ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ทวิภพ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

มณีจันทร์ มโนวรรณ ลูกสาวของท่านทูตณรงค์กับคุณหญิงมาลิดากลับมาเยี่ยมเมืองไทยคราวนี้ มักจะฝันย้อนอดีตไปในสมัย ร.5 เห็นตัวเองเดินสำรวจอยู่ในบ้านเรือนไทยริมน้ำที่ไร้ผู้คน มีเพียงเสียงเรียกอันอ่อนหวานของชายผู้หนึ่งดังมาจากบนบ้าน น้ำเสียงอบอุ่นนั้นเหมือนคุ้นเคยกับเธอมานานแสนนาน

“แม่มณีจ๋า...แม่มณี...”

มณีจันทร์วิ่งตามหาเจ้าของเสียงทั่วบ้านแต่ไม่เจอ คล้ายกับเธอไม่รู้วิธีจะพบเขาคนนั้น เธอฝันซ้ำๆเช่นนี้เป็นประจำและจะตกใจตื่นตอนนี้ทุกครั้ง มณีจันทร์ทนเก็บไว้คนเดียวไม่ไหว โทร.เล่าเรื่องนี้ให้แม่ของเธอฟัง คุณหญิงมาลิดาไม่ติดใจสงสัยอะไรนัก คิดว่าลูกแค่ฝันเห็นชายในฝันของตัวเองเท่านั้น

ooooooo

ถึงวันที่มณีจันทร์ต้องขึ้นแสดงในงานการกุศลของสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนที่เธอกับคุณหญิงมาลิดาเคยร่ำเรียน คุณหญิงมาลิดาเดินทางกลับจากต่างประเทศเพื่องานนี้โดยเฉพาะ หลังจากกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน คุณหญิงมาลิดาตรงไปยังโรงแรมหรูกลางกรุง เพื่อให้ทันการแสดงของลูกสาว

บรรยากาศในงานการกุศลเป็นไปอย่างคึกคัก แขกเหรื่อที่มาล้วนแต่เป็นศิษย์เก่าผู้มีชื่อเสียง บรรดาคุณหญิงคุณนายต่างส่งลูกสาวของตัวเองขึ้นแสดงบนเวที การแสดงของใครมียอดเงินบริจาคสูงสุดจะได้รับรางวัลจากไรวัตนายทหารหนุ่มอนาคตไกล ลูกชายว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งเป็นที่หมายปองของสาวๆ

บรรดาสาวไฮโซต่างแสดงกันสุดฝีมือโดยยึดแนวทางอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยตามที่อาจารย์แก้วใจนายกสมาคมศิษย์เก่าเจ้าระเบียบต้องการ การแสดงมีทั้งเล่นระนาด ตีขิม รำไทย คุณหญิงมาลิดาพยายามถามกุลวรางค์เพื่อนสนิทของมณีจันทร์ว่าคราวนี้มณีจันทร์จะแสดงอะไร กุลวรางค์อุบไว้ให้ท่านคอยชมเอาเอง

การแสดงบนเวทีน่าเบื่อมาก แขกในงานนั่งหาวหวอดๆ บางคนคุยกันไม่ได้สนใจการแสดง สักพัก ไรวัตในชุดสูทสุดหล่อเดินเข้ามาในงาน สาวทั้งหลายตาลุกวาว บางคนก็เข้ามาทักทายจะชวนไปร่วมโต๊ะด้วย แต่ไรวัตขอตัว แล้วเดินมานั่งร่วมโต๊ะกับกุลวรางค์และคุณหญิงมาลิดา ทักทายทั้งคู่อย่างสนิทสนม

“การแสดงชุดต่อไปโดยศิษย์เก่ารุ่นที่ 42 น.ส.มณีจันทร์ มโนวรรณ” พิธีกรบนเวทีประกาศ

“นึกว่าจะมาไม่ทันแล้ว เมณี่จะสวยแค่ไหนนะคืนนี้” ไรวัตว่าพลางจ้องมองไปยังเวทีเขม็ง

มณีจันทร์พร้อมด้วยแดนเซอร์ในชุดสาวลูกทุ่ง ออกมาร้องและเต้นกันกระจายในเพลงลูกทุ่งจังหวะสนุกๆขัดกับบรรยากาศไทยเชยๆก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้คนในงานที่กำลังนั่งเซ็ง หันมองเป็นตาเดียวกัน ไรวัตถึงกับอ้าปากค้าง อาจารย์แก้วใจลมจับ ส่วนกุลวรางค์ยิ้มร่าลุกขึ้นร้องเพลงตามสนุกสนาน ไรวัตหายจากตะลึงกลายเป็นขำ เช่นเดียวกับคุณหญิงมาลิดาที่แอบยิ้มพอใจ ไลล่าสาวไฮโซที่ขึ้นแสดงไปก่อนแล้ว มองแค้นใจที่ทุกคนให้ความสนใจมณีจันทร์มากกว่าตนเอง...

หลังการแสดงจบ คุณหญิงมาลิดารู้ตัวต้องโดนอาจารย์แก้วใจซึ่งเคยเป็นครูของตนเองเล่นงานเรื่องมณีจันทร์ คิดจะชิ่งหนีแต่อาจารย์แก้วใจตามมาต่อว่าจนได้ คุณหญิงมาลิดาถึงกับหน้าจ๋อย...

ครู่ต่อมา ไรวัตนำกุหลาบแดงช่อใหญ่มามอบให้มณีจันทร์ซึ่งนั่งรออยู่ในห้องแต่งตัว เป็นที่อิจฉาตาร้อนของไลล่าและนักแสดงสาวคนอื่นๆ มณีจันทร์หัวเราะชอบใจที่แกล้งอาจารย์แก้วใจจนเป็นลมเป็นแล้ง

“รู้สึกรถพยาบาลจะมารับแล้วนะ...หัวใจวาย” ไรวัตอำหน้าตาย

มณีจันทร์ตกใจลุกพรวดจะออกไปดูด้วยความเป็นห่วง ไรวัตโอบเอวเธอดึงกลับมานั่งตามเดิม

“ผมล้อเล่นน่ะ...ขนาดเมณี่แต่งตัวอย่างนี้ แถมทำอะไรบ้าๆยังสวยเลย ผู้ชายทั้งงานที่กำลังหาวหวอดๆตาสว่างขึ้นมาทันทีที่เห็นแฟนของผมเดินออกมา” ไรวัตแสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมณีจันทร์ออกนอกหน้า

“แฟนคุณหรือ...มั่วแล้ว” มณีจันทร์ดึงมือเขาออก “นี่ชักเอาใหญ่แล้วนะ ออกไปห่างๆเดี๋ยวอาจารย์ทั้งหลายมาเห็นเข้า ที่ไม่หัวใจวายก็วายกันตอนนี้แหละ” มณีจันทร์ว่าแล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ไลล่ากับสาวคนอื่นๆมองตามหมั่นไส้ โดยเฉพาะไลล่าถึงกับออกปากถ้ารางวัลชนะเลิศเป็นของมณีจันทร์ เธอไม่ยอมแน่ๆ...

ไลล่าทำอย่างที่ลั่นวาจาไว้ ทันทีที่มณีจันทร์รับรางวัล

ชนะเลิศจากไรวัต ไลล่าก็สติแตกร้องกรี๊ดๆ ก่อนตรงเข้าแย่งรางวัลจากมือมณีจันทร์ สาวๆที่เหลือต่างกรูเข้ายื้อแย่งรางวัลกันวุ่นวายไปหมด ไรวัตเห็นมณีจันทร์ตกอยู่ในวงล้อมพวกสาวๆรีบเข้าไปห้าม แต่ถูกกำปั้นของไลล่าซัดเข้าเต็มหน้าผงะหงายหลัง

ทุกคนในงานพากันขำกลิ้ง อาจารย์แก้วใจเป็นลมอีกรอบ กุลวรางค์เป็นห่วงเพื่อนรักรีบวิ่งเข้าไปดู เห็นมณีจันทร์ค่อยคลานออกมาจากวงล้อมของสาวๆที่ยังตบตีแย่งรางวัลกันอุตลุด

กุลวรางค์กับมณีจันทร์ยืนเท้าเอวมองเอาเรื่อง กุลวรางค์ยุให้เพื่อนเข้าไปแย่งรางวัลคืน มณีจันทร์ฮึดฮัดเหมือนจะทำตามเพื่อนยุ แต่แล้วกลับเปลี่ยนใจดื้อๆ ยิ้มหน้าทะเล้นชูสิบนิ้วหลา

“เสียดายเล็บสวยๆเพิ่งไปทำมาใหม่...ไปกันเถอะกุล...

ฉันหิวจะแย่...ไปหาของอร่อยๆกินกันดีกว่า” มณีจันทร์เชิดใส่กลุ่มสาวๆก่อนเดินลงจากเวทีพร้อมกับกุลวรางค์...

ค่ำวันเดียวกันที่บ้านมโนวรรณ มณีจันทร์เล่าเรื่องตอนรับรางวัลให้แม่ของเธอฟัง แล้วพากันหัวเราะชอบใจ มณีจันทร์ตำหนิสาวไฮโซพวกนั้นว่าไรสาระ พอรู้ไรวัตจะเป็นคนมอบรางวัล ต่างพากันจ้างครูมาสอน ลงทุนสั่งเครื่องดนตรีมาจากเมืองนอก บางคนก็ขุดโคตรเพชรมาใส่

“มิน่า พอโผพลิกเป็นการแสดงเพี้ยนๆของหนูก็เลยรับไม่ได้ถึงกับตบตีกันกลางเวที”

“นี่ไงคะ เมณี่ถึงเรียกว่ากุลสตรีหลอกลวง คุณแม่คิดดูนะคะ บางคนจบโทมาจากเมืองนอก บางคนมีเงินเป็นร้อยล้าน พันล้าน แต่สมองสนใจแต่เรื่องแข่งกันเด่น แข่งกันแย่งผู้ชาย เมณี่เบื่อชีวิตแบบนี้เต็มทน อยากออกไปให้พ้นๆจากสังคมแบบนี้...เมณี่อยากหางานทำค่ะคุณแม่ อยู่เฉยๆเดี๋ยวจะฟุ้งซ่าน”

“ฟุ้งซ่านเรื่องชายในฝันหรือ...ยังฝันอยู่ไหม” คุณหญิงมาลิดากระเซ้า ขณะที่มณีจันทร์สีหน้าเป็นกังวล...

คืนนั้น มณีจันทร์ยังคงฝันเห็นบ้านเรือนไทยหลังเดิมและเสียงเรียกของผู้ชายคนนั้นเหมือนเช่นเคย

ooooooo

เกิดเหตุการณ์ประหลาดเมื่อมณีจันทร์ขับรถตามถนน จู่ๆเครื่องยนต์ก็รวน เธอรีบจอดรถข้างทางหน้าร้านขายของเก่าแห่งหนึ่ง มณีจันทร์ลองสตาร์ตรถ อีกครั้ง แต่เครื่องไม่ติด หยิบมือถือขึ้นมาจะกดเรียกช่างเล็ก ที่เป็นช่างซ่อมรถเจ้าประจำ มือถือแบตฯหมด เธอเลยเดินเข้าไปในร้านขายของเก่า ที่มืดสลัวและเย็นเฉียบ

“คุณคะ...คุณ...แอร์เย็นไปหรือเปล่า...ปิดหน้าต่างประตู ซะมิด ไฟสักดวงก็ไม่มี คงขายของได้หรอก...คุณคะ...คุณ

มีใครอยู่ไหมคะ” มณีจันทร์บ่นไปพลางร้องเรียกคนในร้านไปด้วย แต่ทุกอย่างเงียบ

เธอเดินลึกเข้าไปในร้านยิ่งดูมืดและวังเวงราวกับเป็นร้านผีสิง ของเก่าๆในนั้นทำให้บรรยากาศน่ากลัว ยิ่งเจอชายแก่ผมขาวโพลนเจ้าของร้านที่อยู่ๆก็โผล่มายืนข้างๆยิ่งชวนขนหัวลุก เธอรีบขอใช้โทรศัพท์โทร.ตามช่างแต่พอเธอจะออกจากร้านกลับได้ยินเสียงคุ้นหูของผู้ชายในความฝันร้องเรียก

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า”

หญิงสาวชะงัก เดินตามเสียงไปยังมุมหนึ่งของร้านไม่เจอใคร พบแต่กระจกเงาในกรอบไม้บานใหญ่ตั้งอยู่ มณีจันทร์ เดินเข้าไปใกล้เหมือนต้องมนต์สะกด ยกมือลูบรอยร้าวเล็กน้อยตรงมุมกระจกเงาบานนั้น ชายแก่เล่าว่า

“ของสมัยรัชกาลที่ห้า คนไม่ซื้อเพราะติว่ามีรอยแตก คนเขาไม่เอาเข้าบ้าน” ชายแก่เห็นมณีจันทร์ยังยืนตะลึง สะกิดเรียก หญิงสาวสะดุ้ง ถามจะขายเท่าไหร่ ชายแก่ขายให้ในราคาถูก มณีจันทร์จึงตกลงซื้อทันที...

ไม่นานนัก ช่างเล็กพร้อมลูกน้องมาถึง รถของมณีจันทร์กลับสตาร์ตติดเหมือนไม่มีอะไรเสีย มณีจันทร์งง เมื่อครู่เครื่องยังรวนอยู่เลย ช่างเล็กเป็นห่วงเกรงรถจะเกอีก ตอนเย็นเขาจะให้ช่างไปรับรถคันนี้ที่บ้านไปตรวจสภาพให้อีกที มณีจันทร์เห็นช่างเล็กขับรถกระบะมาจึงวานให้ช่วยขนกระจกโบราณบานนั้นไปส่งบ้านให้ด้วย

ทันทีที่รถของมณีจันทร์กับรถกระบะของช่างเล็กแล่นออกไป ร้านขายของเก่าแห่งนั้นหายวับกลายเป็นร้านว่างเปล่าไม่มีการตกแต่งใดๆ มีเพียงป้ายให้เช่าติดอยู่หน้าร้าน...

มณีจันทร์เอากระจกโบราณวางไว้ในห้องนอนของเธอตรงข้ามกับชุดอ่างล้างมือและเหยือกโบราณซึ่งตั้งอยู่บนตู้เตี้ยๆ ทำให้เกิดเงาสะท้อนของอ่างล้างมือและเหยือกพอดี คุณหญิงมาลิดามองกระจกอย่างชื่นชมแต่เสียดายนิดเดียวที่มีรอยร้าว มณีจันทร์จะหาช่างมาซ่อม คุณหญิงคัดค้าน

“ฝีมือคนโบราณซ่อมยากเก็บไว้แบบนี้เก๋กว่า...เอ... แปลกจัง กระจกบานนี้...อ่างล้างหน้ากับเหยือกที่หนูมีอยู่แล้ว อย่างกับเคยเป็นชุดเดียวกันมาก่อน”

“จริงด้วยสิคะ...อืม เป็นชุดเดียวกันก็ดี คู่ที่พลัดหายไปได้มาเจอกันแล้วไงคะ”

คุณหญิงอดขำกับความคิดของลูกสาวไม่ได้ จังหวะนั้น ดาวเด็กสาวรับใช้เดินเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ทำความสะอาด คุณหญิงเลยชวนมณีจันทร์ลงไปข้างล่าง ปล่อยให้ดาวทำความสะอาดกระจกอยู่ในห้องเพียงลำพัง ขณะที่ดาวกำลังเอาผ้าเช็ดกระจก เกิดควันคล้ายหมอกบางๆคลุมกระจก จากนั้น เงาสะท้อนของกระจกเปลี่ยนไป สะท้อนเหยือกและอ่างใบเดียวกันเพียงแต่เป็นคนละห้อง ไม่ใช่ห้องของมณีจันทร์

ดาวเช็ดกระจกไปสักพัก เอะใจมองเงาสะท้อนในกระจกแล้วหันไปมองที่ผนังห้อง ทำไมดูคล้ายกันแต่ไม่เหมือน พอหันกลับไปมองกระจกอีกครั้ง พลันมีเสียงมโหรี ดังขึ้นพร้อมกับภาพหลวงอัครเทพวรากรเดินมาที่ชุดเหยือกกับอ่างน้ำที่อยู่ในห้องของเขาเหมือนดำรงชีวิตปกติโดยไม่เห็นดาว คุณหลวงเทพเดินมาหยุดหน้ากระจก ดาวเห็นเขาเต็มตาถึงกับเข่าอ่อนคิดว่าเห็นผี กรีดร้องสุดเสียง ก่อนจะทรุดลงไปนั่งกับพื้น

เสียงกรีดร้องของดาวดังไปถึงห้องนั่งเล่นที่นุ่มแม่บ้านกำลังเสิร์ฟน้ำให้คุณหญิงมาลิดากับมณีจันทร์ ทั้งสามคนตกใจ รีบวิ่งขึ้นมาดู เห็นดาวนั่งตัวสั่นหน้าซีด ละล่ำละลักว่าเห็นผีในกระจกเงาโบราณ ขอร้องคุณหญิงอย่าให้เธอทำความสะอาดกระจกอีกเลย นุ่มตำหนิว่าไร้สาระ เธออยู่บ้านนี้ตั้งแต่สาวไม่เห็นมีผีที่ไหน สั่งให้ดาวทำความสะอาดกระจกให้เสร็จ ตนจะช่วยเช็ดอีกแรง

มณีจันทร์มองไปที่กระจกเงาก็เห็นปกติดี ชวนแม่ลงมานั่งคุยเรื่องการสอบบรรจุเป็นข้าราชการของเธอที่ห้องนั่งเล่นต่อ คุณหญิงมาลิดาแปลกใจที่เห็นมณีจันทร์มุ่งมั่นจะเข้ารับข้าราชการให้ได้

“ก็เพราะพ่อกับแม่นั่นแหละ รวมทั้งบรรพบุรุษของเมณี่ด้วย ทุกคนยอมเป็นข้าฯรองพระบาททำงานรับใช้พระเจ้าอยู่หัว...เฮ้อ...ไอ้เรื่องพวกนี้มันคงอยู่ในหัวของเมณี่มากเกินไป”

“จะเอาจริงๆก็ต้องกระทรวงการต่างประเทศ”คุณหญิงมาลิดาเสนอ มณีจันทร์ไม่ต้องการใช้เส้นสายของพ่อ และไม่อยากถูกนินทาลับหลัง เธอจะลองไปสอบกระทรวงอื่นดูเอง

“คราวนี้เอาจริงแฮะ...เป็นอะไรขึ้นมาน่ะเรา หมู่นี้น่ะ”

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ หนูรู้แต่อยากหนีไปจากสภาพแวดล้อมแบบนี้ เหมือนต้องการหาที่ที่เหมาะ คนที่เหมาะ อะไรก็ไม่รู้บอกไม่ถูก มันร้อนรนอยู่ในใจนี่แหละค่ะ”มณีจันทร์สีหน้าเป็นกังวล

ooooooo

ขณะมณีจันทร์กำลังนอนหลับ เกิดควันจางๆขึ้นที่กระจกเงาโบราณพร้อมกับเสียงกรุ๋งกริ๋งของของบางอย่างที่มีเธอคนเดียวได้ยิน ทันใดนั้น กระจกเงาโบราณเปิดเป็นช่องสีดำและมีเสียงร้องเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้น

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า”

มณีจันทร์ละเมอขานรับ ก่อนจะลุกขึ้นเดินมาที่กระจก เห็นเป็นช่องสีดำแปลกตา เธอเอื้อมมือจะแตะ แต่มีเสียงแม่ของเธอมาปลุกเสียก่อน มณีจันทร์สะดุ้งตื่น หันขวับมองกระจก ทุกอย่างเป็นปกติถึงได้รู้ว่าตัวเองแค่ฝันไป คุณหญิงมาลิดาเตือนว่าสายแล้ว ลูกมีนัดกับไรวัตกินมื้อเที่ยงไม่ใช่หรือ...

ไม่นานนัก มณีจันทร์มาพบกับไรวัตที่ร้านอาหารหรูตามนัด ไรวัตเจ้ากี้เจ้าการสั่งอาหารกับเครื่องดื่มให้มณีจันทร์โดยไม่ถามสักคำ ทำให้เธอขุ่นเคืองมาก เท่านั้นยังไม่พอ เขายังถือวิสาสะใช้เส้นสายพ่อของเขาช่วยให้เธอได้งานที่กระทรวงศึกษาธิการ มณีจันทร์โวยลั่น เธออยากได้งานด้วยความสามารถของตัวเอง ถ้าเธอสอบสู้คนอื่นไม่ได้ เธอก็ไม่สมควรได้งาน ถ้าทุกคนใช้เส้นสายกันหมดแล้วชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร

“ชาติบ้านเมืองมาเกี่ยวอะไรเนี่ย”ไรวัตชักหงุดหงิด มณีจันทร์บ่นอุบผู้คนเดี๋ยวนี้มักไม่สนใจประเทศชาติสนใจแต่ตัวเองเท่านั้น ไรวัตเคืองคิดว่ามณีจันทร์ว่าเขาเห็นแก่ตัว
“ไม่ใช่...ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น แต่คุณไม่เข้าใจฉัน คุณบอกว่าฉันเป็นคนพิเศษ แต่คุณไม่รู้จักฉันเลย...เฮ่อ... เพราะอย่างนี้สิ ฉันถึงปันใจให้ชายในฝัน”

ไรวัตงงชายในฝันอะไร มณีจันทร์รีบกลบเกลื่อนไม่อยากพูดเรื่องไร้สาระนี้อีก ขอร้องไรวัตไม่ให้ทำลายคุณค่าของเธอด้วยการช่วยเหลือเธอแบบนี้ ไรวัตโกรธที่มณีจันทร์ปฏิเสธความหวังดี

“หน้าตาผม นามสกุล การศึกษา ตำแหน่งและครอบครัวของผมทำให้ผมไม่จำเป็นต้องง้อใคร มีผู้หญิงมาเข้าแถวให้ผมเลือกเยอะนะเมณี่ อย่าทำให้ผมปวดหัวนักเลย”
“งั้น...ก็ได้เวลาที่คุณจะไปหาผู้หญิงที่เข้าแถวพวกนั้นแล้วล่ะ” มณีจันทร์สะบัดหน้าเดินออกไป...

ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านของกุลวรางค์ ขณะที่กุลวรางค์เดินผ่านตู้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ๆกระจกตู้ปริแตกร่วงลงพื้นทั้งที่ไม่มี ใครไปแตะต้อง เด็กรับใช้กำลังเช็ดฝุ่นอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง ปฏิเสธเป็นพัลวันว่าไม่ได้ทำอะไร ตู้นั่นแตกเอง คุณหนูกุลก็เห็น กุลวรางค์เข้ามาดูใกล้ๆ

“เออน่าไม่ต้องร้องโวยวายไปหรอก ตู้มันคงเก่าน่ะ อยู่เฉยๆมันก็แตกได้...เอ๊ะรูปนี่...” กุลวรางค์ล้วงมือเข้าไปหยิบกรอบรูปอันหนึ่งซึ่งวางคว่ำหน้าอยู่ เมื่อเธอหงายขึ้นดู เห็นรูปหลวงอัครเทพวรากรบรรพบุรุษของกุลวรางค์ยืนอยู่ในชุดราชปะแตนดูหล่อเหลามาก...

ไม่นานนัก มณีจันทร์มาหากุลวรางค์ที่บ้านบ่นว่าไรวัตชอบบังคับเธอทำโน่นทำนี่ให้ฟัง กุลวรางค์ชวนมณีจันทร์ไปนั่งจิบน้ำชาคุยกันที่โต๊ะสนาม ระหว่างเดินผ่านห้องอาหารมณีจันทร์ได้ยินเสียงมโหรีที่มีเสียงไวโอลินสีนำ ถึงกับหยุดกึก สาวเท้าไปยังห้องที่เป็นต้นเสียง กุลวรางค์ไม่ได้ยินอะไรได้เดินตามงงๆ

มณีจันทร์หยุดยืนหน้ารูปของหลวงอัครเทพที่กุลวรางค์เพิ่งพบก่อนที่เพื่อนจะมาถึงไม่นาน เธอหยิบรูปขึ้นมาถามว่าทำไมไม่เคยเห็นรูปนี้มาก่อน กุลวรางค์เพิ่งเอามาตั้งก่อนเธอมาครู่เดียว แล้วเล่าให้ฟังว่า

“ท่านผู้นี้คือหลวงอัครเทพวรากร เป็นเอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำสหรัฐอเมริกา สมัย ร.5 น่ะ รู้สึกท่านจะเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาให้ไทยรอดจากการตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ฝรั่งเศสอะไรทำนองนี้”

มณีจันทร์ให้ความสนใจและชื่นชมหลวงอัครเทพไม่หยุดปากถึงขนาดขอรูปนี้กลับบ้าน กุลวรางค์เห็นเพื่อนอยากได้เลยยกให้ มณีจันทร์เฮลั่นโดดกอดกุลวรางค์ดีใจมาก...

ฝ่ายไรวัตขับรถตามมาบ้านกุลวรางค์ เห็นรถมณีจันทร์ ขับสวนออกมา มีผู้ชายนั่งมาข้างๆไรวัตมองเขม็งหลวงอัคร–เทพยิ้มเยือกเย็นมองตาม ไรวัตเจ็บใจจะวกรถตาม แต่เจอรถบรรทุกขวางทางทำให้กลับรถไม่ได้ ไรวัตอารมณ์ค้างเข้าไปโวยใส่กุลวรางค์ รู้เห็นเป็นใจให้มณีจันทร์พาหนุ่มมาที่นี่ แล้วไม่ต้องปฏิเสธให้ยาก เขาเห็นกับตามีผู้ชายนั่งรถไปกับมณีจันทร์ กุลวรางค์งง ไรวัตคงตาฝาด มณีจันทร์กลับไปคนเดียวแท้ๆ...

มณีจันทร์มาถึงห้องนอนตัวเองได้ยินเสียงนุ่มกำลังคุยโม้ให้ดาวซึ่งยังหน้าตื่นๆฟังว่าไม่ต้องกลัว ถ้าผีกล้าโผล่มาเธอจะทุบหัวให้น่วม มณีจันทร์นึกสนุกย่องเข้ามาแกล้งทำตาโตชี้ไปที่กระจกเงาเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง นุ่มหันมาเห็น ตกใจกรี๊ดสนั่นโดดผลุงเดียวไปแอบอยู่มุมห้อง มณีจันทร์หัวเราะคิกคักชอบใจ

“ฉันล้อเล่น แม่นุ่มน่ะไหนว่าจะทุบให้น่วมไง กระโดดก่อนใครเพื่อนเลยนะ ที่แท้ก็เก่งแต่ปาก”

นุ่มเสียหน้าขณะที่ดาวแอบยิ้มขำ มณีจันทร์หยิบรูปของหลวงอัครเทพจากกระเป๋าถือมาวางข้างๆเหยือกกับอ่างน้ำโบราณ แอบยิ้มเขินให้คนในรูป ดาวเดินมาเห็น ตาเหลือกมือสั่นชี้ไปที่รูป

“นั่นๆๆๆ...คนที่หนูเห็น...ในกระจกเมื่อวันก่อน...หน้าแบบนี้เลยหนูจำได้...ไม่เอาแล้ว...ไม่ทำแล้ว” ดาววิ่งร้องไห้ออกไป นุ่มยืนหน้าซีด เสียวสันหลังวูบ มณีจันทร์มองรูปกับกระจกสลับไปมาแปลกใจ

ooooooo

ตั้งแต่ได้รูปของหลวงอัครเทพมา มณีจันทร์พาติดตัวไปทุกที่ ไม่ว่าจะกินข้าว อ่านหนังสือ แม้กระทั่งเวลานอน เธอจะเอารูปของเขาวางไว้บนหมอนอีกใบหนึ่งข้างๆ พอจะหลับก็เอารูปมากอดไว้...

มณีจันทร์หยิบหนังสือหลายเล่มมากองไว้ พยายามเปิดหาชื่อหลวงอัครเทพเอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำสหรัฐอเมริกา แต่ไม่พบข้อมูลใดๆ หันไปพูดกับรูปของเขา
“เฮ่อ...ท่านเจ้าคุณขา ฉันหาเรื่องของท่านทุกเล่มแล้ว

ไม่เห็นมีปรากฏเลย หรือว่าเราต้องไปค้นที่ห้องสมุด”

มณีจันทร์หอบหนังสือมาเปิดอ่านตรงตีนบันไดขึ้นห้อง เผลอนอนหลับขวางทาง  หลวงอัครเทพจะขึ้นข้างบน เห็นมณีจันทร์นอนขวางทางอยู่ ขอโทษแล้วเดินหลบเธอขึ้นไป

“ไม่เป็นไรค่ะ...เมณี่ง้วงง่วง  ของีบเดี๋ยวเดียวนะคะ” มณีจันทร์โต้ตอบเหมือนคนคุ้นเคยอยู่ร่วมบ้าน

พอร่างของหลวงอัครเทพพ้นไปแล้ว มณีจันทร์ลุกพรวด รู้สึกเหมือนเมื่อครู่เพิ่งเห็นหลวงอัครเทพตัวเป็นๆเดินผ่าน รีบวิ่งขึ้นไปดู เดินหาทั่วบ้านแต่ไม่พบ เธอวิ่งมาที่กระจกเงาโบราณในห้องเห็นหมอกควันบางๆปกคลุมกระจก จากนั้นเงาสะท้อนในกระจกกลายเป็นห้องว่างเปล่าของหลวงอัครเทพ

มณีจันทร์ทรุดฮวบมองเงาสะท้อนอย่างตั้งใจ เห็นหลวงอัครเทพเดินไปเดินมาช้าๆสีหน้าครุ่นคิด หญิงสาวตะลึง ขยี้ตาตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา พลันภาพของหลวงอัครเทพหายไป กลายเป็นเงาสะท้อนของเธอในกระจกตามปกติ มณีจันทร์เอามือแตะกระจกก็ไม่มีอะไร เริ่มคิดหนัก หรือเป็นตัวเธอที่ไม่ปกติ...

ได้เวลาที่คุณหญิงมาลิดาต้องกลับต่างประเทศ สิ้นเดือนนี้ที่สถานทูตไทยที่โน่นมีงานเลี้ยง เธอต้องไปดูแลความเรียบร้อย มณีจันทร์มาส่งแม่ที่สนามบินท่าทางไม่อยากให้ไป คุณหญิงมาลิดาอดสงสัยไม่ได้ ทุกทีลูกไม่เคยงอแงที่ต้องจากพ่อแม่

มณีจันทร์สังหรณ์ใจชอบกลเหมือนเราสองคนจะไม่ได้เจอกันอีก

“ทำไมเราจะไม่ได้เจอกันล่ะ ไม่มีเหตุผลเลย เอ...หรือว่าเพราะไรวัต...เป็นแฟนกัน ต้องมีการทะเลาะกันเพื่อปรับความเข้าใจ แม่ว่าดีออก” คุณหญิงมาลิดามองโลกในแง่ดีเสมอ

“เมณี่ไม่เคยเรียกไรวัตว่าแฟนนะคะ...บอกไม่ถูก เมณี่เหมือนรอใครบางคนมาตลอด แต่ไม่เคยเห็นภาพเขาเป็นไรวัตเลย” มณีจันทร์สีหน้าจริงจัง คุณหญิงมาลิดายิ้ม ปลอบว่าเด็กสาวมักจะรอพระเอกในนิยายเสมอแล้วดึงลูกมากอด มณีจันทร์มองตามแม่เดินเข้าไปด้านในสนามบินอย่างเหงาๆ...

มณีจันทร์หลับไปแล้ว มีเสียงเรียกของหลวงอัครเทพดังฝ่าความเงียบสงัดยามค่ำคืน หญิงสาวขานรับทั้งที่ยังหลับตา เสียงหลวงอัครเทพร้องเรียกให้เธอมาหา จังหวะนั้น เกิดควันขึ้นปกคลุมกระจกเงาโบราณ พร้อมกับเสียงกรุ๋งกริ๋งของอะไรบางอย่าง มณีจันทร์ลืมตาโพลง ลุกขึ้นนั่ง

“ได้ค่ะ...เมณี่จะได้รู้สักทีว่าเมณี่เป็นบ้าไปหรือเปล่า”

มณีจันทร์เดินมานั่งหน้ากระจกเงา กลั้นใจยื่นมือเข้าไปในนั้น มือของเธอหายไปในกระจก มณีจันทร์ตาเบิกกว้าง ชักมือกลับถอยกรูด หยิกมือตัวเองราวกับจะปลุกให้ตื่นจากฝัน แต่เธอกลับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ตัวสั่นสีหน้าหวาดกลัวเพราะตระหนักแล้วว่าไม่ได้ฝัน พุ่งไปหยิบผ้าคลุมเตียงมาปิดกระจกเงาไว้ทั้งบาน

ooooooo

มณีจันทร์นึกถึง ดร.ตรอง เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง เขาอาจจะมีคำตอบของเรื่องนี้ เธอจึงแวะไปหาเขาที่ห้องเรียน ตรองกำลังสอนนักศึกษาเรื่องมิติของเวลาพอดี เขาเปิดอุปกรณ์ที่ทำขึ้นเองเพื่อเป็นสื่อการสอน แต่อุปกรณ์เริ่มทำงานผิดปกติ ทำให้มีควันสีขาวพวยพุ่งออกมา นักศึกษาชี้ชวนให้กันดูตื่นเต้น ตรองรีบวิ่งไปถอดปลั๊กอุปกรณ์ออก แต่ควันพุ่งไม่หยุด แถมเกิดประกายไฟออกจากตัวเครื่อง นักศึกษาชอบใจตบมือกันเกรียว

“โหย...สุดยอด...อุปกรณ์ของอาจารย์เจ๋งสุดๆ”

ไฟเย็นเริ่มฟู่ไปติดกองสารเคมีใกล้ๆ ตรองเห็นท่าไม่ดี ตะโกนสุดเสียงให้ทุกคนหนี แล้วคว้ามือมณีจันทร์วิ่งออกจากห้อง นักศึกษาเห็นอาจารย์เผ่นแน่บ หยุดหัวเราะหน้าตาตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน เสียงวี้ดว้ายลั่นตามมาด้วยเสียงอุปกรณ์แตกเปรี้ยงๆๆ เละไปทั้งห้อง

ครู่ต่อมา ตรองถูกคณบดีเรียกไปพบที่ห้องทำงาน เสียงคณบดีเอ็ดตะโรลั่น มณีจันทร์รออยู่หน้าห้องถึงกับสะดุ้ง ตรองถูกด่าสักพัก เดินหน้าแห้งออกมา มณีจันทร์เข้ามาแตะไหล่เพื่อน

“ตรองก็ยังเป็นตรองไม่ว่ากี่ปี แล้วนี่จะโดนอะไรบ้างล่ะ”

“พักการสอนสองอาทิตย์ เฮ่อ...ฉันน่ะโดนจนชินแล้วล่ะช่างมันเถอะ ว่าแต่เมณ่ีเถอะนึกยังไงถึงมาหาฉัน”

มณีจันทร์ชวนตรองไปบ้านเธอกินข้าวไปด้วยคุยกันไปด้วย ตรองมองสงสัย เพื่อนรักมีเรื่องอะไร...

ไม่นานนัก ตรองกับมณีจันทร์มาถึงบ้านมโนวรรณ มณีจันทร์มีคำถามจะถามตรองมากมาย แต่พอเจอหน้าเขากลับไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร นิ่งคิดครู่หนึ่ง ถามตรองตรงๆเชื่อว่าผีมีจริงไหม

“ไม่มี...วิทยาศาสตร์เราเรียกว่าคลื่นหรือพลังงานจ้ะ คือเราจะไม่เชื่อว่ามีได้ประเภทคนตายไปแล้วลุกขึ้นมาหลอก แต่เราเชื่อว่ามีพลังงานหรือคลื่นจากอดีต...อันนั้นมีอยู่”

มณีจันทร์ฟังตรองอธิบายอย่างตั้งใจ อีกมุมหนึ่งหน้าบ้านไรวัตลงจากรถมองเข้าไปข้างใน เห็นมณีจันทร์นั่งคุยอยู่กับผู้ชายท่าทางสนิทสนม หงุดหงิดขึ้นมาทันที จ้ำพรวดๆตรงไปหา

ตรองอธิบายอีกว่า “ภาพที่ตาเห็นเกิดจากแสงที่มารวมกันเป็นภาพ...ทุกคืนที่เรามองดาวน่ะ รู้ตัวไหมเรากำลังมองอดีตนะ...ดาวพวกนั้น เนื่องจากมันไกลมากเหมือนที่เขาเรียกหลายล้านปีแสง ดาวบางดวงน่ะดับไปนานแล้ว ทีนี้แสงหรือภาพๆนั้นมันเดินทางมาไกลมาก ต้องใช้เวลานาน บางทีนานกว่าชั่วอายุคนคนหนึ่งเสียอีก เราจึงไม่ทันเห็นภาพปัจจุบันตอนมันดับแสง แต่ดันไปเห็นภาพอดีตที่มันยังรุ่งโรจน์”

“เพราะฉะนั้น อดีตจึงไม่จำเป็นต้องเป็นอดีตเหมือนที่ตรองสอนในห้องเรียน”

“ถูกต้อง...ให้เอ...พูดง่ายๆคือ ภาพอดีตคือพลังงานแสงชนิดหนึ่ง มันเดินทางเรื่อยไป หาอุปกรณ์ดีๆไปรับให้ทัน เราก็จะเห็นอดีต นี่คือหลักการของไทม์แมชชีน”

“อุปกรณ์ดีๆ...หรือว่าคือกระจก...เป็นกระจกได้ไหมตรอง”

ตรองยังไม่ทันจะพูดอะไร ไรวัตโผล่พรวดเข้ามาชี้หน้าตรองตะคอกถามมณีจันทร์ด้วยความหึงหวง ผู้ชายคนนี้เป็นใคร มณีจันทร์ไม่พอใจตวาดกลับว่าเป็นเพื่อน ไรวัตยิงคำถามเป็นชุด ทำไมเขาถึงไม่รู้จัก สนิทกันแค่ไหน คบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ มณีจันทร์โกรธแกล้งพูดแหย่ เธอกับตรองสนิทกันมาก คบกันมาก่อนไรวัตแถมเขายังเคยขึ้นไปนอนบนห้องของเธอด้วย แล้วหันไปขอคำยืนยันจากเพื่อนรัก ตรองพาซื่อตอบฉะฉาน

“อ๋อครับ ตอนนั้นมาเล่นน้ำกัน เสื้อผ้าไม่ได้เอามา ถอดเล่นมันโทงๆทั้งเมณี่ทั้งผม พอจะกลับก็เหนื่อย สุดท้ายเลยนอนมันซะเลย”

ไรวัตฟิวส์ขาดซัดตรองเปรี้ยงเข้าเต็มหน้าเซถลาล้มลงไปกองบนโซฟา แล้วตามเข้าไปกระชากคอเสื้อขึ้นมาจะซ้ำ มณีจันทร์ทุบตีไรวัตอุตลุด สั่งให้ปล่อยเพื่อนของเธอเดี๋ยวนี้ ตอนนั้นเธอกับตรองเป็นแค่เด็ก ตรองย้ำเราสองคนอายุแค่เจ็ดขวบครึ่งเอง พูดได้แค่นั้นก็หมดสติด้วยฤทธิ์หมัดของไรวัต

มณีจันทร์รีบพาตรองไปส่งโรงพยาบาล หมอตรวจอาการแล้วแค่ฟกช้ำไม่ได้เป็นอะไรมาก มณีจันทร์โกรธต่อว่าไรวัตต่างๆนานา แทนที่จะสำนึกผิด ไรวัตกลับพาลหาเรื่อง

มณีจันทร์หมดความอดทน เดินหนี

ooooooo

หลังจากพาตรองไปส่งบ้าน มณีจันทร์กลับถึงบ้านมโนวรรณ แต่ไม่กล้าเข้าห้องตัวเอง  ยังขยาดกระจกไม่หายได้แต่ยืนพิงอยู่หน้าประตู ดาวเดินผ่านมาร้องทัก เจ้านายสาวเจอดีเหมือนเธอแล้วใช่ไหมถึงได้เอาผ้าไปปิดกระจกเงาไว้แบบนั้น มณีจันทร์เกรงจะเสียฟอร์ม วางท่าเก่ง

“ใครว่า...ฉันแค่รำคาญแสงที่มันสะท้อนมาแยงตาเท่านั้น...มีอะไรทำก็ไปทำไป๊...ฉันจะเข้านอนแล้ว”

เจ้านายสาวแกล้งเดินเข้าห้องทำท่าจะปิดประตู พอเห็นดาวไปพ้นสายตาแล้ว มองกระจกเงาหวาดๆคว้าหมอนพุ่งออกจากห้องไปนอนห้องแม่แทน เดินยังไม่ทันถึงเตียงเสียง

มือถือดังขึ้นก่อน คุณหญิงมาลิดาโทร.ทางไกลจากต่างประเทศมาเล่าให้ฟังว่าไรวัตโทร.ไปถามเธอว่าตรองเป็นเพื่อนของ

มณีจันทร์จริงหรือเปล่า มณีจันทร์โมโหมาก ไรวัตก่อเรื่อง

ขนาดนี้แล้วยังมีหน้าโทร.ไปถามแม่อีก

“เขายิ่งรักก็ยิ่งกลัว น่าเห็นใจนะ หนูล่ะ คิดยังไงกับเขากันแน่”

มณีจันทร์คิดถึงแต่หลวงอัครเทพและเรื่องประหลาดของตนเองที่เกี่ยวกับชายในฝันที่รอคอยมานาน  ถามแม่บุพเพสันนิวาสแปลว่าอะไร  คำตอบที่ได้จากท่านก็คือเคยเป็นคู่สู่สมมาแต่ชาติปางก่อน

“ดวงจิตทั้งสองจึงผูกพันแม้อยู่ไกลสุดหล้า จะตามหาจนพบ เมื่อไม่พบย่อมคะนึงหา ต่อให้คนอื่นหมื่นแสน...ไม่แม้นเหมือน” มณีจันทร์ร่ายยาว คิดถึงหลวงอัครเทพขึ้นมาอีกแล้ว...

มณีจันทร์เผลอหลับไปโดยไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เธอฝันเห็นตัวเองเดินอยู่ในความมืดคนเดียว ได้ยินเสียงหลวงอัครเทพคร่ำครวญ ทำไมถึงมืดไปหมดแบบนี้ ทำไมเขาถึงหา

แม่มณีไม่เจอ มณีจันทร์กระสับกระส่าย น้ำตาไหลพราก รู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนที่ตนเองรัก เสียงหลวงอัครเทพยังคร่ำครวญอีกว่า

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า เราจะไม่ได้พบกันอีกแล้วรึ...เราจะไม่ได้พบกันจริงรึแม่มณี...แม่มณีจ๋า”

มณีจันทร์ผวาตื่น ร้องไห้ “เมณี่ขอโทษ...เมณี่จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ไม่ทำอีกแล้ว” มณีจันทร์วิ่งกลับไปห้องตัวเอง ดึงผ้าคลุมกระจกเงาออก ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ พลันที่กระจกเงามีหลุมดำเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงกรุ๋งกริ๋ง เธอจ้องหลุมดำด้วยสีหน้ามุ่งมั่น อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ตั้งสติแล้วก้มหน้าหลับตา ควันจากกระจกไหลมาคลุมร่างของเธอ ก่อนจะหายวับข้ามภพไปโผล่อยู่ในห้องหลวงอัครเทพ มณีจันทร์เดินสำรวจรอบๆห้อง

“นี่ไม่ใช่ห้องเรา กระจกเหมือนกันแต่ไม่แตกไม่มีรอย ชุดอ่างน้ำกับเหยือกก็เหมือนกันแต่ใหม่กว่า”

มณีจันทร์เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเห็นเสื้อผ้าข้าวของเป็นของผู้ชายแต่ดูเหมือนเป็นชุดย้อนยุค เธอเดินเลยไปที่หน้าต่างห้อง เห็นวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยโบราณ พระปรางค์วัดอรุณฯตั้งตระหง่านไม่มีตึก มีแต่เรือพาย บ้านหลังนี้เป็นเรือนไทยที่เธอฝันถึงบ่อยๆ มณีจันทร์เดินไปเปิดประตูห้อง ห่างออกไปมีวงมโหรีกำลังบรรเลงอยู่

หลวงอัครเทพสีไวโอลินขณะที่เพื่อนร่วมวงเล่นเครื่องดนตรีไทย เขาหันมาเห็นมณีจันทร์ มือที่สีไวโอลินชะงัก ทั้งสองสบตากันนิ่งงัน ต่างพบตัวตนจริงๆของภาพฝันที่เฝ้ารอมานานแสนนาน พลันมีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้น มณีจันทร์ถูกเรียกกลับมาที่กระจกเงาราวกับต้องมนตร์สะกด คุณหลวงอัครเทพวางไวโอลินเดินตาม

หญิงสาวผู้มาเยือนคุกเข่าหน้ากระจกเงา เหลือบเห็นนาฬิกาตกอยู่ที่พื้น รีบคว้าไว้แล้วก้มหน้าลงหมอกควันจากกระจกเคลื่อนมาคลุมตัวเธอไว้ ก่อนร่างจะหายวับไป หลวงอัครเทพเข้ามาในห้อง แปลกใจไม่พบใคร เจอต่างหูข้างหนึ่งของมณีจันทร์หล่นอยู่ หยิบขึ้นมามอง งุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น...

พอหมอกควันจาง มณีจันทร์พบว่ากลับมาที่ห้องตัวเอง เธอแบมือออกเห็นนาฬิกาพกของหลวงอัครเทพ มณีจันทร์ถอนใจโล่งอก นาฬิกาเรือนนี้เท่ากับเป็นสิ่งยืนยันว่าเธอไม่ได้ฝัน เธอข้ามภพมาแล้วจริงๆ หญิงสาวกดฝานาฬิกาพกเปิดออก เห็นรูปหลวงอัครเทพอยู่ด้านในและมีเสียงกรุ๋งกริ๋งที่คุ้นเคยดังขึ้น

“เสียงนี้เองที่เราได้ยินบ่อยๆ” หญิงสาวเดินไปที่รูปหลวงอัครเทพที่วางอยู่ในห้อง “ท่านเจ้าคุณ นั่นคือคุณ...คือคุณจริงๆใช่ไหมคะ” มณีจันทร์จำดวงหน้าฉาบรอยยิ้มอบอุ่นนั้นได้แม่นยำ

ooooooo

มณีจันทร์คิดจะนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปปรึกษาตรอง ทางไปมหาวิทยาลัยผ่านร้านขายของเก่าที่เธอซื้อกระจก เงาโบราณ  แวะไปดู  กลับเจอร้านว่างเปล่าติดป้ายให้เช่า มณีจันทร์เดินไปถามร้านขายของข้างๆต้องตกใจเมื่อเจ้าของร้านขายของยืนยันที่นี่ไม่มีร้านขายของเก่า ร้านที่เธอว่าไม่มีคนเช่ามาหลายเดือนแล้ว

ครู่ต่อมา มณีจันทร์มาถึงโกดังหลังมหาวิทยาลัย ตรองกำลังทดลองเครื่องย้อนเวลาพอดี หน้าตาเครื่องที่ตรองสร้างขึ้นลักษณะเหมือนเครื่องอบไอน้ำในร้านทำผม มณีจันทร์ไม่ค่อยเชื่อเครื่องจะทำงานได้จริง ตรองมั่นใจเครื่องของเขาใช้การได้จริงๆ จะพิสูจน์ให้เธอดู เขาตั้งเวลาที่จะย้อนกลับไป ขึ้นนั่งบนเก้าอี้สวมที่ครอบหัวแล้วเปิดเครื่อง เห็นไฟวิ่งไปมาเหมือนใช้ได้จริงๆ สักพัก มีควันพวยพุ่งออกมาจากที่ครอบหัว ตรองยิ้มภูมิใจ

“ฉันกำลังเดินทาง ฉันคือผู้ปฏิวัติโลก โลกยุคใหม่ต้องจารึกชื่อฉัน ดร.ตรอง”

ควันคลุมร่างตรองมิด พอควันจาง มณีจันทร์ตีหน้าเข้ม ร้องลั่นว่าตรองหายไปแล้วซ้ำๆ ตรองยิ้มดีใจลุกพรวด กลับเห็นตัวเองยังอยู่ที่เดิม มณีจันทร์เดินเข้ามาใกล้เพื่อนจอมเพี้ยนทำหน้าแปลกใจ

“เอ๊ะ...แล้วนี่มันตัวอะไร จู่ๆมาอยู่ตรงนี้แทนที่ตรองได้อย่างไร...ตัวประหลาดหน้าตาน่าเกลียด นี่แน่ะนี่ๆๆเอาตรองไปไหน บอกมานะ” มณีจันทร์คว้าไม้มาตีตรองอุตลุดโดยไม่ฟังเสียงห้ามปราม กว่าตรองจะรู้ตัวถูกเพื่อนซี้หลอก โดนตีเสียน่วม

“ใช้ไม่ได้ผลหรือนี่ โธ่...ไม่ได้กินไม่ได้นอนมาตั้งสามสี่วัน หมดกัน” ตรองบ่นอุบ

ทันใดนั้น เครื่องย้อนเวลามีควันสีเหลืองพุ่งออกมา ตรองดีใจคิดว่าเครื่องใช้การได้รีบสวมที่ครอบหัวอีกครั้ง มณีจันทร์อึ้ง คว้ามือถือขึ้นมาเตรียมถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานความสำเร็จของเพื่อน กลุ่มควันพวยพุ่งแล้วระเบิดเปรี้ยง พอควันบางตา เผยให้เห็นตรองตัวดำ หน้าดำปี๋ หัวฟูเสื้อผ้าขาดวิ่นชักแหง็กๆ พ่นควันสีเหลืองออกจากปาก มณีจันทร์ตกใจ ปราดเข้าไปดูอาการของเพื่อนก่อนจะพยุงไปส่งโรงพยาบาล

อาการของตรองไม่หนักหนาอะไรมีเพียงแผลถลอกเล็กน้อย มณีจันทร์เห็นเพื่อนเจ็บตัว เปลี่ยนใจไม่เล่าเรื่องกระจกเงาโบราณที่พาเธอข้ามเวลาไปอีกภพหนึ่งให้ฟัง...

มณีจันทร์กลับถึงบ้านรีบมานั่งหน้ากระจกเงา บ่นพึมพำ ทำไมเสียงเรียกหาของหลวงอัครเทพหายไป อีกทั้งกระจกก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร หรือเธอกับคุณหลวงจะได้เจอกันแค่นี้ จังหวะนั้น นุ่มเคาะประตูห้องขออนุญาตเข้าไปเก็บสำรับอาหารเมื่อเช้า มณีจันทร์เดินมาเปิดประตูให้แล้วเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา ขณะนุ่มเก็บสำรับอาหาร กระจกเงาเกิดเป็นหลุมดำแล้วสะท้อนเงาในห้องของหลวงอัครเทพ

ม้วน ทาสของหลวงอัครเทพซึ่งเป็นต้นตระกูลของนุ่ม ทั้งคู่หน้าตาคล้ายกันแต่ม้วนอายุอ่อนกว่านุ่มมาก ม้วนกำลังเช็ดถูทำความสะอาดห้องคุณหลวง หันมองกระจกเงา แต่ไม่ได้สนใจนักเพราะต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงาน กิริยาของทั้งสองคนคล้ายเป็นเงาสะท้อนในกระจกของกันและกัน

นุ่มกับม้วนต่างหันมองกระจกอีกครั้ง ยกมือจัดผมจัดเผ้าพร้อมกันไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งคู่ไม่ทันสังเกตเสื้อผ้าที่ต่างยุคสมัยกัน จังหวะนั้น มณีจันทร์ร้องเรียกนุ่มหยิบผ้าขนหนูให้ที นุ่มหันจะไปเปิดตู้แต่ม้วนไม่เดินไปไหน นุ่มเอะใจหันขวับมองกระจก ทั้งสองต่างกรีดร้องลั่น มณีจันทร์ตกใจวิ่งออกมาดู นุ่มเป็นลมหมดสติไปแล้ว

ooooooo

ขณะเดียวกัน ที่เรือนไทยของหลวงอัครเทพ เสียงร้องของม้วนทำให้คุณหญิงแสร์ซึ่งกำลังนั่งกินข้าวกับหลวงอัครเทพลูกชายถึงกับสะดุ้งโหยง เธอสั่งให้ขาบคนสนิทของหลวงอัครเทพช่วยไปดูทีว่าม้วนร้องทำไม พอหลวงอัครเทพรู้ว่าม้วนกำลังทำความสะอาดห้องนอนของเขา นึกสงสัยม้วนอาจจะเจอผีสาวเหมือนที่เขาเจอก็ได้ ลุกพรวดเดินแซงหน้าขาบไปที่ห้อง คุณหญิงแสร์แปลกใจท่าทีลูกชายรีบเดินตาม

ภายในห้องหลวงอัครเทพ ม้วนนั่งร้องไห้ตัวสั่นสีหน้าหวาดกลัว หลวงอัครเทพเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ม้วนเอาแต่ร้องไห้ไม่ตอบ ขาบเข้าไปเขย่าให้ม้วนรู้สึกตัว ม้วนชี้ไปที่กระจกเงาบานใหญ่ ละล่ำละลักว่ามีผีอยู่ในนั้น หลวงอัครเทพร้อนใจ ซักถามใช่ผู้หญิงผมยาว ผิวขาวๆหรือไม่

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ผู้หญิงแก่ๆตัวดำๆเจ้าค่ะ” ม้วนเสียงสั่น

หลวงอัครเทพแปลกใจ ทำไมไม่เหมือนผู้หญิงที่ตนเคยเห็น...

ม้วนกลับถึงเรือนทาสถึงกับจับไข้นอนซม ครางฮือๆกลัวผีอยู่ตลอดเวลา พลอยทำให้ทาสคนอื่นๆกลัวไปด้วย คุณหญิงแสร์หาว่าม้วนคิดจะอู้งานยกผีขึ้นมาอ้าง อิ่มต้นห้องของคุณหญิงแสร์แก้ต่างให้ม้วนว่าป่วยจริงๆ แล้วดึงผมที่หัวม้วนให้คุณหญิงดู ผมหลุดติดมือเป็นกระจุก ทาสทั้งหลายพากันหน้าตาตื่น

“เมื่อสักครู่ คุณหลวงถามถึงผู้หญิงขาวๆ คุณหลวงก็เคยเห็นรึขอรับ” ขาบอดถามไม่ได้

“จริงด้วย ลูกเคยเห็นรึ”

“เอ่อ...ลูกมิได้พูดเช่นนั้น” หลวงอัครเทพมีพิรุธไม่กล้าสบตามารดา คุณหญิงแสร์มั่นใจ ม้วนคิดจะเล่นกลกับตน สั่งอิ่มไปหยิบหวายมาให้ ตนจะแก้ไข้หัวโกร๋นด้วยหวายชุบน้ำมนต์ พอได้หวาย คุณหญิงแสร์พ่นน้ำหมากใส่แทนน้ำมนต์ไล่ผี ทาสสะดุ้งกันทั้งเรือน คุณหญิงแสร์ฟาดหวายใส่พื้นขู่ม้วน

“นี่หวายทั้งเส้น นังทาสชั่ว...จะหายได้รึยังหา...”

ม้วนลุกพรวดนั่งพนมมือไหว้ปลกๆ “อย่าตีม้วนเลย...ม้วนเห็นผีในกระจกนั่นจริงเจ้าค่ะ เรือนเขาไม่เหมือนเรือนเรา ข้าวของเหมือน...อืม...เหมือนเรือนคุณจ้อน”

“เหมือนเรือนมิสเตอร์จอห์น เหมือนพวกอีหรอบงั้นรึ” หลวงอัครเทพเคยเห็นในความฝันมาก่อน จึงรู้ว่าม้วนพูดถูก ครั้งนั้น เขาฝันว่าเดินเข้ามาในบ้านมณีจันทร์มองเครื่องเรือนรอบๆแปลกใจว่ามาที่ไหนกันแน่ แล้วเดินขึ้นบันไดโดยผ่านร่างของมณีจันทร์ที่นอนหลับอยู่ เขายังกล่าวขอโทษเธอด้วย

หลวงอัครเทพตกใจตื่น ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปเดินมาครุ่นคิดถึงความฝันประหลาดเมื่อครู่ โดยไม่ทันสังเกตว่าที่กระจกมีเงาสะท้อนของมณีจันทร์นั่งมองเขาผ่านทางกระจกเงาบานใหญ่อยู่อีกภพหนึ่ง...

คุณหญิงแสร์ยังซักถามม้วนไม่เลิกไม่แล้วว่าคนที่ม้วนเห็นหน้าตาเป็นอย่างไร ม้วนว่าหน้าตาเหมือนตนเองแต่แก่กว่า คุณหญิงแสร์โมโห  ถ้าม้วนส่องกระจกเงาก็ต้องเห็นคนหน้าเหมือนตัวเองอยู่แล้ว เช่นนี้ยังจะว่าไม่โกหกหลอกลวงได้อย่างไร แล้วสั่งขาบกับอิ่มช่วยกันจับตัวม้วนไว้ ตนจะเฆี่ยนให้หลังลาย

“ว้าย...ไม่เจ้าค่ะ อิฉันไม่ได้โกหก ไม่ได้โกหกจริงๆ

เจ้าค่ะ” ม้วนร้องลั่น...

ที่เรือนคนใช้บ้านมโนวรรณ นุ่มรู้สึกตัวด้วยสีหน้าตื่นๆ มณีจันทร์ซักถามเป็นการใหญ่ เห็นอะไรในกระจกบ้าง นุ่มเห็นยายตัวเอง มณีจันทร์กับดาวตกใจ ร้องขึ้นพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมายว่า “หา...ยายหรือ”

นุ่มพยักหน้า หยิบรูปในลิ้นชักตู้มาให้มณีจันทร์ดู อธิบายว่าคนแก่คือยายม้วน ยายของเธออายุเก้าสิบปี ส่วนแม่ของเธออายุสัก 20 ปีกำลังกอดเธอซึ่งอายุ 4 ขวบอยู่หน้าเรือนไทยโบราณหลังหนึ่ง

“ใครๆก็บอกนุ่มหน้าเหมือนยาย เมื่อปีกลาย นุ่มเอาสร้อยทองท่านไปขาย นุ่มคงไม่ได้ทำบุญไปให้ ยายก็เลยมาทวง” นุ่มว่าพลางร้องไห้สำนึกผิด...

ดึกแล้ว หลวงอัครเทพนอนไม่หลับ นั่งมองต่างหูแวววาวแปลกตาของมณีจันทร์ด้วยสีหน้าครุ่นคิดตั้งแต่เกิดมาจนอายุปูนนี้ เขาไม่เคยเห็นอะไรเยี่ยงนี้มาก่อน...

มณีจันทร์ก็นอนไม่หลับเช่นกัน มือยังคงจับนาฬิกาพกของหลวงอัครเทพที่เอามาห้อยคอไว้

“นั่งรอทั้งวันทั้งคืน ดันไปโผล่ให้คนอื่นเห็น...โป้ง...” มณีจันทร์ว่าพลางยกนิ้วโป้งไปที่กระจก ลุกจากเตียงเดินไปที่หน้าต่าง มองดวงจันทร์สวยกระจ่างบนฟ้า

“ไม่ว่าที่ไหนๆก็มีดวงเดือน เรากำลังมองเดือนดวงเดียวกันไหมคะ ท่านเจ้าคุณ”

ในเวลาเดียวกัน หลวงอัครเทพยืนมองเดือนดวงสวย คิดถึงมณีจันทร์อยู่ใต้เดือนดวงเดียวกัน

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"คิมเบอร์ลี่" เก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ออกแรงปะทะ "น้ำหนึ่ง" ใน "สองเสน่หา"

"คิมเบอร์ลี่" เก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ออกแรงปะทะ "น้ำหนึ่ง" ใน "สองเสน่หา"
6 พ.ค. 2564

06:31 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 6 พฤษภาคม 2564 เวลา 18:06 น.