ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ไทรโศก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อุษาใช้มารยาร้อยเล่มเกวียน ทั้งยั่วยวน หลอกล่อ และรุกเร้า จนกิติต้องบอกว่าเขาจะแต่งงานกับเธอทันทีที่กลับพระนคร เท่านั้นเอง อุษาก็กระโจนเข้าหากิติเป็นฝ่ายรุกเขาอย่างร้อนแรงจนชายหนุ่มต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ

เวลาที่กิติกับอุษากำลังเริงสวาทกันนั้น เป็นเวลาที่บานเย็นพยายามรวบรวมสติสวดมนต์ กระนั้นภาพกิติกับอุษาก็ยังตามหลอนจนไม่มีสมาธิสวดมนต์ต่อไปไม่ได้ ร้องไห้โฮออกมา เอื้อมมือไปคว้าผ้าเช็ดหน้าที่ใบ้เพิ่งเอามาคืน ซับน้ำตาจนเปียก

ส่วนเจ้าคุณฯ วันนี้รู้สึกกระสับกระส่ายเหงื่อแตกซึมเต็มหน้าผาก เหตุเพราะท่านกำลังถูกภาพในอดีตเมื่อ 19 ปีก่อน หลอกหลอนอย่างรุนแรง

เวลานั้นท่านพักอยู่ที่บ้านพักปลัดจังหวัด   คืนหนึ่ง... คืนนั้น...เยื้อนมาเคาะประตูเรียกอย่างร้อนรน เมื่อเข้าไปและเจรจากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เยื้อนกอดทารกบานเย็นวัย 1 เดือนไว้แนบอก ก้มหอมลูกอย่างอาลัย เอ่ยเหมือนบอกลา...

"พ่ออยากให้ลูกรู้นะแม่เย็น ว่าถึงอย่างไรพ่อก็รักลูกเสมอ พ่อรักลูกที่สุด แล้วพ่อก็วางใจว่าได้ฝากลูกไว้กับคนที่ดีที่สุดแล้ว"

เยื้อนก้มหอมทารกน้อยอีกครั้ง ก่อนส่งให้คุณพระฯด้วยน้ำตานองหน้า เอ่ยฝากฝังว่า

"ขอฝากบานเย็นไว้กับนายด้วยนะเกิด ถ้าลูกกันโตพร้อมที่จะออกเหย้าออกเรือน นายก็ช่วยแบ่งที่ดินที่ไทรโศกให้บานเย็นมันไว้พอเลี้ยงปากท้องตัวเองบ้าง"

เวลานั้นคุณพระฯบอกเพื่อนร่วมสาบานว่าไม่ต้องห่วง อย่างไรเสียที่ผืนนี้ก็ต้องตกเป็นของบานเย็นอยู่ดี เยื้อน ขอให้สาบานว่าจะดูแลลูกตนอย่างดี คุณพระฯตอบรับทันทีว่า

"กันสาบาน"

เมื่อเยื้อนเข้าไปจับไหล่คุณพระฯแน่นด้วยความซาบซึ้งใจ คุณพระฯถามว่าทำไมเยื้อนพูดเหมือนกับจะหนีไปไหนไกลๆเยื้อนตอบเป็นปริศนาว่า

"ใช่...ไปไกล แค่คำสาบานที่นายให้ไว้ มันทำให้กันสบายใจและหมดห่วง ขอบใจนะเจ้าเพิ่มที่ช่วยเซ็นชื่อเป็นพยานให้" พูดกับเพิ่มแล้วหันไปทางคุณพระฯเอ่ยเสียงสะท้าน "กันลาล่ะนะเพื่อนรัก ลาก่อนนะลูกรักของพ่อ"

พูดเสร็จเยื้อนหยิบปืนที่เหน็บซ่อนที่เอวออกมาจ่อขมับลั่นไกทันที เสียงปืนทำให้ทารกน้อยแผดเสียงร้องไห้จ้าด้วยความตกใจ

คิดถึงอดีตถูกภาพหลอนจนขวัญเสีย ทำให้เจ้าคุณฯร้องเสียงดังลั่น

"อย่า...อย่า!!!"

เจ้าคุณฯมองหน้าคุณหญิง บานเย็น และเพิ่มที่วิ่งเข้ามาจับท่านเขย่าให้รู้สึกตัว แต่เห็นหน้าทุกคนเป็นหน้าของเยื้อน ที่อาบเลือดไปหมด!

เจ้าคุณฯดิ้นกระเสือกกระสนหนีจนคุณหญิงต้องเข้าจับตัวไว้พยายามเรียกและบอกว่าตนอยู่นี่ แต่ดูเหมือนเจ้าคุณฯจะไม่รับรู้อะไรแล้ว ร้องแต่กลัว...กลัว!! และไล่ไป... ไปให้พ้น!! คุณหญิงถูกเจ้าคุณฯผลักกระเด็นจนต้องหันไปร้อง
บอกเพิ่มให้ช่วยจับท่านไว้ สั่งเย็นให้รีบไปตามกิติมาพาเจ้าคุณพ่อไปหาหมอเดี๋ยวนี้

ขณะบานเย็นกำลังจะวิ่งออกไปนั่นเอง เจ้าคุณฯ ก็เรียกไว้ไม่ยอมให้ไปไหน ในที่สุดคุณหญิงเลยต้องไปเอง

ooooooo

คุณหญิงไปที่ห้องนอนของกิติ   โดยไม่รู้ว่าภายในห้องอุษากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง   กำลัง

ฝันหวานถึงทรัพย์สมบัติมหาศาลของธีระรัตน์ที่

ต่อไปจะต้องตกเป็นของตนในฐานะสะใภ้  ส่วนกิตินอนสลบไสลหมดเรี่ยวแรงอยู่บนเตียง

คุณหญิงวิ่งกระหืดกระหอบไปถึงหน้าห้อง ร้องเรียกกิติอย่างร้อนรน อุษาดีใจที่จะได้เปิดเผยตัวกับคุณหญิง ทำที หันไปเรียกกิติถามว่าคุณหญิงมาจะทำอย่างไรดี

กิติงัวเงียขึ้นมาไม่ทันตั้งหลัก คุณหญิงก็ผลักประตูเข้ามาแล้ว อุษาทำเป็นตกใจคว้าผ้าขึ้นปิดช่วงอกที่เปลือยเปล่า คุณหญิงเห็นสภาพของทั้งคู่ตรงหน้าก็แทบช็อก ถามอย่างตื่นตะลึงว่า

"นี่มันอะไรกัน เจ้าคุณพ่อป่วยอาละวาดเสียงดังลั่นบ้าน แทนที่จะมีแก่ใจออกไปดู   กลับมาทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงกันอยู่ที่นี่!!"

พอกิติตั้งสติได้ก็พุ่งเป้าไปที่บานเย็นทันที  เชื่อว่าบานเย็นไปฟ้องคุณหญิงจนเกิดเรื่องแบบนี้ ลุกขึ้นใส่เสื้อผ้า คำรามอย่างแค้นใจ "อีเย็น!" แล้วเดินอ้าวออกไป

ooooooo

เจ้าคุณเรียกบานเย็นไว้ จากนั้นยื่นซองเอกสารให้เพิ่ม สั่งกำชับว่า

"รักษาไว้ให้ดีนะเจ้าเพิ่ม    เปิดพินัยกรรมแล้ว

เมื่อไหร่เอ็งค่อยเปิดออกดู"

ทันทีที่เพิ่มรับซองเอกสารจากเจ้าคุณฯ  กิติก็พรวดพราดเข้ามา  ตรงเข้ากระชากบานเย็นที่กำลังนวดขาให้เจ้าคุณฯจนหน้าหงาย   ตบผัวะลงไปกองแทบเท้าเจ้าคุณฯ   พอดีคุณหญิงเพิ่งมาถึง

"ตีเย็นทำไม" เจ้าคุณฯตกใจตาเหลือก ส่วนเพิ่มรีบเข้าประคองบานเย็นที่ยังมึนงงอยู่

กิติหาว่าบานเย็นมาฟ้องคุณหญิงเรื่องตนกับอุษา บานเย็นบอกว่าตนไม่รู้เรื่อง ก็ถูกอุษาทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกิติถามเสียงดังอย่างต้องการประกาศให้ทุกคนรู้ว่า

"ถ้าไม่รู้แล้วคุณหญิงจะเข้าไปเจอฉันนอนอยู่กับคุณกิติในห้องได้ยังไง"

เจ้าคุณฯช็อกกับเรื่องที่ได้ยินจากปากอุษา ส่วนบานเย็นก็ยังคงยืนกรานว่าตนไม่รู้เรื่องจริงๆ พลางหันไปมองคุณหญิงเชิงขอให้ช่วยเป็นพยาน แต่คุณหญิงกลับนิ่ง ทำให้กิติยิ่งเชื่อว่าบานเย็นเป็นคนมาฟ้องแน่ ทั้งด่าทั้งตรงเข้ากระชากผมบานเย็นมาตบหน้าอีก เพิ่มเข้าไปห้ามก็ไม่ยอมหยุด จนเจ้าคุณฯร้องเสียงดัง

"อย่าาาา!!!"

เจ้าคุณฯฮึดรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีเพื่อจะลุกไปห้ามกิติ แต่พลาดตกเตียงหน้าคว่ำไปกระแทกพื้น ทุกคนตกใจถลาเข้าหา เพิ่มพลิกหน้าเจ้าคุณฯขึ้นมา ทุกคนตะลึงงันเมื่อเห็นท่านกระอักเลือดออกมาเป็นลิ่มๆ คุณหญิงและบานเย็นร้องไห้โฮออกมา

เจ้าคุณฯที่อยู่ในอ้อมแขนเพิ่ม   นอนตาลอยค้างอยู่อย่างนั้น...

ภาพเมื่อ 30 ปีที่แล้วหวนกลับมาสู่ความทรงจำของเจ้าคุณฯอีกครั้ง เวลานั้น ทั้งเจ้าคุณฯซึ่งชื่อเดิมว่าเกิด และเยื้อน อยู่ในวัย 20 เท่ากัน เป็นเพื่อนรักกันมาก จนวันหนึ่งไปสาบานต่อหน้าองค์พระประธาน โดยเยื้อนเอ่ยขึ้นก่อนว่า
"ลูกขอสาบานว่า ลูก...นายเยื้อน โพธิ์งาม จะรักและซื่อสัตย์ต่อนายเกิด ธีระรัตน์ ลูกจักยอมตายเพื่อเพื่อนรักคนนี้ และจะไม่มีวันทรยศหักหลังเพื่อนเป็นอันขาด"

จากนั้น เกิด ธีระรัตน์ จึงสาบานต่อ

"ถ้าแม้นใครผิดคำสาบาน ขอให้มันผู้นั้นพินาศฉิบหายและมีชีวิตโดยปราศจากซึ่งความสุข จนแม้ในยามหมดลม ก็ขอให้มันทุรนทุรายไปจนกว่าจะขาดใจตาย"

เพื่อนร่วมสาบานทั้งสองหันยิ้มให้กันอย่างมั่นใจในกันและกัน

หลังจากนั้นอีก 14 ปี คือในปี พ.ศ.2463 เวลานั้น เกิด ธีระรัตน์ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นคุณพระธีระรัตน์แล้ว มีภรรยาชื่อคุณชื่น ทั้งสองได้พาเด็กหญิงบานเย็นในวัย 3 ขวบ เข้ามาที่บ้านไทรโศก

เวลานั้น คุณพระฯเดินสำรวจ เห็นรูปถ่ายของเยื้อน เดี่ยวๆ เยื้อนถ่ายคู่กับสมบุญซึ่งตั้งครรภ์แก่แล้ว และยังมีรูปครอบครัว ที่มีเยื้อน สมบุญ และเด็กหญิงบานเย็นในวัยทารก

เมื่อคุณพระฯย้ายเข้ามา ได้สั่งคนงานให้เก็บรูปถ่ายทั้งหมดใส่ลังแล้วเอารูปตัวท่านกับครอบครัวติดแทน เพิ่มซึ่งเป็นคนรู้เรื่องทั้งหมด อุ้มบานเย็นในมือ ดูเหตุการณ์อยู่อย่างหดหู่ใจ

คุณชื่นเดินเข้ามากวาดสำรวจบ้านอย่างพอใจ   ถามคุณพระฯว่า

"ใหญ่โตเหลือเกินค่ะคุณพี่ เจ้าของเขาขายให้ราคาเท่าไหร่คะ"

"ก็...ไม่แพงพรอกจ้ะ พอดีบ้านกับที่นาเขาหลุดจำนอง พี่ก็เลยซื้อเอาไว้" คุณพระฯตอบพลางโอบพาคุณชื่นเดินชมบ้าน อดไม่ได้ที่จะชำเลืองรูปของเยื้อนกับครอบครัวที่ถูกเก็บใส่ กล่องวางกับพื้น...

ooooooo

คุณหลวงคิดถึงอดีตทั้งที่ยังตาลอยอยู่ในอ้อมแขนของเพิ่ม ครู่หนึ่งค่อยๆเหลือบมองมาทางบานเย็นที่นั่งร้องไห้อยู่ปลายเท้า คิดเห็นภาพเด็กหญิงบานเย็นในวัย 13 ปีที่ยังไร้เดียงสา

เวลานั้นคุณพระฯยังอยู่ที่บ้านหลังเก่าในพระนคร แต่มีรายได้จากบ้านไทรโศกมากมาย วันหนึ่งท่านมองเงินกองโต ที่วางกองอยู่บนโต๊ะอย่างลิงโลด พูดอย่างอิ่มเอมใจกับคุณชื่นในเวลานั้นว่า

"ไม่น่าเชื่อว่ารายได้จากไทรโศกมันจะมหาศาลขึ้นทุกปีอย่างนี้ ถ้าเย็นเรียนจบ ม.3 แล้ว ฉันว่าจะเจียดเงินส่งให้ เรียนต่อจนถึง ม.8 นะแม่ชื่น"

คุณชื่นแย้งทันที สาธยายถึงรายจ่ายมากมายในครอบครัว โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายของกิติที่อังกฤษ ทั้งยังคิดจะซื้อบ้านใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับตำแหน่งท่านเจ้าคุณฯที่จะได้รับเร็วๆนี้ด้วย นอกจากนั้นยังอยากได้รถรุ่นใหม่จากยุโรปไว้ใช้ให้สมฐานะสักสองสามคัน

ฟังโครงการและเหตุผลของคุณชื่นเวลานั้นแล้ว คุณพระฯ ได้แต่เงียบไป

อีกสองปีต่อมา คุณพระฯได้รับบรรดาศักดิ์เป็นคุณหลวง ธีระรัตน์ บานเย็นเอามาลัยดอกมะลิใส่พานมากราบแสดงความ ยินดีกับท่าน กลับถูกคุณชื่นหาว่าจะมาเสนอหน้าขอเรียนต่อ ปรามว่าไม่มีวันเสียละ  ลำพังค่าใช้จ่ายในบ้านก็มากมาย ขืนส่งให้เรียนต่อมีหวังต้องกินหญ้ากันหมด

"เย็นรู้เจ้าค่ะว่าเย็นเป็นภาระของคุณพ่อ เย็นไม่ได้ อยากจะเรียนต่อหรอกเจ้าค่ะ เท่าที่คุณพ่อส่งเย็นเรียนมาจนถึงขั้นนี้ก็นับว่าเป็นบุญของเด็กกำพร้าคนนี้เหลือเกินแล้ว เย็นกราบขอบพระคุณอีกครั้งนะเจ้าคะ" พูดเสร็จบานเย็นกราบแทบ เท้าคุณพระฯจริงๆ

เจ้าคุณฯนอนคิดถึงเรื่องราวในอดีต เห็นบานเย็นร้องไห้ ด้วยความตกใจกับอาการของตนก็ให้นึกเวทนาเอ็นดูว่า ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไปบานเย็นก็ยังจงรักภักดีพร้อมรับใช้อยู่แทบเท้าเสมอต้นเสมอปลาย

"เย็นเอ๊ย..พ่อ..ขอโทษ ขอโทษลูกสำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมา อภัยให้พ่อด้วยนะลูก" พูดแล้วเจ้าคุณฯละสายตามองไปทางคุณหญิงและกิติ พูดกับทั้งคู่ทั้งที่เลือดยังทะลักออกจาก ปาก "สำหรับคุณหญิงและลูก ฉัน..ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดแล้ว"

คุณหญิงน้ำตาร่วงเผาะ ส่วนกิตินั่งอึ้ง เจ้าคุณฯหันมอง เพิ่มที่ประคองให้ท่านนั่งอยู่  เอ่ยปาก

"ดูแลเย็นแทนพ่อด้วย  ดูแลอย่างดีที่สุด  เอ็งรู้ดีกว่าใครว่า...ทำไม"

พูดแล้วเจ้าคุณฯเลื่อนสายตามองไปทางท้ายห้อง ในสายตาท่านเห็นเยื้อนยืนอยู่ด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง  ผิวพรรณสะอาด เจ้าคุณฯเอ่ยกับเยื้อนที่เห็นในสายตาว่า

"กันทำตามสัญญาที่ให้ไว้แล้ว...สัญญา"

พูดได้แค่นั้น เจ้าคุณฯก็คอพับสิ้นลม คุณหญิงร้องไห้โฮซบกับอกท่าน กิติดึงบานเย็นออกแล้วแทรกตัวเข้าแทนที่อยู่ แทบเท้าเจ้าคุณพ่อ อุษาผวาเข้าไปใช้เท้ายันบานเย็นห่างออกไปแล้วแทรกเข้าไปนั่งเคียงกิติ

เพิ่มเห็นการกระทำของทุกคน  เขานึกหวั่นถึงความวุ่นวายที่ส่อเค้าแล้ว...

บานเย็นถูกเขี่ยออกมาอยู่มุมห้อง  เธอแอบร้องไห้ มองเจ้าคุณฯด้วยความอาลัยรักสุดซึ้ง...

ooooooo

ในวันรดน้ำศพท่านเจ้าคุณธีระรัตน์ ใบ้มีหน้าที่เสิร์ฟน้ำชาแขกผู้มาร่วมงาน ใบ้พยายามมองหาบานเย็น ก็ไม่เห็น

คุณหญิงเสียใจร้องไห้ไม่หยุด จนพระครูฯต้องให้กำลังใจ ให้เข้มแข็ง อยู่เป็นหัวหน้าบริวารทั้งหลายแทนเจ้าคุณฯ

ส่วนอุษาก็แสดงความเศร้าโศกเสียใจเยี่ยงคนในครอบครัว แสดงตัวเป็นสะใภ้เต็มที่ จนพระครูฯถามคุณหญิงว่าหญิงสาว คนนั้นเป็นใคร กิติชิงบอกว่าเป็นเพื่อนสนิทกับตน ท่านเอ่ย ลอยๆว่า

"ดูจะสนิทสนมกับโยมเจ้าคุณฯมากสินะ ดูจะเสียอก เสียใจหนักกว่าคุณหญิงเสียอีก"

คุณหญิงแอบค้อนอุษาอย่างไม่พอใจที่ทำออกหน้าออกตาจนไม่งาม  ส่วนกิติยิ้มพิพักพิพ่วน  เพิ่มรู้เห็นทั้งหมด ได้แต่ถอนใจเฮือกๆ

ooooooo

ตลอดพิธีงานศพของเจ้าคุณฯ นับแต่รดน้ำศพจนกระทั่งเผา บานเย็นถูกคุณหญิงกีดกันไม่ให้เข้าร่วมงานเด็ดขาด ในงานรดน้ำศพถึงกับประกาศกร้าวว่า อนุญาตเฉพาะคนที่เป็นธีระรัตน์ เท่านั้นที่จะขึ้นไปรดน้ำได้  คนอื่นห้ามเด็ดขาด

นอกจากกีดกันบานเย็นไม่ให้เข้าร่วมพิธีแล้ว คุณหญิงยังกล่าวหาว่าบานเย็นเป็นต้นเหตุให้เจ้าคุณฯหัวใจวาย เพราะไปทำสำออยบีบน้ำตาต่อหน้าท่าน

เพิ่มสงสารบานเย็นมาก เมื่อเห็นว่าแขกที่มางานกลับไปกันหมดแล้ว จึงเข้าไปขออนุญาตคุณหญิงพาบานเย็นขึ้นไปกราบและสวดศพเจ้าคุณพ่อ ถูกคุณหญิงยื่นคำขาดขู่ว่า

"ถ้ายังอยากได้ชื่อว่าเป็นธีระรัตน์อยู่ละก็ อย่าเอาเรื่องรกหูอย่างนี้มาพูดกับฉัน ฉันต้องการให้คุณพี่จากไปโดยสงบ ไม่ใช่ต้องมาห่วงกับนังนั่นอีก"

เพิ่มฟังแล้วสะอึกอึ้ง นึกไม่ถึงว่าคุณหญิงจะเกลียดชัง บานเย็นถึงเพียงนี้

อุษาสงสัยว่าในเมื่อบานเย็นไม่ใช่ญาติแล้วทำไมถึงเรียกเจ้าคุณฯว่า "เจ้าคุณพ่อ" กิติตอบอย่างผยองลำพองใจว่า

"โธ่..อุษา ธีระรัตน์มั่งคั่งขนาดนี้ หมูหมากาไก่ที่ไหนก็อยากนับญาติด้วยทั้งนั้น แต่ทายาทตัวจริงมีแค่นายกิติคนนี้ คนเดียว"

อุษาฟังแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ แอบนึกต่อไปว่า และคนที่เป็น สะใภ้ธีระรัตน์ก็มีตนคนเดียวเท่านั้น

ระหว่างงานศพเจ้าคุณฯนั้น ใบ้พยายามมองหาบานเย็น และเมื่อพบว่าบานเย็นหลบไปนั่งเศร้าอยู่ใต้ถุนศาลาวัดก็ตัก ข้าวราดแกงไปให้กิน แต่บานเย็นก็กินไม่ลง ได้แต่ขอบคุณใบ้ ด้วยความซึ้งใจ

งานศพของคุณหลวงจัดอย่างรวดเร็วและง่ายตามคำสั่งเสียของท่าน คือสวด 3 วัน เผาที่วันไทรโศก และให้เก็บเถ้า กระดูกไว้ในสถูปที่ท่านให้ทำไว้ที่สวนหลังบ้าน

เมื่อจัดการงานศพท่านเรียบร้อยแล้ว คุณหญิง กิติ และ อุษาก็เดินทางกลับพระนครทันที บานเย็นอยากตามไปรับใช้ ก็ถูกไล่ให้กลับมาอยู่กับหวินและเพิ่มที่บ้านไทรโศก ให้ดูแลและทำนากันต่อไป

ก่อนเดินทาง คุณหญิงไปกราบลาพระครูฯที่วัดขอพรจากท่าน

"พรของอาตมาก็เห็นจะไม่มีอะไรมาก นอกจากขอให้ โยมทำการทุกอย่างอย่างมีสติ เพราะสติจะเป็นตัวกำหนดจิต เป็นเกราะป้องกันไม่ให้เราติดอยู่ในวังวนของกิเลสตัณหาและความละโมบโลภมาก ถ้าเราขาดสติ กิเลสต่างๆก็จะครอบงำจิต ได้ง่าย จิตถูกครอบงำมากเท่าไหร่ ความวิบัติฉิบหายก็จะตามมา มากเท่านั้น"

ทั้งคุณหญิง  กิติ  และอุษากราบท่านพระครูฯราวกับได้ รับพรอันประเสริฐ ไม่มีใครสำเหนียกเลยว่าถูกท่านเทศนาอย่าง รู้เช่นเห็นชาติของทุกคน!

ooooooo

ใกล้ถึงฤดูทำนาแล้ว ใบ้กับชาวบ้านแถวนั้นช่วยกันไถนาเตรียมดินอยู่กลางทุ่ง พอหลังเพลเพิ่มก็หิ้วปิ่นโตมาหลายเถา ตะโกนบอกทุกคนให้ขึ้นมาพักกินข้าวกันก่อน เพราะคนมาทำบุญเยอะกับข้าวเหลือมาก ท่านพระครูฯเลยให้เอามาให้กินกัน

ยายอ่อนจัดแจงลุกไปถอดเถาปิ่นโตพลางชวนเพิ่มกินด้วยกัน เพิ่มบอกว่าตนกินแล้วกับข้าวแบบเดียวกันนี่แหละ เพราะคุณหญิงให้หวินกับบานเย็นทำมาเลี้ยงพระเพลที่วัดหลังจากเอาอัฐิท่านเจ้าคุณไปไว้ในสถูปแล้ว ที่กินก็กับข้าวแบบเดียวกันนี่แหละ

ยายอ่อนถามว่าคุณหญิงจะอยู่ที่นี่อีกนานไหม เพิ่มตอบเซ็งๆว่ากลับไปแล้ว กลับไปทั้งครอบครัวนั่นแหละ

ใบ้กำลังตักข้าวใส่ปากชะงักทันที ได้ยินเพิ่มเล่าให้ยายอ่อนฟังอีกว่า

"ไปเมื่อตะกี้นี้เอง เฮ้อ...ไม่รู้ว่าจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ อาจจะไม่กลับมาเลยก็ได้ ที่นี่มันบ้านนอกคอกนา ท่านคงไม่อยากมานักหรอก"

ใบ้ตัวชาวูบ ใจหายวาบ ในที่สุดก็ทนไม่ได้วางช้อน ลุกวิ่งอ้าวไป จนยายอ่อนร้องถามว่าจะไปไหนก็ไม่หยุด ทุกคนในวงข้าวเลยได้แต่มองหน้ากันงงๆ

ใบ้วิ่งอ้าวไปตามคันนาทะลุไปถึงริมคลอง วิ่งเลียบไปตามตลิ่งพลางก็ชะเง้อมองไปทางคุ้งน้ำไกลลิบๆ วิ่งล้มลุกคลุกคลานมาจนเห็นเรืออยู่ลิบๆ ใบ้วิ่งไล่ไปอีกจนใกล้จึงตัดสินใจกระโดดลงคลองว่ายน้ำไปที่เรือ

ใบ้ว่ายน้ำไปสุดแรงเกิด ครู่ใหญ่ก็อ่อนแรงและทิ้งห่างเรือไปทุกที จนในที่สุดต้องยอมแพ้ว่ายเข้าฝั่งอย่างแสนเสียดาย

เสร็จพิธีการงานศพท่านเจ้าคุณฯแล้ว...

หวินกับบานเย็นถูกคุณหญิงไล่ให้กลับมาอยู่ที่ไทรโศกทำนาและช่วยเพิ่มทำงาน หลังจากสั่งเพิ่มให้ดูแลคนงานให้ดีและส่งเงินรายได้ประจำปีไปให้ตรงเวลาเหมือนตอนที่คุณหลวงฯยังอยู่แล้ว ก็สั่งบานเย็นว่า

"นาข้าวมีเป็นพันๆไร่ รู้จักหัดปลูกหัดทำ หัดเอาแรงงานแลกข้าวแลกน้ำแลกที่ซุกหัวนอนเสียบ้าง จะได้ไม่รู้สึกว่าเกิดมาหนักแผ่นดิน..."

บานเย็นนั่งเรือเมล์กลับมากับหวินจนถึงท่าน้ำบ้านไทรโศก ก็ตกใจเมื่อเห็นใบ้นอนตัวเปียกซ่กหน้าหมองอยู่ที่ท่าน้ำ พอดีเพิ่มลงมาถามว่าได้ของมาครบไหม

เสียงของเพิ่มทำให้ใบ้ลืมตาดู พลันก็ตะลึงพรึงเพริดเมื่อเห็นบานเย็นตัวเป็นๆยืนอยู่ตรงหน้า ใบ้ค่อยๆลุกขึ้นจ้องเพื่อความแน่ใจ จนเพิ่มทักขำๆ

"อ้าว...ไอ้ใบ้ อย่าบอกนะว่าที่เอ็งวิ่งหูดับตับไหม้ออกมาจากนา เพราะอยากมาว่ายน้ำเล่นที่นี่น่ะ" หวินก็พลอยหยอกขำๆว่า ใบ้อาจจะมางมกุ้งงมหอยไปขายก็ได้ ถามใบ้ว่าจริงไหม

ใบ้ได้แต่ยิ้มไปยิ้มมา เพิ่มพูดยิ้มๆว่า

"ไอ้นี่ท่าจะบ้า ไป...ขึ้นเรือนกันเถอะหนูเย็น"

ใบ้มองตามพวกบานเย็น ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แหงนมองฟ้า มองน้ำ   มองสายลมแสงแดดด้วยความรู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างสวยสดงดงามเสียจริงๆ

ooooooo

ใต้ต้นไทรใหญ่ ยังเป็นมุมส่วนตัวที่บานเย็นมักมานั่งปล่อยความคิดไม่ว่าทุกข์ว่าสุขอยู่ที่นี่ เมื่อกลับมาถึงบ้านไทรโศกแล้ว เธอไปนั่งคิดถึงรสสัมผัสฝังใจที่กิติลักลอบแตะเนื้อต้องตัวจนหวั่นไหว แต่แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นแค่ความฝันลมๆแล้งๆ

เมื่อตั้งสติเตือนตัวเองให้เจียมในฐานะที่เหมือนเด็กรับใช้ในบ้านแล้ว บานเย็นตัดใจจะลุกขึ้น พลันก็ชะงักเมื่อเห็นใบ้มายืนยิ้มฟันขาวตาใสในมือถือถังสังกะสียื่นมาให้ เมื่อบานเย็นชะโงกดูเห็นกุ้งตัวเขื่องอยู่ในถังนับสิบตัว เงยมองหน้าใบ้ถามว่าเท่าไหร่ ใบ้ส่ายหน้าแล้วพยักพเยิดให้รู้ว่าเอามาให้ไม่ได้เอามาขาย

"งมมาให้หรือ ขอบใจนะ อยากกินกุ้งเผาสะเดาลวกอยู่พอดีเชียว ถ้างั้นก็กินข้าวเย็นเสียด้วยกันเลยสินายใบ้"

ใบ้รีบพยักหน้าด้วยความดีใจในน้ำใจไมตรีที่บานเย็นมีให้

ooooooo

คุณหญิงเดินทางกลับถึงพระนครก็เรียกคุณเจนที่เป็นทนายความประจำตระกูลมาพบจะให้เปิดพินัยกรรม พอรู้ว่าเจ้าคุณฯสั่งไว้ให้เปิดหลังจากท่านเสีย 3 เดือน คุณหญิงแสดงความไม่พอใจถามว่ามีเหตุผลอะไรที่ต้องรอนานขนาดนั้น

"อย่างที่ผมเรียนให้คุณหญิงทราบว่าเป็นความต้องการของท่าน ผมในฐานะทนายก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของท่านโดยเคร่งครัด นอกจากเรื่องพินัยกรรมแล้วคุณหญิงมีธุระอะไรให้ผมรับใช้อีกไหมครับ" เมื่อคุณหญิงบอกว่าไม่มี คุณเจนจึงลากลับ แต่นึกขึ้นได้ บอกคุณหญิงอีกว่า

"อ้อ...แล้วก็คงต้องเรียนให้คุณหญิงทราบก่อนว่า นอกจากพระปรีชาเวทย์กับหลวงนิติธรรมแล้ว ผมต้องเชิญคุณเพิ่มมาเป็นพยานในวันเปิดพินัยกรรมตามความประสงค์ของท่านเจ้าคุณฯด้วย ผมลาล่ะครับ"

เพียงทนายเจนคล้อยหลัง คุณหญิงก็สบถอย่างอารมณ์ เสียว่า

"อะไรก็ทำตามความประสงค์ของท่านเจ้าคุณฯ ไอ้บ้าเอ๊ย!!!"

"อย่าอารมณ์เสียไปเลยครับคุณแม่ จะเปิดวันนี้หรืออีก 3 เดือนข้างหน้า สมบัติของเจ้าคุณพ่อก็ต้องตกเป็นของเราสองคนอยู่ดี" เห็นคุณหญิงสีหน้าดีขึ้น กิติจึงขอไปส่งอุษาก่อนเพราะปล่อยให้รอนานแล้วบอกก่อนออกไปว่า "อ้อ...คืนนี้ผมคงกลับดึก คุณแม่ไม่ต้องรอนะครับ"

คุณหญิงนิ่งอย่างทำใจไม่ได้ แทนที่ลูกชายจะอยู่เป็นเพื่อนปลอบใจในยามที่เจ้าคุณฯเพิ่งจากไป แต่กลับเป็นห่วงผู้หญิงและทิ้งตนให้ตกอยู่ในความเศร้าอย่างว้าเหว่เดียวดาย

ooooooo

ที่โถงบ้านไทรโศกเย็นนี้ตั้งวงข้าวที่มีใบ้ร่วมวงด้วย กับข้าวมื้อนี้มีกุ้งเผาสะเดาลวกน่าอร่อยมาก ทุกคนล้อมวงเตรียมเปิบข้าวกันแล้ว มีแต่บานเย็นคนเดียวที่ดูซึมเศร้าจนเพิ่มปลอบใจว่า

"อย่าเสียใจไปเลยนะหนูเย็น น้าเชื่อว่าอยู่ที่นี่หนูเย็น จะสบายใจกว่าอยู่ในพระนครเยอะ"

ส่วนหวินโพล่งออกมาอย่างโล่งอกว่า โล่งใจที่คุณหญิงให้อยู่ที่นี่ พลางยกมือท่วมหัวเชื่อว่าเจ้าคุณฯคงรู้ใจตนเลยดลใจคุณหญิงให้ตนอยู่ที่นี่ บานเย็นฟังแล้วถอนใจพูดอย่างทำใจได้แล้วว่า

"อยู่ใกล้เจ้าคุณพ่ออย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน เย็นจะได้มีสติมีสมาธิไม่วอกแวกไปมา พรุ่งนี้น้าเพิ่มจะไปนากี่โมงล่ะ เย็นจะตามไปทำนาด้วย"

ทุกคนชะงัก หวินถามว่าเคยแต่ทำงานบ้านจะไปเอาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินไหวหรือ เพิ่มก็เห็นด้วยพูดปลอบโยนว่าคุณหญิงก็คงพูดไปอย่างนั้นเอง อย่าไปถือเป็นอารมณ์เลย

"แต่เย็นอยากลองดูสักตั้ง เย็นตั้งใจแล้ว และก็เชื่อว่าไม่มีอะไรยากเกินไปกว่าความพยายามของเราหรอกค่ะน้าเพิ่ม"

เมื่อบานเย็นตั้งใจแน่วแน่เช่นนั้น เพิ่มมองหน้ากับหวินแล้วตัดสินใจให้บานเย็นลองดูสักอาทิตย์ มอบหมายให้ใบ้ช่วยสอนบานเย็นทำนา ทำเอาใบ้ยิ้มแก้มแทบปริดีใจที่จะได้ใกล้ชิดบานเย็นยิ่งขึ้น ยิ่งเมื่อถูกหวินกับเพิ่มเรียกแซวๆว่า "ครูใบ้" ด้วยแล้ว ใบ้ก็ทั้งเขินทั้งดีใจจนอายม้วนต้วน ทำให้ยิ่งดูน่ารักน่าขำ

ooooooo

กิติไม่ได้พาอุษาไปส่งที่บ้านทันที หากแต่พากันไปดื่มกินกันในสถานเริงรมย์จนดึกจึงพาไปส่ง พอขับรถมาจอดที่หน้าบ้านอุษา กิติก็ทำอ้อยอิ่งมองหน้าหญิงสาวอย่างกระสัน ครั้นอุษาทำนวยนาดจะลงจากรถก็ถูกชายหนุ่มรั้งไว้แนบหน้าเข้ากระซิบว่า "เดี๋ยวผมไปส่ง"

อุษาเข้าใจความหมายนั้น  ยิ่งยั่วยวน  จนในที่สุดทั้งคู่ ก็ใช้เวลาอยู่กันในรถนั่นเอง

เมื่ออุษาหิ้วกระเป๋าเข้าบ้านอย่างรื่นรมย์สมใจไม่ทันเห็นอุไรที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น จนผู้เป็นแม่ทักขึ้นจึงถามว่าเที่ยงคืนแล้วยังไม่นอนอีกหรือ

อุไรทำเป็นไม่พอใจที่ลูกสาวทำบัดสีบัดเถลิงกับกิติไม่เลือกที่ ใครเห็นเข้าจะทำให้ชื่อเสียงป่นปี้ ซ้ำตัวเองก็จะไม่มีราคา เดี๋ยวจะเสียตัวฟรี

"แม่ไม่ต้องห่วง หนูไม่ใช่ผู้หญิงหน้าโง่ แม่เตรียมหาช่างภาพมือหนึ่งให้หนูสักคน หลังจากนั้นก็เตรียมตัวเป็นแม่ยายคุณกิติได้เลย"  อุษาพูดอย่างลำพองใจ จนอุไรค่อยโล่งอกไปบ้าง

ooooooo

เมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่ให้สอนบานเย็นทำนาแล้ว ใบ้อิ่มเอมเปรมใจมาก เช้านี้ก่อนที่จะไปเป็นครู ใบ้หวีผมเรียบแปล้ ประแป้งขาววอก ออกไปแล้วก็เวียนกลับมาส่องกระจกเปลี่ยนทรงผมอีกสองสามรอบกว่าจะออกไปได้ จนยายเอมที่นั่งเอาปูนป้ายพลูอยู่ถามแกมบ่นๆว่า

"เอ็งจะแต่งหล่อไปทำไมวะไอ้ใบ้ ข้าไม่เห็นมีสาวที่ไหนมันไปรับจ้างทำนาเลย มีก็แต่พวกมีลูกมีผัวแล้วทั้งนั้น หรือเอ็งจะแต่งไปอวดควายตัวเมีย หา..."

ใบ้ถูกยายบ่นก็หันมายักคิ้วแผล็บยิ้มเผล่ให้ยายก่อนเดินไปอย่างอารมณ์ดี

ที่แปลงนาซึ่งพร้อมจะหว่านกล้าแล้ว เพิ่มยืนลุ้นอยู่ที่คันนาดูใบ้สอนบานเย็นขี่ควายอยู่กลางทุ่ง ใบ้กระโดดขี่ควายให้บานเย็นดูเป็นตัวอย่าง ท่าทางขึ้นหลังควายของใบ้นั้นเท่กว่าพระเอกหนังเสียอีก

ทำเป็นตัวอย่างให้บานเย็นดูแล้ว ใบ้บอกให้บานเย็นลองดูบ้าง บานเย็นค่อยๆทำตามแต่เก้ๆกังๆ ในที่สุดก็ล้มลงมาทับใบ้ลงไปคลุกเลนด้วยกัน

เพิ่มตกใจตะโกนถามว่าเป็นอะไรมากไหม บานเย็นค่อยๆลุกขึ้นนั่งบอกว่าไม่เป็นไรแต่นายใบ้นี่สิ...พลางโน้มตัวไปดูใบ้ที่นอนคว่ำหน้าอยู่ในเลน

"นายใบ้ เป็นยังไงบ้าง" บานเย็นถามมองอย่างเป็นห่วง ใบ้ค่อยๆโงหัวขึ้นมาหน้าเต็มไปด้วยเลนแต่ก็ยังอุตส่าห์ยิ้มฟันขาวให้บานเย็น

"โถ...อุตส่าห์ผัดแป้งเสียขาวจั๊วะตอนนี้เละเป็นขี้เลนซะแล้วไอ้ใบ้" เพิ่มแซวขำๆยังกลั้นหัวเราะไว้ แต่สุดท้ายก็กลั้นไม่อยู่หัวเราะก๊ากออกมา พอเพิ่มหัวเราะทุกคนก็พากันหัวเราะอย่างขบขัน

ใบ้ยิ้มให้ทุกคน ยิ้มหวานราวกับสนุกเสียเต็มประดาทั้งๆที่จุกจนหายใจแทบไม่ออก

ooooooo

บานเย็นมุ่งมั่นในการหัดทำนา ทุ่มเทอย่างไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย ไม่กลัวเปรอะเปื้อนจนทำงานได้คล่อง-แคล่วขึ้น เธอร่วมทำทุกขั้นตอน จนบัดนี้ข้าวในนาเขียวขจีไปทั้งท้องทุ่งแล้ว

ไม่เพียงเท่านั้น บานเย็นยังหัดใช้ชีวิตแบบชาวนา หัดจับปูนากับใบ้ ทั้งสนุกทั้งเหนื่อยทั้งเจ็บเพราะถูกปูหนีบ แต่ก็มีความสุข

เวลาผ่านไปจนท้องนากลายเป็นทุ่งรวงทอง บานเย็นยืนดูทุ่งเหลืองอร่ามสุดลูกหูลูกตาอย่างมีความสุข เพราะส่วนหนึ่งในนั้นคือหยาดเหงื่อแรงงานของตนด้วย

ผิดกับอุษาและกิติ เมื่ออยู่ด้วยกันที่พระนครก็เอาแต่ เที่ยวกลางคืน ส่วนกลางวันก็เดินซื้อของ อุษาเลือกซื้อของให้ตัวเองโดยมีกิติคอยตามจ่ายเงินเป็นฟ่อน

เที่ยวในพระนครจนเบื่อก็พากันไปเที่ยวทะเล โดยกิติหารู้ไม่ว่านั่นคือแผนการของอุษาที่ได้จ้างตากล้องตามไปเก็บภาพทุกที่อย่างแนบเนียน

หลังจากนั้น ภาพวาบหวิวของอุษากับกิติในที่ต่างๆ ทั้งนุ่งน้อยห่มน้อยจนกระทั่งนุ่งลมห่มฟ้านับสิบๆภาพก็มาอยู่ในมือคุณหญิง โดยมีอุไร อุษา และกิตินั่งหน้าไม่ดีอยู่ด้วย

ปล่อยให้คุณหญิงดูรูปเหล่านั้นหน้าเครียดอยู่พักใหญ่ อุไรกับอุษาก็ช่วยกันร้องไห้โฮออกมา อุไรพูดไปร้องไห้ไปว่า

"คุณหญิงต้องช่วยเราสองคนด้วยนะคะ ถ้าภาพพวกนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทางหน้าหนังสือพิมพ์ละก็   ดิฉันกับลูก

คงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ยายอุษาก็จะเสียหายมากเพราะยังมีตำแหน่งนางงามค้ำคออยู่"

คุณหญิงบ่นว่าคบกันแค่ไม่กี่เดือนทำไมถึงทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้

อุษาเล่นบทนางเอกทันที ยอมรับว่าตนรักกิติมากจึงยอมได้ทุกอย่างเลยไม่ทันระวังตัว ฝ่ายอุไรก็รีบขอร้องคุณหญิงให้ช่วยจัดการทุกอย่างให้ถูกต้องตามประเพณีด้วยเพื่อปัญหาจะได้ผ่อนคลายลง

ส่วนที่คุณหญิงถามว่าสองแม่ลูกมีศัตรูที่ไหนหรือเปล่า ทำไมถึงถูกแอบถ่ายรูปแบบนี้มาได้ อุษาชี้แจงเสียงเครือว่าต้องมีคนจงใจกลั่นแกล้งตนแน่ๆ อุไรชี้ว่าคงเป็นพวกเสี่ยที่ผิดหวังจากอุษาหรือไม่ก็พวกนางงามตกรอบที่อิจฉาอุษาเลยจ้างคนมาทำลาย

คุณหญิงฟังแล้วได้แต่ทอดถอนใจ คิดไม่ตกที่จะต้องมาดองกับสองแม่ลูกนี้

ooooooo

วันนี้ เพิ่มได้รับโทรเลขฉบับหนึ่ง เขารีบเปิดอ่านด้วยความสนใจ เป็นโทรเลขจากคุณเจนทนาย- ความของเจ้าคุณฯนั่นเอง ใจความว่า

"ขอเชิญมาร่วมเป็นพยานในการเปิดพินัยกรรมในวันที่ 7 มีนาคม ณ บ้านธีระรัตน์ เวลา 9.00 น. ด้วยความนับถือ เจน คดีกิจ"

อ่านโทรเลขเสร็จ บานเย็นกลับจากนาพอดี เธอไปนวดข้าวแปลงสุดท้ายกับชาวบ้านมา เพิ่มจึงเล่าให้ฟังว่าอีก 3 วันตนจะเข้าไปที่บ้านธีระรัตน์ จะไปด้วยกันไหม

"ไม่ดีกว่าจ้ะ เย็นอยากทำบุญให้เจ้าคุณพ่อ อีกอย่างคุณหญิงกับคุณกิติคงไม่อยากเห็นหน้าเย็นนักหรอก" บานเย็นพูดอย่างน้อยใจแล้วเดินขึ้นเรือนไป เธอตอบไปอย่างนั้นทั้งที่อีกใจลึกๆก็อยากจะได้เห็นหน้าใครบางคนที่ฝากความรู้สึกบางอย่างไว้จนยากจะลืมเลือน

ooooooo

เมื่ออุไรกับอุษากลับไปแล้ว คุณหญิงตำหนิกิติ ว่าจะมีเมียทั้งทีทำไมไม่หาที่ดีกว่านี้ กิติโต้ว่าแล้วอุษาเสียหายตรงไหน คุณหญิงบอกว่าไม่เสียหายแต่ ไม่ดีพอที่จะมาเป็นสะใภ้ของธีระรัตน์ เสนอว่า

"แม่อยากให้ลูกลองมองคนอื่นดูบ้าง มีผู้หญิงที่ชาติตระกูลดี การศึกษาสูงและมารยาทงามเหมาะกับลูกออกเกลื่อนพระนคร จะให้แม่จัดงานเลี้ยงให้ลูกดูตัวก่อนก็ยังได้"

"ผมสำรวจมาหมดแล้วครับคุณแม่ ผู้หญิงที่คุณสมบัติเต็มร้อยอย่างที่คุณแม่ว่า ส่วนใหญ่ขี้เหร่กันทั้งนั้น อุษานี่ล่ะครับดีที่สุด สวย หุ่นดี มีตำแหน่งนางงามการันตี พาไปออกงานที่ไหนก็ไม่อายใคร ที่สำคัญที่สุดคือไม่ฉลาดจนเกินไป"
แต่อุษาที่กลับมานั่งเบิกบานใจกับอุไรที่สวนหน้าบ้านนั้นพูดอย่างลำพองใจว่า การที่ฝ่ายโน้นคิดว่าเราไม่ฉลาดนั้นดีแล้ว เพราะเวลาที่เราดูดเงินมาใช้เขาจะได้ไม่มานั่งสงสัยหรือจับผิดเรา

อุไรย้ำเตือนลูกสาวให้เร่งมือกว่านี้ เพราะคุณนายสายหยุดมาทวงหนี้เช้าถึงเย็นถึงทุกวัน ถามว่าเมื่อไรเขาจะเปิดพินัยกรรมเสียที พอรู้ว่าพรุ่งนี้อุไรก็ดีใจ แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่า

"เราจะเอาเงินจากธีระรัตน์ออกมาใช้ได้อย่างไร คุณกิติน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่อีนังคุณหญิงแม่นี่สิ ทั้งเค็มทั้งดูถูกคน จำสายตาเวลาที่มันมองเราได้ไหม มีแต่แววดูถูกดูแคลน ทำอย่างกับว่าเราเป็นพวกไส้เดือนกิ้งกือ"

ระหว่างนั่งคุยกันนั้น อุษากินมะม่วงน้ำปลาหวานสูดปากซี้ดซ้าดจนอุไรเห็นแล้วทำท่าเข็ดฟันแทน พลันก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างตาลุกเสนอแผนการสุดยอดว่า

"แม่รู้แล้วว่าเราจะเอาเงินออกมาจากธีระรัตน์ได้ยังไง โทรศัพท์หาคุณกิติเดี๋ยวนี้เลยยายอุษา คราวนี้แม่ลูกคู่นั้นไม่มีทางดิ้นหลุดมือเราแน่"

อุษามัวแต่อร่อยกับมะม่วงน้ำปลาหวานไม่ทันฉุกคิดอะไร ในขณะที่อุไรกระหยิ่มยิ้มย่องกับความเฉียบแหลมของตน

พรุ่งนี้จะเป็นวันนัดเปิดพินัยกรรมของท่านเจ้าคุณฯแล้ว

คืนนี้...ที่บ้านไทรโศก เพิ่มไปยืนคุยกับรูปของท่านเจ้าคุณฯว่า

"อะไรมันจะเกิด มันก็ต้องเกิดนะครับ เจ้าคุณพ่อ..."

เพิ่มบอกกล่าวก่อนที่จะเดินทางไปพระนครในวันเปิดพินัยกรรมของท่านเจ้าคุณฯ

ooooooo

เช้ามืดวันรุ่งขึ้น บานเย็นกับหวินช่วยกันคิดทำอาหารไปทำบุญที่วัด ทั้งสองเลือกทำอาหารที่เจ้าคุณฯ ชอบ สุดท้ายถึงของหวาน บานเย็นเสนอทำสาคูถั่วดำ กล้วยบวชชีกับฟักทองแกงบวดด้วยเพราะท่านชอบ

ทั้งอาหารคาวและหวาน ต้องใช้ผักผลไม้จากสวนที่ปลูกไว้ ใบ้รับหน้าที่เป็นคนวิ่งรอกเก็บผักหาผลไม้วิ่งเข้าวิ่งออกระหว่างครัวกับสวนเป็นว่าเล่น จนสุดท้ายเก็บผักแกงผักจิ้มน้ำพริก มาพร้อมแล้ว ก็ต้องวิ่งไปอีกรอบเพื่อตัดกล้วยดิบและใบตอง

"ดีนะที่พี่เพิ่มให้ใบ้มาอยู่ช่วยงานช่วงที่ต้องเข้าพระนคร มันขยันแล้วก็คล่องดี จะใช้จะวานอะไรไม่เคยบ่น" หวินชม

"ถ้าพูดได้เขาคงบ่นไปแล้วล่ะพี่หวิน ตั้งแต่ตื่นมานี่นายใบ้วิ่งเข้าวิ่งออกจากบ้านไปสวนกี่สิบรอบแล้วล่ะ"

"เออ...จริงแฮะ" หวินเพิ่งนึกได้ว่าใบ้พูดไม่ได้ สองสาว เลยหัวเราะขำๆกันเอง

ooooooo

เพิ่มเดินทางมาถึงบ้านธีระรัตน์ในพระนครแล้ว ถูกคุณหญิงพูดเหน็บว่ามาก่อนตั้งเป็นชั่วโมง คงอยากรู้ มากใช่ไหมว่าเจ้าคุณฯยกมรดกอะไรให้บ้าง

"สมัยที่เจ้าคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ ผมก็มาถึงที่นี่เวลานี้ ทุกครั้ง แล้วจุดประสงค์หลักของผมก็มาเพื่อจะเอาเงินประจำปี ของไทรโศกมาให้คุณหญิง ส่วนเรื่องเป็นพยานในการเปิดพินัยกรรมนั้น เป็นความประสงค์ของเจ้าคุณพ่อครับ"

พอเพิ่มชี้แจง คุณหญิงก็ทวงเงินประจำปีทันที เพิ่มขอเป็นพรุ่งนี้เพราะเวลานัดจ่ายเงินประจำปีจริงๆคือวันพรุ่งนี้ ทำเอาคุณหญิงค้อนไม่พอใจ นึกด่าในใจว่าช่างเถรตรงเสียจริงๆ

เพิ่มนั่งรออยู่จนถึงเวลา 09.00 น.พอดี สาวใช้ก็เดินนำคุณเจนและหลวงนิติธรรมกับพระปรีชาเวทย์เข้ามา คุณหญิงเชิญนั่งดื่มน้ำชากับของว่างไปพลางก่อนเพราะกิติติดธุระสำคัญกะทันหัน รบกวนรอสักครู่

ธุระสำคัญของกิติคือพาอุษาไปหาหมอ ทั้งอุไรและอุษา ต่างทำท่ากระวนกระวายใจรอผลการตรวจของหมอ

เลยเวลานัดไปมากจนคุณหญิงร้อนใจลุกขึ้นชะเง้อมองไปข้างนอก พอดีกิติกับอุษาและอุไรเข้ามา คุณหญิงบ่น ลูกชายว่าไปไหนมา สายไปร่วมชั่วโมงแล้ว

กิติยิ้มกริ่มบอกข่าวดีกับแม่ว่าอุษาท้องได้สองเดือนแล้ว ขณะที่คุณหญิงตกใจแทบช็อกนั้น กิติบอกแม่ว่า

"คุณแม่ไม่คิดว่าบุญจะหล่นทับอย่างนี้ใช่ไหมครับ คิดดูสิ จู่ๆก็ได้หลานและมรดกในวันเดียวกัน"

อุไรมั่วนิ่มเข้าไปนับญาติว่าตนได้เป็นยายและคุณหญิงก็จะได้เป็นย่าแล้ว คุณหญิงยังอึ้งๆพอนึกได้ก็บอกว่าเรื่องนี้เอาไว้ก่อน ตอนนี้เข้าไปก่อนเพราะทุกคนรอกันนานแล้ว

อุไรกับอุษาผสมโรงมั่วนิ่มว่าไหนๆเราก็ดองกันแล้วขอเข้าไปนั่งฟังด้วยได้ไหม คุณหญิงเคืองจนพูดไม่ออก นึก แช่งชักหักกระดูกสองแม่ลูกในใจ

ooooooo

เป็นเวลาที่บานเย็น หวิน และเพิ่มพากันหิ้วปิ่นโตไปที่วัด ถวายสังฆทานและอาหารทำบุญให้คุณหลวง

จากนั้นพากันเดินลงมา บานเย็นหน้าตาซีดเซียวจนหวินถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า

"เย็นไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะพี่หวิน เย็นแค่...คิดถึงเจ้าคุณพ่อ..." บานเย็นตอบเสียงเครือ

ใบ้ส่งน้ำในถ้วยทองเหลืองให้บานเย็น เธอรับแล้วเดินไปที่ใต้ต้นโพธิ์กรวดน้ำฝากแม่พระธรณีช่วยนำส่งส่วนบุญ ส่วนกุศลไปยังท่านเจ้าคุณฯอย่างตั้งใจ

ooooooo

เมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้าแล้ว คุณเจนลุกยืน อ่านพินัยกรรมของคุณหลวงฯต่อหน้าทุกคน รวมทั้งพยานด้วย

"พินัยกรรมฉบับนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2479 ณ บ้านไทรโศก โดยขณะที่ทำพินัยกรรมฉบับนี้ข้าพเจ้า เจ้าคุณธีระรัตน์ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนทุกประการ และไม่ตกอยู่ในอำนาจการขู่เข็ญจากอิทธิพลใดๆ ข้าพเจ้าขอยกทรัพย์มรดกอันพึงมีพึงได้ทั้งหมดให้แก่ทายาท แยกตามรายการต่างๆ ดังนี้"

คุณเจนอ่านรายการแรกเป็นเงินสดในธนาคารสองล้านและเครื่องเพชร ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ อัญมณีมีค่าทั้งหมดมอบแก่คุณหญิงชื่น ธีระรัตน์ ภรรยาทั้งหมด คุณหญิงฟังแล้วยิ้มออกเป็นครั้งแรก

ต่อมาเป็นอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในพระนคร ทั้งที่ดิน ตึกแถวในย่านธุรกิจสำคัญทั้งสิ้น ท่านยกให้นายกิติ ธีระรัตน์ ผู้เป็นบุตรชายแต่เพียงผู้เดียว กิติฟังแล้วหันยิ้มกับคุณหญิงอย่างพอใจ ส่วนอุษากับอุไรที่มานั่งฟังอยู่ด้วยดีใจจนแทบจะโผ เข้ากอดกัน

ต่อมาคือ เพิ่ม ใจดี เจ้าคุณระบุไว้ในพินัยกรรมว่าเป็น บุตรบุญธรรมที่เกื้อกูลมาตั้งแต่เล็กและได้ตอบแทนท่านด้วยการช่วยเหลืองานทุกอย่างมาด้วยความภักดี ท่านมอบเงิน 1 แสนบาทให้ และมีคำสั่งให้นายเพิ่มเป็นผู้จัดการนาที่ไทรโศก ไปตลอดชีวิต ห้ามทายาทหรือผู้หนึ่งผู้ใดขับไล่หรือปลดออกจากตำแหน่งที่ได้ระบุไว้เป็นอันขาด

เพิ่มน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งใจที่เจ้าคุณพ่อไว้ใจตนถึงเพียงนี้ แต่คุณหญิงและกิติหันสบตากันอย่างไม่พอใจ

แล้วทุกคนก็ต้องหันมาสนใจคุณเจนที่กำลังอ่านข้อสุดท้ายคือที่ดินจำนวน 2,285 ไร่ที่ไทรโศก

"ข้าพเจ้าขอยกที่ดินทั้งหมดนั้นให้นายกิติ ธีระรัตน์"

สิ้นเสียงคุณเจน อุษาก็โผเข้ากอดแสดงความยินดีกับกิติจนออกนอกหน้า ในขณะที่เพิ่มรู้สึกผิดหวังกับการตัดสินใจของท่านเจ้าคุณฯอย่างมาก เพราะเขารู้ดีว่า เยื้อนได้ฝากที่ดินผืนนี้ไว้เพื่ออะไร

ooooooo

ก่อนที่ใครๆจะแสดงความยินดีแก่กันมากกว่านั้น คุณเจนก็ดึงความสนใจกลับมาที่พินัยกรรมอีกครั้ง พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นชัดเจนว่า

"พินัยกรรมข้อสุดท้ายยังไม่จบเพียงเท่านี้นะครับ กรุณาฟังรายละเอียดต่อไปให้จบ ผมจะย้อนให้ฟังอีกครั้งนะครับ"

"ข้อสุดท้ายคือ ที่ดินจำนวน 2,285 ไร่ ที่ไทรโศก ข้าพเจ้าขอยกที่ดินทั้งหมดนั้นให้นายกิติ ธีระรัตน์ และนางสาวบานเย็น โพธิ์งาม คนละเท่าๆกัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม คือวันนี้ วันที่นางสาวบานเย็น โพธิ์งาม มีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์"

"มันจะเป็นไปได้ยังไง!!!" คุณหญิงสวนขึ้นด้วยอารมณ์โกรธจัด กิติเองก็ไม่เชื่อ คุณเจนจึงขอให้ฟังต่อ เตือนสติว่า

"กรุณาฟังให้จบก่อนเถอะครับ ข้อตกลงที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ มักจะมีข้อแม้กำกับให้เป็นไปได้ทั้งนั้นล่ะครับ" แล้วก็อ่านต่อไปว่า "โดยมีข้อแม้ว่า นายกิติ ธีระรัตน์ จะต้องแต่งงานกับนางสาวบานเย็น โพธิ์งาม และการแต่งงาน มิใช่แต่ จะต้องถูกต้องตามกฎหมายด้วยการจดทะเบียนสมรสกันเท่านั้น แต่ทั้งสองฝ่ายจะต้องให้กำเนิดบุตรด้วยกันก่อน จึงจะได้เป็นเจ้าของไทรโศกร่วมกันตามกฎหมาย"

กิติหันมองหน้าคุณหญิงในสภาพมึนสนิท ส่วนอุษาหายใจหอบถี่เอามือลูบท้องตัวเองไปมา

"และคู่สมรสนี้จะหย่าร้างกันไม่ได้ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายขอหย่าร้างก่อนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ให้ถือว่าเป็นผู้สละสิทธิ์ในที่นาและบ้านที่ไทรโศกด้วย"

ฟังคุณเจนอ่านพินัยกรรมจนจบแล้ว เพิ่มถอนใจอย่างโล่งอก

อุษาหน้ามืด หายใจไม่ออก สุดท้ายก็เป็นลมฟุบไปกับตักของอุไร ส่วนคุณหญิงตวาดถามอย่างควบคุมอารมณ์ ไม่ได้ว่า "นี่มันเรื่องอะไรกัน..."

ooooooo

วันเดียวกันนั้น หลังจากทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านเจ้าคุณฯแล้ว บานเย็นกลับไปจุดธูปพูดกับเจ้าคุณพ่อต่อหน้ารูปใหญ่ของท่าน รำลึกถึงบุญคุณที่ท่านชุบเลี้ยงมา คุยอวดว่าตอนนี้ตนทำนาเป็นแล้ว ข้าวที่นึ่งมาทำบุญก็เป็นข้าวที่ตนปลูกด้วยมือตัวเอง บอกเจ้าคุณพ่อว่า

"เย็นจำได้ เจ้าคุณพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า เจ้าคุณพ่อรับเย็นมาเลี้ยง ในวันนี้...ยี่สิบปีผ่านไปแล้วนะเจ้าคะ ไม่ว่าเจ้าคุณพ่อจะอยู่ ณ ที่ใด เย็นจะระลึกถึงเจ้าคุณพ่อเสมอ ขอเจ้าคุณพ่อได้โปรดเป็นพลังใจให้เย็นต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง ที่อาจจะเกิดขึ้นภายในภาคหน้าด้วยนะเจ้าคะ"

บานเย็นปักธูป วางพวงมาลัยดอกมะลิที่ร้อยด้วยตัวเองไว้หน้ารูป แล้วก้มกราบด้วยหัวใจที่เคารพ บูชา...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

อุบัติร้ายอุบัติรัก EP.15 ธเรศ เข้าบริหารงานแทน ทิศผาติ ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย

อุบัติร้ายอุบัติรัก EP.15 ธเรศ เข้าบริหารงานแทน ทิศผาติ ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย
7 พ.ค. 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม 2564 เวลา 22:03 น.