ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

ตามรักคืนใจ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ณ จุดชมวิวหน้าผาสูงจังหวัดเชียงราย...นาราหรือหนูนา หลานสาวคนเดียวของเจ้าสัววรรณ วรรณ-พาณิช ประธานธนาคารและมหาเศรษฐีคนดังกำลังพยายามทรงตัวอย่างยากลำบากเพื่อพิชิตภารกิจ สำคัญของทริปนี้

ความจริงทริปนี้นาราตามมาเที่ยวกับเพื่อนซี้จุฑารัตน์หรือจุ๊ นักข่าวสาวขาลุย ซึ่งมาหาข้อมูลทำสกู๊ปพิเศษ แต่เพราะอีกฝ่ายมัวยุ่งกับงาน เธอเลยตัดสินใจขึ้นมาที่จุดชมวิวสุดพิเศษนี้ตามลำพัง

และในที่สุดนาราก็ทำสำเร็จ ได้นั่งชมวิวบนหน้าผาสูงสมความตั้งใจ และความสวยงามตรงหน้า รุ้งกินน้ำสีสวย ก็ทำให้เธอหวนคิดถึงอดีต ภาพความทรงจำวัยเด็ก ตอนพ่อพาเธอไปดูรุ้งกินน้ำเป็นครั้งแรก

“จำไว้นะลูก...นารา ชีวิตพ่อผ่านอะไรยากเย็นมามาก แต่ถึงลำบากแค่ไหน พ่อก็ไม่ยอมแพ้ เพราะว่าพ่อมีหนู...หนูคือรางวัลของพ่อ เป็นความหวังของพ่อคือสิ่งสวยงามที่สุด ลูกคือสายรุ้งของพ่อ”

คำพูดของพ่อตราตรึงในหัวใจเธอเสมอ แม้วันนี้พ่อจะไม่ได้อยู่กับเธอแล้ว

“พ่อคะ...หนูนาพาพ่อมาดูรุ้งของเราค่ะ พ่อคงอยู่บนสายรุ้งและกำลังมองนาอยู่ใช่ไหมคะ”

จบคำก็ยกภาพถ่ายใบเก่าของพ่อมาแนบแก้มคิดถึงและโหยหาความรักจากพ่อเหลือเกิน แต่ก็รู้ดีว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะพ่อสุดที่รักของเธอตายจากไปนานแล้วตั้งแต่ตอนเธอเป็นเด็กๆ

หลังชื่นชมกับธรรมชาติงดงาม ดื่มด่ำกับความทรงจำเก่าๆจนเป็นที่พอใจ นาราก็ตัดสินใจกลับ แต่ไม่ทันขยับไปไหน ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีเสียงปืนดังลั่นหลายนัด!

สีหนาทหรือสิงห์ เจ้าของไร่สักสัตตบุษย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าไร่บัวขาว หนุ่มหล่อมาดกวนแต่จริงใจ เห็นหญิงสาวร่างเล็กท่าทางเหมือนไม่รู้เรื่องจะเดินเข้าทางปืน ขัดขวางแผนดักจับพวกตัดไม้เถื่อนของเขา เลยรีบดึงตัวมากอดและปิดปากเธอแน่น พร้อมขู่เสียงทุ้มต่ำข้างหูให้เงียบและอย่าขยับ ถ้าไม่อยากตาย!

นาราใจหายวาบ เมื่อเห็นท่อนแขนกำยำโอบรอบตัว ไหนจะมือกร้านที่ปิดปากเธออีก แต่เวลานี้คุณหนูร่างเล็กไม่มีทางเลือก ยอมขยับตามเขาแต่โดยดี เพราะดูท่าจะปลอดภัยกว่าวิ่งฝ่าดงกระสุนปืนเป็นแน่

เมื่อลากสาวร่างเล็กไปหลบในซอกไม้ใหญ่ได้แล้ว สีหนาทจึงยอมปล่อยมือ แต่อีกฝ่ายคงตกใจมาก เลยโวยใหญ่ที่เขาทำตัวเป็นอันธพาล จับตัวเธอลากไปโน่นมานี่ตามใจชอบ

สีหนาทส่ายหน้าเซ็งๆ “นี่...ยายเด็กทะเล่อทะล่า ฉันก็ไม่ได้อยากแตะตัวเธอนักหรอก แต่เธอมาอยู่ในเขตปะทะ เขาไม่ให้ขึ้นมาแล้ว แต่เธอก็ทะเล่อทะล่าขึ้นมาเอง ไม่โดนยิงตายก็บุญแล้ว”

นาราหน้าเสีย แต่ยังสวนเสียงเขียว “ก็ฉันไม่รู้ไม่ให้อยู่ ฉันลงไปก็ได้”

แต่ไม่ทันทำตามที่พูด หนุ่มตัวโตท่าทางกวนประสาทที่เธอยังไม่รู้ชื่อก็กระโจนถึงตัวอีกครั้ง พร้อมเสียงปืนดังลั่นอีกชุดใหญ่ และคราวนี้นาราก็ไม่กล้าโวยอีก เพราะไม่ใช่แค่เสียงปืน แต่เจ้าของเสียงปืนสองร่างก็ปรากฏตัวด้วย

สีหนาทถอนใจยาว ก่อนจะสั่งสาวร่างเล็กเสียงเข้ม “นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ ถ้ายังอยากกลับบ้านไปหาพ่อแม่ อย่าทำแบบเมื่อกี้อีก ฉันจะล่อมันไปทางอื่น ส่วนเธอ...อย่าไปไหนอยู่ตรงนี้นิ่งๆ”

จบคำก็วิ่งล่อเหล่าคนร้ายไปอีกทาง ทิ้งให้นาราคิดหนัก ไม่รู้จะเชื่อคำพูดเขาดีหรือไม่ แต่เสียงปืนดังลั่นไม่หยุด ก็ทำให้เธอตัดสินใจไปตายดาบหน้า ทะเล่อทะล่าออกจากที่ซอกไม้ใหญ่ และวิ่งหนีลงจากจุดชมวิวแบบไม่คิดชีวิต

สีหนาทมองตามร่างเล็กแล้วอยากจะเป็นบ้าตาย แต่หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขาก็ทำได้แค่พยายามยิงสกัดคนร้ายและตะโกนบอกหญิงสาวเพื่อนร่วมชะตากรรมแบบบังเอิญให้วิ่งไปเรื่อยๆ อย่าหยุด!

ooooooo

จุฑารัตน์ถอนหายใจโล่งอก เมื่อร่างเล็กของเพื่อนสาววิ่งลงมาจากจุดชมวิว แต่ก็อดนึกเคืองในความรั้นของอีกฝ่ายไม่ได้ที่ดึงดันไปเที่ยวคนเดียวจนเธอเกือบหัวใจวายตายเมื่อได้ยินว่ามีการจับไม้เถื่อนบนนั้น

ด้านสีหนาท...ไล่ยิงเหล่าคนร้ายจนกระสุนหมด เกือบจะจนมุมอยู่แล้ว ถ้ารามหัวหน้าคนงานหนุ่มใหญ่หน้าเข้มจะไม่โผล่มาช่วย หลังจากนั้นสองหนุ่มต่างวัยก็โทร.แจ้งกรกช สารวัตรหนุ่มประจำท้องที่และเพื่อนรักของสีหนาท ให้ช่วยไปดักจับขบวนรถขนไม้เถื่อนที่กำลังหนี

แต่โชคร้าย...ขบวนรถของกรกชถูกเรือใบนับสิบ ทำให้ไปต่อไม่ได้ สีหนาทกับรามเลยต้องขึ้นมอเตอร์ไซค์ไปลุยตามลำพัง ซึ่งสองหนุ่มก็เกือบทำสำเร็จ สกัดพวกตัดไม้เถื่อนได้ แต่รถมอเตอร์ไซค์ก็ต้องมาเสียหลักล้มไถลลงข้างทางเสียก่อน เพราะถูกรถยนต์ปริศนาพุ่งมาชน!

ศักดากับอดิสรนั่นเอง สองพ่อลูกเจ้าของกิจการค้าไม้และธุรกิจมืดหลายอย่าง คู่ปรับคนสำคัญของสีหนาท ที่เปิดประตูมาดูผลงานตัวเอง แต่เพื่อไม่ให้โฉ่งฉ่างเลยแกล้งทำเป็นตกใจ

“นายสิงห์นี่เอง คิดว่าใคร เป็นอะไรมากหรือเปล่า” ศักดาเป็นคนเปิดฉาก

“พวกเราไม่ได้ตั้งใจ รถคันเล็กๆแล่นเร็วๆก็เลยมองไม่เห็น” อดิสรเสริม

สีหนาทมองหน้ารามอย่างรู้กัน มั่นใจว่าการลักลอบตัดไม้เถื่อนครั้งนี้ต้องเป็นฝีมือสองพ่อลูก และเมื่อฝ่ายนั้นแสร้งยื่นมือมาช่วย เมื่อเห็นว่าเขามีแผลเลือดไหลที่แขน ก็ตอกกลับอย่างไม่ไว้หน้า

“ช่วยตัวเองให้รอดซะก่อนเถอะพ่อเลี้ยง อย่านึกว่าตำรวจจะตามจับรถคันนั้นไม่ทัน”

“นั่นคนร้ายหรือ อยากจะตามไปช่วยจับให้จัง แต่แหม...มันโรยเรือใบไว้ตลอดทาง รอบคอบดีจริงๆ”

คำพูดของอดิสรทำให้สีหนาทโกรธจัด ตั้งท่าจะซัดอีกฝ่ายให้หายแค้น รามต้องห้ามไว้ ไม่ให้ผลีผลาม เช่นเดียวกับศักดา สุขุมและเจ้าแผนการกว่าลูกชายมาก และคิดว่าไม่ควรพูดอะไรให้เข้าตัวไปกว่านี้

“กล่าวหากันอย่างนี้ไม่ดีเลยนะ เราคนแวดวงเดียวกันแท้ๆ ขายไม้เหมือนๆกัน”

“ไม่เหมือนมั้งครับ ผมทำงานสุจริต แต่พ่อเลี้ยงน่ะไม่ใช่!”

ศักดากับอดิสรหน้าตึง หวิดจะมีเรื่องอยู่แล้วถ้ากรกชจะไม่ปรากฏตัว และเชิญสองพ่อลูกไปให้ปากคำที่โรงพัก อดิสรร้อนตัว ตั้งท่าจะโวยเหมือนเคย ศักดาต้องปรามด้วยสายตาและหันไปตอบตกลง

“ได้เลยครับสารวัตร ทางเรายินดีให้ความร่วมมือ ถ้าไม่มีหลักฐาน มันก็จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเราเอง”

สีหนาทสบตารามเครียดๆ ไม่ต่างกับกรกช รู้ดีว่าสองพ่อลูกเป็นตัวการแน่ แต่ก็ไม่มีหลักฐาน

หลังแยกจากพวกสีหนาท ใบหน้ายิ้มแย้มของศักดากับอดิสรก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ด้วยสำเนียกได้ว่าแผนลักลอบตัดไม้ของพวกตนเริ่มติดขัด ถูกพวกสีหนาทกับตำรวจดักจับ

“ไอ้สิงห์...สอดมือสอดเท้ามาเสือกดีนัก มันต้องเจอดีสักวัน!”

ศักดากลัวความใจร้อนของลูกชายคนเดียวจะทำให้เสียแผน เลยรีบดักคอ

“หลังจากนี้ให้แกเก็บตัวนิ่งๆ...เราจะเสียงานใหญ่ไม่ได้”

อดิสรเบิกตาโต รู้ดีว่าพ่อหมายถึงงานไหน ศักดายิ้มเย็น ก่อนจะสั่งทิ้งท้ายเสียงเข้ม

“ใช่...มันได้เวลาแล้ว ช่วงนี้ห้ามทำตัวมีพิรุธหรือให้ใครสงสัยเราระหว่างที่ฉันไม่อยู่ ฉันจะลงไปกรุงเทพฯเย็นนี้”

ooooooo

นารากลับถึงคฤหาสน์วรรณพาณิชในเย็นวันเดียวกัน โดยมีจุฑารัตน์ไปส่งถึงด้านหน้า พร้อมกำชับไม่ให้เธอบอกตาถึงเหตุการณ์เฉียดตายก่อนหน้านี้ คุณหนูร่างเล็กรับปากอย่างดี เพราะกลัวไม่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนอีก

เพชรสีกับชไมพร สองสะใภ้จอมซุบซิบของวรรณ ได้ยินว่านาราไปเที่ยวกับเพื่อนก็อดค่อนแคะไม่ได้

“ดีนะ...พี่น้องคนอื่นช่วยกันทำงานงกๆ นี่มีแต่ผลาญเงินไปวันๆ”

“อ๊ะ...ก็นั่นเขาลูกใครล่ะ แม่กับลูกมันจะหนีกันสักเท่าไหร่”

อรุณี แม่บ้านประจำคฤหาสน์วรรณพาณิชได้ยินสองสะใภ้แขวะถึงรัศมี ลูกสาวคนเล็กของวรรณและแม่แท้ๆของนารา ก็อดถอนใจเหนื่อยหน่ายแทนไม่ได้ และก็ถือว่าเป็นโชคดีของเธอ เมื่อนารากับวรรณกลับมาถึงพร้อมกัน สองสะใภ้เลยต้องหุบปาก และทำท่าประจบสอพลอเหมือนเคย

วรรณไม่ได้สนใจสองสะใภ้ แค่พยักหน้าทักทายไปตามเรื่อง แต่กลับโอบกอดนาราหลานสาวคนโปรดด้วยความรักและคิดถึง ก่อนจะผละไปคุยกันที่อีกห้อง ทิ้งเพชรสีกับชไมพรให้มองตามด้วยความหมั่นไส้

“นี่คุณพ่อเห็นเราสองคนเป็นอากาศธาตุหรือไงนะ”

“หลงมันเข้าไปเถอะ ถ้าเสียคนอย่างแม่มันขึ้นมาแล้วจะรู้สึก!”

เวลาเดียวกันที่ทางเข้าไร่สัตตบุษย์...สีหนาทนั่งรถมากับราม บ่นเสียดายไม่หยุด ที่พลาดการจับกุมไม้เถื่อนของพวกศักดา หัวหน้าคนงานหนุ่มพยายามปลอบให้มองโลกในแง่ดี ที่ไม่มีใครบาดเจ็บมาก สีหนาทถึงได้รู้ตัวว่าลืมอะไร

“ขอบคุณน้ารามมาก ถ้าไม่ได้น้า ผมคงเป็นผีเฝ้าหน้าผานั่นแล้ว”

“ไม่หรอกครับ ถึงผมไม่ไป คุณสิงห์ก็เอาตัวรอดได้”

กว่าจะถึงเรือนไม้ใหญ่ในไร่ สองเจ้านายลูกน้องก็แทบหมดแรง แต่เพราะหน้าที่เลยคิดจะไปตรวจงานในไร่ก่อนมื้อเย็น โชคดีที่ขนิษฐาหรือน้อง ลูกพี่ลูกน้องคนสวยของสีหนาทมาขวางไว้ พร้อมประกาศไม่ให้ใครลงจากเรือนทั้งนั้น ถ้ายังไม่จัดการทำแผลถลอกปอกเปิกทั่วตัวให้เรียบร้อย

สีหนาทต้องยอมนั่งให้ไข่ แม่บ้านที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็กช่วยทำแผลให้ โดยมีรามกับเชษฐ์ ผู้จัดการออฟฟิศไร่สัก ซึ่งเพิ่งขนเอกสารมาให้เซ็นยืนมองห่างๆด้วยความเป็นห่วง ทั้งกลัวและเกรงขนิษฐาจะเล่นงาน โทษฐานปล่อยสีหนาทไปบุกป่าฝ่าดงจับไม้เถื่อนจนเกือบตาย!

แต่ถึงเจ็บแค่ไหน สีหนาทก็ไม่คิดล้มเลิกแผนการดักจับไม้เถื่อน จนขนิษฐาต้องปรามแกมขู่

“ถ้าพี่สิงห์ไม่ฟังน้อง น้องก็จะหยุดงานที่โรงแรม ทีนี้พี่สิงห์จะรู้ว่าพวกเรารับมือยากกว่าพวกลักลอบตัดไม้อีก”

“โอเค...พี่ยอมแพ้ ขอบใจมากที่เป็นห่วงพี่ เออ...น้องช่วยดูแผลให้น้ารามด้วยสิ รู้สึกว่าตอนรถล้มมือจะเคล็ด”

ขนิษฐารีบหันมาดูด้วยความห่วงใย แต่รามก็ถอยหนีและขอตัวไปดูงานในไร่ดื้อๆ สีหนาทกับเชษฐ์ส่ายหน้าอ่อนใจกับความขี้เกรงใจ ต่างจากขนิษฐามองตามรามด้วยแววตาน้อยใจสุดขีด...กี่ปีๆเขาก็ไม่เคยมองเห็นเธอเลย

ooooooo

ภาพถ่ายใบเก่าในมือทำให้รามหวนคิดถึงอดีตหลายปีก่อน ตอนยังอยู่กับภรรยาคนสวยและลูกสาวตัวน้อย ความรักความผูกพันในวันนั้นยังฝังแน่นในใจ จนไม่คิดเปิดหัวใจให้ใครอีก และถึงวันนี้...แม้เขาจะกลับไปเป็นครอบครัวเหมือนเดิมไม่ได้ แต่เขาก็หวังเสมอให้ทั้งสองมีความสุขและมีชีวิตที่ดี

ภรรยาคนสวยของรามในวันนั้นก็คือรัศมี ไฮโซสาวคนสวย ลูกสาวคนเล็กของวรรณ วรรณพาณิช ซึ่งในวันนี้เธอก็มีชีวิตดีๆอย่างที่เขาหวัง แต่เป็นแค่ความสุขชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น เพราะเธอไม่ชอบรับผิดชอบหรือการผูกมัดใดๆ แต่หลงละเลิงกับแสงสี และการโอ้โลมปฏิโลมของชายหนุ่มมากหน้าหลายตา ไม่ซ้ำหน้าแทบทุกคืนต่างหาก!

ค่ำคืนสุดเร่าร้อนของรัศมีจบลงในเช้าตรู่วันต่อมาเหมือนเคย นาราเฝ้ามองสภาพเมาแอ๋ของแม่ผ่านทางหน้าต่าง พลางถอนใจยาวด้วยความหน่ายใจ เช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่นๆในบ้าน เอือมระอากับพฤติกรรมเหลวแหลกของรัศมีเต็มที แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร นอกจากประมุขของบ้านคนเดียว
วรรณในชุดสูทภูมิฐานพร้อมไปทำงานที่ธนาคาร เห็นลูกสาวคนเดียวเพิ่งกลับก็อดเหน็บไม่ได้

“คงจะเหนื่อยมาทั้งคืนเลยสิท่า!”

รัศมีชะงักไปอึดใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มประจบ “ค่ะ...ทั้งเหนื่อย และก็สนุกด้วย”

“ฉันว่าแกน่ะ เพลาเรื่องเที่ยวซะบ้าง ลูกโตจนจะรับปริญญาแล้วนะ รู้จักอายลูกมันบ้าง”

“อาย...อายทำไมคะ หนูจะทำอะไรมันก็สิทธิ์ของหนู เก็บคำสั่งสอนไว้สอนหลานสาวคนโปรดของคุณพ่อเถอะ”

รัศมีของขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อนาราเอาเอกสารตอบรับจากมหาลัยที่อเมริกาให้ดู เลยเหวี่ยงใส่

“ใครบอกว่าฉันอยากดู โน่น...คนที่อยากจะดูไม่ใช่ฉัน!”

พูดจบก็ปรายตาไปทางพ่อ แล้วผละขึ้นห้องทิ้งนาราให้ยืนน้ำตาคลอ วรรณต้องโอบปลอบเหมือนเคย

“ไม่ต้องไปฟังลูก เหล้ามันพูด ไม่ใช่คนพูด เดี๋ยวอาบน้ำอาบท่าแล้วลงไปหาตาข้างล่าง ตามีของขวัญจะให้”

เช้าวันเดียวกันที่ไร่สัตตบุษย์...รามคุมคนงานให้ล้มไม้สักใหญ่ โดยมีสีหนาทคอยคุมห่างๆ กระจิบกับเพ๊อะ คู่หูคนงานสาวจอมป่วน แวะมาเล่นหูเล่นตาและเอาอกเอาใจหัวหน้าคนงานหนุ่มไม่ห่าง แต่รามก็ไม่สนใจ จนสีหนาทซึ่งเห็นเหตุการณ์ตลอด อดแซวเมื่อลับหลังสองสาวไม่ได้

“สาวๆในไร่รุมกันโปรยเสน่ห์ใส่กันซะขนาดนี้แต่น้ากลับเมินพวกเขาหมด”

“คุณสิงห์ก็รู้ ผมอยากอยู่คนเดียวมากกว่า นังพวกนี้ก็เหลือเกินมาสนใจอะไรกับคนแก่”

“น้ารามยังไม่แก่ขนาดนั้นสักหน่อย ไม่คิดจะลองเปิดใจให้ใครดูบ้างล่ะ”

“คุณสิงห์ก็รู้ ชีวิตนี้ผมคงไม่สนใจใครอีก คนที่ผมรักมีแค่คนเดียว”

“ขอโทษ...ผมไม่น่าพูดเรื่องนี้เลย”

รามถอนใจยาว เปรยด้วยน้ำเสียงปลงๆ “ช่างเถอะครับ เรื่องมันผ่านไปนานแล้ว ทุกวันนี้ผมคงทำได้แค่หวัง ว่าเขาคนนั้นจะมีชีวิตที่ดี แม้ว่าผมจะไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเขาอีกแล้ว”

ooooooo

สร้อยเพชรขนาดกำลังดี ของขวัญของตาทำให้ดวงตานาราเป็นประกาย ยิ่งเมื่อประกอบกับข่าวดีที่เธอจะไปเรียนต่อมหาลัยชื่อดังของอเมริกาในอีกไม่
กี่เดือน ยิ่งทำให้บรรยากาศระหว่างสองตาหลานเต็มไปด้วยความสุข แต่พลันทุกอย่างก็จางหาย เมื่อนาราดันเผลอพูดถึงพ่อแท้ๆที่ไม่มีโอกาสเห็นความสำเร็จของเธอ

วรรณหน้าตึง เอ็ดหลานเสียงเข้ม “ตาเคยบอกแล้วไง ว่าเรามีชีวิตอยู่กับปัจจุบันและอนาคต คนตายก็อยู่ส่วนคนตาย ไม่มีประโยชน์ที่จะพูด อย่าเอ่ยถึงผู้ชายคนนี้ให้ตาได้ยินอีก!”

แล้ววรรณก็ผละไป ทิ้งนาราให้นั่งหน้าเสีย ก่อนจะตัดสินใจไปหาเพื่อนรักและชวนกินมื้อเที่ยงแก้เซ็ง จุฑารัตน์รับปากอย่างดี คิดถึงเพื่อนสาวร่างเล็กไม่ต่างกัน แต่เพราะภารกิจเรื่องงาน เลยต้องทิ้งให้อีกฝ่ายรอที่โต๊ะ

นารานั่งมองโน่นนี่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปสะดุดกับภาพถ่ายของสองหนุ่มต่างวัยบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเพื่อนรัก จำได้แม่นว่าหนึ่งในสองคือชายหนุ่มร่างยักษ์ที่เคยช่วยเธอจากเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อวันก่อน ส่วนอีกคน...ดูคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็บอกไม่ได้ว่าเคยพบหรือเจอที่ไหน

ภาพถ่ายของสองหนุ่มต่างวัยไม่อยู่ในความทรงจำของนาราอีก เพราะมีธุระต้องทำอีกมาก กว่าจะกลับถึงคฤหาสน์วรรณพาณิชก็บ่ายคล้อย เวลาเดียวกับที่บุรุษไปรษณีย์นำกองจดหมายปึกใหญ่มาให้ คุณหนูร่างเล็กรับมาทั้งหมด ส่งถุงข้าวของพะรุงพะรังให้อรุณีและจัดแจงแยกจดหมายอย่างคล่องแคล่ว ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดกับซองจดหมายสีฟ้าอ่อน ลงทะเบียนมาจากไร่บัวขาว จังหวัดเชียงราย!

เมื่อรัศมีรู้ว่าลูกสาวคนเดียวเซ็นรับจดหมายลงทะเบียนจากเชียงรายก็เอ็ดลั่นบ้าน

“แกกล้าดียังไง ถึงมายุ่งกับจดหมายของฉัน”

จบคำก็กระชากจดหมายเจ้าปัญหาจากมือลูกสาว สีหน้าถมึงทึงจนนาราถึงกับมึน

“นาแค่...คัดจดหมายให้”

“สาระแน วุ่นวายกับเรื่องของฉัน จำไว้นะ...ถึงจะเป็นลูกก็ไม่มีสิทธิ์จะมาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของฉัน”

นารามองหน้าอรุณีงงๆ ไม่เข้าใจเลยว่าเพราะอะไรแม่ถึงโกรธขนาดนี้ ส่วนรัศมีหลังผลุนผลันขึ้นห้องแล้วก็ก้มมองจดหมายในมือเครียดๆ ก่อนจะขยำทิ้งลงขยะอย่างไม่ไยดี

“แกตายไปแล้วไอ้ราม แกยังตามรังควานฉันอีกทำไม!”

กว่ารัศมีกับนาราจะเจอกันอีก ก็หลายอึดใจต่อมา เมื่อวรรณสั่งให้ทั้งสองมาต้อนรับแขกคนสำคัญของเอกชาติ ลูกชายคนโตและพี่ชายของรัศมี

ศักดานั่นเองที่มาเสนอขายโครงการที่เชียงราย เจ้าสัวใหญ่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เลยพอเดาได้ในเวลาไม่นาน ว่าพ่อเลี้ยงคนดังกำลังเสนอโครงการบังหน้าธุรกิจมืด

นารากับรัศมีมีท่าทีอึดอัดไม่ต่างกัน เมื่อวรรณเอ่ยปากตัดบท เหมือนเป็นการปฏิเสธกลายๆ สองแม่ลูกเลยถือโอกาสขอตัวด้วย ศักดาได้แต่มองตามอึ้งๆ หัวเสียไม่น้อยที่ถูกปฏิเสธ แต่ก็ต้องพยายามเก็บอาการ ต่างจากเอกชาติ หงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดที่พ่อไม่เคยเห็นหัวหรือมองว่าเขามีค่าเลย

ooooooo

ไม่รู้เป็นเพราะความคิดถึงหรือเพราะภาพถ่ายสองหนุ่มต่างวัยที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของจุฑารัตน์กันแน่ ทำให้นาราสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะฝันร้าย ถึงวันที่เธอถูกพรากจากพ่อเป็นวันแรก...

วันนั้นเธอยังจำได้ดี พ่อหายตัวไปหลายวัน และเมื่อเธอถามถึง แม่กลับตอบว่าพ่อขับรถคว่ำตายไปแล้ว!

“ไม่จริง...พ่อยังไม่ตาย พ่อ...นาจะไปหาพ่อ”

“เด็กบ้านี่ พูดไม่รู้เรื่อง พ่อแกมันตายไปแล้ว ไปกรุงเทพฯกับแม่เดี๋ยวนี้”

“ไม่ไป...พ่อ พ่อ พ่อ นาจะคอยพ่อ”

“อย่ามาดื้อกับฉันนะ ไปเก็บข้าวของเดี๋ยวนี้!”

นารายังจำเสียงร้องไห้ตัวเองได้ ภาพความทรงจำวัยเด็กกับพ่อลอยวนเวียนในหัวอีกครั้ง พลันภาพถ่ายสองหนุ่มต่างวัยที่จุฑารัตน์บอกว่าชื่อสีหนาทกับราม เจ้าของไร่สักสัตตบุษย์และหัวหน้าคนงาน ก็ผุดมาแทรก โดยเฉพาะคนหลัง หนุ่มใหญ่หน้าเข้มที่คุ้นตาคุ้นใจเธออย่างประหลาด จนอดไม่ได้ต้องโทร.ถามชื่อจากเพื่อนรัก

จุฑารัตน์ถึงกับนิ่วหน้าเมื่อได้รับโทรศัพท์เพื่อนรักกลางดึก เพื่อถามถึงหัวหน้าคนงานของไร่สัตตบุษย์

“นี่แกโทร.หาฉันเพราะเรื่องนี้เนี่ยนะ อะไรกัน...หนุ่มหล่อๆอย่างเจ้าของไร่ไม่สน ดันไปสนคนแก่”

“ไม่ใช่...ฉันอยากรู้ว่าเขาชื่ออะไร เพราะ...หน้าเหมือนญาติน่ะ”

นาราลุ้นด้วยใจจดจ่อ ก่อนจะยกมือปิดปาก น้ำตาคลอ เมื่อเพื่อนรักบอกข้อมูลที่ต้องการ

“เขาชื่อราม ใครๆที่ไร่ก็เรียกว่าน้าราม เดี๋ยวนะ...ฉันจดข้อมูลไว้ด้วย ชื่อนายราม ภักดีพงษ์”

จุฑารัตน์ไม่ทันถาม ว่ารามคือญาติที่ตามหาหรือไม่ นาราก็วางสายไปแล้ว...

ข้อมูลจากเพื่อนรักทำให้นาราปะติดปะต่อเรื่องราวได้ ยิ่งเห็นจดหมายลงทะเบียนจากไร่บัวขาวที่เชียงรายเมื่อกลางวัน ก็มั่นใจว่าพ่อยังไม่ตาย คุณหนูร่างเล็กแทบรอให้ถึงเช้าไม่ไหว จะไปค้นห้องแม่เพื่อหาจดหมายเจ้าปัญหา แล้วก็ได้ยิ้มสมใจ เมื่อเห็นว่ามันถูกขยำทิ้งในถังขยะ

นาราไม่รอช้า แกะจดหมายมือสั่น ใจเต้นรัวเมื่อได้เห็นลายมือของพ่อที่เธอคิดถึงมาตลอด

“ผมสัญญาจะไม่เขียนจดหมายถึงคุณอีก แต่ห้ามใจตัวเองไม่ได้ ฉะนั้น...อย่าโกรธผมเลยนะรัศมี นารา...ยายหนูของผมเป็นยังไงบ้าง ยายหนูคงเติบโตเป็นหญิงสาวที่งดงามและสวยสง่าเหมือนคุณ แม้ไม่ได้เห็นหน้าลูก แต่ผมก็รู้...รู้และเชื่อมั่นเสมอว่าชีวิตแกจะต้องมีความสุข เหมือนกับรัศมีอันรุ่งโรจน์”

ทุกถ้อยคำของพ่อทำให้นาราน้ำตาไหลพราก ยิ่งประโยคปิดท้าย ยิ่งทำให้สะเทือนใจ

“ฝากจูบยายหนูสักครั้ง ไม่จำเป็นต้องบอกว่าใครฝากมา เพียงแต่ขอให้จูบแกด้วยหัวใจ อย่างที่คุณรู้ว่าผมจะทำ ขอเพียงเท่านี้ หวังว่าคุณจะกรุณา...มั่นคงเสมอ...ราม”

เมื่ออ่านจบ นารายกจดหมายพ่อแนบอก พึมพำด้วยความยินดี

“พ่อ...พ่อยังไม่ตายจริงๆด้วย”

ooooooo

นาราดีใจมากที่รู้ว่าพ่อยังมีชีวิต แต่พลันใบหน้ายิ้มแย้มก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ เมื่อตระหนักได้ว่าแม่ปกปิดความจริงนี้มาตลอดหลายปี เลยไม่รอช้าจะไปคาดคั้นความจริง

“แม่คะ...นาต้องการคำอธิบาย”

“อะไรของแก เสียงดังโวยวาย ไม่มีมารยาท”

นาราไม่สนใจท่าทางหัวเสียของแม่ ยื่นจดหมายสีฟ้าในมือให้ดู แล้วถามเสียงห้วน

“นี่มันอะไรกันคะ จดหมายฉบับนี้มันหมายความว่าอะไร แม่ตอบนามาเดี๋ยวนี้ ว่ามันหมายความว่าอะไร”

รัศมีถึงกับตาเหลือก เมื่อเห็นจดหมายยับยู่ยี่นั่น “นี่แก...กล้าเข้าไปค้นในห้องของฉันเชียวหรือ”

“ทำไมแม่ต้องโกหกนาด้วย”

“ฉันไปโกหกอะไรแก”

อาการเหมือนไม่รู้สึกผิดของแม่ ทำให้นารายิ่งโมโห แหวเสียงลั่นอย่างลืมตัว “แม่บอกว่าพ่อถูกรถชนตาย แต่นี่...จดหมายของพ่อเพิ่งส่งมาเมื่อวาน คนที่ตายไปแล้วสิบห้าปีจะเขียนจดหมายได้ยังไงคะ”

รัศมีมีท่าทางอึกอักอย่างเห็นได้ชัด วรรณซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วยเห็นท่าไม่ดี เลยพยายามปรามหลานสาว ไม่ให้ก้าวร้าวกับแม่ นาราถึงได้รู้สึกตัว แต่ก็ยังไม่ละความตั้งใจเดิม

“มองตานาสิคะ แล้วบอกนาว่าพ่อตายไปแล้วจริงๆ”

“ใช่...พ่อแกตายไปแล้ว ตายไปนานแล้ว”

“แม่โกหก!”

“ฉันไม่ได้โกหก สำหรับฉัน...ผู้ชายคนนั้นมันตายไปนานแล้ว มันลงนรกไปนานแล้ว”

นาราส่ายหน้าไม่เชื่อ “เพราะแม่เกลียดพ่อ แม่หลอกนามาตลอดสิบห้าปีว่าพ่อตายแล้ว แม่ทำได้ยังไงคะ แม่ก็รู้ว่านารักพ่อแค่ไหน นาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าแม่ทำได้ยังไง”

“ทำไมจะไม่ได้ พ่อแกมันทำชีวิตฉันปี้ป่น ถ้ามันไม่ทำลายชีวิตฉัน ฉันคงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้”

ในที่สุดวรรณก็ทนไม่ไหว ตวาดลั่นให้สองแม่ลูกหยุดขึ้นเสียงใส่กัน แต่ก็เหมือนจะไม่ช่วยอะไร นอกจากเพิ่มความสงสัยให้นารา ว่าตาที่เธอเคารพรักมาตลอด มีส่วนช่วยแม่ปกปิดความจริงนี้ด้วย

“มีใครตอบนาได้ไหมคะ ว่าเมื่อสิบห้าปีที่แล้วมันเกิดอะไรขึ้น...ว่าไงคะแม่”

“นี่ฉันเป็นแม่แกนะ ถ้าฉันไม่ตอบ แกจะทำไม”

“ได้ค่ะ...แม่ไม่ตอบ นาก็จะไปหาคำตอบจากพ่อเอง”

“ยายนา...ฉันบอกให้แกหยุด หยุดเดี๋ยวนี้นะ ห้ามไปไหนทั้งนั้น แกอย่าไปไหนนะยายนา!”

นาราไม่ฟังและผละไปเก็บของ รัศมีรีบตามติด ทิ้งวรรณให้ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ พร้อมกับถอนใจยาว

“ในที่สุด...วันนี้ก็มาถึงจนได้”

ระหว่างที่วรรณทำใจอย่างสงบ รัศมีกลับโวยวายราวกับคนบ้าที่ลูกสาวคนเดียวขัดคำสั่ง จัดกระเป๋าไปเจอพ่อแท้ๆที่เชียงราย สาวสังคมคนสวยไม่รอช้า ถลาไปแย่งของมาปาทิ้ง แต่ก็ทำให้นาราเปลี่ยนใจไม่ได้

“นาจะไป นาอยากรู้ว่าทำไมพ่อถึงทิ้งนาไป ในเมื่อพ่อยังรักนารักแม่อยู่”

“แกมันโง่...คิดดูสิ ถ้ามันรักแกจริงอย่างที่พร่ำพรรณนามา มันจะทิ้งแกไปตั้งสิบกว่าปีเหรอ มันน่ะเป็นฝ่ายทิ้งฉันกับแกไป สิบห้าปี...แกได้รับจดหมายจากพ่อแกสักฉบับไหม เงินสักบาท ของขวัญสักชิ้นมีไหม เนี่ยหรือที่ว่าพ่อรักแก ตลกที่สุด...รู้ไว้ด้วยว่าเขาไม่ต้องการฉัน ไม่ต้องการแกอีกแล้ว รู้ความจริงแล้ว...พอใจหรือยัง”

“นาไม่เชื่อ ตลอดสิบห้าปี แม่โกหกนามาตลอด นาจะไปถามพ่อเองว่าทำไมพ่อถึงทิ้งนาไป”

นาราก้มเก็บของต่อ แต่ก็ถูกแม่ขัดขวางตลอด ทั้งจิก ทั้งตี ทั้งฉุดกระชากลากถู แต่เธอก็ไม่เปลี่ยนความตั้งใจ จนในที่สุดรัศมีก็ทนไม่ไหว ตบหน้าเธอฉาดใหญ่

“ฉันบอกแกแล้วว่าอย่ามาหือกับฉัน อย่าอวดดีกับฉัน!”

นารานิ่งไปนิดเดียว ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น “แม่ห้ามนาไม่ได้หรอก”

จบคำก็คว้าเป้ใบเล็กออกจากห้อง ทิ้งรัศมีให้กรีดร้องด้วยความบ้าคลั่ง ก่อนจะตะโกนไล่หลัง

“ดี...ถ้าแกกล้าออกจากบ้านนี้ ฉันจะไม่นับว่าแกเป็นลูกอีกเลย!”

ooooooo

ความจริงจากปากแม่ ทำให้นาราหัวใจแทบสลาย ต้องพยุงตัวและหัวใจอย่างยากลำบากให้ออกไปตามล่าหาความจริงจากปากพ่ออีกคน แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น เธอต้องเคลียร์ตัวเองกับตาเสียก่อน

วรรณรออยู่หน้าบ้านด้วยท่าทีนิ่งสงบ “ตาห้ามหนูไม่ได้ใช่ไหม”

“ให้หนูไปเถอะค่ะ หนูอยากรู้ความจริงว่าทำไม”

“เรื่องมันผ่านมาตั้งสิบกว่าปีแล้วจะไปรื้อฟื้นมันอีกทำไม อย่าลืมนะว่าแกยังมีอนาคตรออยู่ จะต้องไปเรียนต่อไม่นานนี้แล้ว ทำไมถึงไปสนใจไอ้ผู้ชายที่ไม่ได้ดูดำดูดีแกมาตั้งสิบกว่าปี”

คำพูดตอกย้ำของตา ทำให้นาราเจ็บปวดมาก แต่ก็ยืนยันไม่เปลี่ยนใจ “แต่ผู้ชายที่คุณตาพูดถึงคือพ่อของนานะคะ คุณตาก็เป็นพ่อที่มีลูกสาว นาคิดว่าคุณตาน่าจะเข้าใจ ขนาดแม่ขัดใจคุณตาแค่ไหน คุณตาก็ไม่เคยตัดแม่ขาด พ่อต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างถึงทำแบบนี้ คุณตาคะ...นาขอร้อง นาอยากเจอพ่อสักครั้ง อย่าห้ามนาเลยนะคะ”

“แม้ว่าการได้พบเขา อาจจะทำลายความสุขและอนาคตของแก อย่างงั้นหรือนารา”

“ค่ะ...ขอแค่ได้คุยกับพ่อให้เข้าใจ แล้วนาจะกลับบ้าน และไปเรียนต่ออย่างที่คุณตาต้องการ”

สายตาจริงจังและวิงวอนของหลานสาว ทำให้วรรณใจอ่อนในที่สุด นาราโล่งใจมาก รีบไปกราบที่อก

“นาขอบคุณคุณตามากนะคะ แล้วนาจะส่งข่าวมาค่ะ”

นารากระชับเป้บนหลัง แล้วจะไปขึ้นรถ แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อได้ยินเสียงแม่

“แกมันอวดดีนักใช่ไหม งั้นแน่จริงแกก็ไปแต่ตัว รถนี่ก็ห้ามเอาไป เพราะมันคือสมบัติของบ้านนี้!”

รัศมีแทบคลั่ง เมื่อเห็นลูกสาวคนเดียววางกุญแจรถทิ้งไว้ แล้วเดินออกจากบ้านอย่างทระนง วรรณเฝ้ามองอาการตีโพยตีพายของลูกสาวคนเดียวด้วยความเอือมระอา และอดไม่ได้จะค่อนแคะ

“ที่แกคร่ำครวญอยู่นี่ เพราะแกห่วงลูก หรือเพราะกลัวต้องเผชิญหน้ากับผัวเก่ากันแน่”

“คุณพ่อก็น่าจะรู้ ว่าถ้ามีใครรู้เรื่องราม เขาคงลือวีรกรรมลูกเขยเจ้าสัววรรณกันทั่ว คุณพ่อจะเอาหน้าไปไว้ไหน”

“จะไว้ไหน ก็เอาไว้ที่บ่าฉันนี่แหละ”

“แต่รัศทนไม่ได้”

“แต่ฉันทนได้ ฉันชินแล้ว เพราะไอ้เรื่องที่แกก่อขึ้นทุกวัน มันก็อื้อฉาวพอกับเรื่องผัวเก่านั่นแหละรัศมี เขาอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะทำผิดครั้งเดียว แต่แกมันทำซ้ำซาก ไม่รู้จักเข็ดจักเลิก!”

หลังออกจากบ้านมาได้ นาราก็โทร.หาเพื่อนรัก เพื่อขอที่อยู่และเบอร์ติดต่อไร่บัวขาว จุฑารัตน์แปลกใจนิดหน่อยที่เพื่อนสาวร่างเล็กไปตามหาญาติกะทันหัน และอดไม่ได้จะถามเพราะอยากรู้

“จุ๊...ตอนนี้ฉันไม่รู้จะพูดยังไง เอาไว้...ฉันขอจัดการเรื่องนี้เองก่อน แล้วฉันจะเล่าให้ฟังอีกทีนะ”

จุฑารัตน์สัมผัสได้ถึงลางไม่ดี แต่ไม่อยากซักไซ้เรื่องส่วนตัวเพื่อน เลยไลน์ที่อยู่ไปให้ตามขอ แต่ไม่วายกำชับให้อีกฝ่ายดูแลตัวเองดีๆ นารารับปากและมุ่งหน้าไปสนามบิน เพื่อขึ้นเครื่องไปเชียงราย

ooooooo

สีหนาท ราม เชษฐ์และคนงานจากไร่บัวขาวจำนวนหนึ่ง ร่วมมือกันอย่างแข็งขัน สร้างสนามเด็กเล่นโดยใช้วัสดุจากธรรมชาติให้โรงเรียนบนดอยสูง
โดยมีเด็กๆวิ่งล้อมรอบ ให้กำลังใจและเฝ้าดูด้วยความสนใจ นำความปลาบปลื้มและอิ่มเอมด้วยความสุขมาสู่ชาวไร่บัวขาวเป็นอย่างมาก

กว่าจะเสร็จก็เป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อมา เด็กๆ ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ที่ได้เห็นเครื่องเล่นมากมายบนสนามหน้าโรงเรียน สีหนาทกับรามเพลิดเพลินกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กๆ อีกพักใหญ่จึงขอตัวกลับ โดยสีหนาทขอให้รามไปขับรถให้ขนิษฐา เพื่อไปรับของที่สนามบิน

รามกับขนิษฐามาถึงสนามบินเชียงราย เวลาเดียวกับที่นาราลงจากเครื่อง แต่ทั้งหมดก็คลาดกันอย่างหวุดหวิด นาราอยากจะจ้างรถไปไร่บัวขาวเลย แต่มาถึงเย็นเกินไป เลยต้องพักที่โรงแรมในเมืองก่อน

ส่วนราม...ไม่ได้สนใจผู้คนรอบข้าง ขนของขึ้นรถอย่างขมีขมัน จนขนิษฐาอดเกรงใจไม่ได้

“ขอโทษนะคะที่ต้องรบกวนน้าราม”

“ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ผมเต็มใจ คุณน้องเท่ากับเป็นเจ้านายของผมคนหนึ่ง”

คำพูดห่างเหินและเย็นชา ทำให้รอยยิ้มแห่งความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิดเขาจางหายไป

“แหม...ที่น้องขอให้ช่วย ไม่ได้คิดว่าจะใช้น้ารามอย่างลูกจ้างนะคะ”

“ครับ...แต่ยังไงผมก็เป็นลูกจ้าง คุณน้องใช้ได้ครับ ไม่ต้องเกรงใจ”

ขนิษฐานิ่งงัน ก่อนจะถอนใจเบาๆด้วยความอ่อนใจ...เมื่อไหร่หนอ เขาจะรับรู้ความรักของเธอสักที...

นาราต้องพยายามสะกดอารมณ์อย่างยากลำบาก เมื่อค้นพบว่าบัตรเครดิตกับบัตรเอทีเอ็มถูกระงับ ทำให้เข้าพักในโรงแรมกลางเมืองไม่ได้ ต้องระเห็จไปนอนเกสต์เฮาส์โกโรโกโสแทน เพราะเงินสดในกระเป๋าจำกัด แต่กระนั้น...คุณหนูร่างเล็กก็ไม่ยอมแพ้กลับกรุงเทพฯ เพราะรู้ดีด้วยว่าทั้งหมดเป็นฝีมือแม่ เพื่อกดดันเธอ

หลังจัดการเรื่องห้องพักสำหรับคืนเดียว นาราก็ไปหามื้อเย็นและซื้อของใช้ส่วนตัว แต่โชคไม่ดี ถูกนักท่องเที่ยวฝรั่งเข้าใจผิด คิดว่าเธอเป็นหญิงขายบริการ จนเกือบเอาตัวไม่รอด แต่สุดท้ายก็กลับถึงห้องพักได้อย่างปลอดภัย

คืนเดียวกันที่บ้านพักของรามในไร่บัวขาว...รามนั่งดูรูปภาพเก่าๆ ด้วยความรักและคิดถึง โดยเฉพาะภาพนารา...ลูกสาวคนเดียวที่เขาหวังเสมอให้มีชีวิตที่ดี แต่ภาพที่ทำให้สะเทือนใจมากที่สุด คงหนีไม่พ้นภาพของรัศมี อดีตเมียรัก ที่ถึงทุกวันนี้เขาก็มั่นคงกับเธอไม่เปลี่ยนแปลง

ภาพใบหน้าสวยงามและรอยยิ้มสดใสของเมียรัก ทำให้รามหวนคิดถึงอดีต...วันเลวร้ายที่สุดในชีวิตเขา เมื่อรัศมีมาเยี่ยมเขาที่ห้องขังด้วยสีหน้าเย็นชา แล้วประกาศจะขอเลิกและพานารากลับกรุงเทพฯ

“ฉันขอว่าถ้าอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี ไม่ต้องติดต่อกันอีก ฉันจะบอกใครๆว่าเธอตายไปแล้ว” รามหน้าเสีย ไม่เข้าใจเหตุผลของเมียรัก รัศมีเลยโพล่งอย่างเหลืออด “ถามได้ว่าทำไม ก็ดูสารรูปตัวเองสิว่ามันทุเรศแค่ไหน คิดดูแล้วกันว่าอยากจะให้ลูกขึ้นชื่อว่าเป็นหลานเศรษฐี หรือว่าเป็นลูกไอ้ขี้คุกฆ่าคนตาย!”

รามดึงตัวเองจากความทรงจำเลวร้าย เสียงของอดีตเมียรักยังกึกก้องในหัว จนเขาต้องหลับตาแน่นเพื่อลบภาพนั้นจากใจ ก่อนจะปล่อยให้น้ำตาไหลช้าๆ พร้อมความหวังเต็มหัวใจว่าจะลืมเลือนภาพพวกนี้ได้ในสักวัน

ooooooo

นาราตื่นเช้ามาพร้อมความเมื่อยขบ ต้องนอนระแวงเกือบทั้งคืน กลัวมีคนบุกเข้ามาทำร้าย แต่อุปสรรคมากมาย ทั้งเงินในกระเป๋าที่มีจำกัด ที่พักไม่ปลอดภัย รวมไปถึงรถสองแถวไปไร่บัวขาวที่มีเที่ยวเดียวต่อวัน ก็ไม่ทำให้เธอย่อท้อ หอบร่างอ่อนแรงเพราะความหิวไปถึงปากทางเข้าไร่บัวขาวจนได้

แต่หนทางสู่ไร่บัวขาวกลับไม่ง่าย เพราะเดินเท่าไหร่ก็ไปไม่ถึง ในที่สุด...เมื่อร่างกายเรียกร้องการพักและอาหาร นาราก็ทรุดตัวข้างทางอย่างหมดแรง พร้อมกับกุมท้องที่ร้องโครกครากด้วยความหิวโหย

และก่อนที่เปลือกตาหนักอึ้งจะปิดลง นาราก็ลุกพรวด เมื่อได้ยินเสียงรถแล่นมาแต่ไกล สีหนาทกับรามหัวใจแทบวาย เบรกรถหน้าทิ่ม เมื่อเห็นร่างบางๆของหญิงสาวแปลกหน้าวิ่งมาตัดหน้า!

นาราเป็นลมด้วยความตกใจสุดขีดไปแล้ว เมื่อเห็นรถคันใหญ่พุ่งมาตรงหน้า ก่อนจะสะลึมสะลือตื่นอึดใจต่อมา เมื่อได้ยินเสียงเรียกแว่วๆจากใครบางคน
สีหนาทก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน เมื่อเห็นหน้ามอมแมมของเธอชัดๆ จำได้ดีว่าเป็นหญิงสาวคนเดียวกับที่เขาพาวิ่งหลบกระสุนบนจุดชมวิวเมื่อหลายวันก่อน

กว่านาราจะได้สติอีกครั้ง สีหนาทกับรามก็พาเธอไปให้ขนิษฐาช่วยปฐมพยาบาลที่เรือนเรียบร้อยแล้ว คุณหนูร่างเล็กมองหน้ารามด้วยความหวัง ตั้งท่าจะสารภาพความจริงเต็มที่ แต่กลับต้องเปลี่ยนใจกะทันหัน เมื่อเห็นสีหน้าและท่าทางเย็นชาของเขา ไม่เหมือนพ่อคนเดิมที่มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้เธอเสมอ

และเพราะสะเทือนใจเรื่องพ่อ ทำให้น้ำตาไหลอย่างช่วยไม่ได้ จนสีหนาทกับขนิษฐาตกใจใหญ่ นาราต้องกลบเกลื่อนว่าเป็นเพราะความหิว ราชสีห์หนุ่มเจ้าของไร่เลยร้องบอกสาวใช้ให้ยกสำรับมาบนเรือน สร้างความแปลกใจให้แก่ขนิษฐาเป็นอย่างมาก เพราะญาติหนุ่มไม่ร่วมโต๊ะอาหารกับใครง่ายๆ

เป็นอันว่านาราไม่ได้บอกความจริงกับทุกคนว่ามาตามหาพ่อ แต่กลับบอกว่าตัวเองชื่อหนูนา ทองการค้า เดินทางมาไร่บัวขาวเพื่อหางานในไร่ทำ แต่ท่าทางเหมือนเป็นคุณหนูมากกว่าสาวคนงาน ก็ทำให้ราชสีห์หนุ่มนึกสงสัย

“เคยทำไร่มาก่อนหรือเปล่าน่ะเรา” นาราส่ายหน้า สีหนาทถึงกับถอนใจยาว “นึกแล้ว...งานไร่มันไม่ใช่เบาๆ คิดเหรอว่าจะทำได้ ตัวกระติ๊กเดียวแค่นี้เนี่ยนะ”

คำปรามาสของเจ้าของไร่ ทำให้นาราฮึดสู้สวนกลับ ทันควัน

“แต่มีคนเคยบอกฉันว่าถ้าเราตั้งใจจริงซะอย่าง ไม่ว่างานอะไรเราก็ทำได้”

ขนิษฐาส่ายหน้าขำๆ ก่อนจะเสนอให้สาวร่างเล็กมาทำงานโรงแรม

“ไม่ค่ะฉันอยากทำงานไร่ ฉันต้อนรับแขกไม่เป็น ให้ฉันทำงานในไร่เถอะนะ”

สายตามุ่งมั่นของสาวร่างเล็ก ทำให้สีหนาทนึกเอ็นดูโดยไม่รู้ตัว แต่ก็อดสงสัยไม่ได้

“แปลกคนนะ งานสบายๆไม่อยากทำ อยากจะทำงานหนัก”

“งานสบาย แต่เราไม่ชอบก็ได้นี่คะ คุณเอง...ก็คงไม่อยากรับคนที่จะเอาแต่สบายใช่ไหมล่ะคะ”

เหตุผลของสาวร่างเล็กทำให้สองพี่น้องมองหน้ากันอึ้งๆ นาราเห็นท่าไม่ดี เลยพยายามอ้อนวอน

“ฉันอยากได้งานในไร่จริงๆนะคะ อุตส่าห์มาตั้งไกล รับฉันไว้เถอะค่ะ ฉันรับรองจะตั้งใจทำงานให้คุ้มค่าจ้าง”

รามซึ่งเพิ่งกลับจากตรวจไร่ ได้ยินคำขอร้องของสาวร่างเล็กก็นึกสงสารและเห็นใจอย่างบอกไม่ถูก เลยช่วยพูดกับเจ้านายหนุ่ม ว่ายังพอมีตำแหน่งว่างในไร่เพาะชำ

“ผมคิดว่า...ถ้าคนเราตั้งใจ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้”

“นี่ไงคะ ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่คิดแบบนี้ รับฉันเข้าทำงานเถอะนะคะ”

สุดท้ายสีหนาทก็ยอมตกลง นาราถึงกับถอนใจโล่งอก ก่อนจะส่งยิ้มกว้างให้จนราชสีห์หนุ่มถึงกับชะงักกลางอากาศ แต่เมื่อรู้ตัวก็ตีหน้าเข้ม บอกให้รามพาคนงานใหม่ไปลงทะเบียน นารารีบลุกตามไปอย่างกระตือรือร้น จนคนมองตามอย่างสีหนาทกับขนิษฐาต้องมองหน้ากันงงๆ...

คิดเหมือนกันเลยว่าพิลึกจริงผู้หญิงคนนี้!

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

แคท เล่นแรง ระบายความแค้น ดักขา แป้ง สะดุดล้มหวิดแท้ง ใน "เรือนสายสวาท"

แคท เล่นแรง ระบายความแค้น ดักขา แป้ง สะดุดล้มหวิดแท้ง ใน "เรือนสายสวาท"
21 ม.ค. 2563
08:20 น.