ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

สาปดอกสร้อย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงยามค่ำคืนในเขลางค์นครสมัยกรุงศรีอยุธยา ดอกสร้อยดาวเด่นในคณะฟ้อนรำนำอาหารคาวหวานใส่กระทงใบตองเล็กๆมาเซ่นไหว้ผีที่หิ้งภายในบ้าน

“ขอให้ผีบ้าน...ผีครู...ช่วยดลบันดาลให้ฟ้อนคืนนี้เป็นที่ต้องตาต้องใจของชาวบ้านด้วยเถิด...”

ยังไม่ทันไรก็มีเสียงตีเกราะเคาะไม้ดังขึ้นรอบบ้านพร้อมกับเสียงชาวบ้านกู่ตะโกนขับไล่บางอย่างให้ออกไป ดอกสร้อยตกใจรีบออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเจอไผ่ เพื่อนรุ่นพี่ในคณะ

“ชาวบ้านตีเกราะเคาะไม้ไล่ราหู...สร้อยดูโน่นสิ มันอมจันทร์แล้ว ขืนปล่อยให้ราหูอมมิด มีหวังเกิดเภทภัย เราไปช่วยชาวบ้านไล่ราหูกันเถอะ”

ดอกสร้อยรีบลงไปช่วยแล้วสัมผัสได้ว่าเหมือนมีใครบางคนจับตามองเธออยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหันไปมองแถวดงป่ากล้วยก็ไม่เห็นใคร

เมื่อราหูเคลื่อนอมจันทร์จะมิด ดอกสร้อยวิตกกังวลเพราะเหมือนมีคนจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลาตรงป่ากล้วยด้านหลัง หญิงสาวกระซิบขอร้องไผ่ให้พากลับเรือน ชายหนุ่มเห็นสีหน้าไม่สบายใจของเธอจึงจะพากลับแต่ถูกชาวบ้านรั้งตัวไว้ หญิงสาวจำใจเอ่ยปาก

“พี่ไผ่ช่วยชาวบ้านเถอะ...ฉันกลับเองได้”

ดอกสร้อยเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้านด้วยความหวาดกลัว รู้สึกว่ามีบางอย่างเคลื่อนตามด้านหลัง แต่พอหันมองก็พบกับใบตองสั่นไหวจึงตัดสินใจวิ่งหนี ไม่นานนัก หญิงสาวก็สะดุดล้ม พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเป็นเงาวิญญาณที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วมาทับทาบบนตัวเธอ

เงาวิญญาณนั้นจ้องมองดอกสร้อยอย่างมาดร้าย แต่ยังไม่ทันไรมันก็ร้องโหยหวนพร้อมกับร่างถูกดูดหายไป...

เงาวิญญาณนั้นคือร่างผีกะหรือผีปอบที่ถูกดูดมาล้มลงตรงหน้าของไอ้ใบ้กับพรานเวทย์ที่กำลังบริกรรมคาถาจนเกิดเป็นดวงไฟกระแทกใส่ร่างผีกะอย่างรุนแรงก่อนเงาวิญญาณจะสลายหายไป

พรานเวทย์แสยะยิ้มพอใจเพราะเคยมีปมแค้นกับผีกะที่ฆ่าลูกเมียตัวเอง จึงปฏิญาณจะกำจัดผีกะทุกตัวให้สิ้น

ooooooo

ที่นอกเมืองอยุธยา หลังจากขุนฤทธิไกรหรือไกร ตำรวจหนุ่มลูกชายคหบดีแห่งเมืองปากน้ำโพได้รับข่าวจากบ้านว่าเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น เขาและเปรื่องเพื่อนรักจึงควบม้ากลับเรือนอย่างเร่งรีบอันเป็นเวลาเดียวกับที่กลุ่มชาวบ้านกำลังตีเกราะเคาะไม้ขับไล่ราหู ทันใดนั้นเอง ก็มีชายสองคนโพกผ้าปิดหน้าควบม้าสวนทางมาขวางไว้ ไกรตะโกนถามด้วยความไม่พอใจ

“พวกเอ็งเป็นใคร ก๊กไหนกัน มาทำพิกล ล้อมทางข้า”

พวกนั้นไม่ตอบแต่กระโดดลงจากหลังม้าแล้วชักดาบออกมา ไกรเห็นท่าไม่ดีกระโดดลงจากหลังม้าขู่เตือนพวกมันให้ระวังคมดาบของเขาแล้วประฝีดาบกันอย่างดุเดือด ส่วนเปรื่องรีบกระโดดเข้าช่วยเพื่อนเมื่อเห็นว่าถูกรุม ก่อนจะพบว่าคู่ต่อสู้คือขุนพิศณุแสนหรือปลิวกับดำเพื่อนตำรวจด้วยกัน ไกรสอบถามด้วยความแปลกใจ

“ไอ้ปลิว...เอ็งประสงค์อย่างไรถึงมาดักฟันข้า”

“ข้ามาซุ่มดักเอ็งด้วยเหตุผิดประหลาด ชาวบ้านออกมาตีเกราะเคาะไล่ราหู แต่เอ็งกลับพิลึกควบม้าแบกข้าวของออกนอกเมือง ข้าแคลงใจว่าเอ็งจะไปฉวยเงินทองของชาวบ้าน!”

เปรื่องอดรนทนไม่ไหวค้านขึ้นว่าเพื่อนของตนเป็นลูกมหาเศรษฐีคงไม่คิดลักขโมยใคร ปลิวรู้สึกเสียหน้าแกล้งสั่งการให้ดำลูกน้องค้นข้าวของ ไกรชักดาบกันไว้สำทับเสียงดัง

“ข้ามีศักดิ์มีศรีเป็นตำรวจไม่ผิดเอ็ง...ข้าถือใจแน่วในสัตยาที่ถวายพระเจ้าเสือมิเคยมุ่งลงเป็นโจร...อย่าได้ล้อมทางข้า!”

ปลิวเห็นท่าทางอันแข็งขืนของไกรจึงจำใจหลีกทางให้พร้อมกับนึกสงสัยว่าไกรมีเหตุอันใดที่รีบร้อนเดินทาง...

ooooooo

หลังจากสรรพสิ่งรอบตัวสงบลง ดอกสร้อยแหงนหน้าขึ้นมองรอบๆอย่างหวาดกลัวแล้วรีบวิ่งกลับบ้าน ขณะที่กำลังหันรีหันขวาง หญิงสาวตกใจแทบสิ้นสติเมื่อเห็นเงาดำอยู่ตรงหน้าเรือน พอเพ่งมองก็พบว่าเป็นฟองจันทร์แม่เลี้ยง

“เห็นข้าก็ตกใจยังกะเห็นผีเชียวนะ...อีดอกสร้อย เอ็งจงใจแช่งข้าให้ตายไวๆหรือไง อีปันตาย!”

“ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้นจ้ะ น้าฟองจันทร์...ฉันเจอผีกะ มันจะสิงฉัน”

“อีดอกสร้อย! เอ็งอย่าคิดว่าข้าจะเชื่อคำเอ็ง ข้าอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี ไม่มีใครเคยเห็นผีกะสักตัว...หรือเอ็งหาว่าข้าเป็นผีกะ ถ้าไม่ติดว่าเอ็งต้องไปฟ้อน ข้าจะตบให้ตายคามือ...ไปผลัดผ้าเตรียมตัวได้แล้ว!”

ดอกสร้อยหน้าเสียเดินก้มหน้าเข้าห้องไปอย่างครั่นคร้ามในความร้ายกาจของแม่เลี้ยงที่หาทางกลั่นแกล้งเธอทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ถ้ากาสะลองแม่แท้ๆของเธอ

ไม่ตายด้วยไข้ป่า คำป้อนพ่อของเธอก็คงไม่แต่งงานใหม่กับฟองจันทร์ ยิ่งเมื่อทั้งคู่มีซอมพอ ลูกสาวคนใหม่ ดอกสร้อยก็ยิ่งถูกสับโขกและเป็นที่เกลียดชังมากยิ่งขึ้น

เพราะหลงใหลในตัวฟองจันทร์ทำให้คำป้อนละเลยการดูแลดอกสร้อย ส่วนซอมพอก็ถูกแม่เสี้ยมให้เกลียดพี่สาวคนละแม่และใส่ร้ายเสมอว่าดอกสร้อยคิดอิจฉาริษยาเธอจนถึงขนาดเคยเอาขี้เถ้ายัดปากและผลักให้ตกน้ำจนเกือบตาย โชคดีที่ฟองจันทร์มาเห็นเข้าจึงช่วยไว้ได้ทัน

ซอมพอฟังแม่เล่าด้วยความแคลงใจเพราะพฤติกรรมของพี่สาวแตกต่างกับเรื่องที่ได้ยินอย่างสิ้นเชิง

ตกค่ำ ชาวบ้านต่างทยอยมาที่ลานหน้าหมู่บ้านเพื่อชมการฟ้อนรำของคณะดอกสร้อย บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก เฉกเช่นเดียวกับร่างของผีกะตนหนึ่งที่เคลื่อนตัวตามกลุ่มชาวบ้านไปหยุดตรงต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆกับลานนั่น

สายตาของมันเฝ้าจับจ้องรอคอยเวลาจับเหยื่อ...

ไม่นานนัก เสียงดนตรีก็ดังขึ้น ดอกสร้อยเริ่มฟ้อนรำในเพลงกาสะลองด้วยท่วงท่างดงามจับใจคนดู ไผ่จ้องมองหญิงสาวด้วยความรัก ส่วนฟองจันทร์มองอย่างหมั่นไส้และเกลียดชัง

คํ่าคืนเดียวกัน ขณะที่ไกรกับเปรื่องนอนพักผ่อนกลางป่าหลังจากเดินทางตลอดทั้งวันอย่างเหนื่อยล้า...พลันมีกลีบดอกกาสะลองร่วงหล่นจากต้นมาบนใบหน้าของไกร ชายหนุ่มรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมองด้วยความแปลกใจ ก่อนจะหยิบดอกไม้ขึ้นมาสูดดม เสียงดนตรีลอยลมมาขับกล่อมจนเคลิบเคลิ้ม

ครั้นไกรเงยหน้าขึ้นก็เห็นร่างหญิงสาวสวยคนหนึ่งยืนยิ้มยั่วยวนอยู่ตรงชายป่า ชายหนุ่มมองด้วยความประทับใจลุกขึ้นเดินตามเธอที่หายลับเข้าไปในป่า ภายในป่านั้นเต็มไปด้วยหมอกจางๆ ไกรมองหา จนเห็นหญิงสาวยืนอยู่ที่มุมหนึ่ง บนมือของเธอมีดอกกาสะลอง สาวสวยผู้นั้นยิ้มเชิญชวนให้ไกรเดินเข้าไปหาเพื่อเอาดอกไม้ไปเสียบข้างหู

ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะก้าวเดิน เปรื่องก็กระชากไหล่เขาจนตื่นจากภวังค์

“เอ็งหยุดประเดี๋ยวก่อน! มองดูข้างหน้าใหม่ว่ามันเป็นอะไร”

ไกรหันกลับไปมองก็ต้องตกใจเพราะข้างหน้าคือหน้าผาสูง เพียงอีกก้าวเดียวก็จะตกหน้าผาตาย ชายหนุ่มผงะถอยหลัง ฉับพลันรอบตัวก็มีดวงไฟผีลอยไปมาพร้อมกับเสียงหัวเราะของผีผู้หญิงดังก้องกังวาน เปรื่องผู้เคยร่ำเรียนวิชาอาคมจึงรีบบริกรรมคาถาเป่ามนต์ เสียงหัวเราะแปรเปลี่ยนเป็นกรีดร้องแล้วหายวับไป...สองคนเห็นท่าไม่ดีรีบเร่งเดินทางต่อ

ooooooo

ที่ลานหน้าหมู่บ้าน ดอกสร้อยยังคงฟ้อนรำตามเสียงดนตรีท่ามกลางการชื่นชมของชาวบ้าน หญิงสาวพยายามตั้งมั่นมีสมาธิกับการร่ายรำ แต่สายตาเกลียดชังของฟองจันทร์ก็รบกวนไม่เลิก

ดอกสร้อยปล่อยสติให้หลุดลอย เมื่อครั้งที่ฟองจันทร์สั่งให้ดอกสร้อยฆ่ากระรอกเพื่อทำเป็นอาหาร แต่หญิงสาวไม่อยากทำจึงลักลอบสับเปลี่ยนเป็นปลาย่างแทน แม่เลี้ยงเก็บความไม่พอใจไว้ จนกระทั่งเห็นร่างกระรอกโชกเลือดที่อยู่ในมือดอกสร้อยเพราะถูกหมาขย้ำ ฟองจันทร์ก็ลุแก่โทสะคว้าไม้ไล่ตีดอกสร้อยจนสลบ

“ตอแหลว่าปล่อยกระรอก แต่ลับหลังแอบมาแดก...ผีกะสิงร่างใช่ไหม มึงถึงกินของสด กูจะตีให้ผีออกจากตัวเลย”

มาวันนี้เมื่อดอกสร้อยสบตากับฟองจันทร์ ความรู้สึกกลัวที่ฝังอยู่ในมโนสำนึกก็สำแดงฤทธิ์จนเป็นลมหมดสติกลางลานฟ้อนรำ ทุกคนมองร่างนางรำที่ทรุดฮวบลงตรงหน้าด้วยความตกใจ คำป้อนถลาวิ่งเข้าไปดูแลลูกสาวแล้วสั่งให้ไผ่อุ้มกลับเรือนทันที ฟองจันทร์แสยะยิ้มสะใจลากซอมพอมากลางเวที

“ดอกสร้อยไม่อยู่...ก็ยังมีซอมพอลูกสาวคนสวยของข้าจ๊อยซอให้ดู”

เสียงอื้ออึงด้วยความไม่พอใจจากชาวบ้านแล้วลุกขึ้นแยกย้ายกันกลับเรือน ซอมพอตั้งท่าจะฟ้อนต้องผิดหวังกับท่าทีของชาวบ้าน ฟองจันทร์สงสารลูกสาวจึงก่นด่าดอกสร้อยว่าเป็นตัวซวยทำให้ไม่ได้เบี้ยจากการแสดง

รุ่งเช้า ดอกสร้อยตื่นขึ้นด้วยความอ่อนเพลีย พอเห็นคำป้อนก็รู้สึกอุ่นใจ

“ฉันขอโทษจ้ะที่ทำให้ทุกคนพลอยลำบาก”

“ลูกอย่าคิดมาก หากเป็นอะไรไปพ่อก็เป็นห่วง หายแล้วค่อยมาฟ้อน เดี๋ยวให้พวกไอ้ไผ่เข้าป่าหาของมาแลกข้าว ว่าแต่ลูกเป็นลมแทบทุกวัน ลูกเป็นอะไร”

ดอกสร้อยมองหน้าพ่อลังเลใจ จะบอกว่าเกิดจากฟอง– จันทร์ ยังไม่ทันไร แม่เลี้ยงเดินกระฟัดกระเฟียดเข้ามาด่า

“ลูกพี่มันสำออย...กี่คืนแล้วที่มันฟ้อนไม่จบเพลง ขืนเป็นอย่างนี้อีก พวกเราต้องอดตาย...

คำป้อนลากเมียไปนอกห้อง ดอกสร้อยมองตามอย่างรู้สึกผิด พยายามเงี่ยหูฟังสองคนคุยกัน

ฟองจันทร์เสนอให้เดินทางไปฟ้อนที่บ้านผาหมอก สามีพยักหน้าเห็นด้วยแต่ต่อรองให้รอดอกสร้อยหายดีก่อน

“พี่เอามันไปไม่ได้! มันเจ็บออดแอดขืนพาไปก็เป็นไข้ป่าตายเหมือนแม่มัน...พี่ต้องทิ้งให้มันอยู่ที่นี่!”

ดอกสร้อยตกใจไม่อยากโดนทิ้งอยู่ลำพัง คำป้อนหนักใจเพราะเป็นห่วงลูกสาว ฟองจันทร์แสร้งน้อยใจขู่ว่าจะทิ้งสามีไปตายเอาดาบหน้า ดอกสร้อยฟังแล้วคิดถึงคำสั่งเสียของมารดาก่อนตายที่ให้ดูแลพ่อจึงตัดสินใจลุกเดินออกไปนอกห้อง

“ฉันได้ยินที่น้าฟองจันทร์คุยกับพ่อหมดแล้ว ฉันคิดเหมือนกับน้าเขา ถ้าพ่อให้ฉันไปด้วยก็เป็นภาระกับทุกคน ฉันจะอยู่บ้านรอพ่อกลับมาจ้ะ พ่อไม่ต้องเป็นห่วง ฉันโตแล้วพอกินยาก็ดีขึ้นแล้ว พ่อเร่งให้พี่ไผ่เทียมเกวียนเถอะจ้ะ”

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ดอกสร้อยฝืนอาการป่วยเดินออกมาส่งคำป้อนและคณะไปเปิดการแสดงที่บ้านผาหมอก หญิงสาวแสร้งทำเป็นว่าหายดี แต่ซอมพอรู้ดีว่าพี่สาวคนละแม่อาการยังน่าเป็นห่วง ฟองจันทร์ลอบยิ้มสะใจ

“ลูกอย่าไปสนใจมัน ทิ้งให้มันนอนตายคาบ้านก็ดี แม่จะให้ลูกฟ้อนกาสะลองแทนมัน!”

ดอกสร้อยอวยพรพ่อให้เดินทางปลอดภัยคลาดแคล้วจากพวกผีร้าย คำป้อนหัวเราะไม่เชื่อถือในเรื่องพวกนี้ กำชับลูกสาวไม่ให้ออกไปนอกบ้านในเวลากลางคืน ลูกสาวยืนมองเกวียนของพ่อจนลับสายตาไปอย่างใจหาย...

เมื่อเวลาค่ำมาถึง ดอกสร้อยรีบจุดตะเกียงไฟไว้ข้างตัวเพราะเกิดความหวาดกลัวที่ต้องอยู่คนเดียว พอล้มตัวลงนอนได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินขึ้นมาบนเรือน ดอกสร้อยตกใจคว้ามีดใต้หมอนมาถือกระชับมั่น...ข่มความกลัวเดินถือตะเกียงและมีดไปที่ประตู รออยู่จนแน่ใจว่าไม่มีเสียงอะไร หญิงสาวจึงเปิดประตูออกมาแต่ไม่มีใคร จึงเดินลงบันไดไปใต้ถุน แสงสว่างของตะเกียงส่องให้เห็นว่ามีใครคนหนึ่งยืนอยู่เป็นเงามืด

“ใคร ใครกัน ออกมานะ”

ร่างนั้นค่อยๆหันมาแล้วเดินเข้ามาใกล้ตะเกียง ดอกสร้อยอ้าปากค้างตกใจแทบสิ้นสติเมื่อเห็นชายคนหนึ่งอุ้มแมวสีดำยื่นให้ หญิงสาวตกใจแทบสิ้นสติตะโกนลั่น

“พ่อ...ช่วยสร้อยด้วย!”

พลันดอกสร้อยเห็นคำป้อนวิ่งมาจากชายป่าและร้องเรียกชื่อเธอ อารามดีใจหญิงสาวรีบวิ่งพุ่งเข้าไปหา แต่เมื่อเข้าใกล้ก็พบว่าคำป้อนอุ้มแมวดำในมือแล้วแสยะยิ้มให้...เสียงไก่ขันทำให้ดอกสร้อยสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ พอหันไปรอบๆเห็นว่ายังอยู่ในห้องบนเรือนจึงรู้ตัวว่าฝันไป หญิงสาวนั่งทบทวนความฝันอยู่เงียบๆแล้วนึกเป็นห่วงคำป้อนขึ้นมา...

ooooooo

หลังจากเจอเรื่องเฉียดตาย ไกรก็ไม่กล้าแวะพักที่ใดอีก รีบเร่งเดินทางจนถึงบ้านที่นครสวรรค์ พอนางแสงมารดาเห็นลูกชายก็โอบกอดและแจ้งข่าวร้ายให้ทราบ

“ไกร...พ่อทองของเอ็งสิ้นแล้ว”

ผินและปันสองคนสนิทของพ่อเตือนไม่ให้ไกรดูศพเพราะสภาพอันสยดสยอง ชายหนุ่มไม่เชื่อตัดสินใจเปิดผ้าคลุมศพของพ่อออก ภาพที่เห็นทำให้พูดไม่ออก ต่างจากเปรื่องที่อุทานเสียงดัง

“เวรตะไล...ถูกกินกลางตัวไปเสียสิ้น”

เวลาต่อมา ขณะที่ไกรยืนมองศพพ่อตรงหน้าเชิง ตะกอน จู่ๆชายหนุ่มเอ่ยถามผินกับปันสองคนสนิทของทอง

“พ่อข้ามีใจกุศล หมายเอาทองคำไปถวายพระธาตุลำปางหลวง ฉงนนัก พ่อข้าตายได้อย่างไรกัน”

สองบ่าวมองหน้ากัน ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าระหว่างทางไปพระธาตุลำปางหลวง คณะของพวกตนถูกโจรป่าดักปล้นเพราะรู้ว่ากำลังจะเอาเงินและทองคำไปทำบุญ นายทองถือดาบวิ่งไล่ตามพวกโจร...จนพวกตนได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของนายจึงรีบวิ่งตามและพบว่านายตายเสียแล้วที่ในป่าโดยมีสภาพศพอย่างที่เห็น

ไกรอดคิดไม่ได้ว่าการตายของพ่อมีเงื่อนงำ เพราะทั้งผินและปันต่างมีความเชื่อแตกต่างกันจากสภาพศพที่เห็น

“ไอ้ผิน...ข้าว่าพวกโจรป่าฆ่านายทอง แล้วควักท้องไส้ปล่อยให้เสือมากัดกิน!”

“ไม่ใช่แล้ว ไอ้ปัน เนื้อตัวขาดวิ่นเยี่ยงนั้น...มันผิดจากรอยเขี้ยวสัตว์ ข้าว่าต้องเป็นผีกะ”

ทั้งสองบ่าวต่างทุ่มเถียงกันจนหาข้อสรุปไม่ได้ นวลสาวใช้คนสนิทของนางแสงตวาดทั้งคู่ให้หยุดแล้วเตือนว่าถึงเวลาเผาศพนายทองแล้ว ไกรโยนคบไฟไปที่เชิงตะกอน ควันไฟพวยพุ่งขึ้นฟ้าด้วยสีหน้าท่าทางเจ็บแค้น

“ข้าขอมอบคำมั่นต่อหน้าร่างพ่อ...ว่าจะลากตัวมันมาก้มรับผลกรรมที่ทำกับพ่อ...ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งไร คนหรือผี!”

เช้าวันต่อมา เปรื่องติดใจการตายของนายทอง จึงไปหาผินเพื่อซักถามให้รู้เรื่อง แต่ไปยืนเคาะห้องอยู่นานก็ไม่เปิด ชายหนุ่มจึงใช้วิชาสะเดาะกลอนเข้าห้องจนได้ ผินสะดุ้งตกใจที่เห็นเปรื่อง

“ดูสิเอ้า ข้าลงสลักไว้เสียแน่น เอ็งเตลิดเข้ามาได้ยังไงวะ”

“ข้าก็ซุ่มมีวิชาติดตัวบ้าง น้าผินมานี่...ข้าอยากรู้เรื่องผีกะ ข้องใจว่าผีตนนั้นมีรูปเป็นยังไง หน้าตาละม้ายคล้ายผีโพรงที่ลือกันว่ามีไฟแดงๆตรงจมูก...กินกบกินเขียดกลางนาหรือไม่”

“รักจะเรียนวิชาก็ต้องลงค่าครู ข้าอยากได้มนตร์สะเดาะกลอน เอ็งรู้ไหม...ข้าล่องขึ้นเหนือกับพ่อทองทุกปี ย่านนี้มิมีผู้ใดรู้เรื่องผีกะเยอะเท่าข้า ถ้าเอ็งไม่ใคร่รู้ ข้าก็จะแล่นไปนอนดีกว่า...”

เปรื่องส่ายหน้าอ่อนใจแต่ยอมรับในเงื่อนไขของผิน ชายหนุ่มหยิบใบลานคาถาโบราณในย่ามส่งให้พร้อมกับทวงสัญญาเรื่องผีกะ ไกรเดินตามเพื่อนมาหยุดฟังด้วย ผินเริ่มต้นเล่า

“ผีกะเป็นวิญญาณที่อุบัติจากพวกไม่ไหว้ไม่ดูแลผีบรรพบุรุษ หรือริรับผีมาเลี้ยงไว้แต่เลี้ยงดูไม่ดี...พอมันผู้นั้นตายไปก็จะตกสู่อบายภูมิเป็นผีกะ เป็นวิญญาณผีเร่ร่อน มันจะลุแก่อำนาจก็ต่อเมื่อมีคนเลี้ยงดู คอยเซ่นไหว้ ก่อนจะสิงร่างนั้นได้”

“เมื่อใครถูกผีกะสิง ร่างจะคงเป็นคนหรือผี” เปรื่องถาม

ยังไม่ทันได้คำตอบ เปรื่องก็ถูกไกรลากตัวออกไปทันที เขามองหน้าผินด้วยความเสียดายแต่ไม่กล้าขัดใจเพื่อน

ที่หน้าเรือนของทอง ปันและนวลเดินถือห่อผ้าสัมภาระออกมาส่งให้ไกรกับเปรื่อง พอรู้เรื่องว่าทั้งคู่ไม่ได้กลับอยุธยาแต่จะไปสืบความเกี่ยวกับการตายของทองก็ตกใจ ไกรสั่งกำชับไม่ให้แพร่งพรายเรื่องนี้จนถึงหูของนางแสงเพราะกลัวเป็นทุกข์ ทั้งปันและนวลจำใจพยักหน้ารับแม้ว่าจะเป็นห่วงก็ตาม

ooooooo

ขณะนั้นดอกสร้อยเพิ่งเซ่นไหว้ผีตรงตามคำบอกเล่าของผินทุกอย่าง แล้วเก็บเสื้อผ้าออกเดินทางไปตามหาคำป้อนด้วยความเป็นห่วง

การเดินทางของคณะดอกสร้อยเป็นไปอย่างเชื่องช้า เนื่องจากติดฝนและฟองจันทร์ก็สั่งหยุดพักบ่อยๆโดยอ้างว่าเท้าระบมเดินไม่ไหว ผาและม่อนสองนักดนตรีประจำคณะสบตากันด้วยความเบื่อหน่ายแล้วเอ่ยปากค่อนขอดฟองจันทร์เสียงดังจนเกือบมีเรื่อง

คำป้อนรีบห้ามแล้วสั่งไผ่หาหญ้าไปเลี้ยงวัวระหว่างที่หยุดพัก ฟองจันทร์หงุดหงิดจึงมาลงกับไผ่โดยใช้ให้หาน้ำกินมาเพิ่ม แต่ชายหนุ่มปฏิเสธ ซอมพอเห็นท่าไม่ดีรีบพูดแทรกอาสาทำแทน ฟองจันทร์โมโหก่นด่าไผ่จนเลยเถิดไปถึงดอกสร้อย

“อีดอกสร้อย มันเกลียดแม่เลยยุให้พวกนี้ขวางทางแม่ทุกเรื่อง นังนั่นมันมารยา ยั่วผู้ชายไปทั่ว”

“มันไม่เห็นเกี่ยวกับพี่สร้อยเลยนะแม่ เอาล่ะ...ฉันไปเอาน้ำมาให้แม่เองจ้ะ”

ณ ริมลำธาร ซอมพอวักน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่ พลันรู้สึกว่าเหมือนมีบางสิ่งเคลื่อนเข้าหาตัวเธอทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว หญิงสาวสะดุ้งตกใจรีบหันขวับไปมองแต่ก็ไม่เห็นใคร ก่อนจะชักมีดพกที่ติดตัวออกมาพร้อมทั้งตะโกนท้าทาย

“เอ็งเป็นใครกัน...ออกมา! ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผี ข้าไม่กลัวเอ็งหรอก!”

ซอมพอไม่เห็นใครก็รีบถือกระบอกน้ำจ้ำอ้าวกลับยังจุดพักแรม ไอ้ใบ้นั่นเองที่เป็นคนถ้ำมอง ค่อยๆเดินออกมาจากพุ่มไม้และยืนมองซอมพอด้วยอาการของคนตกหลุมรักอย่างหนัก พรานเวทย์มองลูกน้องยกดอกไม้ขึ้นมาดอมดมราวกับมีความสุขด้วยความหงุดหงิด เขาตวาดสั่งเสียงดัง

“ไปเก็บของได้แล้ว...คืนนี้ข้าต้องล่าผีกะที่ฆ่าลูกเมียให้ได้!”

หลังจากได้ดื่มน้ำสมใจ ฟองจันทร์ก็ยังอิดออดไม่ยอมเดินทางต่อและอ้างว่าหิว ผามองค้อนด้วยความหมั่นไส้

“แม่หญิงอยากกินอะไร บอกอีผาสิเจ้า...อีผาคนงามจะหามาประเคนให้”

“ข้าไม่กินของเอ็งเพราะอาจมียาพิษแทรกซึม...พี่คำป้อน ฉันอยากกินกระรอก พี่ไปยิงมาให้ฉันกินนะ!”

ผากับม่อนแสร้งโวยวายตกใจจนหวิดจะเกิดเรื่องเพราะกล่าวหาว่าฟองจันทร์โดนผีกะสิงจึงอยากถลกหนังกระรอกกินเนื้อสด คำป้อนถอนใจเหนื่อยหน่ายตัดบทสั่งทั้งคู่ให้จัดเตรียมอาหารในระหว่างที่ออกไปล่ากระรอกตามคำสั่งของเมีย

ด้านดอกสร้อยเดินตามหาพ่อจนพลบค่ำ พอเจอชาวบ้านที่ถือของป่าเดินสวนมาจึงได้โอกาสถาม

“น้าจ๊ะ...น้าเห็นพวกจ๊อยซอผ่านมาทางนี้บ้างไหมคะ”

“ข้าเห็นพักแถวชายป่าด้านโน้น แต่นี่มืดแล้ว เอ็งอย่าออกเดินทางเลย...ผ่านไปไม่กี่คืน เกิดราหูอมจันทร์อีกแล้ว!”

ดอกสร้อยแหงนหน้ามองท้องฟ้า เห็นเงาราหูเริ่มจะกลืนกินดวงจันทร์ก็หวั่นใจว่าจะเกิดเหตุร้ายกับคำป้อน ด้วยความเคยชินที่กราบไหว้บูชาผีมาตลอดจึงยกมือขึ้นพนม

“ข้าขอกราบไหว้ภูตผีไพรในป่าแห่งนี้...จงช่วยคุ้มครองให้พ่อปลอดภัย ลูกยินดีเซ่นไหว้บูชาผีไพรจ้ะ”

เสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่นเหมือนเป็นการตอบรับ

คำขอนั่น ดอกสร้อยเร่งฝีเท้าออกเดินตามหาพ่ออย่างไม่ลดละ

ooooooo

เวลานั้น ไกรกับเปรื่องควบม้ารอนแรมมาถึงกลางป่าใกล้เขลางค์นคร จู่ๆเปรื่องก็เอ่ยเตือน

“ราหูกินจันทร์ถึงสองคราในยามไม่ไกลกันนัก...ข้าหวั่นใจว่าเป็นลางร้าย เราค้างแรมเสียก่อน รอเดือนตกตะวันรุ่งแล้วค่อยไปต่อ ข้าพกวิชามาเอาตัวรอดได้ จะมีห่วงก็แต่เอ็ง”

“ข้าไม่เคยเสียเชิงกลัวสิ่งใด ต่อให้ราหูกินเดือนกินดาวหมดฟ้า...ข้าก็จะประจัญไป!”

เปรื่องฟังแล้วได้แต่ส่ายหัวกับความดื้อของเพื่อนจำต้องควบขี่ม้าตามไป...

ขณะนั้นที่กลางป่า พรานเวทย์กับไอ้ใบ้มาดักจับผีกะ พรานเวทย์ส่งสายสิญจน์ที่ทำด้วยฝ้ายให้ลูกน้องและกำชับเสียงเข้ม

“เอ็งเอาสายสิญจน์อาคมไปขึงดักทางไว้ ในคืนวิบัตินี้แหละ วิญญาณมันจะลอยลมมาติดกับ!”

ไอ้ใบ้พยักหน้ารับแล้วเอาสายสิญจน์ไปขึงทันที พรานเวทย์เงยหน้ามองฟ้าด้วยความมั่นใจว่าจะจับผีกะได้อีกครา ครั้นพอราหูเคลื่อนเข้าหาดวงจันทร์ได้เสี้ยวหนึ่งก็เกิดลมพัดกระหน่ำที่ดงป่าไผ่...เพียงครู่เดียวก็หยุดนิ่ง เงาของผีกะตนหนึ่งเคลื่อนตัวอยู่ที่พื้นก่อนจะถูกดูดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ป่าไผ่สะเทือนด้วยแรงลมอีกครั้ง

ระหว่างนั้นที่ชายป่า ดอกสร้อยถือคบไฟเดินตามหาคำป้อนท่ามกลางลมพัดกระโชก หญิงสาวรู้สึกหวาดกลัวหันมองไปรอบๆ และแล้วคบไฟก็ดับลงอย่างกะทันหัน หญิงสาวโยนมันทิ้งแล้วรีบวิ่งตรงไปข้างหน้า...

ฟองจันทร์แปลกใจที่จู่ๆอากาศรอบข้างเกิดความแปรปรวนราวกับจะเกิดเหตุเภทภัย จึงสั่งให้ซอมพอและคนอื่นๆในคณะช่วยกันหยิบฉวยของสำคัญแล้วไปหลบลมพายุที่ใต้ต้นไม้ ซอมพอนึกเป็นห่วงพ่อจึงขอร้องไผ่กับม่อนให้ออกตามหา

ที่กลางป่า คำป้อนล่ากระรอกมาได้จำนวนหนึ่งแล้ว กำลังจะเดินกลับที่พักแต่แรงลมซัดหนักจนเขาแทบทรงตัวไม่อยู่ ดอกสร้อยวิ่งฝ่าลมพายุมาทันเห็นหลังของพ่อในระยะไกล หญิงสาวดีใจเกือบตะโกนเรียกพ่อแต่แล้วมองเห็นวิญญาณสีดำเคลื่อนผ่านด้านหลังของคำป้อนไปอย่างรวดเร็ว ดอกสร้อยตกตะลึงไม่ทันเอ่ยปากเรียกคำป้อน พอได้สติจึงเร่งฝีเท้าติดตาม

ooooooo

ที่กลางป่า พรานเวทย์บริกรรมคาถาท่ามกลางลมพายุพัดกระหน่ำ ไอ้ใบ้มองเห็นวิญญาณผีกะถูกดูดมาติดกับสายสิญจน์พยายามดิ้นเท่าไรก็ไม่หลุดจึงส่งสัญญาณให้พรานเวทย์รับรู้ วิญญาณผีกะจ้องมองเขาด้วยความกลัว

“เอ็งทำอะไรลูกเมียข้า...บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าทำอะไรลูกเมียข้า!”

ผีกะจ้องมองพรานเวทย์ส่ายหน้าไม่ตอบ พรานเวทย์บริกรรมคาถาแล้วเป่ามนตร์ตรงหน้าเกิดเป็นเปลวไฟลุกไหม้สายสิญจน์ ทำให้ผีร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด ก่อนจะเกิดภาพนิมิตในอดีตที่บ้านพรานเวทย์ ขณะนั้นเมียเขากำลังอุ้มลูกอยู่หน้าเตาไฟบนบ้าน พลันได้ยินเสียงคนเดินขึ้นมาก็ร้องถาม

“พี่เวทย์กลับมาแล้วหรือจ๊ะ”

ไม่มีเสียงตอบ...นอกจากเงาของผีกะตนหนึ่งคลานเข้ามาแล้วพุ่งตรงไปหาเมียพรานเวทย์เพื่อกัดกินร่างอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของลูกชาย แต่เพียงครู่เดียว เงาผีกะตนเดิมก็ทาบทับร่างเด็กน้อยที่น่าสงสาร พร้อมๆกับเสียงที่หายไป

พรานเวทย์จ้องมองภาพนิมิตนั้นด้วยความโกรธจัด ก่อนจะตะโกนลั่น

“กูจะฆ่ามึง...แต่ก่อนจะตาย กูจะให้มึงทรมานเหมือนกับที่ทำกับลูกเมียกู!”

เสียงบริกรรมคาถาดังขึ้นก่อนจะเกิดเปลวไฟภายในตัวผีกะที่ร้องโหยหวน พรานเวทย์ยืนมองด้วยความสะใจ...

อีกด้านหนึ่งของป่า ไกรควบม้ามาอย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดอย่างกะทันหัน เขากระโดดลงจากหลังม้าโดยมีเปรื่องตามมาด้วยความแปลกใจ

“ไอ้เปรื่อง...ข้าได้กลิ่นสาบ!”

เปรื่องหลับตาบริกรรมคาถาจับความรู้สึกว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงครู่เดียวก็ได้ความ

“คนมีคาถาไสยเวทย์กำลังปลุกอาคมเล่นของ...ใส่วิชาจับวิญญาณ...ไอ้ไกร เอ็งต้องเลี่ยงห่างไว้”

เมื่อเปรื่องลืมตาขึ้น ไกรก็หายตัวไปแล้ว...ชายหนุ่มมองหาเพื่อนไปรอบๆด้วยความเป็นห่วง

ห่างออกไปไม่ไกลนัก ไกรเดินตามกลิ่นสาบเข้าไปในป่าเพื่อค้นหาว่ามันเป็นกลิ่นของอะไร ทันใดนั้น เขาก็ถูกดอกสร้อยที่วิ่งหนีกระเซอะกระเซิงด้วยความกลัวจากเสียงร้องโหยหวนของผีกะมาชนเข้า ไกรตกอยู่ในภวังค์เมื่อเห็นหน้าดอกสร้อยอย่างชัดเจน...เขาจ้องหน้าเธอพลางนึกถึงเหตุการณ์ในความฝัน

“ข้าเคยพบหน้าเอ็งมาก่อน...เอ็งเป็นใคร กำลังหนีใครมา...”

ดอกสร้อยไม่ตอบพยายามเบี่ยงตัวหนี จังหวะนั้นไผ่ตามมาเจอพอดีตะโกนสั่งไม่ให้แตะตัวหญิงสาวพร้อมกับปราดเข้าต่อยทันที ไกรไม่ทันตั้งตัวก็ล้มลงและพยายามจะบอกความจริง แต่ไผ่ไม่ฟัง...มุ่งตะบันหน้าไกรด้วยความโกรธ ดอกสร้อยเห็นว่าเหตุการณ์จะบานปลายจึงตะโกนห้ามและอธิบายว่าไกรไม่ได้ทำร้ายเธอ

ไผ่ชะงัก ดอกสร้อยรีบรั้งตัวเขาออกมา ไผ่ชี้หน้าถามไกรว่าเป็นใคร พอรู้ว่าไม่ใช่คนบ้านเดียวกันก็ตัดบทไม่ให้มายุ่งกับดอกสร้อยอีก ไกรมองตามดอกสร้อยที่ถูกไผ่ลากตัวออกไปอย่างงุนงง เปรื่องวิ่งกระหืดกระหอบตามเพื่อนจนทัน เห็นรอยฟกช้ำบนใบหน้าไกรก็ตกใจและต่อว่าไม่ควรหนีมาคนเดียวเพราะในป่านี้มีบางสิ่งน่ากลัว ไกรหงุดหงิดที่โดนต่อยจึงเล่าว่า

“มีไอ้ระยำนั่นคนหนึ่ง ไม่ทันบอกความถามไถ่... ด่วนมาต่อยข้า โชคดีที่ยังจับความได้ว่าแม่หญิงคนที่วิ่งมาชนนั้นชื่อดอกสร้อย หน้าละม้ายคล้ายคลึงหญิงที่ข้าเคยฝันใต้ต้นปีบ”

“เอ็งอย่าใจเร็วนัก ชะล่าไว้เสียนิด ข้าจำคำน้าผินฝังลงใจ อิทธิฤทธิ์ผีกะมันร้ายนัก มันล่อตามาสิงในร่างหญิงนั่น”

เปรื่องเตือนสติเพื่อน...ไกรไม่โต้แย้งแต่คิดตามและไม่นึกเกรงกลัวเพราะไม่เชื่อว่าดอกสร้อยเป็นผี...

ooooooo

ไผ่แปลกใจที่เจอดอกสร้อยกลางป่า หญิงสาวจึงเล่าความฝันให้ฟังและย้ำว่าเป็นห่วงพ่อเลยตามมา ไผ่หน้าเสียนึกขึ้นได้ว่ายังตามหาตัวคำป้อนไม่เจอ จึงเล่าว่าฟองจันทร์ใช้คำป้อนไปจับกระรอก ซอมพอเป็นห่วงเลยขอร้องให้เขาตามหา

“ฉันเป็นห่วงพ่อ แต่เมื่อกี้เห็นพ่อเดินผ่านไปทางโน้น ฉันเรียกแต่พ่อไม่ได้ยิน รีบไปตามหาพ่อกันเถอะ!”

ทั้งคู่เร่งฝีเท้าออกตามหาคำป้อนทันที คล้อยหลังไม่นาน ดอกสร้อยได้ยินเสียงร้องโหยหวนของผีกะ จึงทรุดตัวลงนั่งปิดหูด้วยความกลัว ไผ่ประคองกอดปลอบใจให้คลายความกลัว

ที่กลางป่า พรานเวทย์ยืนมองร่างของผีกะที่ถูกเปลวไฟเผาผลาญอย่างสะใจ ก่อนจะตะโกนสั่งไอ้ใบ้ให้ส่งมีดหมอลงอาคม ผีกะมองเห็นไฟอาคมบนมีดก็หวาดกลัว อ้อนวอนขอร้องให้ปล่อยตัว พรานเวทย์แสยะยิ้มแล้วจ้วงแทงกลางอกของวิญญาณผีกะ เปลวไฟในตัวมันสว่างวาบขึ้น ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดทุกข์ทรมานเจียนตายอีกครั้ง

“วิญญาณมึงต้องดับสูญไปกับลูกเมียของข้า! ไอ้ใบ้เอาหม้ออาคมมา!”

ผีกะฉวยจังหวะที่พรานเวทย์หันไปสั่งการกับไอ้ใบ้รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายถลาไปบีบคอเขา ไอ้ใบ้ตกตะลึงทำอะไรไม่ถูกยืนมองด้วยความตกใจ ผีกะออกแรงสู้ความเจ็บปวดในร่างกาย จนกระทั่งมีดหมอในมือพรานเวทย์ตกพื้น ไฟอาคมในตัวผีกะเริ่มเสื่อมคลายจนสามารถกระชากสายสิญจน์ขาดกระจุย

ไอ้ใบ้ตกใจกลัวรีบถอยห่าง ผีกะคลานเข้าหาพรานเวทย์อย่างรวดเร็ว กระชากหัวเขาขึ้นมา แต่แล้วมือพรานเวทย์ก็คว้ามีดหมอที่ซ่อนในเอวออกมาแทงกลางหัวผีกะจนมันร้องลั่นอย่างเจ็บปวด พรานเวทย์เพิ่มพลังกดแทงทำให้วิญญาณผีกะสลายร่างเป็นดวงวิญญาณสีดำในกำมือเขา ไอ้ใบ้ได้สติรีบส่งหม้ออาคมเพื่อกักขังวิญญาณนั่นภายใต้ผ้ายันต์

“ไอ้ใบ้ เอ็งเร่งเอาหม้อนี้ไปฝังที่ป่าปลายตีน ก่อนราหูจะกินจันทร์หมดดวง หากปล่อยเวลาล่วงเลยไปจะทำให้มันมีฤทธิ์เดชแรงกล้า”

พรานเวทย์สั่งความเสร็จก็ทรุดตัวหมดแรง ไอ้ใบ้รีบวิ่งพาหม้อไปตามคำสั่งพลางแหงนหน้าดูดวงจันทร์ พอเห็นราหูกินจันทร์ไปมากโขก็เกิดความกลัวเร่งฝีเท้าจนสะดุดขอนไม้ล้มลง หม้ออาคมลอยหลุดมือแต่ไม่แตก ไอ้ใบ้ดีใจรีบลุกขึ้น แต่แล้วมีกิ่งไม้ใหญ่ตกจากต้นลงกระแทก
หม้อแตกต่อหน้า เสียงฟ้าคำรามพร้อมกับร่างผีกะหลุดออกจากหม้อ

ไอ้ใบ้ผงะตกใจรีบคว้าผ้ายันต์เพื่อใช้ป้องกันตัว แต่ผีกะก็หายตัวไปแล้ว

ด้านดอกสร้อยกับไผ่กู่เรียกหาคำป้อนไปทั่วบริเวณ คำป้อนกำลังหลงทางได้ยินเสียงร้องเรียกของดอกสร้อยก็แปลกใจ รีบวิ่งไปยังต้นเสียงนั่นทันที

“ลูกสร้อย...พ่ออยู่นี่!”

ไผ่กับดอกสร้อยได้ยินเสียงคำป้อนเลยรีบวิ่งไปดู แต่ไผ่โชคร้ายถูกกับดักสัตว์เล่นงาน ดอกสร้อยละล้าละลังด้วยความเป็นห่วงทั้งพ่อและเพื่อน ไผ่เลยตัดสินใจให้ทิ้งเขาไว้ก่อนเพราะความปลอดภัยของคำป้อนสำคัญกว่า

ooooooo
ที่ชายป่า ดวงวิญญาณผีกะหนีการไล่ล่าของพรานเวทย์มาชนกับคำป้อน มันแสยะยิ้มกระชากกระรอกในมือคำป้อนทิ้งและคลานเข้าหาอย่างรวดเร็ว ดอกสร้อยตามมาทันพอดี

“อย่านะ...อย่าทำอะไรพ่อฉัน! ฉันไหว้ล่ะ...อย่าทำพ่อฉันเลย จะให้ฉันทำอะไร ฉันยอมทุกอย่าง”

ผีกะหันขวับจ้องมองดอกสร้อย เสียงสวดกราบไหว้ขอพรจากหญิงสาวในอดีตเหมือนเป็นดั่งคำสัญญาก็ดังขึ้น

“ข้าขอกราบไหว้ภูตผีไพรในป่าแห่งนี้ จงช่วยปกปักให้พ่อปลอดภัย ลูกยินดีเซ่นไหว้บูชา”

ดอกสร้อยมองผีกะที่เคลื่อนตัวเข้ามาหา...คำป้อนมองลูกสาวด้วยความเป็นห่วง หญิงสาวหลบหน้าผีกะด้วยความกลัว เสียงเนิบนาบของมันก็ดังขึ้นราวกับทวงสัญญา

“เอ็งต้องเลี้ยงดูข้า...เอ็งเคยสัญญากับข้าไว้”

คำป้อนละล่ำละลักร้องห้ามลูกสาวไม่ให้ตอบรับ ผีกะรับรู้ว่าพรานเวทย์กำลังเข้ามาใกล้จึงสำทับอีกครั้ง

“เอ็งบูชาข้า...เลี้ยงดูข้า...ข้าจะตอบแทนเอ็ง”

ดอกสร้อยมองผีกะและตัดสินใจยอมให้มันสิงสู่ในตัวเธอเพื่อความอยู่รอดของทุกคน...

ในขณะที่ราหูอมจันทร์เต็มดวง ไกรก็ได้ยินเสียงหญิงสาวร้องดังขึ้น ชายหนุ่มวิ่งกระโจนตามเสียงทันที เมื่อเข้ามาถึงบริเวณที่ดอกสร้อยอยู่กับผีกะ ราหูก็เคลื่อนออกจากดวงจันทร์กลับสว่างเหมือนเดิม ไกรกลับไม่เจอใครที่นั่นแล้ว ครั้นมองไปรอบๆก็เห็นหลังดอกสร้อยวิ่งอยู่ไกลๆจึงวิ่งตาม

คำป้อนจูงมือดอกสร้อยวิ่งหนี แต่แล้วพบกับพรานเวทย์ถือมีดยืนขวางทาง หญิงสาวตกใจมากร้องเรียกคำป้อนให้ช่วยเหลือ พรานเวทย์เดินตรงเข้าหาและกระชับมีดหมอในมือมั่น แต่แล้วมีมือของไกรเข้ามาดึงตัวดอกสร้อยหลบคมมีดได้อย่างฉิวเฉียด หญิงสาวแปลกใจที่ไกรมาช่วยอีกครั้ง คำป้อนฉวยโอกาสนั้นจูงมือพาลูกสาวหนี

พรานเวทย์จะไล่ตามดอกสร้อยแต่ไกรขวางไว้และเข้าต่อสู้จนมีชัย

“เอ็งใจอัปรีย์ร้อยเดรัจฉาน ประสงค์มุ่งร้ายแม่หญิงไม่มีทางสู้”

“มันเป็นผี...แม่หญิงโดนผีกะเข้าสิง!”

ไกรตกใจยืนอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน พรานเวทย์จึงฉวยโอกาสแย่งมีดหมอคืนแล้วรีบวิ่งหนีไป...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

#ทีมอำพน เตรียมฟิน "ก๊อต" สารภาพความในใจ "นุ่น" ใน "กระเช้าสีดา"

#ทีมอำพน เตรียมฟิน "ก๊อต" สารภาพความในใจ "นุ่น" ใน "กระเช้าสีดา"
12 พ.ค. 2564

05:15 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2564 เวลา 05:59 น.