ตอนที่ 6
ยายอ่อนนอนไอค่อกแค่ก รู้สึกตัวขึ้นตอนสามทุ่ม มองไปข้างๆที่ใบ้เคยนอน เห็นแต่ผ้าห่มที่ถูกเลิกทิ้งไว้หลวมๆ ยายอ่อนมองไปข้างนอกที่ฝนกำลังตกหนักขึ้นทุกที นึกรู้ว่าใบ้ลุกหายไปไหน...
เรือนเล็กที่บานเย็นพักอยู่ มีแสงตะเกียงวอมแวมอยู่ ภายในห้องนอน บานเย็นหลับไปงีบหนึ่งรู้สึกตัวขึ้นมา มีละอองฝนสาดเข้ามาทางหน้าต่าง จึงลุกไปปิด แต่มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเงาใครคนหนึ่งรางๆยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน
บายเย็นเขม้นมองก็ดูออกว่า ใบ้นั่นเอง! ความรู้สึกเวลานั้น ทั้งโกรธทั้งสงสาร แต่ความอับอายกับเรื่องที่เกิดขึ้นมีมากกว่า เลยหับบานหน้าต่างปิดเสีย หันหลังพิงบานหน้าต่างอย่างคิดหนัก
เดาไม่ถูกว่าใบ้จะยืนอยู่นานเท่าไร ฉุกคิดได้ว่าถ้าดับตะเกียงเสียใบ้คงคิดว่าตนนอนแล้วและคงกลับไป คิดแล้วดับไฟเดินไปนอนที่เตียง
ใบ้ยืนมองบานหน้าต่างที่ปิดแล้วใจแป้ว แต่ก็ยังมีความหวังจากแสงตะเกียงวอมแวมที่ลอดจากฝาบ้านจนตะเกียงดับก็อยู่อย่างนั้น ด้วยความหวังว่าบานเย็นจะเห็นและให้อภัย มิไยว่าฝนจะตกหนักสักเพียงใด
ooooooo
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หวินหิ้วปิ่นโตและถือถาดใส่ข้าว กับห่อหมกตรงมาร้องเรียกที่เรือนหอของบานเย็น ปลุกให้ตื่นไปตักบาตรกัน
พลันหวินก็ตกใจตาเหลือกอ้าปากค้าง เมื่อเห็นร่างใครคนหนึ่งนอนเปียกฝนอยู่ที่พื้น พอดีบานเย็นเปิดประตูออกมาถามว่าเป็นอะไร หวินร้องบอกแทบไม่เป็นภาษาว่า คนหรือผี...
บานเย็นหันมองไปตามสายตาหวิน พอเห็นร่างคนนอนเปียกอยู่ที่พื้น เธอรู้ทันทีว่าคือใบ้ อุทานเรียกแล้ววิ่งเข้าไปหาร่างที่นอนไม่ได้สตินั้น
หวินวิ่งตามไป ถามอย่างตกใจสงสัยว่า
"แล้วมันมานอนอยู่ตรงนี้ได้ยังไง...ใบ้...เจ้าใบ้! ไอ้ใบ้!!" หวินจับตัวใบ้เขย่าเรียกก็ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว ลองเอามืออังที่หน้าผากแตะตามตัว ร้องราวกับมือไปนาบไฟว่า "อู๊ยยย ร้อนจี๋เลย แล้วนี่เราจะทำยังไงดี ตัวมันใหญ่อย่างกับยักษ์ เราคงแบกไปไหนไม่ไหวหรอกนะหนูเย็น"
"ถ้าอย่างนั้นเย็นรบกวนพี่หวินช่วยไปตามน้าเพิ่มมาพาเขาไปที่สุขศาลาหน่อยได้ไหมจ๊ะ"
"เออ...ให้พี่เพิ่มแบกก็แล้วกัน" หวินลุกวิ่งอ้าวไปทันที
บานเย็นเอามืออังหน้าผากใบ้ เธอตกใจเมื่อเห็นผื่นแดงๆที่มือรีบชักมือกลับ มองใบ้น้ำตาคลอด้วยความสังเวชใจที่ใบ้ต้องมาเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจไม่น้อยไปกว่าตนเลย...
ooooooo
เพิ่มจัดแจงพาใบ้ไปส่งที่สุขศาลา พอกลับมาทั้งหวินและบานเย็นก็รีบเข้ามาถามว่าอาการของใบ้ เป็นอย่างไรบ้าง
"ก็เพียบหนักถึงขั้นที่หมอมีออกปากว่าต้องทายาต้มยากินเป็นเดือนๆ แกว่าเครื่องในตับไตไส้พุงมันบอบช้ำมาก แถมไข้ยังขึ้นเพราะโดนฝนซ้ำเข้าไปอีก" เพิ่มเล่า
บานเย็นถอนใจหนัก ส่วนหวินพึมพำ "เวรกรรม..." เพิ่มตั้งข้อสังเกตว่าฝนตกตั้งแต่เมื่อคืนแล้วทำไมใบ้จึงมานอนสลบอยู่ที่เรือนบานเย็นแต่เช้าตรู่
"หรือว่า...มันอยากจะมาขอโทษหนูเย็นตั้งแต่ตอนฝนตก แต่ไม่กล้าก็เลยรออยู่นั่นยันเช้า" หวินคาดเดา เพิ่มถอนใจ พิเคราะห์ความคิดของใบ้ให้บานเย็นฟังว่า
"เรื่องที่เกิดขึ้น...น้าเชื่อว่าเจ้าใบ้มันไม่ได้มีเจตนาจะข่มเหงน้ำใจหนูเย็นเลยสักนิด แต่เพราะมันเข้าใจผิด แถมยังขาดสติเพราะฤทธิ์น้ำเมา เรื่องถึงได้ลงเอยแบบนี้ น้าว่า...ถ้าหนูเย็นอภัยให้มันได้ก็อภัยให้มันเถอะนะ"
"แต่...เย็น...ยังทำใจไม่ได้ ถ้านายใบ้ไม่หลงติดอยู่ในบ่วงราคะของคุณอุษา เรื่องมันคงไม่เลยเถิดแบบนี้ แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่า...ถ้าเขารู้ความจริงว่าเขาได้นอนกับผู้หญิงที่เป็นโรคเรื้อน เขาจะรู้สึกอย่างไร จะขยะแขยงเย็นสักแค่ไหน แล้วถ้าเขา...ติดโรคไปจากเย็น เย็นจะทำยังไง เย็นมิต้องกลายเป็นคนบาปหนาหรอกหรือ"
หวินน้ำตาตกโผเข้ากอดเย็นไว้ด้วยความสงสารซาบซึ้งน้ำใจอันงดงามของเธอที่เป็นห่วงคนอื่น แต่บานเย็นกลับขยับตัวหนี บอกว่าลำพังหวินกับเพิ่มตนก็กลัวจะมาติดโรคจนไม่อยากอยู่ใกล้แล้ว อยากอยู่คนเดียวขังตัวเองไว้ในห้องเสียด้วยซ้ำ
"อย่าคิดมากขนาดนั้นเลยหนูเย็น วิวัฒนาการทางการแพทย์มันก้าวหน้าขึ้นทุกวัน วันนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด วันหน้ามันต้องมี ขอเพียงแต่เราดูแลร่างกาย อย่าให้เจ็บป่วยซ้ำ แล้วก็กินยาตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัดเท่านั้น" เพิ่มให้กำลังใจ
"ที่สำคัญเราสองคนไม่เคยคิดรังเกียจหนูเย็นเลยนะจ๊ะ มีแต่จะสงสาร ไอ้เรื่องแยกข้าวแยกน้ำกันกินก็พอไหว แต่อย่าให้ ถึงขนาดต้องขังตัวเองไม่พูดไม่จากับใครเลย พี่หวินขอร้องล่ะนะ"
"เย็นขอบพระคุณพี่หวินกับน้าเพิ่มจ้ะที่ไม่รังเกียจเย็น" บานเย็นยกมือไหว้ทั้งสอง รำพึงรำพันว่า "สิ้นเจ้าคุณพ่อแล้ว เย็นก็ไม่เหลือญาติมิตรที่ไหน นอกจากพี่หวินกับน้าเพิ่มเท่านั้น"
เพิ่มหน้าสลดอย่างหดหู่ใจ หวินสะอื้นฟายน้ำตาไม่หยุด ส่วนบานเย็นนั่งเศร้าน้ำตาไหลนิ่งๆ
ooooooo
กลับจากสุขศาลาแล้ว ค่ำๆยายอ่อนป้อนข้าวต้มให้ใบ้ที่นั่งพิงฝากิน ใบ้กินอย่างยากลำบากเพราะปากแตกแสบร้อนไปหมด กินไม่กี่คำก็โบกมือให้พอ ยายอ่อนคะยั้นคะยอ ขอให้กินอีกจะได้หายไวๆ ใบ้ไม่กินแต่ลุกขึ้นบุ้ยปากให้รู้ว่าจะออกไปข้างนอก
"เอ็งจะไปไหน ค่ำมืดป่านนี้แล้ว เดี๋ยวก็โดนฝนเข้าให้อีกหรอก" ยายอ่อนบ่นๆแต่ห้ามใบ้ไม่ได้เลยได้แต่มองตามไปอย่างเป็นห่วง
ใบ้ไปขุดต้นมะลิที่ชำไว้นับร้อยต้นเอาใส่กะละมัง ขุดจนมือระบมไปหมดก็ไม่ยอมหยุด
จนกระทั่งเช้าตรู่เมื่อหวินไปร้องเรียกบานเย็นชวนไปตักบาตรกัน เพราะดำบอกว่าพระครูฯท่านจะมาบิณฑบาต
แต่พอบานเย็นเปิดประตูออกมา ทั้งสองก็ตื่นตาตื่นใจกับมะลิน้อยร้อยต้นที่ปลูกเต็มแปลงเป็นระเบียบสวยงามที่หน้าบ้าน บานเย็นเดินลงมาดูต้นมะลิที่กำลังออกดอกหอมกรุ่นไปหมดอย่างชื่นอกชื่นใจ
"ต้องเป็นฝีมือเจ้าใบ้แน่ๆ มันรู้นี่ว่าหนูเย็นชอบดอกมะลิ มันคงอยากจะขอโทษหนูเย็นจริงๆนะนี่" หวินเอ่ย
บานเย็นหน้าเจื่อนลง ไม่รู้ใจตัวเองเหมือนกันว่ายังโกรธใบ้อยู่หรือให้อภัยแล้ว เลยก้มดูต้นมะลินิ่งอยู่อย่างนั้น
1 อาทิตย์ต่อมา เมื่อถึงฤดูทำนาใหม่ ชาวบ้านรวมทั้งบานเย็น หวิน และเพิ่ม ตลอดจนใบ้ พากันไปลงนาเตรียมหว่านกล้า ใบ้แบกพันธุ์ข้าวไปเติมให้แต่ละคน จนถึงบานเย็นเธอเงยหน้าขึ้นทำท่ายิ้มๆจะขอบใจ แต่พอเห็นเป็นใบ้ก็รับแต่เมล็ดพันธุ์ข้าวแล้วตั้งหน้าตั้งตาหว่าน ใบ้เลยเดินหน้าละห้อยต่อไป
ทั้งหมดอยู่ในสายตาของเพิ่ม หวิน และยายอ่อน ทุกคนมองหน้ากันอย่างไม่สบายใจ
ooooooo
ส่วนอุษาอยู่ที่พระนครกับกิติ เธอมีอาการแพ้ท้องหนักขึ้นทุกที ได้กลิ่นอะไรก็จะอ้วกไปหมด แม้กระทั่งกลิ่นยาหอมในมือคุณหญิงที่จะเอาไปถวายท่านพระครูฯ อุษาก็ยังอ้วกใส่ทั้งยาหอมและชุดสวยของคุณหญิงจนถูกเอ็ดตะโร
"ต๊ายยย! แม่อุษา หล่อนแพ้ท้องอะไรของหล่อนนักหนาหา!! ดูสิ เสื้อลูกไม้ฝรั่งเศสใหม่เอี่ยมของฉันแล้วก็
ยาหอมของท่านพระครูฯ หมด! หมดกัน!!"
อุษาอ้วกพุ่งใส่คุณหญิงแล้วก็นั่งหน้าซีดเซียวอยู่ที่โซฟา อุไรรีบเอาผ้ามาซับปากให้ลูกสาว เอาพิมเสนรอจมูกให้ มือทำแต่ตามองคุณหญิงที่เดินปึงปังออกไปอย่างสะใจ๊...สะใจ!
ooooooo
บานเย็นร่วมกับชาวบ้านดำนาอย่างเอาการเอางาน ใบ้ยังคงคอยชำเลืองดูอยู่ห่างๆเป็นระยะ จนกระทั่งเห็นบานเย็นอ้วก เอาแขนเสื้อปาดเหงื่อแล้วซวนเซหน้ามืดจะล้ม หวินอยู่ใกล้กว่าเพื่อนร้องเรียก "หนูเย็น..." แล้วถลาเข้าไปประคองไว้
ใบ้กระโจนเข้ามายังไม่กล้าเข้าไปช่วย หวินมองหาคนช่วย เห็นใบ้ก็ร้องบอกให้ช่วยอุ้มบานเย็นไปรอที่ท่าน้ำก่อน ตนจะไปตามเพิ่มให้เอาเรือพาเย็นไปสุขศาลา
ยายอ่อนตามไปบีบนวดให้บานเย็นที่ท่าน้ำรอเรือ พอเพิ่มกับหวินตามมาเร่งใบ้ให้ไปเอาเรือออกเร็วๆยายอ่อนก็ร้องห้ามด้วยเสียง ปกติยิ้มเป็นนัยว่า ไม่ต้องไปสุขศาลาแล้ว บานเย็นไม่ได้เป็นอะไร แค่...พูดทิ้งไว้แค่นั้นแล้วยายอ่อนก็บีบนวดบานเย็นต่อ หวินโวยวายว่าอ้วกแตกขนาดนี้ยังบอกว่าไม่เป็นไรอีกรึ
"เรื่องธรรมดาของคนท้องนี่จ๊ะ" ยายอ่อนบอกยิ้มๆทำเอาหวินตาค้าง ยายอ่อนเล่าว่าตอนที่หวินมีเจ้าดำก็อาการแบบนี้แหละ
"ฉันเป็นหมอตำแยฉันดูไม่ผิดหรอก คุณหนูเย็นกำลังตั้งท้องแน่ๆ"
บานเย็นกำลังสะลึมสะลือแว่วเสียงยายอ่อนบอกหวินก็ตัวชาวาบ หันมองใบ้โดยไม่ตั้งใจ เจอใบ้กำลังมองอยู่พอดี ต่างมองกันตะลึง...คิดอย่างเดียวกัน!
ooooooo
ฟังยายอ่อนแล้ว หวินพาบานเย็นกลับมาพักที่เฉลียงเรือนหอ บานเย็นลูบคลำท้องร้องไห้น้ำตาริน
"แม่ดีใจที่สุดที่ลูกเกิดมา...แต่แม่ก็เสียใจที่สุดที่แม่ไม่รู้จะเลี้ยงดู ลูกได้อย่างไร"
บานเย็นดูผื่นแดงๆที่มือ หวินเดาใจได้ เข้าไปปลอบว่า อย่าคิดมาก ต่อไปนี้เธอต้องดูแลตัวเองอย่างดีที่สุด เลิกทำงานหนัก เลิกกินยาที่หมอให้จนกว่าลูกจะคลอด เล่าบทเรียนของตัวเองให้ฟังว่า
"เพราะตอนที่มีเจ้าดำ พี่หวินเคยเป็นมาลาเรีย หมอกำชับมาเลยว่าตอนท้องห้ามแม่กินยาอะไรนอกจากยาบำรุง พี่จำขึ้นใจมาจนทุกวันนี้"
"เย็นสงสารลูกเหลือเกิน ถึงแกจะโชคดีอยู่รอดจนคลอดออกมาได้ แต่หลังจากนั้นใครจะเลี้ยงในเมื่อเย็นเป็นโรคติดต่อร้ายแรงอย่างนี้"
"ขอให้หลานคลอดออกมาก่อนเถอะ หน้าที่เลี้ยงดูพี่หวินจัดการเอง"
หวินปลอบพลางกอดบานเย็นไว้ ยังความซาบซึ้งใจแก่บานเย็นจนโผกอดหวินร้องไห้
ส่วนใบ้ พอกลับจากทุ่งนาก็เดินฮัมเพลงไม่เป็นภาษามาตามทาง จนยายอ่อนกระเซ้าว่า หายเจ็บหายปวดขึ้นมาทันทีเลยนะ ใบ้หันมองยายยิ้มเขินๆ ทำท่าอุ้มลูกวิ่งไปตามคันนาอย่างลิงโลด
"อย่าว่าแต่จะกอดเห่กล่อมลูกเลย เอ็งจะได้เห็นหน้าลูกรึเปล่าก็ยังไม่รู้เลย ไอ้ใบ้เอ๊ย"
ยายอ่อนพึมพำมองตามหลานชายไปอย่างสมเพช สงสารที่เอาแต่เพ้อฝันอยู่คนเดียว
ooooooo
เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่าบานเย็นท้องได้หนึ่งเดือนแล้ว เพิ่มจึงเดินทางเข้าพระนครรายงานคุณหญิงตามคำสั่ง คุณหญิงดีใจมากหันไปบอกกิติว่าช่างโชคดีอะไรอย่างนี้
ปล่อยให้แม่ลูกดีใจกันพักหนึ่ง เพิ่มจึงถามว่าแล้วจะให้แจ้งว่าชื่อพ่อเด็กเป็นใคร คุณหญิงถลึงตาใส่เอ็ดว่า
"ถามอะไรโง่ๆ ก็ต้องใช้ชื่อกิติ ธีระรัตน์ สิ ไทรโศกถึงจะเป็นของธีระรัตน์ตามที่พินัยกรรมระบุไว้โดยสมบูรณ์"
เพิ่มถอนใจอย่างสมเพชกับความโลภของคุณหญิง ขณะสองแม่ลูกพากันดีใจกับสมบัติกองโตที่จะได้นั้น อุษาหน้าหงิกแอบค้อนควักแค้นใจที่ตนกลายเป็นคนนอกสายตา
แต่เมื่อเข้าห้องนอนไปอาละวาดกับกิติว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาแท้ๆ กลับจะไม่ได้สมบัติอะไรจากพินัยกรรม กิติปลอบใจว่า
"เด็กนั่นมันก็แค่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รับมรดกเท่านั้นเอง แต่คนที่จะยักย้ายถ่ายเทมรดกได้ก็คือพ่อตามกฎหมายของมันคนนี้" กิติเอานิ้วจิ้มที่อกตน ทำให้อุษาคลายเครียดไปทันที ถามว่าจะทำอย่างไร จะถ่ายเทมรดกไปให้ใคร กิติจับจมูกอุษาบิดไปมาเบาๆ พูดอย่างแสนรักว่า "ก็ให้เมียกับลูกนอกสมรสของผมสิครับ...ที่รัก"
เท่านั้นเอง อุษาก็โผเข้ากอดกิติ หอมซ้ายหอมขวาปลุกปล้ำกันอย่างกระหยิ่ม
ooooooo
นับแต่วันนั้นมา ใบ้สดชื่นมีความสุขขึ้นมากมาย ทุกวันก็จะเที่ยวเดินเก็บยอดตำลึงและผักท้องนาสดๆอ่อนๆเต็มตะกร้า จากนั้นก็ลงคลองยกยองมหอยงมกุ้งใส่ถังสังกะสี พอได้เวลาก็เอาทั้งผักทั้งกุ้งปลาที่หาได้ ไปให้หวินที่ครัวบ้านไทรโศก จนหวินบอกว่า
"ข้ารู้ว่าเอ็งเป็นห่วงหนูเย็นนะเจ้าใบ้ แต่เอ็งไม่ต้องเก็บผักจับปลามาคราวละมากๆแบบนี้ได้ไหมวะ" หวินบ่นว่า กินจนเอียนแล้ว ใบ้ก็เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างอิ่มอกอิ่มใจ
ส่วนบานเย็นกินผักสดกุ้งหอยปูปลาสดทุกวันคราวละมากมาย จนบอกหวินว่าไม่ต้องทำกับข้าวเยอะอย่างนี้ก็ได้
"ไม่ได้หรอก สามเดือนแล้วอย่างไรก็ต้องบำรุงกันหน่อย แต่ก็มีแต่ผักแล้วก็กุ้งปลาเหมือนเดิม ถ้าหนูเย็นเบื่อก็บอกนะ จะได้ซื้อหมูซื้อไก่มาสลับบ้าง" หวินเอาใจดูแลเต็มที่
บานเย็นบอกว่าตนไม่เบื่อเพราะผักปลาพวกนี้มีประโยชน์ทั้งนั้น หวินยิ้มปลื้มบอกว่าดีใจที่เธอชอบ คนที่ไปหามาให้กินได้ยินเข้าคงชื่นใจ ระหว่างที่หวินพูดนั้นใบ้แอบอยู่หลังตุ่มโผล่หน้ามาจากหลังตุ่มน้ำฝนยิ้ม หน้าบาน
"ฝากขอบคุณน้าเพิ่มแทนเย็นด้วยนะจ๊ะ" บานเย็นคิดว่าเพิ่มเป็นคนจัดหามาให้ หวินรับคำไปตามเพลง แต่แอบมองไปทางใบ้อย่างให้กำลังใจ
ใบ้แอบดู เห็นบานเย็นกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยก็ปลื้มใจ แม้เธอจะคิดว่าเพิ่มเป็นคนหาให้ก็ไม่เป็นไร ขอแต่เธอได้กินดีกินอร่อยใบ้ก็ชื่นใจแล้ว
ooooooo
อุษาอยู่ที่พระนคร อ้อนกิติสุดฤทธิ์ อยากกินอะไรนึกได้ก็สั่งจากภัตตาคารร้านหรู สั่งแต่ละครั้งเหมือนจะเอาไปขาย จนคุณหญิงบ่น พอถูกบ่นเธอก็ขู่ว่ากินแค่นี้ไม่เท่าไรหรอก หรืออยากให้หลานออกมาผอมเป็นกุ้งแห้งอดโซมาตั้งแต่ในท้อง
เมื่อท้องได้ 9 เดือน อุษาก็สั่งซื้อผ้ามาทำผ้าอ้อมกองพะเนิน คุณหญิงท้วงติงว่าโบราณเขาถือไม่ให้เตรียมไว้ก่อนล่วงหน้า อุษาก็ย้อนถามว่าจะให้ลูกตนเกิดมานอนล่อนจ้อนอยู่ในกระด้งหรืออย่างไร ส่วนกิติก็พูดเป็นเสียงเดียวกับเมียว่า
"เราอยู่ในเมืองศิวิไลซ์กันนะครับ คุณแม่ยังเชื่อคติโบราณบ้านนอกนั่นอยู่หรือ ล้าสมัยเหลือเกิน"
ผิดกับบานเย็น อยู่บ้านไทรโศกได้กินอาหารพื้นบ้าน ผักจากท้องนาปลาจากท้องน้ำ ผลไม้ก็เก็บสดๆจากต้น
ใบ้ยังเพียรหาของกินทุกอย่างมาให้เต็มความสามารถ วันนี้ก็เอามะยมใส่มาเต็มจานวางไว้ที่เฉลียง พอบานเย็นออกมาเห็นก็พุ่งเข้ากินอย่างเอร็ดอร่อยจนใบ้ที่แอบดูอยู่เข็ดฟัน แทน แต่เธอก็ยังนึกว่าเพิ่มเป็นคนหามาให้อยู่ดี
ถึงเดือนนี้ บานเย็นท้องได้ 7 เดือนแล้ว เธอเริ่มเตรียมผ้าอ้อมโดยตัดเย็บเองอย่างพิถีพิถัน
เวลาที่บานเย็นตัดเย็บผ้าอ้อมนั้น ใบ้ก็สานปลาตะเพียนร้อยเป็นพวงสวยงาม ลูกปลาว่ายเป็นฝูงอยู่ใต้ท้องแม่ปลาน่ารักมาก
แต่พอใบ้ถือพวงปลาตะเพียนกลับกระท่อมก็ตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อเห็นยายอ่อนฟุบสลบอยู่ที่บันได ใบ้เหวี่ยงปลาตะเพียนทิ้งถลาเข้าเขย่าเรียกยายไม่เป็นภาษา
ooooooo
กลางดึกคืนนี้เอง อุษาเจ็บท้องคลอด แผดเสียงร้องราวกับกำลังจะตาย ตะโกนบอกให้กิติรีบพาไปหาหมอ ครู่หนึ่งทั้งกิติและคุณหญิงก็ช่วยกันพาอุษาขึ้นรถจะไปส่งโรงพยาบาล คุณหญิงสั่งคนใช้ว่าอย่าลืมโทร.บอกอุไรด้วยว่าอุษาเจ็บท้องใกล้คลอดแล้ว
"จะสั่งเสียอะไรนักหนา อุษาเจ็บท้องจะตายอยู่แล้ว" อุษาโวยวายเลยถูกคุณหญิงตวาดสวนไปว่าสั่งเสียให้แม่เธอตามไปดูลูกดูหลานไง ล่ะ แล้วสั่งกิติให้ออกรถเดี๋ยวอุษาจะแผดเสียงหมดลมเสียก่อน
กิติพุ่งรถออกไปอย่างเร็วทันที
ทันทีที่ไปถึงโรงพยาบาล อุษาถูกนำตัวเข้าห้องคลอดทันที อุไรมาถึงพอดีวิ่งพรวดตามเข้าไปถลาเข้าไปถามอุษาว่าเป็นอย่างไรบ้าง อุษาตวาดว่า "ก็เจ็บน่ะสิแม่ถามได้" กิติเลยขอให้อดทนหน่อย โดนอุษาแว้ดอีกว่า "คุณไม่ได้ท้องเองนี่ คุณไม่รู้หรอกว่ามันเจ็บแค่ไหน โอ๊ยยยยยยย!!!"
อุษาแผดเสียงโหยหวนจนคุณหญิงเข้าไปบอกให้หยุดได้แล้ว เจ็บอย่างไรก็ต้องทน คนอื่นเขาก็เจ็บไม่เห็นร้องอย่างนี้เลย น่าเกลียด!
"โอ๊ยยยยยยย...เจ็บบบบบบบบ..." อุษาแผดเสียงดังกว่าเก่าจนทุกคนทำหน้าสยอง
ooooooo
น่าอัศจรรย์ บานเย็นซึ่งเพิ่งท้องได้ 7 เดือน ก็เกิดเจ็บท้องขึ้นมาอย่างรุนแรง เธอพยายามกัดฟันอดทนหาทางช่วยตัวเอง เกาะฝาเกาะโต๊ะเดินออกไปจนถึงทางเดินหน้าเรือนใหญ่บ้านไทรโศก เพื่อจะหาใครสักคนที่จะช่วยได้
เดินโซซัดโซเซมาจนถึงห้องนอนหวินที่อยู่ติดกับครัว ร้องเรียกก็แทบไม่มีเสียง หวินได้ยินแว่วๆเอะใจว่าใครมาเรียกเอาดึกดื่น พอออกไปเห็นบานเย็นยืนหน้าซีดเหงื่อกาฬผุดเต็มใบหน้า พอบานเย็นบอกว่าเจ็บท้องหวินก็ยิ่งตกใจถามว่าจะคลอดแล้วหรือ ยังไม่ครบ 7 เดือนเลย
ขณะนั้นเอง หวินเหลือบเห็นเลือดไหลออกมาตามขาของบานเย็นเลยตะโกนเรียกเพิ่มสุดเสียง เมื่อเพิ่มรู้ก็รีบวิ่งไปหายายอ่อนที่เป็นหมอตำแยเก่า แต่พอไปถึงเห็นยายอ่อนนอนห่มผ้าหน้าซีดปากสั่นอยู่บนที่นอน เพิ่มอึ้ง มึน ไม่รู้จะทำอย่างไรดี บานเย็นก็จะคลอด ยายอ่อนก็จับไข้ตัวสั่นจนพูดแทบไม่เป็นภาษา
หวินพาบานเย็นกลับไปที่ห้องนอนที่เรือนหอ ผูกผ้ากับขื่อให้บานเย็นโหนไว้ ส่วนหวินเองก็บีบนวดแข้งขาช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ปากก็พร่ำบอกให้บานเย็นอดทนหน่อยเดี๋ยวเพิ่มก็ตามยายอ่อนมาแล้ว
ทันใดนั้น หวินได้ยินเสียงคนวิ่งตึงตังขึ้นเรือน ก็บอกบานเย็นอย่างดีใจว่า พูดถึงก็มาพอดีเลย แต่พอมองไปเห็นแต่เพิ่มวิ่งหน้าตื่นเข้ามา ถามหายายอ่อน จึงรู้ว่าป่วยหนัก เลยส่งใบ้มาแทน
หวินฟังแล้วเอ๋อไปเลย...
ใบ้ไม่สนใจถือหม้อสมุนไพรวิ่งเข้าครัวไปทันที หวินถามเพิ่มว่าใบ้เคยทำคลอดหรือ เพิ่มตอบหน้าตาเฉยว่าไม่เคย เคยแต่ช่วยยายอ่อนทำคลอดมาครั้งเดียวเท่านั้น
"หา!!!" หวินเอ๋อไปเป็นครั้งที่สอง
ครู่หนึ่งใบ้เอากาน้ำร้อนจากในครัวมาวางแถวปลายเท้าบานเย็นที่ดิ้นทุรนทุราย อยู่ด้วยความเจ็บปวด ใบ้ยืนเหงื่อแตก จนเพิ่มร้องเตือน
"เอ้า...ไอ้ใบ้ จะทำอะไรก็รีบทำเข้า มัวแต่งกๆเงิ่นๆ อยู่นั่นล่ะ"
ใบ้เหงื่อแตกพลั่ก แต่พอนึกถึงคำฝากย้ำของยายอ่อนที่ว่า "เอ็งต้องทำได้ ข้ารู้ว่าเอ็งต้องช่วยทั้งแม่และลูกให้ปลอดภัยจนได้ นั่นเมียกับลูกเอ็งแท้ๆไม่ใช่รึ" ทำให้ใบ้ฮึดขึ้นมา สูดลมเต็มปอดยกมือไหว้ขอโทษบานเย็น แล้วลงมือทันที
ครู่หนึ่งใบ้ส่งสัญญาณให้หวินกับเพิ่มรู้ว่าเด็กกลับหัวแล้ว ทั้งส่งสัญญาณให้ช่วยกันเบ่งด้วย หวินเริ่มนับ หนึ่ง สอง สาม แล้วทั้งหมดก็ช่วยกันเบ่งพร้อมๆกัน เสียงอื๊ดดดดดดดด...ยาวเหยียด
ที่พระนคร...
เวลาเดียวกัน อุษาอยู่ที่โรงพยาบาล ก็กำลังออกแรงเบ่งเต็มที่จนเหงื่อแตกพลั่ก
ทั้งสองคนคลอดออกมาเกือบพร้อมกัน เป็นลูกชายทั้งคู่!
ooooooo
หนึ่งเดือนผ่านไป
ที่พระนคร คุณหญิงตั้งชื่อหลานชายว่าตาอ๊อด ชื่อจริงว่าเกียรติกร จะได้คล้องจองกับกิติชื่อพ่อ อุษาเตือนความจำทวงค่าทำขวัญว่าหลานครบรอบเดือนแล้ว คุณหญิงจึงมอบเช็คของขวัญให้ 1 แสนบาท
"หวังว่าคุณพ่อของลูกคงให้ของขวัญไม่น้อยหน้าคุณย่านะจ๊ะ" อุษาหวานกับกิติเต็มที่ ปรากฏว่ากิติให้ลูกชาย 1 แสนเช่นกัน
อุษารับลูกชายจากคุณหญิงมาอุ้ม เอาเช็คใส่กระเป๋าตัวเองหน้าตาเฉยก่อนอวยพรลูกชายว่า
"ส่วนแม่ก็ขออวยพรให้ลูกได้เป็นมหาเศรษฐี เป็นเจ้าคนนายคน มีทั้งทรัพย์สมบัติและบริวารให้ใช้ให้หาไม่มีวันหมดสิ้น ขอให้ลูกมีอำนาจวาสนา ไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนกราบไหว้ ยำเกรงนะลูกนะ"
ตาอ๊อดในวัย 1 เดือน เนื้อตัวเต็มไปด้วยทองหยองทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือข้อเท้าอร่ามไปทั้งตัว
ooooooo
ที่บ้านไทรโศก ลูกชายบานเย็นในวัย 1 เดือนเช่นกัน เด็กน้อยถูกห่อด้วยผ้าอ้อมนอนอยู่ในกระด้ง ข้อมือมีสายสิญจน์ที่เพิ่มกับหวินผูกให้ก่อนหน้านี้ บานเย็นพูดกับลูกในกระด้งอย่างแสนรัก...
"วันนี้ หนูอายุครบ 1 เดือนแล้ว แม่ไม่มีแก้วแหวนเงินทองจะให้ นอกจากสมุด ดินสอ แล้วก็ตำราเรียนนี้"
บานเย็นวางของทุกอย่างไว้ในกระด้ง หยิบสายสิญจน์ที่วางบนพานผูกข้อมือให้ลูกพลางอวยพร
"แม่ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดีงามทั้งหลายจงได้โปรด ปกป้องคุ้มครองให้ลูกเป็นคนขยันหมั่นเพียร เรียนจบสูงๆและมีจิตเมตตา จะได้นำความรู้ที่ได้เรียนมาไปช่วยเหลือคนที่ลำบากยากจนกว่าเรานะลูกนะ"
หวินสบตาเพิ่มแล้วพูดกับบานเย็นว่า มีคนเขาฝากของมารับขวัญตาหนูด้วย พลางก็ดึงปลาตะเพียนฝูงใหญ่สีสันสดใสออกจากถุงกระดาษส่งให้บานเย็น
"โอ้โฮ...วาดลวดลายได้ประณีตมากเลยจ้ะ" พลางบานเย็น ก็เอาไปแกว่งหยอกล้อลูก "ลูกมีของเล่นแล้วนะ เห็นไหมจ๊ะ"
หวินเอ่ยขึ้นไม่เต็มปากเต็มเสียงว่าตนกับเพิ่มผูกข้อมือแล้วจะให้คนที่ฝาก ของนี้มาผูกข้อมือด้วยอีกคนจะได้ไหม บานเย็นยินดี แต่พอถามว่าเป็นใคร หวินบอกว่าใบ้เท่านั้น ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของบานเย็นก็กลับนิ่งขรึมลง พูดเรียบๆแต่หนักแน่นว่า
"เห็นทีจะไม่ได้"
"เห็นใจมันเถอะหนูเย็น มันอุตส่าห์ดูแลหนูเย็นมาตั้งแต่ตอนท้อง ผักหญ้าปลาปูหรือแม้กระทั่งมะยมมะขามมัน ก็เป็นคนหามาให้ ผ้าขาวทั้งพับก็มาจากเงินค่าจ้างทำนาที่มันอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเอาไว้ ไม่ใช่มาจากน้าเพิ่มหรือพี่หวิน อย่างที่หนูเย็นเข้าใจหรอก" หวินพยายามหว่านล้อม เพิ่มฟังแล้วช่วยขอร้องว่า
"นึกว่าสงสารมันเถอะหนูเย็น มันคงคิดถึง...เอ่อ...ตาหนูน่ะ"
"ก็เพราะว่าเย็นสงสาร เย็นถึงต้องทำอย่างนี้ ให้เขาตัดใจ ทำใจเสียเดี๋ยวนี้เลยว่าตาหนูไม่ใช่ลูกเขา ดีกว่ายอมให้เจอกันแล้วต้องผูกพันกันไปไม่จบไม่สิ้น" บานเย็นพูดเรียบขรึมจนเพิ่มกับหวินพูดไม่ออก ได้แต่ชายตามองไปทางมุมหนึ่งที่ใบ้แอบดูอยู่
ใบ้ได้ยินบานเย็นพูดเช่นนั้นก็ได้แต่ยืนน้ำตาคลออยู่ตรงนั้น ไม่กล้าขยับเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว...
ooooooo
ค่ำวันหนึ่ง คุณหญิงแปลกใจเมื่อรู้ว่ามีคนมาหา พอก้าวเข้าไปในห้องรับแขกเห็นชายคนหนึ่งยืนหันหลังให้อยู่ จึงเอ่ยทัก
"เห็นเด็กเข้าไปบอกดิฉันว่า คุณต้องการพบดิฉัน"
ชายคนนั้นหันมา คุณหญิงเพ่งมองครู่หนึ่งก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจ ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
"สวัสดีค่ะ ท่านเจ้าคุณยิ่งยศฯ"
"สวัสดีครับคุณหญิง" ท่านเจ้าคุณยิ่งยศศฤงคารนั่นเอง พอคุณหญิงเอ่ยว่าไม่ได้เจอกันเสียนาน ท่านเจ้าคุณฯบอกว่า "ผมเพิ่งกลับจากอังกฤษเลยเพิ่งทราบข่าวเรื่องท่านเจ้าคุณธีระรัตน์ ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ"
"ท่านเสียไปเกือบปีแล้วค่ะ พ่อกิติเองก็มีลูกแล้วคนหนึ่งเป็นผู้ชาย แล้วพ่อฉัตรพงษ์ล่ะคะ"
"ที่ผมจำเป็นต้องมาพบคุณหญิงมืดๆค่ำๆอย่างนี้ก็ด้วยเรื่องนี้ล่ะครับ"
คุณหญิงมองท่านเจ้าคุณฯด้วยสีหน้าแปลกใจ
ooooooo
บานเย็นคลอดลูกได้เดือนกว่าแล้ว หวินกับเพิ่มปรารภกันขณะกินของหวานว่าเราจะปิดเรื่องนี้กับคุณหญิงไปได้อีก นานแค่ไหน
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อย่างไรข้าก็จะไม่เผ่นไปบอกท่านเด็ดขาด เพราะถ้าท่านรู้ละก็..."
"พี่กลัวเหมือนอย่างที่ฉันกลัวใช่ไหม" หวินถาม เพิ่มถึงกับกินของหวานไม่ลง แต่พอวางช้อนลงเสียงดำก็โหวกเหวกโวยวายเข้ามา บอกว่าคุณหญิงมาจากพระนคร
เพิ่มกับหวินมองหน้ากันว่าจะทำอย่างไรดี
เป็นเวลาที่บานเย็นอุ้มลูกไปไหว้สถูปท่านเจ้าคุณธีระรัตน์พอดี บานเย็นบอกกล่าวกับเจ้าคุณพ่อว่าพาลูกมากราบ ขอให้เจ้าคุณพ่อโปรดปกป้องคุ้มครองตาหนูด้วย อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่าเป็นธีระรัตน์คนหนึ่ง
ระหว่างนั้นแว่วเสียงเหมือนมีอะไรเหยียบใบไม้กรอบ แกรบ บานเย็นเดาได้พูดโดยไม่หันมอง
"ฉันรู้นะว่าเป็นนาย"
ใบ้นั่นเอง พอรู้ว่าบานเย็นรู้ตัว ใบ้ก็หลบแว้บเข้าบังหลังต้นไม้ใหญ่ บานเย็นยังคงพูดต่อไปว่า
"นายจะสะกดรอยตามฉันกับลูกไปถึงไหน เอาล่ะ ได้อยู่ด้วยกันตามลำพังอย่างนี้ก็ดีแล้ว ฉันมีเรื่องจะขอร้องนาย ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันไม่เคยคิดที่จะขออะไรจากนาย แต่วันนี้ฉันอยากจะขอ"
บานเย็นสูดลมหายใจลึกๆอย่างให้กำลังใจตัวเอง ในขณะที่ใบ้ใจเต้นไม่เป็นส่ำ
"ฉันขอให้นายลืมเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างเรา ขอให้ฉันได้มีชีวิตอยู่กับลูกอย่างอิสระ สุดท้าย ฉันขอให้นายเดินออกไปจากชีวิตเราสองคนแม่ลูกเสียที"
ใบ้น้ำตาคลอ ชาไปทั้งตัว กัดฟันข่มความรู้สึกอยู่อึดใจ ก็ตัดใจเดินจ้ำออกไปจากที่ซ่อน
บานเย็นยังอยู่ที่เดิม ได้ยินแต่เสียงย่ำใบไม้ที่ห่างออกไปทุกที เธอนิ่งคิดอย่างไม่แน่ใจว่าตัวเองทำถูกหรือเปล่า ใบ้คงเจ็บปวดสาหัส แต่ว่า...ทั้งเขาและเธอต่างก็ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดด้วยกันทั้งคู่ไม่ใช่ หรือ...
ooooooo
เพิ่มกับหวินรีบไปต้อนรับคุณหญิงและท่านเจ้าคุณยิ่งยศ เมื่อเข้าไปนั่งที่เฉลียงรับแขกบ้านไทรโศก ท่านเจ้าคุณยิ่งยศเล่าธุระสำคัญที่ต้องมาถึงที่นี่ว่า
"ระหว่างที่ฉันไปราชการที่ประเทศอังกฤษ ตาฉัตรพงษ์ก็ทิ้งแม่ดาราแล้วหนีไปกับสาวใช้ในบ้านที่ชื่อลำดวน ทิ้งให้แม่ดาราอยู่กับลูกสาวตามลำพัง จนทั้งคู่บินไปหาฉันที่อังกฤษ แล้วแม่ดาราก็ตรอมใจตายที่นั่น"
เพิ่มแสดงความเสียใจด้วย ท่านเจ้าคุณยิ่งยศจึงเอ่ยปากไหว้วานให้ช่วยสืบ เพราะตนรู้ว่าลูกชายตนหนีไปกบดานอยู่กับแม่ลำดวนที่ชุมพรเป็นปี แต่ตอนนี้ย้ายกลับมาอยู่แถวไทรโศกแล้ว
"ท่านเจ้าคุณฯ ท่านอยากให้แกช่วยเป็นหูเป็นตาให้
หน่อยนะเจ้าเพิ่ม ถึงอย่างไรพ่อฉัตรพงษ์ก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกท่าน อีกอย่างแกก็รู้จักมักคุ้นกับพ่อฉัตรพงษ์ดี" คุณหญิงเอ่ยปากแทนท่านเจ้าคุณฯ
"ถึงตอนนี้เขาจะสมัครใจอยู่กินกับใครฉันก็ไม่ว่า เพียงแต่อยากจะตามตัวให้กลับมาอยู่ที่บ้าน ฉันสงสารหลาน อย่างไรก็ฝากเธอช่วยสืบหาตัวให้ด้วยนะ" ท่านเจ้าคุณฯเอ่ยขอในตอนท้าย
"ครับ ได้ข่าวคืบหน้าอย่างไร ผมจะเรียนให้ท่านทราบทันทีครับ" เพิ่มรับคำ ท่านเจ้าคุณฯหันไปยิ้มกับคุณหญิงอย่างสบายใจขึ้น ส่วนเพิ่มก็แอบสบตากับหวินโล่งใจที่คุณหญิงไม่ได้มาเรื่องบานเย็น
ooooooo
เดินหนีจากบานเย็นมาตามคำขอร้องของเธอแล้ว ใบ้มานั่งเศร้าเสียใจอยู่ที่ท่าน้ำ ครู่หนึ่งได้ยินเสียงคนเดินมา พอเหลียวไปเห็นคุณหญิงเดินมาที่ท่าเรือก็ รีบหลบไปหลังต้นไม้ทันที
แต่พอเดินมาถึงท่าน้ำ คุณหญิงกลับบอกให้ท่านเจ้าคุณฯรอสักครู่ หันมาถามเพิ่มว่าบานเย็นเป็นอย่างไรบ้าง เพิ่มหันมองหน้ากับหวินอึกอักนิดหนึ่งก่อนตอบว่า สบายดีครับ
คุณหญิงถามว่าแล้วไปไหน ทำไมไม่โผล่มาให้เห็นบ้างถามหวินว่าอยู่ที่เรือนเล็กใช่ไหม หวินหายใจไม่ทั่วท้องตอบไม่ออก เพิ่มเลยปดไปว่าบานเย็นไปซื้อยาสมุนไพรบำรุงครรภ์ ที่ในเมือง คลาดกับคุณหญิงนิดเดียวเอง
คุณหญิงบอกว่าอยากเห็นว่าท้องโตขนาดไหนเพราะ 8 เดือนแล้ว หวินรีบบอกทันทีว่ากว่าบานเย็นจะกลับก็คงอีกนาน เห็นว่าจะแวะไปซื้อผ้ามาเย็บผ้าอ้อมเพิ่มด้วย ดีไม่ดีอาจจะกลับเอาเย็น
ใบ้ได้ยินคุณหญิงถามหาบานเย็นก็ใจหายวาบรีบ
แล่นไปจากตรงนั้น ส่วนเพิ่มก็พยายามหาทางให้คุณหญิงรีบกลับไป บอกว่าตอนบ่ายจัดๆน้ำก็เริ่มลดแล้วเกรงว่าจะเอาเรือออกไปไม่ได้ คุณหญิงเลยชวนท่านเจ้าคุณฯกลับกันดีกว่า
เพิ่มกับหวินสบตากันอย่างโล่งอกที่ช่วยกันพูดจนคุณหญิงยอมกลับพระนครได้สำเร็จ
ooooooo
ระหว่างบานเย็นอุ้มลูกเดินจากสถูปกลับเรือนพักนั่นเอง เจอใบ้วิ่งหน้าตื่นเข้ามา เธอฉุนกึกถามว่าเราพูดกันรู้เรื่องแล้วไม่ใช่หรือ ไล่ใบ้ให้ไปเสียตนกับลูกขออยู่กันตามลำพัง ใบ้ร้อนใจไม่รู้จะบอกอย่างไร ตรงเข้าจับแขนเธอไว้ก็ทำให้บานเย็นยิ่งโมโห เอ็ดให้ ปล่อย ใบ้พยักพเยิดให้บานเย็นเดินไปอีกทางหนึ่ง เธอก็ไม่ยอมไปเดินดุ่มบ่ายหน้ากลับไปทางเดิม ซ้ำยังขู่ใบ้ว่าขืนตามมาอีกก็ไม่ต้องคุยกันอีกเลย
ปรากฏว่าคุณหญิงยังไม่ได้กลับทันที เพราะต้องรอท่านเจ้าคุณฯไปตรวจที่นาของท่านกลับมาก่อน ระหว่างนี้ก็ให้ตามหมอมาบีบคลายเส้นให้ด้วย เพิ่มรับคำแล้วแอบกระซิบหวิน ให้รีบพาคุณหญิงขึ้นไปบนเรือน ส่วนตนจะรีบไปดักบานเย็นไว้ก่อน
แต่พอหวินไปเชิญคุณหญิงขึ้นเรือน คุณหญิงเกิดอยาก นั่งที่แคร่นี่เพราะลมเย็นดีเสียอีก
ระหว่างนั้นเอง บานเย็นก็เดินเอ็ดเสียงดังมาโดยมีใบ้ เดินตามอย่างพยายามจะยื้อไว้
"บอกแล้วอย่างไรว่าฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ฉันจะกลับไปป้อนนมลูกที่เรือน ตาหนูหิวแล้วเห็นรึเปล่า นายนั่นแหละไปไกลๆ ไปให้พ้นหูพ้นตาฉันเดี๋ยวนี้เลย ไปสิ!!"
เมื่อใบ้ยังพยายามตามตื๊อตามยื้อ บานเย็นโมโหเลยคว้าของเขวี้ยงใส่ถูกคิ้วใบ้แตกเลือดออกทันที ปรากฏว่าเหตุ-การณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาคุณหญิง เพิ่ม และหวิน เพิ่มกับหวินหัวใจแทบหยุดเต้น
"เอ็งจงใจโกหกข้ารึไอ้เพิ่ม อีหวิน!!" คุณหญิงหันขวับมาจ้องทั้งสองราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
แล้วคุณหญิงก็หันมาพูดกับบานเย็นด้วยนํ้าเสียงอ่อนหวานรื่นหูว่า
"คลอดลูกแล้วหรือบานเย็น ไหน...เอามาดูซิ"
ใบ้แทบลืมหายใจ ในขณะที่บานเย็นหนาวเยือกกับนํ้าเสียงหวานหูของคุณหญิงจนต้องกระชับอุ้มลูกไว้แนบอกโดยไม่รู้ตัว
ooooooo










