ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    สารวัตรเถื่อน

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "สารวัตรเถื่อน" ได้ "เคลลี่" ประกบ "เกรซ"






    ยาเสพติดไม่เคยให้คุณแก่ใคร แต่ยังมีผู้คนมากมายที่ยอมตกเป็นทาสของมัน เพียงเพราะมันนำมาซึ่งความร่ำรวยแก่ผู้ขาย และความทุกข์ระทมสำหรับผู้เสพติด

    ณ บ้านร้างกลางทุ่ง เวลากลางคืน มีรถยนต์คันหนึ่งจอดซุ่มอยู่ในความมืด ในรถมีชายสองคนนั่งอยู่โดยพยายามสงบนิ่งมากที่สุด คนแรกคือจ่าเที่ยง ตำรวจกลางคนไฟแรงแห่งเมืองวัฒนานิมิต กับอีกคนคือสารวัตรเชษฐ์ ตำรวจหนุ่มอนาคตไกล เขาทั้งคู่ติดตามกลุ่มคนร้ายที่กำลังปฏิบัติภารกิจชั่ว

    ในขณะนั้นเองมีรถตู้คันหนึ่งแล่นมาตามทางแล้วจอดลงที่หน้าบ้านร้าง เมื่อประตูเปิดออก กลุ่มชายฉกรรจ์ที่มีอาวุธสงครามครบมือ ก็ผลักหญิงหนึ่งคนกับชายอีกสองคนที่ถูกมัดมือติดกันไว้ลงมาจากรถ

    “ที่นี่ที่ไหนน่ะ พวกแกจะทำอะไรพวกฉัน ขอร้องนะ ปล่อยพวกฉันไปเถอะ ถ้าอยากได้อะไรก็บอกมาเลย จะกี่ไร่ หรืออะไรที่ฉันมี ฉันยกให้หมด ขอแค่อย่าทำอะไรพวกฉันเท่านั้นแหละ”

    “หมดเวลาต่อรองแล้วเจ๊ ตอนนี้แค่ทำตามคำสั่ง บอกให้ทำอะไรก็ทำ เข้าไปข้างในได้แล้ว” นักรบตวาด เขาเป็นอดีตนักฆ่าฝีมือดีของหน่วยบราโว่ ถูกปลดประจำการเพราะความโรคจิต จึงมาทำงานให้เจ้าพ่อทรงยศ มาเฟียค้ายาเสพติดในเมืองนี้

    กลุ่มตัวประกันอิดออดไม่ยอมทำตามคำสั่ง แต่เมื่อเห็นนักรบยิงปืนขู่ที่พื้น ทุกคนก็รีบเดินเข้าไปอย่างลนลาน หลังจากนั้นชายฉกรรจ์อีกคนใช้แม่กุญแจล็อกประตูขังพวกเขาไว้

    จ่าเที่ยงมองดูอย่างเริ่มกังวลใจ พร้อมกับพูดว่า

    “ทำไงดีล่ะสารวัตร ขืนรอช้าพวกนั้นไม่รอดแน่ๆ ฮึ้ย...ทำไมธนสารยังไม่เอากำลังเสริมมาซะทีเนี่ย”

    “จ่าเที่ยง ฉันว่าธนสารไม่มาแล้วล่ะ แล้วเราก็คงรอต่อไปไม่ได้แล้วด้วย ชีวิตคนสำคัญที่สุด ยังไงเราก็ต้องลุย”

    พ.ต.ท.เชษฐ์ รู้ทันทีว่าธนสารหักหลังไม่มาช่วยตนแล้ว แต่ด้วยหน้าที่การปกป้องคนบริสุทธิ์ให้พ้นภัย เขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยตัวประกันทั้งหมด

    สารวัตรเชษฐ์ยกปืนขึ้นมา ปลดเซฟแล้วเปิดประตูรถออกไปโดยมีจ่าเที่ยงก้าวตามไปติดๆ

    นางประหลาดกับญาติชายอีกสองคนมองไปรอบห้องอย่างตื่นกลัว ทั้งสามพยายามหาทางออก แต่ประตูหน้าต่างทุกบานปิดหมด พวกเขามั่นใจว่ากลุ่มคนพวกนั้นต้องฆ่าทุกคน

    ญาติชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “แกนะแก นางประหลาด บอกแล้วให้ขายที่ให้พวกมันไปก็ไม่เชื่อ มัวแต่ดื้ออยู่ได้ เลยดวงจู๋กันไปหมดเลยเห็นไหม”

    “ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันจะเล่นแรงกันแบบนี้ ถ้ารู้ว่าต้องเจอแบบนี้ ฉันขายให้มันตั้งแต่ทีแรกแล้ว มันจะเอาไปปลูกกัญชาหรือปลูกอะไรก็จะไม่คิดมากให้เปลืองสมองหรอก”

    ตัวนางประหลาดเองก็ไม่รู้ว่ามันจะเลยเถิดมาถึงขนาดนี้ เธอบอกให้ผู้ร่วมชะตากรรมหาทางหนีดีกว่ามาทะเลาะกัน

    ที่หน้าบ้าน ชายฉกรรจ์ทั้งหมดยืนหน้ากระดานรอคำสั่งยิงจากนักรบ จังหวะนั้นเอง ประตูด้านหลังก็ถูกถีบเข้ามาจนพัง ตัวประกันที่อยู่ด้านในหันขวับไปอย่างตกใจสุดขีด ทั้งหมดเห็นชายร่างสูง ผิวเข้ม ก้าวเข้ามา ทั้งสามรีบถอยหนี แต่ชายคนนั้นบอกว่าเขามาช่วย ให้รีบหนีไปทางด้านหลังโดยเร็ว ทุกคนจึงทำตาม

    นักรบมองเพ่งไปที่บ้าน แล้วประกาศให้ลูกน้องลั่นกระสุน เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว ส่วนภายในบ้านยมหรือธนุส นิราลัย หัวหน้าหน่วยรบพิเศษบราโว่ กำลังดันนางประหลาดให้ก้มหลบวิถีกระสุน ในขณะที่ญาติอีก สองคนโดนกระสุนไปคนละหลายนัด

    ทั้งสารวัตรเชษฐ์และจ่าเที่ยงมองการกระทำนั้นอย่างตกตะลึง ยังไม่ทันจะทำอะไร ทั้งคู่ก็เห็นนักรบยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุดยิง ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง ส่วนภายในบ้าน เมื่อเสียงปืนสิ้นสุด นางประหลาดก็ลุกขึ้นมองไปรอบๆอย่างตื่นกลัว สักพักนางก็เห็นญาติสองคนกลายเป็นศพอยู่กลางบ้าน จึงโผเข้าไปหาพร้อมกับร้องไห้โฮ

    ยมเตือนนางให้รีบออกไปทางประตูด้านหลัง ฉิวเฉียดกับเวลาที่ประตูด้านหน้าเปิดออกอีกครั้ง นักรบกับลูกน้องเดินเข้ามาสำรวจผลงาน และพบว่า

    “อู้หู...เละไม่มีเหลือ สะใจจริงๆเลยพี่”

    “พี่นักรบ มีศพอยู่ตรงนี้แค่สองศพ นังประหลาดไม่ได้อยู่ในนี้”

    “อะไรนะ เป็นไปได้ไง”

    ทั้งหมดต่างประหลาดใจกับรายงาน นักรบจ้ำพรวดไปที่ประตูด้านหลังซึ่งโดนพังเข้ามาก็รู้ทันทีว่านางประหลาดหนีไปทางนี้

    สารวัตรเชษฐ์และจ่าเที่ยงยังคงซุ่มดูอยู่ที่เดิม เมื่อเห็นมีคนสองคนวิ่งออกมาขึ้นมอเตอร์ไซค์ สารวัตรสั่งการให้จ่าเที่ยงไปตามกำลังมาเสริมด่วน ส่วนตัวเองรีบขับรถตามออกไป

    ที่รถตู้นอกบ้าน นักรบกับพวกยืนมองไปรอบๆ ทันใดนั้น นักรบก็เห็นมอเตอร์ไซค์แล่นห่างออกไป เขาแปลกใจที่มีคนมาช่วยนางประหลาด จึงสั่งลูกน้องให้รีบติดตามไป

    มอเตอร์ไซค์แล่นทะยานมาตามถนน ก่อนที่จะเห็นว่ามีรถขับไล่กวดมา นางประหลาดรีบบอกมีคนตาม ยมจึงเร่งเครื่องหนี แต่รถคันนั้นก็ตามมาไม่ลดละ

    “แกมันพวกไหนวะ” เชษฐ์เหยียบคันเร่ง

    ข้างหน้าเป็นทางแยก รถมอเตอร์ไซค์แล่นผ่าน รถของเชษฐ์ตามติดมาถึงตรงกลางทางแยก ทันใดนั้นมีแสงไฟสาดเข้ามาด้านข้างรถ เชษฐ์หันไปมองด้วยสีหน้าตกใจ รถบรรทุกพุ่งเข้าชนรถของเชษฐ์อย่างจังเสียงดังสนั่น

    เสียงนั้นทำให้ยมต้องหยุดมอเตอร์ไซค์แล้วหันไปมอง ใบหน้าเขานิ่ง แต่ดวงตามีหลากหลายอารมณ์อยู่ในนั้น สักพักเขาหักรถกลับแล้วขับตรงไปทันที

    รถตู้ของนักรบและพวกแล่นเข้ามาจอดอีกด้านของถนน ทั้งหมดลงมาจากรถ แล้วยืนมองรถของเชษฐ์ที่ไฟลุกท่วมทั้งคัน ลูกน้องคนหนึ่งทำหน้าทะเล้นหยิบมือถือออกมาถ่ายภาพนั้นไว้ นักรบมองไปอีกด้านของถนนเห็นท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของยมแล่นหายไปไกลๆ เขาเพ่งมองอย่างโกรธแค้น

    ooooooo

    คืนต่อมาที่ศาลาสวดศพ แขกเริ่มทยอยมาที่งาน โดยมีพิไร ภรรยาของสารวัตรเชษฐ์คอยต้อนรับ จ่าเที่ยงแยกออกมานั่งด้านนอกศาลา ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ตามลำพัง ทั้งโกรธแค้นและเศร้าใจ

    พ.ต.ต.ธนสารกับจ่าแหลม ลูกน้องคนสนิทเดินเข้ามาในชุดตำรวจเต็มยศ ผ่านหน้าจ่าเที่ยงไป จ่าเที่ยงเรียกให้ทั้งสองหยุด

    “ธนสาร เมื่อคืนคุณหายไปไหนมา ทำไมไม่นำกำลังไปสมทบตามแผน เพราะคุณ คนบริสุทธิ์ถึงต้องตายไปสองคน แล้วที่แย่ที่สุด ตำรวจดีๆอย่างสารวัตรเชษฐ์ ก็ต้องพลอยมาตายไปด้วย”

    “ผมมีภารกิจด่วน ไม่คิดว่าสารวัตรกับจ่าจะรีบร้อนลงมือจนเกิดเป็นเรื่องแบบนี้ ถ้าจะโทษว่าเป็นความผิดใคร ก็สารวัตรเชษฐ์กับจ่านั่นแหละ ที่รนหาเรื่องเอง”

    จ่าเที่ยงโผเข้ากระชากคอธนสาร จ่าแหลมรีบขวางไว้ พร้อมกับแกะมือจ่าเที่ยงออกจากคอธนสาร แต่ธนสารไม่อยากมีเรื่อง จึงบอกยกโทษให้เพราะเห็นใจที่ลูกพี่เพิ่งตาย จ่าแหลมได้ทีเรียกธนสารเป็นท่านสารวัตรใหญ่ จ่าเที่ยงหันขวับไปมองหน้าจ่าแหลมอย่างไม่ชอบใจ

    ขณะนั้นเองมีรถเบนซ์คันหนึ่งแล่นเข้ามาจอด ทรงยศในชุดสูทโก้ก้าวลงจากรถเดินเข้ามาหาพิไรในศาลาเพื่อแสดงความเสียใจ พร้อมมอบซองขาวที่เตรียมไว้ส่งให้พิไร แล้วบอกลาเนื่องจากมีอีกงานต้องไป แต่ก็ต้องหยุดเมื่อจ่าเที่ยงเข้ามาขวางไว้ พร้อมกับถามว่า

    “จะรีบไปไหนล่ะเสี่ย ไม่อยู่ฟังสวดสักหน่อยเหรอ”

    “อ้อ จ่าเที่ยงนั่นเอง ตอนนี้สารวัตรเชษฐ์ไม่อยู่แล้ว ท่าทางจากนี้ไปจ่าต้องเหนื่อยหนักหน่อยแล้วล่ะ”

    “รู้ไหมอย่างแรกที่ผมจะทำคืออะไร...หาคนที่ฆ่าสารวัตรเชษฐ์ไง”

    ทรงยศไม่สนใจพร้อมกับบอกว่าไม่เกี่ยวกับตนเอง

    “เกี่ยวสิครับ ในเมื่อผมแว่วๆมาว่ารถที่ขับชนสารวัตรเชษฐ์น่ะเป็นรถของบริษัทเสี่ย ซึ่งก็น่าจะจริงซะด้วย เพราะแถวนี้ก็มีแต่รถบริษัทเสี่ยเท่านั้นที่วิ่งครองเป็นเจ้าถนนอยู่”

    ทรงยศโกรธจัดสวนกลับว่า “ทำไมพูดพล่อยๆแบบนี้ล่ะจ่า หลักฐานอะไรก็ไม่มี อยู่ๆมาปรักปรำกันหน้าตาเฉย แต่ยังไงผมอยากเตือนไว้หน่อย หัดสงบจิตสงบใจไว้บ้าง ชีวิตจ่ายังมีค่า คิดมากไป เดี๋ยวพลอยเป็นอะไรไปอีกคน”

    เมื่อพูดจบก็ขึ้นรถออกไปทันที จ่าเที่ยงมองตาม อย่างโกรธแค้น พิไรเดินเข้ามาหาอย่างเข้าใจความรู้สึก

    “ปล่อยเขาไปเถอะพี่ กรรมน่ะไม่เคยยกเว้นให้ใครหรอก ใครทำกรรมอะไรไว้ ก็ต้องชดใช้กรรมนั้น”

    ไม่ไกลกันนั้น ธนสารกับจ่าแหลมยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่

    หลังจากออกจากวัด ทรงยศโทร.หาใครบางคน โดยย้ำกับปลายสายถึงการตายของสารวัตรเชษฐ์ที่จะไม่มีวันฟื้นขึ้นมาขัดขวางงานได้อีกต่อไป ส่วนตำรวจที่เหลืออยู่ก็ไม่มีอำนาจใดๆแล้ว เขามั่นใจในเรื่องนี้ แต่ให้ระวังคนที่จะมารับตำแหน่งแทน ถ้าเป็นเหมือนสารวัตรคนเดิม ก็ต้องหาทางกำจัดออกไปเพื่อจะได้ครอบครองเมืองวัฒนานิมิต

    เมื่อการสวดศพเสร็จสิ้นลง ไฟบางส่วนในศาลาดับลง พิไรเดินออกมาเห็นจ่าเที่ยงนั่งอยู่หน้าศาลาก็แปลกใจ เธอนั่งลงข้างๆเรียกชื่อเขา จ่าเที่ยงได้สติก็ขอโทษในเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้น พิไรเตือนให้เขาเข้าใจว่าเธอไม่คิดโกรธและไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งรู้สึกผิด

    “พี่เที่ยงอย่าโทษตัวเองแบบนี้สิ”

    “ผมชักไม่แน่ใจแล้วล่ะว่างานตำรวจที่ทำมาตลอดเนี่ยจะทำให้เมืองนี้มันสะอาดขึ้นมาได้จริงๆ ไม่แน่นะ... ผมอาจลาออกจากอาชีพตำรวจ”

    “ทำไมพูดแบบนี้ล่ะพี่เที่ยง”

    “ในเมื่อไม่มีสารวัตรเชษฐ์แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอยู่ต่อ เมืองนี้มันมีแต่จะแย่ลงๆเท่านั้น ตราบใดที่เรายังจัดการคนอย่างนายทรงยศกับพวกไม่ได้”

    “ก็เพราะเชษฐ์ไม่อยู่แล้วนี่แหละ พี่เที่ยงเลยต้องสานงานของเชษฐ์ต่อ จับคนเลวมาลงโทษให้ได้ สัญญากับพิไรได้ไหม”

    จ่าเที่ยงนิ่งคิดก่อนที่จะมองหน้าพิไรและตอบอย่างตัดสินใจจะสู้ต่อ พิไรดีใจที่เขาคิดแบบนั้น ทั้งคู่ลุกขึ้น เดินไปด้วยกัน จ่าเที่ยงไม่เห็นด้วยที่เธอจะอยู่เมืองนี้ต่อไป เพราะมันเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไม่เหมาะกับผู้หญิงเช่นเธอ พิไรมองหน้าจ่าเที่ยงอย่างพิจารณากับคำพูดด้วยความเป็นห่วงนี้

    ooooooo

    คืนเดียวกัน บรรยากาศหน้าถาวรพาราไดซ์ โรงแรมชื่อดังประจำเมืองเต็มไปด้วยแสงสีแพรวพราว ระมาด มือขวาของทรงยศยืนอยู่กับนักรบ กุ่ยช่าย และลูกน้องอีกสามคน

    ระมาดโมโหที่ยังไม่สามารถหามอเตอร์ไซค์ของยมได้ ทั้งที่มีลูกน้องและสายมากมายในเมือง กุ่ยช่ายกับลูกน้องเหล่มองนักรบแบบไม่ค่อยเชื่อในฝีมือ ทำให้นักรบต้องแก้เกี้ยวว่าถึงไม่รู้ว่าใครช่วยตัวประกันไปได้ แต่เหตุการณ์นี้ทำให้สารวัตรเชษฐ์ที่เป็นขวากหนามมานานตายไปได้ ระมาดย้ำงานหน้าต้องไม่พลาด แล้วก็เดินออกไป ในจังหวะเดียวกันยมถือกระเป๋าเดินทางก้าวเข้ามาในโรงแรม

    ที่ทางเข้าบาร์แองเจิ้ลของโรงแรม ขนุนและน้อยหน่า สาวสวยจี๊ดจ๊าดสองคนยืนต้อนรับลูกค้าอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า ระมาดกับลูกน้องอีกห้าคนเดินมาถึง ทั้งขนุนและน้อยหน่ารีบพูดเอาใจว่าจะไปนั่งดื่ม คุยด้วย แต่เป้าหมายของระมาดคือถมทอง ลูกสาวของนายเฮง ถาวร เจ้าของที่นี่ ระมาดมองไปแล้วยิ้มอย่างชื่นชอบในตัวสาวน้อย น้อยหน่ารีบพาระมาดและพวกทั้งหมดเข้าไป ด้านใน

    ภายในบาร์กำลังเปิดเพลงร้องนุ่มๆสบายๆ ถมทองยืนต้อนรับแขกอยู่ ขนุนเดินรี่เข้ามาบอกเรื่องระมาดอยากพบกับเธอ แต่ถมทองไม่ชอบขี้หน้าระมาดจึงปฏิเสธไม่พบ ขนุนร้อนใจไม่รู้จะไปบอกระมาดยังไงดี ประจวบเหมาะกับยมเดินเข้ามา ถมทองหันไปมอง แล้วให้คำตอบกับขนุนว่าเธอไม่ว่าง

    ถมทองเดินไปหายม แกล้งทักทายว่าเขานัดใครไว้หรือเปล่า ยมมองแบบรู้ทันตอบว่ามีคนแนะนำให้มาทานอาหารอร่อย ดนตรีเยี่ยม และมีสาวสวยบริการที่นี่ ถมทองยิ้มยืนยันในคำแนะนำนั้น เธอพาเขาไปนั่งที่โต๊ะ และพูดว่า

    “อาหารร้านนี้ขอบอก จัดจ้านถึงใจทุกอย่างค่ะ”

    ระมาดกับลูกน้องที่นั่งใกล้กันหันไปมองอย่างสนใจ ระมาดมองจ้องอย่างไม่พอใจที่ถมทองให้ความสำคัญกับยมมากกว่าเขา ถมทองเดินมานั่งที่โต๊ะยมและส่งเมนูอาหารให้เขา พูดเชิญชวนให้ลองทานอาหารอร่อยที่นี่

    “เพิ่งมาวัฒนานิมิตครั้งแรกเหรอคะ”

    “ครับ มาเปลี่ยนบรรยากาศ เผื่อปะเหมาะอาจหาที่ทางลงทุนทำธุรกิจเล็กๆสักอย่าง”

    ถมทองตื่นเต้นกับข้อมูลที่ได้ยิน เลียบเคียงถามเขาต่อไปหมายโยงมาเรื่องหัวใจของตน

    “แล้วนี่ไปดูที่ตรงไหนมาบ้างหรือยังคะ”

    จังหวะนั้นเอง ขนุนเดินเข้ามาอีกครั้ง โดยกระซิบว่าระมาดให้มาตามไปพบ ถมทองออกอาการหงุดหงิดให้ขนุนไปบอกระมาดว่าเธอไม่ว่างอย่างเดิม พอพูดจบระมาดก็เข้ามาถึงตัวแล้ว

    ระมาดยืนยันที่จะขอคุยกับถมทอง พร้อมกับคว้าข้อมือดึงไปที่โต๊ะ ถมทองสะบัดมือหนีแต่ระมาดกลับคว้าร่างถมทองเข้าไปกอด เธอพยายามดิ้นหนี ทำให้ยมต้องปิดเมนูวางลงบนโต๊ะ เขาเดินเข้าไปหาระมาดเพื่อให้หยุดการกระทำแบบนั้น ระมาดไม่พอใจ หันมามองตาขวาง มังกร กุ่ยช่ายกับลูกน้องคนอื่นๆรีบเข้ามายืนด้านหลังของระมาดคอยคุ้มกัน

    “ไม่เห็นต้องใช้กำลังกันเลย ทางที่ดี...ปล่อยผู้หญิงซะ”

    “แกมีปัญหาเหรอ”

    ถมทองเข้ามาบอกยมอย่างกังวลใจ กลัวเรื่องบานปลายให้เขารีบออกไป ยมยิ้มอย่างเย็นใจและย้อนกลับไปหยิบกระเป๋าเดินทางเดินออกไป ระมาดมองตามอย่างไม่พอใจ กุ่ยช่ายรีบเอาใจโดยรับปากจะไปจัดการยมแทนให้ แต่พวกลูกน้องอยากโชว์เก่งจึงเอ่ยปากจะไปจัดการให้แทนกุ่ยช่าย

    ลูกน้องของระมาดเดินตามยมออกไป ถมทองมองตามด้วยความเป็นห่วงขยับจะไปช่วย แต่ระมาดจับมือเธอไว้ไม่ให้ยุ่ง

    ยมเดินถือกระเป๋าออกมาอย่างสบายอารมณ์ในขณะที่พวกลูกน้องของระมาดตามมาล้อมหน้าล้อมหลังเอาไว้

    “เฮ้ย! เอ็งจะไปไหนน่ะ กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนสิ”

    “ฮือ? มีอะไรเหรอ”

    “แถวบ้านฉันเวลาหมามันจะกัดกัน มันก็ชอบรุมกัดแบบนี้แหละ”

    ยมถอดแว่นตาดำพร้อมกับพูดท้าทายว่าเขาขอเวลาสิบวินาทีในการจัดการพวกมัน

    ลูกน้องของระมาดมองหน้ากันอย่างงงๆกับการไม่อนาทรของยม ชายคนแรกเงื้อหมัดพุ่งเข้าหา ยมก้มหัวหลบพร้อมกับฟาดกระเป๋าใส่เต็มหน้า และตวัดขาเข้าถีบที่กลางอกของอีกคนที่ตามเข้ามาจนกระเด็นไป จากนั้นยมทิ้งกระเป๋าลงกับพื้น แล้วหันไปคว้าคอคนที่สามเหวี่ยงไปกระแทกกับคนแรกจนล้มลงทั้งคู่ ยมยกนาฬิกาขึ้นดูพบว่าใช้เวลาแค่แปดวินาทีเอง
    แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงมาจากด้านหลัง จ่าเที่ยงเข้ามาพร้อมปืนในมือและให้ทุกคนไปโรงพักในคดีทะเลาะวิวาทกัน กุญแจข้อมือสับเข้าที่มือของยม จ่าเที่ยงมองหน้ายมแล้วปรามไม่ให้สร้างปัญหาเพิ่มที่นี่ ผลักเขาให้เดินไปดีๆ

    ooooooo

    ที่สถานีตำรวจวัฒนานิมิต ยมนั่งเป่าฮาโมนิก้าอยู่ในห้องขังร่วมกับลูกน้องของระมาดที่นั่งหน้าปูดตาเขียวรวมกันอยู่อีกฟากหนึ่ง จ่าแหลมไขกุญแจเปิดประตู แล้วบอกกับลูกน้องระมาดว่ามีคนมาประกันตัวแล้ว

    ลูกน้องของระมาดขยับตัวลุกขึ้น ยมหยุดเป่าฮาโมนิก้าและแกล้งเหล่ตามองใส่ดุๆ ทั้งสามชำเลืองมองอย่างหวาดๆก่อนเดินผ่านไป

    ในห้องทำงานตำรวจ มังกรและกุ่ยช่ายยืนอยู่กับธนสาร ส่วนระมาดกำลังพูดตัดพ้อว่า

    “ที่จริงเรื่องเล็กๆน้อยๆไม่เห็นต้องจับมาให้เสียเวล่ำเวลากันเลย แปลกนะ ตำรวจโรงพักนี้ชอบยุ่งวุ่นวายอะไรก็ไม่รู้ กระจุ๊กกระจิ๊กไม่เข้าเรื่อง”

    “ก็แค่ตำรวจบางคนเท่านั้นแหละคุณระมาด โทษทีนะที่ทำให้ต้องเสียเวลาน่ะ”

    ขณะเดียวกันเมื่อเห็นลูกน้องเดินเข้ามาแบบจ๋อยๆ ทั้งหมดมองอย่างเซ็งที่โดนซัดเสียน่วม

    “พวกเอ็งนี่ก็ไม่ไหว เลี้ยงไว้เปลืองข้าวสุกจริงๆ”

    เมื่อระมาดกับลูกน้องออกจากโรงพักไป จ่าเที่ยง ตรงเข้ามาคุยกับธนสารอย่างหงุดหงิด พร้อมกับต่อว่าไม่น่าปล่อยตัวไปง่ายๆแบบนี้เลย ธนสารชี้แจงว่ามันเป็นคดีทะเลาะวิวาทธรรมดา และเตือนจ่าเที่ยงอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งจ่าเที่ยงพูดสวนว่า

    “แต่ไอ้พวกนี้มันไม่ได้เพิ่งก่อคดีครั้งแรกนะ ฮึ... เพราะมีคนคอยให้ท้ายพวกมันแบบนี้แหละ พวกมันถึงได้กล้าทำอะไรทุกอย่าง ไม่เคยเกรงกลัวกฎหมาย”

    พอจ่าแหลมได้ยินเช่นนั้น รีบเดินเข้ามาช่วยนาย และเตือนจ่าเที่ยงให้คิดก่อนพูด ไม่เช่นนั้นปากอาจมีสีได้ จ่าเที่ยงท้าให้มาลองต่อยกันดู จ่าแหลมเปลี่ยนท่าทีทันควันแล้วอ้างว่าไม่ชอบใช้กำลัง

    จังหวะนั้นเองมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา ธนสารเดินไปรับสาย เพียงครู่เดียวก็วางสายไม่พูดอะไร จนกระทั่งจ่าแหลมเดินเข้ามากระซิบกระซาบถามว่าใช่เรื่องสารวัตรคนใหม่หรือเปล่า ธนสารพยักหน้าแทนคำตอบ

    หลังจากได้ยินบทสนทนาของคู่ปรับทั้งสอง จ่าเที่ยงต้องเงยหน้าขึ้นอย่างสนใจ คิดอยู่ในใจว่าใครจะมาแทนที่สารวัตรเชษฐ์ไม่ได้ ยมเองก็นั่งฟังอยู่โดยไม่แสดงความรู้สึกใดๆออกมา ก่อนที่จะยกโมนิก้าขึ้นเป่าอีกครั้ง

    ถมทองกระหืดกระหอบขึ้นมายังโรงพักพร้อมร้องเรียกจ่าแหลม จ่าเที่ยงมองตามอย่างคุ้นเคยกันดีจึงถามถมทองว่ามีอะไรให้ช่วยไหม เธอแจ้งว่าต้องการมาประกันตัวยมเนื่องจากเขาช่วยเหลือให้รอดพ้นจากระมาด เมื่อจ่าเที่ยงได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดก็ไขกุญแจเปิดห้องขังปล่อยตัวยมออกมา พูดสำทับไม่ให้มีเรื่องอีก ยมขอบคุณและหยิบกระเป๋าเดินออกไป

    ยมกับถมทองเดินคู่กันมามุ่งหน้าไปตลาดวัฒนานิมิต ระหว่างทางยมขอบคุณถมทองที่มาประกันตัว แต่ถมทองแย้งว่าเธอต่างหากที่ต้องขอบคุณเขา เพราะถ้าเขาไม่ช่วยก็คงไม่ต้องมาเดือดร้อนเช่นนี้ ยมชวนเธอคุยว่าคนเมืองนี้ดูเลือดร้อน มาแค่ไม่ถึงวันก็ได้เรื่องถมทองอธิบายว่าไม่ได้เป็นแบบนั้นกันทั้งหมด ที่ดีๆก็มีอยู่มาก ยมพยักหน้าเห็นด้วยเพราะข้างๆก็มีอยู่หนึ่งคนแล้ว

    ถมทองตอบด้วยยิ้มเขินและเสนอเปิดห้องพักที่โรงแรมให้เป็นการขอบคุณ ยมแหย่เธอว่าไว้ใจเขาด้วยเหรอ ยังไม่ทันรู้จักกันดีเลย

    “คนเราไม่ต้องรู้จักกันนานหรอกค่ะ เห็นที่คุณช่วยเหลือถมเมื่อคืน ก็รู้แล้วล่ะว่าคุณต้องเป็นคนดีแน่” ถมทองตอบ ยมยิ้มรับ ทั้งคู่เดินต่อไปโดยไม่พูดอะไรอีก

    ในห้องพัก ยมยืนมองไปรอบๆด้วยความพอใจที่ห้องน่าอยู่มาก ถมทองเห็นกิริยาเช่นนั้นเลยพูดเชิญให้เขาพักนานแค่ไหนก็ได้ และถ้าอยากได้อะไรเพิ่มให้โทร.แจ้งเพราะเขาเป็นแขกคนพิเศษ ถมทองมองยมเหมือนคิดว่ามีอะไรจะบอกมากกว่านี้ เงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง ยมจึงตัดบทขอตัวอาบน้ำ ถมทองยืนเฉย...สักพักนึกขึ้นได้ เธอยิ้มแก้เก้อแล้วเปิดประตูออกไป แต่ไม่ได้ไปไหนไกล ยืนยิ้มค้างอยู่หน้าห้องนั่นเอง

    ooooooo

    บนโรงพัก ธนสารนั่งเซ็งอยู่ที่โต๊ะตัวเอง จ่าแหลมเดินเข้ามาพร้อมกาแฟสองแก้ว แก้วหนึ่งวางให้ธนสาร อีกแก้วสำหรับตัวเอง จ่าแหลมกระซิบถามธนสารว่ารู้เรื่องใครจะมาเป็นสารวัตรใหญ่คนใหม่หรือยัง

    “ยังเลย ตอนนี้ได้แต่หวังนะว่า สารวัตรคนใหม่คงไม่เป็นแบบสารวัตรเชษฐ์ เถรตรงไม่เข้าเรื่อง ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องตายฟรีแบบนี้หรอก”

    จ่าเที่ยงเดินเข้ามาในโรงพัก เขามองสองคนนั้นอย่างไม่พอใจ ก่อนที่จะเบนสายตาไปทางอื่น ธนสารกับจ่าแหลมก็หันไปมองจ่าเที่ยงเช่นกัน ทำให้เรื่องที่กำลังคุยต้องหยุดลงโดยอัตโนมัติ จ่าเที่ยงเดินผ่านห้องขัง

    เห็นของวางอยู่ในนั้น เขาเพ่งมอง มันคือฮาโมนิก้าของยมนั่นเอง จ่าเที่ยงหยิบมันขึ้นดู ก่อนเดินกลับมาที่โต๊ะตัวเอง และวางมันไว้บนโต๊ะ ส่วนธนสารไม่สนใจยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ

    ธนสารหมายมั่นปั้นมือจะมีพิธีต้อนรับสารวัตรใหญ่คนใหม่อย่างไม่ให้ลืมไปทั้งชาติ จ่าแหลมยิ้มอย่างรู้ความนัย และหัวเราะประสานเสียงกัน จ่าเที่ยงมองสองคนนั่นอย่างหงุดหงิด ก่อนยกหนังสือพิมพ์ขึ้นอ่าน พาดหัวข่าวยังคงให้ความสนใจกับการเสียชีวิตของเชษฐ์ สักพักพลตำรวจ เพื่อนร่วมงานเดินเข้ามายืนข้างๆถามว่า

    “คดีสารวัตรเชษฐ์ เฮียจะเอายังไงต่อล่ะครับ”

    “ถ้าไม่มีใครทำอะไร ฉันจะทำเอง ฉันจะชนกับไอ้พวกที่ฆ่าสารวัตรเชษฐ์ให้มันถึงที่สุด”

    จ่าเที่ยงตอบแล้วลุกขึ้น เดินตรงไปทางออก ธนสารกับจ่าแหลมมองตาม

    จ่าแหลมลุกขึ้นเดินเข้าไปถามยั่วว่าคงจะไปหาเมียลูกพี่เก่า จ่าเที่ยงไม่พอใจหันขวับ พร้อมกระชากคอเสื้อจ่าแหลม สั่งให้หยุดพูดแบบนั้น และเงื้อหมัดจะต่อย ธนสารรีบเข้ามาห้าม เตือนให้ใจเย็นทำงานด้วยกันแท้ๆ จ่าเที่ยงมองหน้าธนสารอย่างรู้กันว่าใครพวกใคร ก่อนหันมามองจ่าแหลมที่ยิ้มกวนๆแล้วผลักเซออกไป จากนั้นก็หันกลับเดินออกจากสถานีตำรวจ

    จ่าเที่ยงเดินอยู่อย่างใจลอย เขาเดินข้ามถนนไปแล้ว ทันใดนั้นมีคนกดแตรรถไล่เสียงดัง เขาชะงักหันไปมอง รถบรรทุกจอดเอี๊ยดตรงหน้าเขาพอดี คนขับรถบรรทุกโวยวาย จ่าเที่ยงยืนนิ่งจ้องมองครุ่นคิด คนขับส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย จ่าเที่ยงออกคำสั่งให้คนขับรถลงมาแล้วถามคาดคั้นว่าจะไปส่งของให้ใคร คนขับรถตอบว่าไม่รู้ทำตามใบสั่งงาน

    อีกฟากหนึ่งของถนน ระมาดยืนอยู่กับมังกรและกุ่ยช่าย ทั้งสามมองดูการกระทำของจ่าเที่ยงอย่างไม่พอใจ ขณะเดียวกันกับที่จ่าเที่ยงมองหน้าคนขับก่อนที่จะพยักหน้าให้ไปได้ คนขับรู้งานรีบวิ่งไปขึ้นรถและขับออกไป จ่าเที่ยงมองตามอย่างครุ่นคิดไตร่ตรองบางอย่าง

    ระมาดรู้เห็นการกระทำของจ่าเที่ยงแล้วกลับมารายงานทรงยศในห้องทำงาน ทรงยศมีสีหน้านิ่งปกติ ในขณะที่ระมาดดูหงุดหงิดรำคาญใจ

    “คุณทรงยศครับ ผมว่ายังไงเราต้องหาทางกำจัดไอ้จ่าเที่ยง ไม่อย่างนั้นมันก็จะคอยเป็นเสี้ยน ทิ่มตำเราไม่เลิกไม่รา”

    “อย่างจ่าเที่ยงน่ะเหรอจะทำอะไรได้ ต่อให้สิบจ่าเที่ยง ร้อยจ่าเที่ยง ก็ทำอะไรเราไม่ได้ ยิ่งตอนนี้จ่าเที่ยงไม่มีใครคุ้มกะลาหัว ตัวคนเดียว ทำอะไรไปก็เหนื่อยเปล่า”

    “มันก็จริง แต่ผมก็อดรำคาญไม่ได้ ตอนนี้มันตั้งด่านตรวจรถทุกคัน มันคงหวังว่าจะได้เจอรถที่ขับชนรถสารวัตรเชษฐ์ หรือไม่ก็รถตู้ที่นักรบกับพวกใช้กันคืนนั้นน่ะครับ”

    ทรงยศส่ายหน้าไม่ให้ความสนใจอีก

    ooooooo

    ที่ถนนทางเข้าออกเมือง ด่านตรวจตำรวจตั้งอยู่ โดยมีจ่าเที่ยงกับลูกน้องพลตำรวจสองนายยืนทำหน้าที่อยู่...

    “เฮีย นี่เราจะตั้งด่านไปถึงเมื่อไหร่เนี่ย”

    “ไม่ต้องถาม เอ็งไม่อยากได้หลักฐานไปจับไอ้คนที่ฆ่าสารวัตรเชษฐ์หรือไงวะ”

    “อยากสิเฮีย แต่ตั้งด่านแบบนี้ ผู้ร้ายที่ไหนมันจะมาให้เราจับกันล่ะ”

    “แต่ก็ยังดีกว่านั่งเฉยๆรอให้ผู้ร้ายเดินเข้าไปให้เราจับถึงโรงพักไม่ใช่เหรอ”

    รถคันหนึ่งแล่นมาจากนอกเมือง พอเห็นด่านตรวจก็ชะลอรถจอด เมื่อหน้าต่างรถเลื่อนลง ข้างในเป็นหญิงสาวดูโฉบเฉี่ยว เธอคืออนงค์รัตน์ ตุงคโมท นักร้องสาวสวยเสียงหวาน มาที่เมืองวัฒนานิมิตเพื่อหาโอกาสใหม่ทางการร้องเพลง

    อนงค์รัตน์ทักทายกับตำรวจที่ด่าน พร้อมทั้งอวยพรให้โชคดีจับผู้ร้ายในคดีดังที่เป็นข่าวในขณะนี้ จ่าเที่ยงและลูกน้องมองตามท้ายรถที่แล่นจากไป ลูกน้องพึมพำเสียงเบาว่าสวยแบบพิมพ์นิยม แต่จ่าเที่ยงกลับบ่นว่าเมืองนี้มีอะไรดีใครๆถึงอยากมาอยู่ พลอธิบายว่าถ้ารู้ลู่ทางในเมืองนี้โอกาสรวยมีได้ง่าย มีแต่ตำรวจที่ยังคงจนอยู่ จ่าเที่ยงฟังแต่ไม่พูดอะไรออกมาอีก

    รถของอนงค์รัตน์เข้ามาจอดที่หน้าถาวรพาราไดซ์ เธอก้าวลงมาจากรถ และมองไปยังตึกด้วยสายตาแน่วแน่

    ภายในถาวรพาราไดซ์ อนงค์รัตน์นั่งอยู่เบื้องหน้าถมทอง หญิงสาวผู้เป็นทายาทคนเดียวของนายเฮง ถาวร

    “คิดยังไงเหรอถึงได้อยากมาร้องเพลงที่นี่ เมืองห่างไกลแบบนี้มันไม่เหมือนกรุงเทพฯที่คุณเพิ่งจากมาหรอกนะ”

    “ก็จริงแหละค่ะ ที่นี่อาจเป็นเมืองเล็กๆแต่ถ้าเทียบกับเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯแล้วล่ะก็...ที่นั่นเราก็แค่คนเล็กๆที่ไม่มีใครมองเห็น แต่ที่นี่เราอาจเป็นดาวจรัสแสง... ฉันไม่ขออะไรมาก ขอแค่โอกาสที่จะได้ขึ้นเวทีเท่านั้น”

    ถมทองมองอนงค์รัตน์อย่างชั่งใจ เธอผายมือไปทางเวที อนงค์รัตน์ยิ้มกว้างอย่างดีใจ และรีบร้อนขึ้นเวทีไป ถมทองมองอยู่ด้วยใบหน้านิ่งๆ คอยฟังเสียงร้องเพลง ขณะเดียวกันขนุนและน้อยหน่าเดินเข้ามานั่งอย่างสนใจ โดยถามถมทองว่าผู้หญิงคนนั้นมาสมัครเป็นนักร้องอีกใช่ไหม ถมทองพยักหน้ารับ น้อยหน่าวิจารณ์ว่า

    “สวยเช้งขนาดนี้ ไม่เห็นต้องสนใจเรื่องเสียงเลย พวกที่มาดูนักร้อง ใครเขาสนใจฟังเพลงกัน ขอแค่ใจกล้า หน้าสวย รวยจริตมารยา แค่นี้คุณสมบัติก็เพียบพร้อมแล้ว”

    อนงค์รัตน์มองลงมาจากเวที แล้วเริ่มร้องเพลง เธอร้องเพลงด้วยเสียงสดๆไม่มีดนตรีใดๆ เสียงของเธอช่างไพเราะไม่ต่างจากใบหน้าที่สวยงามสะกดให้ถมทอง ขนุน น้อยหน่า รวมทั้งพนักงานที่เตรียมจัดร้านอยู่ทุกคนต้องนิ่งฟัง ทว่าถมทองกลับมองอนงค์รัตน์อย่างไม่ค่อยถูกชะตานัก เมื่อร้องเพลงจบ อนงค์รัตน์ยังคงยืนรออยู่บนเวที ถมทองลุกขึ้นเดินเข้าไปบอกเธอว่า

    “ใช่ เธอสวย เสียงดี แต่ขอโทษ ตอนนี้นักร้องเราเต็มแล้ว เพราะฉะนั้นขอเชิญ...” ถมทองพูดได้แค่นั้นก็มีเสียงแทรกมา

    “เชิญมาร่วมงานกับเรา” นั่นเป็นเสียงของเฮง ถาวร เจ้าของถาวรพาราไดซ์

    ถมทองหันขวับไปมองถาวรอย่างหงุดหงิดที่พ่อมาพูดหักหน้าเธอ แถมถาวรยังบอกอนงค์รัตน์ว่า ถ้าพร้อมก็เริ่มงานได้เลย อนงค์รัตน์ยิ้มดีใจรีบตอบขอบคุณ ส่วนถมทองงอนพ่อ ถาวรชี้แจงให้ลูกสาวเชื่อตนเองว่าไม่เคยมองผิด

    ที่หน้าถาวรพาราไดซ์ อนงค์รัตน์เปิดท้ายรถ หยิบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อย่างทุลักทุเลจนเสียหลักเซไปชนชายคนหนึ่งที่เดินเข้ามาพอดี เขารีบประคองเธอไว้ พร้อมให้ความช่วยเหลือ อนงค์รัตน์เงยหน้ามองอย่างแปลกใจ

    เธอยินดีรับความช่วยเหลือ ยมจึงช่วยยกกระเป๋าลงมาจากรถและถามว่าเธอพักที่นี่ใช่ไหม อนงค์รัตน์ตอบว่า

    “ค่ะ คงต้องอยู่ไปสักพักก่อนที่จะหาที่อื่นได้ หวังว่ารายได้จากการร้องเพลงคงพอสำหรับค่าห้องโรงแรมห้าดาวแบบนี้นะคะ”

    ณ ห้องโถงโรงแรมพาราไดซ์ ถมทองกำลังโวยวายถาวรที่มาหักหน้ารับอนงค์รัตน์ให้เข้าทำงาน ถาวรอธิบายให้ลูกสาวฟังว่านักร้องดีๆแบบนี้ควรจะเก็บไว้เพราะถ้าปล่อยไปมีหวังเสียลูกค้า แค่เขาได้ฟังเสียงร้องก็รู้ว่าอนงค์รัตน์เป็นแม่เหล็กชั้นเยี่ยม

    ถมทองกลับแย้งว่าใครๆก็มาเที่ยวบาร์แองเจิ้ลทั้งนั้น พูดได้แค่นั้น ถมทองก็ต้องชะงักเมื่อเห็นอนงค์รัตน์เดินเข้ามากับยม ทั้งคู่ดูสนิทสนมทำให้ถมทองมองอย่างโกรธและหวง ในขณะที่ถาวรยิ้มพอใจ ถมทองยิ่งหงุดหงิดกระทืบเท้าเดินออกไป ถาวรร้องเรียกชื่อลูกสาวและรีบเดินตามไป

    ooooooo

    หลังจากเสร็จสิ้นการตั้งด่านตรวจจับรถ จ่าเที่ยงกลับเข้ามาที่โรงพักพร้อมลูกน้องสองคนที่ต่างมีอาการอ่อนระโหยโรยแรง พอเข้ามาก็หาที่นั่งทันที จ่าเที่ยงนั่งลงที่โต๊ะตัวเอง ไม่พูดไม่บ่น จนกระทั่งธนสารเข้ามาถามกึ่งตำหนิ

    “ใครอนุญาตให้จ่าไปตั้งด่านตรวจ”

    “ต้องรอให้ใครอนุญาตด้วยเหรอ”

    “ก็ใช่น่ะสิ จำไว้ ตราบใดที่สารวัตรใหญ่คนใหม่ยังไม่มา ผมมีหน้าที่รักษาการแทน ทุกเรื่องต้องให้ผมตัดสินใจ ทุกคนต้องเชื่อฟังผม เข้าใจไหม”

    จ่าแหลมยิ้มสะใจที่จ่าเที่ยงโดนธนสารตักเตือน ทันใดนั้นจ่าเที่ยงลุกขึ้นตะเบ๊ะ และพูดรับทราบเสียงแข็งอย่างประชด ทั้งคู่ยืนมองหน้ากันแบบไม่มีใครยอมใคร

    ทรงยศยืนอยู่บนชั้นสองของโรงงานทรงวัฒนา กรุ๊ฟ มองดูการทำงานของคนงานด้านล่าง ก่อนที่เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าจะดังขึ้น เขาหยิบโทรศัพท์จากในกระเป๋าขึ้นมากดรับสาย ปลายสายโทร.เข้ามาแจ้งเรื่องสารวัตรใหญ่คนใหม่ที่จะมาประจำการแทนคนเดิม ระมาดเดินเข้ามาพอดีเห็นหน้าทรงยศก็รู้ว่าน่าจะมีข่าวดี

    จังหวะนั้นเอง ราโพ เลขาสาวผู้กุมความลับของทรงยศทุกอย่างเดินเข้ามาพร้อมด้วยแฟ้มเอกสาร เธอหยุดฟัง

    “ใครเหรอครับ เรารู้จักหรือเปล่า”

    “รู้จักหรือไม่รู้จักก็ไม่สำคัญหรอก เพราะสารวัตรใหญ่รายนี้คงไม่มีปัญญาทำอะไรเราได้หรอก”

    “ทำไมล่ะครับ”

    “ก็ลำพังตัวมันเองยังเอาตัวไม่รอดเลยนี่ เท่าที่ได้ฟังมา มันเป็นสารพัดโรค ลาป่วยแบบไม่มีกำหนด ไม่สามารถมารายงานตัวได้ คราวนี้แหละ...วัฒนานิมิตจะต้องอยู่ในกำมือเราไปตลอด”

    ราโพยืนฟังโดยไม่เข้าไปกวน จนกระทั่งทรงยศหันไปมอง เธอแจ้งว่าจะเอาเอกสารมาให้เขาลงนาม พร้อมยื่นปากกาให้เซ็นชื่อ ทรงยศเซ็นโดยไม่อ่าน ก่อนคืนแฟ้มให้ ราโพรับแฟ้มคืนแล้วเดินกลับไป

    ooooooo

    ที่ถนนทางเข้าออกเมือง จ่าเที่ยงพาลูกน้องออกมาตั้งด่านอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนต่างออกไป เพราะห่างจากจุดนั้นไม่ไกล รถของธนสารแล่นเข้ามาจอด ธนสารลงมาจากรถอย่างหงุดหงิด ตามด้วยจ่าแหลมคู่ปรับที่เดินตามมาติดๆ

    “จ่าเที่ยง พูดกันไม่รู้เรื่องใช่ไหม จ่าไม่มีสิทธิ์เอากำลังตำรวจมาตั้งด่านโดยพลการแบบนี้นะ”

    “ทำไมผมจะไม่สิทธิ์ ในเมื่อที่ผมทำเป็นหน้าที่ของตำรวจ เข้าใจไหมคำว่าหน้าที่น่ะ”

    “จ่า ถ้าจ่าจะทำงานโดยไม่มองภาพรวมแบบเนี้ย ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดกันดีๆอีก ในฐานะผู้บังคับบัญชา ผมขอออกคำสั่ง...”

    “เดี๋ยวๆ ว่าไงนะ ใครผู้บังคับบัญชา”

    จ่าแหลมยื่นหน้าเข้ามาเจ๋ออย่างสะใจ พร้อมกับพูดเย้ยว่าจ่าเที่ยงไปอยู่ที่ไหนมา มีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้พันธนสารรักษาการแทนสารวัตรใหญ่แบบถาวรแล้ว เพราะสารวัตรใหญ่ที่จะมาแทนคนเดิมเกิดป่วยหนัก ลูกน้องของจ่าเที่ยงมีสีหน้าตกใจ ส่วนธนสารก็มองจ้องจ่าเที่ยงแบบข่มๆ จ่าเที่ยงไม่สนใจยืนนิ่งอย่างไม่เกรงกลัว

    ทั้งหมดต่างเงียบรอดูเหตุการณ์ แต่แล้วจู่ๆก็มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นเข้ามา วัยรุ่นที่ขี่รถหยุดทันทีที่เห็นด่านตรวจ คนซ้อนหลังก็มีท่าทีพิรุธ แล้วทันใดนั้นมอเตอร์ไซค์ก็หักหัวรถกลับวิ่งย้อนไปตามทางเดิม จ่าเที่ยงมองตามอย่างแน่ใจว่าเป็นมิจฉาชีพ เขาตะโกนลั่นให้มันหยุดอย่าหนีพร้อมกับกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์ขี่ตามไปทันที ตำรวจคนอื่นๆมองตาม แต่ไม่มีใครขยับสักคน

    จ่าเที่ยงขี่รถไล่ตามพวกผู้ร้ายจากถนนใหญ่เข้าทางย่อยอย่างไม่ลดละ เขายกปืนขึ้นมาขู่ให้พวกมันหยุด กระสุนปืนพุ่งออกจากปลายกระบอกขึ้นสู่ท้องฟ้าเสียงดังปัง วัยรุ่นที่ขี่มอเตอร์ไซค์หนีตกใจกับเสียงปืน รถเลยเสียหลักล้มลง ทั้งคู่กระเด็นออกมาจากรถ จ่าเที่ยงขี่มอเตอร์ไซค์ใกล้เข้าไป วัยรุ่นทั้งสองพยายามยกรถเพื่อจะหนีต่อ พอเห็นว่าจวนตัวแล้วก็ทิ้งรถ วิ่งออกไปข้างทาง จ่าเที่ยงเองก็ทิ้งรถวิ่งไล่ตาม

    วัยรุ่นทั้งสองวิ่งมาหยุดหอบ มองไปข้างหลังอย่างกลัวๆ ทันใดนั้นเห็นจ่าเที่ยงวิ่งเข้ามาแบบเต็มสตรีม ทั้งคู่รีบพุ่งตัวออกไปทันที จ่าเที่ยงไล่ตามติดไป จนกระทั่งใกล้ถึงตัวพวกนั้น เขากระโจนรวบตัวคนหนึ่งไว้ได้ ในขณะที่อีกคนวิ่งฉีกออกไป เขาหยิบกุญแจมือมาใส่แล้วล็อกไว้ให้หนีไปไหนไม่ได้ และวิ่งตามวัยรุ่นอีกคนไป

    วัยรุ่นอีกคนวิ่งลงไปในบึงลุยน้ำออกไป เมื่อจ่าเที่ยงวิ่งมาถึงก็ออกคำสั่งให้หยุด และยิงปืนขึ้นฟ้าอีกนัด วัยรุ่นไม่สนใจยังคงลุยน้ำต่อไปข้างหน้า จ่าเที่ยงมองตามอย่างหงุดหงิด วิ่งลุยน้ำตามไปจนคว้าคอเสื้อไว้ได้ วัยรุ่นหันกลับมาชกหน้า แต่เขาหลบทันต่อยสวนกลับไปที่ท้องจนวัยรุ่นตัวงอยอมแพ้

    ในที่สุดจ่าเที่ยงก็จับพวกมันไว้ได้ทั้งคู่ มีคนหนึ่งหัวหมอพูดขู่จะร้องเรียนว่าโดนตำรวจทำร้าย จ่าเที่ยงฟังแล้วอารมณ์เสีย เงื้อหมัดขึ้นมาขู่เช่นกัน สักพักพลลูกน้องคนสนิทก็เรียกให้มาดูหลักฐานที่รถมอเตอร์ไซค์ของพวกมัน

    “เฮีย ดูจากปริมาณของแล้ว ท่าทางไอ้สองตัวจะไม่ใช่ขี้ยาธรรมดาแล้วล่ะ”

    “ใช่แล้วเฮีย ระดับเอเย่นต์รายย่อยเชียวนะ” ลูกน้องอีกคนพูดเสริม

    รถของธนสารเข้ามาจอด ธนสารและจ่าแหลมมองมาจากในรถด้วยความเซ็งที่โชคเข้าข้างจ่าเที่ยงอีกแล้ว แต่ธนสารมีแผนใหม่ในใจจึงเลี้ยวรถกลับออกไป จ่าเที่ยงมองตามอย่างไม่ละสายตา

    ที่โต๊ะสอบสวน จ่าเที่ยงมองวัยรุ่นทั้งสองอย่างเอาเรื่อง เค้นถามว่าส่งของให้ใคร วัยรุ่นทั้งสองยังไม่ยอม พูด คนหนึ่งก้มหน้า อีกคนมองจ่าเหมือนไม่กลัว จ่าเที่ยงขู่ให้บอกเพื่อลดโทษหนักกลายเป็นเบา วัยรุ่นคนที่ก้มหน้าตัดสินใจเงยหน้าขึ้นจะบอกอะไรบางอย่าง อีกคนหันขวับไปจ้องหน้าเพื่อนทันที

    จ่าเที่ยงผู้มากประสบการณ์ใช้จังหวะนี้เร่งสอบเค้นให้ได้ชื่อผู้บงการ ธนสาร จ่าแหลม และตำรวจทุกคนหันมามองเป็นตาเดียวกัน วัยรุ่นคนที่แข็งกว่าจ้องเพื่อนเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ จ่าเที่ยงมองตามอย่างลุ้นระทึก

    “พวกผม...ไม่รู้อะไรเลยครับ”

    สีหน้าจ่าเที่ยงเปลี่ยนเป็นผิดหวังทันที ส่วนจ่าแหลมก็มองเย้ยเยาะ ก่อนจะหันมายิ้มกับธนสารด้วยความสะใจ

    ooooooo

    หลังจากถาวร เสี่ยเจ้าของโรงแรมและบาร์ตอบรับอนงค์รัตน์เข้าทำงานในฐานะนักร้องสาวเสียงทองคนใหม่ วันนี้อนงค์รัตน์รีบแต่งหน้าและแต่งตัวในชุดนักร้องเพื่อเตรียมลงไปซ้อมก่อนเริ่มงานจริง

    เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ยมก้าวเข้ามาจึงพบอนงค์รัตน์อยู่ในลิฟต์โดยบังเอิญ ทั้งคู่ต่างทักทายแนะนำตัวซึ่งกันและกัน ยมเข้าใจว่าบาร์แองเจิ้ลจะเปิดดึกกว่านี้ อนงค์รัตน์อธิบายว่าเธอเป็นมือใหม่หัดร้อง ต้องรีบมาซ้อมกับวงก่อนบาร์เปิด เดี๋ยวจะหน้าแตกต่อหน้าแขก ยมชมเธอว่าเป็นมืออาชีพจริงๆ ทั้งคู่แอบอมยิ้มอย่างสุขใจ

    เมื่อลงมาถึงข้างล่าง ยมกับอนงค์รัตน์เดินคู่กันออกจากลิฟต์ ถมทองยืนอยู่กับขนุนและน้อยหน่าที่ห้องโถง มองเห็นทั้งคู่เข้าพอดี ขนุนสาวขาเม้าท์ประจำโรงแรมรีบถามว่า

    “นี่ถม สรุปว่าพี่คนเมื่อคืนนี้ เธอสัมภาษณ์เรียบร้อยหรือยังว่าเป็นใครมาจากไหน แล้วที่สำคัญหล่อเข้ม มาดแมน แฮนซั่ม มีแฟนหรือยังอ่ะ”

    “แหม ฉันยังไม่ได้เจาะลึกขนาดนั้นหรอก รู้แต่ว่าเขาชื่อยม”

    ยิ่งเห็นคนทั้งคู่เดินมาด้วยกัน ถมทองมองแล้วเกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที น้อยหน่ากระซิบบอกขนุนว่าเขาดูสนิทสนมกันมาก บางทีอาจจะรู้จักกันมาก่อน ถมทองได้ยินแล้วอยากจะกรี๊ด ยมเดินไปส่งอนงค์รัตน์ที่หน้าประตูบาร์แล้วขอตัวแยกออกไป ในขณะที่อนงค์รัตน์ยังยืนยิ้มอยู่ที่เดิม ถมทองมองไปด้วยสีหน้าบึ้งตึงไม่สบ อารมณ์อย่างแรง

    ooooooo

    ที่สถานีตำรวจวัฒนานิมิต พลลูกน้องจ่าเที่ยงเอาข้าวไปส่งให้วัยรุ่นชายสองคนที่อยู่ในห้องขัง ทั้งคู่รับข้าวไปแกะกินอย่างหิวโหย พลตำรวจมองดูก่อนที่จะหันกลับเอาข้าวและโอเลี้ยงมาวางให้ลูกพี่จ่า

    จ่าเที่ยงเงยหน้าจากเอกสารที่กำลังเขียนอยู่ มองไปเห็นข้าวและน้ำที่ลูกน้องซื้อมาให้จึงเอ่ยปากขอบคุณ แล้วเร่งให้ลูกน้องกลับบ้าน ตนเองจะเฝ้าเวรให้ ลูกน้องรีบออกไปอย่างอารมณ์ดี จ่าเที่ยงมองตามขำๆก่อนลุกไปหยิบช้อน เปิดห่อข้าวออกกิน ระหว่างนั้นวัยรุ่นจอมกวนก็ตะโกนมาขอข้าวเพิ่มเพราะยังไม่อิ่ม จ่าเที่ยงกินต่อไปอย่างไม่อยากต่อปากต่อคำ

    แต่กินไม่นานจ่าเที่ยงก็รู้สึกง่วง อ้าปากหาว ไม่รู้สึกเอะใจอะไร เมื่อหาวหนักขึ้น เขาพยายามนวดคลึงและขยับตัวเองให้หายง่วง แต่กลับไม่ช่วยอะไร สุดท้ายจ่าเที่ยงก็ฟุบลงไปกับโต๊ะ หลับผล็อยไปในทันที

    “จ่าเที่ยง จ่าเที่ยง” ธนสารมาเขย่าตัวปลุกให้ตื่น

    จ่าเที่ยงลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย มองไปรอบๆอย่างงุนงง ภาพที่เห็นบิดเบี้ยว จนธนสารกับจ่าแหลมต้องยื่นหน้าเข้ามาใกล้

    “มีอะไรเหรอ”

    “จ่านี่ก็...มัวแต่หลับฝันหวานอยู่นั่นแหละ ไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่าผู้ต้องหาหนีไปแล้วนะ” จ่าแหลมตอบกึ่งบ่น

    ด้วยความตกใจสุดขีด จ่าเที่ยงหันขวับไปทางห้องขัง ก่อนที่จะโผเข้าไปในห้องขังอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ธนสารโทษเป็นความสะเพร่าของจ่าเที่ยงที่ไม่อาจให้อภัยได้ เขาจะต้องเขียนรายงานในเรื่องนี้เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงให้สั่งลงโทษ ในตอนนี้จ่าเที่ยงเริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้แล้วจึงหันมามองหน้าธนสาร เขาเจ็บใจที่เสียรู้ให้ แต่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไปตามล่าไอ้สองตัวกลับมาให้ได้

    จ่าเที่ยงขี่มอเตอร์ไซค์มาตามทาง สอดส่ายสายตามองซ้ายขวา เขาขี่ไปทั่วเมืองจนเกือบท้อ ทันใดนั้นเอง เขาเห็นวัยรุ่นสองคนเดินออกมาจากซอย จึงรีบขี่ย้อนกลับไป แสงไฟสาดเข้าหน้าคนทั้งสอง

    “เฮ้ย อะไรวะ”

    “ถามได้ พ่อมึงมาอีกแล้วสิ”

    ทั้งคู่รีบหันหลังกลับวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต แต่จ่าเที่ยงรู้ทางหนีทีไล่ตามไปดักไว้ได้ พวกมันรีบวิ่งเข้าซอย เขาก็ตามไปติดๆพร้อมตะโกนสั่งให้พวกมันหยุดยอมให้จับเสียดีๆ มีหรือที่มันจะฟัง

    อนงค์รัตน์เดินออกจากบาร์มาสูดอากาศยามราตรี ทันใดนั้นเอง วัยรุ่นชายสองคนก็วิ่งเข้ามา โดยมีจ่าเที่ยงขี่มอเตอร์ไซค์ตามมาข้างหลัง อนงค์รัตน์มองด้วยความตกใจ พวกมันผลักเธอให้พ้นทาง เธอเสียหลักหงายหลัง แต่ก่อนที่ร่างของเธอจะสัมผัสพื้น ก็มีอ้อมอกของยมเข้ามารับไว้เสียก่อน ทั้งคู่นิ่งอยู่อย่างนั้น จนอนงค์รัตน์รู้สึกตัวบอกให้ยมปล่อยเธอได้แล้ว

    ที่ทางเข้าโรงแรม ถมทองวิ่งออกมาพร้อมด้วยขนุนและน้อยหน่าถามว่าเกิดอะไรขึ้น ขนุนมองเห็นจ่าเที่ยงขี่รถตามวัยรุ่นทั้งสองออกไป

    วัยรุ่นชายสองคนวิ่งหายใจเหนื่อยหอบ ทันใดนั้นร่างของยมก้าวเข้ามาขวางไว้ ทั้งสองชะงักหยุดมองอย่างแปลกใจ

    “เมื่อกี้แวบๆเหมือนจะมีตำรวจไล่ตามพวกน้องมา ก่อเรื่องอะไรกันไว้ล่ะ”

    “แล้วเกี่ยวอะไรด้วย หลีกทางไป”

    ยมส่ายหน้า วัยรุ่นตัวแสบหยิบมีดพกออกมา สะบัดใบมีดออกแล้วพุ่งแทงเข้าหายม แต่เพียงเสี้ยววินาที เขาก็จับข้อมือวัยรุ่นตัวแสบบิด มีดหล่นลงกับพื้น พร้อมกับเสียงร้องลั่น ยมบอกพวกมันว่าเตือนแล้วให้พูดกันดีๆ วัยรุ่นอีกคนยืนมองนิ่ง ทำอะไรไม่ถูก

    ในระหว่างนั้นเอง จ่าเที่ยงขี่มอเตอร์ไซค์มาเจอไอ้แสบสองตัวนั่งอยู่ด้วยกัน เขาหยุดรถเดินตรงเข้าไปหา พบว่าพวกมันถูกมัดมือติดกับซี่เหล็กข้างทาง จ่าเที่ยงประหลาดใจ มองไปรอบๆหาพลเมืองดีที่ช่วยจับสองคนนี้ไว้ พร้อมตะโกนขอบคุณที่ช่วยตน ยมแอบยืนมองในมุมมืด ไม่ปรากฏตัวออกมา

    ธนสาร จ่าแหลม และพลนั่งกันเงียบๆเฝ้ารอการกลับมาของจ่าเที่ยง ทันใดนั้นร่างวัยรุ่นชายสองคนก็คะมำเข้าไปในสถานีตำรวจโดยการผลักของจ่าเที่ยง ธนสารและคนอื่นๆลุกขึ้น

    “ได้ตัวแล้วเหรอ” จ่าแหลมถาม

    วัยรุ่นตัวแสบมองธนสารและตำรวจคนอื่นๆก่อนหันไปจ้องหน้าจ่าเที่ยง ก่อนถามว่า

    “ไหนบอกว่าเรื่องนี้จ่ายแล้วจบไง”

    จ่าเที่ยงมองหน้าวัยรุ่นด้วยความงุนงง วัยรุ่นตัวแสบชี้ไปที่โต๊ะจ่าเที่ยง ธนสารตรงไปที่โต๊ะนั้น เปิดลิ้นชักออก ข้างในมีเงินเป็นปึกจริงๆ เขาหยิบมันขึ้นมาแล้วถามว่า

    “อะไรกันเนี่ยจ่าเที่ยง”

    “นี่ไม่ใช่เงินผม ใครเอามาใส่ไว้ก็ไม่รู้ ผมไม่รู้เรื่องอะไร”

    แต่วัยรุ่นตัวแสบบอกว่าเป็นเงินสินบนตามที่จ่าเที่ยงต้องการ แต่จ่ายแล้วเรื่องก็ยังไม่จบอีก พูดแล้วก็ใช้ศอกกระทุ้งสีข้างเพื่อนให้ช่วยยืนยันอีกคน เพื่อนมันที่ชื่อเจตยืนอึกอักสักครู่ก็ตอบว่าจริง

    สิ้นคำของเจต ทั้งห้องนิ่งเงียบ จ่าเที่ยงมองไปรอบๆ อย่างรู้ตัวว่าเขาหลงมาติดกับดักเสียแล้ว ธนสารเดินเข้ามายัดข้อหา

    “ผมขอตั้งข้อหาคุณ ทุจริตในหน้าที่ รับสินบนผู้ต้องหา”

    จ่าเที่ยงยืนนิ่งไม่ตอบโต้ใดๆ ในขณะที่พลมองอย่างสำนึกผิด จ่าแหลมมองอย่างสะใจและพูดเยาะเย้ยว่า

    “แหมๆ อุตส่าห์เล่นบทตำรวจดีมาตั้งนาน สุดท้ายก็ดีแตกจนได้ หมดอนาคตแน่จ่าเที่ยง”

    “ทันทีที่เรื่องไปถึงท่านผู้กำกับการ คงมีการตั้งกรรมการสอบสวน ความผิดของคุณมันร้ายแรง ถึงขั้นต้องออกจากราชการกันเลย” ธนสารกล่าวสำทับอีกที

    จ่าเที่ยงมองอย่างเคียดแค้นที่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่พูดว่า

    “เอาเลย ถึงทีคุณแล้วนี่ธนสาร สารวัตรเชษฐ์ก็ไม่อยู่แล้ว กำจัดผมไปได้อีกคน คราวนี้คุณก็ทำอะไรได้ตามใจทุกอย่าง สมใจแล้วหรือยังล่ะ”

    ต่างคนต่างยืนจ้องหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย

    เมื่อกลับมายังบ้านพักตำรวจ จ่าเที่ยงนั่งอยู่ในห้องที่เปิดไฟไว้สลัวๆ เขาเทเหล้าใส่แก้วแล้วยกดื่มรวดเดียว ขณะนั้นเองพลเดินเข้ามาขอโทษกับการกระทำของตนเองที่เชื่อคนง่าย ทำให้ลูกพี่ต้องเดือดร้อน

    จ่าเที่ยงยังคงนั่งนิ่ง ข่มอารมณ์เอาไว้ ส่วนพลร้องไห้สะอึกสะอื้นขอให้ลูกพี่ยกโทษ

    ooooooo

    คนที่ดีใจกับข่าวจ่าเที่ยงทุจริตในหน้าที่คือทรงยศ เขาถึงกับเรียกลูกน้องทั้งหมดมาฉลองที่ถาวรพาราไดซ์

    รถเบนซ์คันหรูวิ่งเข้ามาจอดที่หน้าพาราไดซ์ ทรงยศก้าวลงมาจากรถ พวกระมาด มังกร และกุ่ยช่าย รีบเดินเข้ามาต้อนรับเอาใจนาย ทรงยศอารมณ์ดีบอกลูกน้องให้ดื่มกินอย่างเต็มที่ ฉลองที่เมืองวัฒนานิมิตเป็นของพวกเขาอย่างสมบูรณ์ ทรงยศพูดแล้วเดินเข้าไป ระมาดเดินตามไม่ห่างนัก พร้อมด้วยลูกน้องคนอื่นๆ

    ทันทีที่ทรงยศก้าวเข้าไปในบาร์แองเจิ้ล ระมาดก็ปรบมือนำ มังกรและกุ่ยช่ายทำตาม ก่อนที่ทุกคนในที่นั้นจะลุกขึ้นปรบมือให้กับทรงยศกันอย่างพร้อมเพรียง

    ทรงยศมองไปรอบๆด้วยความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของตัวเอง ที่มุมหนึ่งของร้าน อนงค์รัตน์ยืนมองเขาด้วยความสนใจ เธอถามน้อยหน่าเจ้าแม่ขาเม้าท์ที่นี่ว่า

    “ใครกันน่ะ”

    “อย่าบอกนะว่าไม่รู้จักคุณทรงยศ เจ้าพ่อแห่งวัฒนานิมิต ทุกอย่างในเมืองนี้เป็นของเขาทั้งนั้น”

    “ทรงยศ อัครวาณิชย์อุดม”

    “แม่นแล้ว นั่นแหละ”

    ทรงยศก้าวขึ้นเวที และพูดผ่านไมโครโฟนเพื่อขอบคุณทุกคนที่มารวมตัวกันในวันนี้ โดยฉลองให้กับความสำเร็จที่สามารถครองเมืองวัฒนานิมิตไว้ได้ในกำมือ ทุกคนชูมือพูดพร้อมกัน

    “เมืองของเรา”

    เสียงทุกคนดังกระหึ่ม ทรงยศยกแก้วขึ้นดื่มและมองไปรอบๆอย่างมีความสุข อีกมุมหนึ่งของห้อง ยมยืนนิ่งมองไปที่ทรงยศ ถมทองเข้ามายืนข้างๆแล้วกระซิบ

    “เข้ามาได้ยังไงเนี่ย เดี๋ยวก็มีเรื่องอีกหรอก ไม่รู้เหรอว่า เขาไล่แขกคนอื่นๆไปหมดแล้ว ในนี้มีแต่แขกของคุณทรงยศเท่านั้น”

    ยมไม่ตอบอะไร ยกแก้วขึ้นดื่ม ส่วนอนงค์รัตน์ยังคงยืนอยู่กับน้อยหน่าที่เดิม น้อยหน่าบอกให้เธอ

    ไปเตรียมตัวขึ้นเวทีร้องเพลง สักพักถาวรขึ้นพูดบนเวที

    “ก่อนอื่นในฐานะเจ้าบ้าน ผมคงต้องขอขอบคุณคุณทรงยศที่ไว้วางใจบาร์ของเราให้เป็นที่ที่จะสร้างความประทับใจในช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ และเพื่อให้ค่ำคืนนี้พิเศษขึ้นไปอีก ผมขอนำเสนอนักร้องคนใหม่ของเรา นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกท่านจะได้ฟังเสียงเพลงอันไพเราะจากเธอ ขอเสียงปรบมือต้อนรับ อนงค์รัตน์ ตุงคโมท”

    เสียงปรบมือดังเกรียวกราวจากทั่วทั้งบาร์ ทรงยศนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าสุด ใบหน้ามีความสุข ถมทองหันมามองยมที่มองอนงค์รัตน์อย่างไม่ละสายตา เธอเกิดอาการหมั่นไส้ จึงเหน็บยมว่า

    “อย่าบอกนะว่า นี่เป็นเหตุผลที่คุณแอบเข้ามาน่ะ”

    ยมไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ได้แต่นิ่งมอง

    ดนตรีอินโทรขึ้นมา ก่อนที่ร่างของอนงค์รัตน์จะก้าวขึ้นสู่เวที พร้อมเสียงร้องอันอ่อนนุ่มทรงเสน่ห์ ยมยังคงมองนิ่งจนถมทองต้องค้อนให้ อนงค์รัตน์เดินร้องเพลงลงมาหาทรงยศและยิ้มให้อย่างหว่านเสน่ห์ ทรงยศยิ้มตอบ ทันทีที่เสียงร้องจบลง เสียงปรบมือก็ดังสนั่น

    ทรงยศลุกขึ้นปรบมือให้นักร้องสาวสวย คนอื่นๆ พากันลุกตาม อนงค์รัตน์มองมาที่ทรงยศ พร้อมกับส่งสายตาหวานฉ่ำมาให้ชายผู้ทรงอิทธิพล กิริยานี้นำความสนใจมาสู่ยมที่ยืนมองอยู่

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "โป๊ป-เบลล่า" คัมแบ็ก แท็กทีมดราม่า "ร้อยเล่ห์มารยา" แรง เด็ด เผ็ด มัน

    "โป๊ป-เบลล่า" คัมแบ็ก แท็กทีมดราม่า "ร้อยเล่ห์มารยา" แรง เด็ด เผ็ด มัน
    25 ก.ย. 2563

    08:03 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563 เวลา 17:50 น.