาเรียนภาษาอังกฤษได้เหมือนเดิมแต่มีข้อแม้ ห้ามประยงค์ทำแบบนี้อีก ไม่เช่นนั้นเธอจะส่งกลับวังทันที
ooooooo

มณีจันทร์เปลี่ยนไปเป็นคนละคนตั้งแต่เข้าใจผิดคิดว่าหลวงอัครเทพมีใจให้ประยงค์ เธอเอาแต่นั่งหน้าเศร้าไม่ยอมแตะต้องอาหาร หลวงอัครเทพคะยั้นคะยอให้กินเธอก็อ้างว่าไม่หิว เขาแปลกใจมากถึงกับเอ่ยปาก

“อย่างหล่อนเนี่ยนะ ไม่หิว เห็นทุกทีตื่นเต้นเปิดโถนั้นโถนี้ดู”

“วันนี้มันตื้อไปหมด กินอะไรไม่ลง ขอตัวค่ะ” มณีจันทร์ พูดจบเดินกลับห้องมานั่งเศร้าอยู่หน้ากระจกเงา “เมื่อก่อนนี้ฉันเกลียดเสียงนาฬิกา แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันอยากได้ยินเสียงนาฬิกา ทำไมคราวนี้นานเหลือเกิน จะไม่ให้ฉันกลับไปแล้วหรือคะ...กุลจ๋า...ฉันคิดถึงกุล คิดถึงบ้าน ฉันอยากกลับบ้านแล้ว”

มณีจันทร์ร้องไห้โดยไม่รู้ว่าหลวงอัครเทพมายืนแอบฟังอยู่หน้าห้อง ได้ยินทุกคำที่เธอพูด เขาถึงกับเข่าอ่อนทรุด

ลงนั่งกับพื้น เกิดอะไรขึ้นทำไมมณีจันทร์ถึงไม่อยากอยู่ที่นี่...

เสียงคร่ำครวญของมณีจันทร์ดังข้ามภพเข้ามาในหัวของกุลวรางค์ถึงกับตกใจผวาตื่น เธอบอกตรองว่าได้ยินเสียงมณีจันทร์ร้องเรียก แล้วลุกพรวดไปเปิดประตูห้องพักคนไข้ดูเพราะคิดว่าเพื่อนมา แต่กลับไม่พบใคร ตรองให้กุลวรางค์ ลองเช็กมือถือของเธอดู มณีจันทร์อาจฝากข้อความเสียงเอาไว้

กุลวรางค์หยิบมือถือขึ้นมาดู ก่อนจะส่ายหน้า “...บอกไม่ถูกแฮะ ที่จริงมันดังในหัวฉัน...ไม่ใช่ในหู”

“อืม...ป่านนี้เมณี่ยังไม่กลับ พรุ่งนี้ออกจากโรงพยาบาล เราไปหาเมณี่กันนะ”

“ดร. ที่เมณี่ร้องไห้บอกว่าอยากให้เราเชื่อ นายคิดยังไง”

“ผมก็ตกใจ แต่เราจะเชื่อเธอได้ยังไง เธอพูดเหมือนว่าเธอเข้าไปในโลกอดีต ทำงานเรื่องการเสียดินแดน  มันเชื่อได้หรือ”

กุลวรางค์ประหลาดใจ ตรองเป็นคนชวนมณีจันทร์ประดิษฐ์เครื่องย้อนอดีตแท้ๆ แต่พอเธอพูดเหมือนย้อนอดีตไปได้จริงๆเขากลับไม่เชื่อ ตรองจะเชื่อได้ก็ต่อเมื่อมณีจันทร์มีหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าไปได้จริงๆ และอธิบายได้ด้วยว่าไปอย่างไร แต่นี่ไม่มีคำตอบให้สักอย่าง เขาสรุปได้คำเดียวว่า มณีจันทร์ประสาทหลอน...

ในเวลาเดียวกัน หลวงอัครเทพต้องแปลกใจอีกครั้งหนึ่ง เมื่อม้วนกับขาบยกของกินเล่นหลายอย่างมาวางตรงหน้า แต่มณีจันทร์กลับไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ

“ไม่มีคำถามรึ...ทุกทีเห็นถามว่าอันนั้นอันนี้ทำยังไง วันนี้เอามาตั้งหลายอย่างไม่สงสัยสักอย่างรึ”

มณีจันทร์ไม่ตอบหลวงอัครเทพ คว้าหนังสือพิมพ์เก่าไปฉบับหนึ่ง จะเดินหนี หลวงอัครเทพร้องถาม

“ถ้าไม่อยากกินขนม ไปเที่ยวไหม”

“อย่าเลยค่ะ วันนี้ไม่อยากไปไหน ไม่ค่อยสบาย” มณีจันทร์เดินออกไปอย่างงอนๆ หลวงอัครเทพตามมาคว้ามือเธอไว้ ถามว่าเป็นอะไรไป มณีจันทร์ตำหนิเสียงเย็นชา จับมือเธอแบบนี้ไม่งาม

“โกรธอะไรใคร หรือโกรธฉัน” หลวงอัครเทพถามอย่างห่วงใย มณีจันทร์ยิ่งเศร้า น้ำตาคลอ

“ขอบคุณคุณหลวงนะคะที่พยายาม ยังไม่รู้ว่าเวลาของฉันจะเหลือเท่าไหร่ แต่ความเมตตาห่วงใยของคุณหลวงจะอยู่ในความทรงจำของฉันตลอดไป”

“พูดแปลกๆ ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่”

มณีจันทร์ยังไม่ทันจะตอบอะไร โขมเข้ามารายงานว่าเจ้าคุณวิศาลคดีมา ครู่ต่อมา มณีจันทร์กับหลวงอัครเทพเข้ามากราบเจ้าคุณวิศาลคดีซึ่งกำลังคุยกับคุณหญิงแสร์อยู่ที่หอนั่ง เจ้าคุณวิศาลคดีถามมณีจันทร์วันนี้แปลเอกสารอะไรอยู่

“อ่านหนังสือพิมพ์ไทยช่วงที่เรือรบเข้ามาในพระนครเจ้าค่ะ ท่านกับคุณหญิงเล่าให้ฟังได้ไหมเจ้าคะ อิฉันอยากทราบ เขาว่าชาวบ้านเครียดกันมากหรือเจ้าคะ”

คุณหญิงแสร์เล่าว่า “เรือรบฝรั่งเข้ามาถึงพระนครแถวสถานทูตของเขา ปากกระบอกปืนตรงมาที่พระบรม มหาราชวัง เรายิงต่อสู้กับพวกนั้น ฉันนอนไม่หลับอยู่หลายคืน...

ท่านเจ้าคุณผู้หนึ่งมีบ้านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ท่านเกณฑ์บ่าวไพร่มาฝึกดำน้ำ หวังจะดำน้ำไปถึงเรือ แล้วใช้ขอเหล็กสับกับกราบเรือบุกขึ้นไปสู้”

“ระหว่างฝึกมีผู้ฝึกตายไปคนหนึ่ง ความทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาท พระองค์ท่านทรงห้ามไว้ แผนการนี้จึงต้องยกเลิก” เจ้าคุณวิศาลคดีเล่าเสริม มณีจันทร์ซักถามเจ้าคุณวิศาลคดีถึงเรื่องเงินถุงแดง

“ฝรั่งเรียกร้องเงินจากเราสามล้าน...เงินตั้งสามล้าน ให้เวลาแค่สองวัน มิฉะนั้นจะปิดน่านน้ำของเรา เราไม่มีเงินมากขนาดนั้น เวลานั้นมีผู้นึกถึงเงินถุงแดง”

หลวงอัครเทพขยายความเรื่องเงินถุงแดงให้มณีจันทร์ฟังว่า ในสมัย ร.3 เรามีกำไรจากการค้าขายกับจีนมาก พระเจ้าอยู่หัว ร.3 ทรงสั่งให้เก็บเงินจำนวนหนึ่งไว้ในถุงแดง ทรงรับสั่งเป็นลางว่า “ไว้ไถ่บ้าน ไถ่เมือง” พอถึงสมัย ร.4 เกิดปัญหาทางการเงินขึ้น พระองค์ยอมให้ขุนนางกล่าวร้าย เมื่อไม่มีเงินเบี้ยหวัดก็เลาะทองเบญจาออกมาจ่าย แต่ไม่ยอมแตะต้องเงินในถุงแดง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณและพระเนตรอันกว้างไกลของพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทำให้เงินจำนวนนี้ยังคงอยู่มาจนกระทั่งได้ใช้ไถ่บ้านเมืองจริงๆ

“เงินถุงแดงเมื่อเอาออกมานับก็มีจำนวนเพียงแค่สองล้านกว่า เชื้อพระวงศ์ ข้าราชบริพาร และประชาชนตกลงใจสละแก้วแหวนเงินทองของตนใส่ถุง เข้ามารวมไว้ที่ประตูวัง” เจ้าคุณวิศาลคดีเล่าด้วยสีหน้าเจ็บปวด หลวงอัครเทพกับคุณหญิงแสร์ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่สละทรัพย์สินเพื่อการนี้

“ฉันไม่ได้เสียดายสมบัติ แต่มันแค้นใจ เงินทองข้าวของพวกนั้นจะสะสมไปทำไม ถ้าไทยไม่เป็นไท ต้องตกเป็นขี้ข้าของคนอื่น ลูกหลานของเราจะอยู่ยังไงกัน” คุณหญิงแสร์นึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้วน้ำตาซึม

“ในที่สุดเราก็เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้เขาไปจนถึงเวลานี้จันทบุรีก็ยังถูกยึดเอาไว้ใช่ไหมเจ้าคะ”

เจ้าคุณวิศาลคดีพยักหน้าให้มณีจันทร์แทนคำตอบ แล้วบอกด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เข้าใจหรือยัง...บรรพบุรุษของบ้านเมืองนี้ยอมเสียชีวิต เสียทรัพย์ เสียเกียรติยศ เสียน้ำตาไปมากมาย เพื่อจะรักษาเอกราชแห่งแผ่นดินเอาไว้ เราจึงได้แต่หวังว่า ลูกหลานในอนาคตจะเห็นคุณค่าของเอกราช อย่ายอมเป็นทาสของเขา ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

มณีจันทร์รับคำ น้ำตาคลอ เจ็บปวดใจไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...

วันนี้เจ้าคุณวิศาลคดีมีนัดกับเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ไว้ เลยขออนุญาตคุณหญิงแสร์พามณีจันทร์ไปด้วย

“มีงานอยากให้แม่มณีช่วย แต่ให้ถือว่าไปเที่ยวแล้วกัน”

หลวงอัครเทพกำลังจะอ้าปากเรียนท่านเจ้าคุณว่ามณีจันทร์ไม่ค่อยสบาย แต่มณีจันทร์ชิงพูดขึ้นก่อนว่าเธออยากไปช่วยงาน หลวงอัครเทพถึงกับอึ้ง

ooooooo

ก่อนไปบ้านเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ เจ้าคุณวิศาลคดีพามณีจันทร์กับหลวงอัครเทพแวะเที่ยวตลาดน้ำเรือนแพแล้วให้บ่าวรับใช้ของท่านไปตามเรือขายขนมจีนมาจอดใกล้ๆ พ่อค้าขนมจีนทยอยตักขนมจีนส่งให้ เจ้าคุณวิศาลคดีส่งต่อให้มณีจันทร์เป็นคนแรก มือของทั้งคู่แตะกัน กว่าท่านจะปล่อยมือดูเนิ่นนานมาก หลวงอัครเทพเห็นเหตุการณ์โดยตลอด สีหน้าหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากกินขนมจีนกันอิ่มหนำสำราญ  เจ้าคุณวิศาลคดีพามณีจันทร์เดินชมตลาดน้ำต่อ ขณะที่หลวงอัครเทพ ขาบกับม้วนนั่งคอยอยู่อีกมุมหนึ่ง หลวงอัครเทพมองท่าทางสนิท สนมของมณีจันทร์กับเจ้าคุณวิศาลคดีอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก ม้วนกลับสบายใจที่เห็นเจ้านายสาวยิ้มแย้ม เพราะเห็นเธอหน้าเศร้าตั้งแต่เมื่อวาน

“ท่านเจ้าคุณสีหน้าก็แช่มชื่นอย่างกับอะไร เอ็งไม่กลัวรึนังม้วน” ขาบกระซิบถาม

“กลัวอะไรวะ”

“ท่านเจ้าคุณน่ะมีแต่นังเล็กๆยังไม่แต่งตั้งใครเลย”

ม้วนคิดคล้อยตาม ส่วนหลวงอัครเทพได้ยินขาบกับม้วนคุยกันยิ่งเจ็บปวดใจ...

เจ้าคุณวิศาลคดีไม่พอใจมากเมื่อมาถึงบ้านเมอร์ซิเออร์ปิแอร์แล้วถูกปล่อยให้นั่งรออยู่ในห้องรับแขกนานสองนาน  ทั้งที่เมื่อวานเขาส่งคนมาแจ้งให้เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ทราบล่วงหน้าแล้วว่าจะมาหา ทำอย่างนี้เท่ากับวางอำนาจใส่ เหมือนตนเองเป็นนายไม่ใช่เพื่อน เจ้าคุณวิศาลคดีคิดแผนการบางอย่างได้ เรียกมณีจันทร์เข้ามานั่งใกล้ๆ ยื่นหน้ากระซิบบางอย่าง ขาบแอบนินทากับม้วน

“เฮ้ย ดูนั่น หัว....หัวหายไปไหน...อ๋อยังอยู่ หัวพันกันเฉยๆกระซิบอะไรกันวะ”

“เฮ่อ...ลีลาชายสูงวัยล้ำลึกนัก อย่าไปหลงเสน่ห์เข้าเชียวนะคุณมณีของอีม้วน”

หลวงอัครเทพเบือนหน้าหนีไม่อยากเห็นภาพบาดตา สักพัก บ่าวของเมอร์ซิเออร์ปิแอร์เข้ามาเรียนเชิญเจ้าคุณวิศาลคดี กับคณะเข้าพบ หลวงอัครเทพรอจังหวะที่เจ้าคุณวิศาลคดีไม่ได้สนใจมอง ปราดเข้าไปซักถามมณีจันทร์เมื่อครู่คุยอะไรกัน มณีจันทร์เล่นแง่ไม่ยอมบอก หลวงอัครเทพได้แต่หงุดหงิดใจ...

มณีจันทร์สร้างความประทับใจให้เมอร์ซิเออร์ปิแอร์มาก เขามองเธอด้วยความหลงใหลและชื่นชมแทบไม่ยอมวางตา ไม่สนใจแขกผู้มาเยือนท่านอื่น เจ้าคุณวิศาลคดีพอใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นคนวางแผนให้มณีจันทร์ใช้เสน่ห์หญิงหลอกล่อ

เมอร์ซิเออร์ปิแอร์...

หลวงอัครเทพไม่ล่วงรู้แผนการนี้ด้วยยิ่งเคืองหนัก เก็บเอาไปคิดมากจนนอนไม่หลับ คว้าไวโอลินออกมาสีเป็นเสียง เพลงแห่งความโกรธเกรี้ยว แทบฟังไม่เป็นเพลง มณีจันทร์ได้ยินเข้าทนไม่ไหวต้องออกมาถามนั่นเป็นเพลงหรือเปล่า

“ถ้าเป็นเพลง หล่อนฟังแล้ว มันพูดถึงอะไร”

“ช่วงนี้ฉันนึกอะไรไม่ค่อยออก” มณีจันทร์หน้าเศร้าเหมือนคนอกหัก

“เนื้อเพลงนั้นถามว่า...ผู้หญิงในยุคของหล่อนชอบทำให้ใจชายเจ็บปวดงั้นรึ”

“เจ็บปวด...เรื่องอะไรคะ” มณีจันทร์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเข้าใจ “เนื้อเพลงนั้นโกรธขึงเกินไป ไม่ไพเราะ หากฉันอยากแต่งเพลง คงอยากแต่งเพลงรัก บางเวลาเหมือนพลังพิเศษแค่นึกถึงก็มีแรงทำอะไรมากมาย แต่ความรักตัวเดียวกัน บางทีก็เปลี่ยนเป็นมีดคมๆ แค่นึกถึง มันก็กรีดลึกลงไปที่หัวใจ”

“หล่อนนะรึเจ็บปวด วันนี้หล่อนดูมีความสุขด้วยซ้ำ ที่มีชายมากมายมารุมเอาใจ”

“บรรพบุรุษของเราอย่าว่าแต่เสียตัว เสียศักดิ์ศรี แม้ชีวิตเขาก็ยินดีเสียได้เพื่อรักษาแผ่นดินเกิด ท่านเจ้าคุณวิศาลท่านฉลาด ท่านจึงพาฉันไปพบเมอร์ซิเออร์ปิแอร์”

หลวงอัครเทพไม่เข้าใจมณีจันทร์พูดเรื่องอะไร เธอเล่าเรื่องที่เจ้าคุณวิศาลคดีกระซิบกระซาบแผนการให้เธอใช้เสน่ห์หญิงหลอกล่อเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ให้เขาฟัง

“หล่อนจงใจทอดสะพานให้เมอร์ซิเออร์ปิแอร์งั้นรึ”

“โห แค่นี้เรียกทอดสะพาน ไปเจอสาวยุคฉัน สงสัยต้องบัญญัติศัพท์ใหม่เลยมั้ง”

“สาวยุคหล่อนทำยิ่งกว่าหล่อนอีกรึ”

มณีจันทร์แสดงวิธีทอดสะพานของหญิงสมัยเธอให้ดูทันที ด้วยการกะพริบตาปริบๆให้ แล้วตามด้วยเอานิ้วโป้งกับนิ้ว ชี้ของมือทั้งสองข้างมาต่อกันเป็นรูปหัวใจที่อกแล้วส่งให้หลวงอัครเทพซึ่งทำท่าอึดอัดใจ จากนั้นเธอจูบฝ่ามือตัวเองแล้วเป่าให้เขาด้วยท่าทางดัดจริตสุดๆ คราวนี้หลวงอัครเทพอายหน้าแดง

“แฮะๆๆหน้าแดงเหมือนเคย ไม่มีพลาดสักครั้งสิน่า...

ท่านเจ้าคุณคงหวังว่าเมื่อสนิทกันฉันจะล่วงรู้ความคิดของ

เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ ล่วงรู้นโยบายของประเทศเขา”

“ปิแอร์เป็นคนรอบคอบ ล้ำลึก คงไม่ได้อะไรมาง่ายๆ”

“เอาน่า...วันนี้ไม่ได้ โอกาสหน้ายังมี” มณีจันทร์สีหน้ามุ่งมั่น...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ

เสน่ห์เหลือล้น “บัว นลินทิพย์” มีผลงานออนแอร์ 5 วันรวด! แฟนๆ ถูกใจ
21 มิ.ย 2564

02:50 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 12:17 น.