ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ริษยา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

หริพันธ์ฝันร้ายถึงอบสวาทสะดุ้งตื่นกลางดึกทำให้นอนไม่หลับทั้งคืน พอใกล้รุ่งสางแต่งตัวไปทำงานเสร็จ เขารีบลงไปโทรศัพท์หาแต่ไม่มีใครรับสายทำให้ยิ่งเป็นกังวล หม่อมชุลีมาเห็นเข้าร้องถามว่าโทร.หาใครแต่เช้า หริพันธ์อึกอักไม่กล้าบอกเธอ ถามซ้ำเสียงเข้มว่าโทร.หาใครทำไมไม่ตอบ

“พี่อบค่ะ เมื่อคืนชายฝันไม่ค่อยดีรู้สึกเป็นห่วงพี่อบ ที่บ้านนั้นก็ไม่มีบ่าวไพร่สักคน”

“ชายไม่ต้องห่วงไปหรอก แม่อบสวาทไม่ใช่เด็กสาวๆ” พูดจบหม่อมชุลีขยับจะไป หริพันธ์ร้องเรียกไว้ขอร้องให้ท่านอนุญาตให้อบสวาทกลับมาอยู่ที่วังนี้ก่อนได้ไหม เขากับชนนีคงอีกนานกว่าจะแต่งงานกัน ส่วนเรื่องที่เธอพยายามกีดกันเขากับชนนี เขาจะคุยกับเธอเอง การที่ถูกหม่อมแม่ลงโทษครั้งนี้ เธอคง

ไม่กล้าทำเรื่องที่ท่านไม่ชอบอีกแน่นอน เขาอยากให้ท่านเห็นใจอบสวาท ถึงอย่างไรเธอก็ได้ชื่อว่าเป็นเมียของเขา

“จะพูดอะไรก็ระวังหน่อย ปากมีหูประตูมีช่อง ถ้าชายรับปากแม่หนักแน่นขนาดนี้ ก็ได้ แม่จะจัดการให้เจ้าล้วนมันไปรับแม่อบกลับมา” หม่อมชุลียิ้มอย่างใจดี แต่ในใจกลับแฝงไว้ด้วยความร้ายกาจ...

คนที่หริพันธ์ฝันถึงค่อยๆรู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นด้วยอาการเมาค้าง มองไปรอบๆอย่างงุนงงไม่รู้ว่าตัวเอง อยู่ที่ไหน สักพักชายหนุ่มคนหนึ่งเดินถือถ้วยซุปควันกรุ่นเข้ามาทักทายว่ารู้สึกตัวแล้วหรือ อบสวาทจำเขาไม่ได้ ถามว่าเป็นใครแล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อทาเคชิ นี่เป็นบ้านของเขาเอง

“ผมก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณคุณถึงคิดจะฆ่าตัวตาย”

“อะไรนะ ฉันเนี่ยเหรอคิดจะฆ่าตัวตาย”

“ใช่ครับ คุณเดินลุยลงไปในทะเลจะให้ผมคิดว่ายังไง ผมก็เลยช่วยคุณเอาไว้ แต่ไม่รู้จะพาไปส่งที่ไหนก็เลยพามาพักที่บ้านผมก่อน”

อบสวาทลุกขึ้นจะกลับที่พักของตัวเอง แต่ยังมึนหัวไม่หายเดินเซจะล้ม ทาเคชิรับตัวไว้ทัน มองใบหน้างดงามของเธอที่อยู่ใกล้แค่คืบด้วยความตะลึง อบสวาทรีบสะบัดตัวหนี แล้วจะเดินออกไป ทาเคชิเรียกไว้พร้อมกับขอร้องอย่าคิดสั้นอีกเลย

“คนอย่างฉันไม่มีทางคิดสั้น ฉันต้องมีชีวิตอยู่ อยู่ อยู่เพื่อทวงสิทธิ์ของฉันคืน” ตวาดเสร็จอบสวาทผละจากไป ครั้นกลับถึงที่พัก เธอมองขวดเหล้ามากมายที่ตัวเองดื่มเมื่อคืน โมโหปรี๊ดขึ้นมาทันที กวาดขวดเหล้าตกแตก

“โอ๊ย...ฉันต้องอยู่ที่นี่อีกนานเท่าไหร่...นานเท่าไหร่” อบสวาทมองไปที่โทรศัพท์อย่างลังเล...

ขณะที่อบสวาทร้อนใจอยากจะกลับวังอโยธยา สาวิ่งหน้าตื่นเข้ามาบอกหริพันธ์ที่กำลังจะขึ้นรถไปทำงาน ว่าตอนที่เธอยกน้ำชาเข้าไปในห้องเห็นหม่อมชุลีนอนหมดสติอยู่กับพื้น เขารีบวิ่งไปที่นั่นทันทีเห็นหม่อมแม่นอนสลบไสลอยู่ ปรี่เข้าไปเขย่าให้รู้สึกตัวแต่ท่านนอนนิ่ง สาที่วิ่งตามมาได้แต่ยืนมองทำอะไรไม่ถูก หริพันธ์อุ้มหม่อมแม่ไปวางบนเตียง ก่อนจะหันมาทางสา

“บีบนวดตามแขนขาให้หม่อมแม่ก่อน ฉันจะไปโทรศัพท์ตามหมอ”

ooooooo

อบสวาทมองโทรศัพท์อย่างลังเลอยู่นานในที่สุดก็ตัดสินใจโทร.ไปที่วังอโยธยา เป็นจังหวะเดียวกับหริพันธ์โทร.ตามหมอมาตรวจอาการหม่อมแม่ ทำให้โทร.ไม่ติด ลองโทร.อีกครั้งก็ยังเหมือนเดิม เธอโมโหมากขว้างโทรศัพท์ทิ้ง ตะโกนขึ้นอย่างเหลืออด

“ถึงกับดึงสายออกเลยเหรออีชุลี อย่าให้ฉันมีโอกาสกลับไปได้นะ จะเอาคืนแกให้สาสมกับที่คอยกีดกันฉัน นังตัวมาร”...

ทางฝ่ายหริพันธ์โทร.ตามหมอเรียบร้อย ก็โทร.ทางไกลหาอบสวาทแต่ไม่ติด ตัดสินใจวางสายแล้วกลับขึ้นไปหาหม่อมแม่ที่ห้อง...

ในขณะที่เกิดเรื่องวุ่นๆกับหม่อมชุลี วรรศิกาได้ยินเสียงเจียนเข้ามาในห้องก็ตกใจลุกพรวดขึ้นนั่งถามว่ากี่โมงแล้ว พอรู้ว่าสายตะวันโด่งโกรธตัวเองที่ตื่นสายทั้งที่งานถางหญ้าที่สนามยังไม่เสร็จ เจียนขอให้เธอนอนพักผ่อนต่อไปก่อน เมื่อวานนี้ทำงานจนเป็นลมเป็นแล้งไปครั้งหนึ่งแล้ว

“ไม่ได้หรอกจ้ะ ถ้าหม่อมแม่ลงมาดูเห็นว่าหญิงยังถางหญ้าไม่เสร็จ หญิงคงโดนลงโทษหนักกว่าเดิมแน่ๆ”

“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ตอนนี้หม่อมท่านคงลงโทษคุณหญิงไม่ได้หรอกค่ะ หม่อมท่านไม่สบายมากค่ะ ถึงขนาดต้องตามหมอ ร้อยวันพันปีท่านไม่เคยเจ็บป่วย นี่ล่ะนะที่โบราณเขาว่าให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว”

วรรศิกาอดเป็นห่วงหม่อมชุลีไม่ได้ ถามเจียนว่าท่านป่วยเป็นอะไร...

หมอประจำตระกูลตรวจอาการของหม่อมชุลีเสร็จจึงออกมาแจ้งหริพันธ์ว่าท่านป่วยเป็นโรคหัวใจ เขาแปลกใจทำไมถึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน หมออ้างว่าท่านไม่ยอมให้บอกใครเพราะกลัวเขาจะเป็นห่วง แต่วันนี้อาการของท่านไม่ค่อยดี ตนก็เลยต้องแจ้งให้เขารับรู้ไว้ แม้ตนจะจ่ายยาให้กินเป็นประจำ แต่โรคนี้กำเริบได้ทุกเวลา

“ถ้าผู้ป่วยเครียดหรือมีเรื่องอะไรมากระทบ กระเทือนจิตใจ”...

ขณะเจียนดูแลวรรศิกาอยู่ในห้องนอน สาเข้ามานินทาเจ้านายให้ฟังว่าหมอตรวจเสร็จ แล้วพบว่าท่านป่วยเป็นโรคหัวใจ เจียนถึงกับร้องเอะอะจะเป็นไปได้อย่างไรท่านแข็งแรงขนาดตบตีคุณหญิงได้ไม่เว้นแต่ละวัน สาเห็นด้วย ถึงจะไม่ได้เป็นหมอ แต่ก็เคยเห็นคนเป็นโรคหัวใจมาก่อน

“ส่วนมากก็จะมีอาการหอบ หายใจติดๆขัดๆ เป็นลมเป็นแล้งบ่อยๆ แต่นี่หม่อมท่านไม่เคยเป็นอะไรสักอย่าง อยู่ๆเป็นโรคหัวใจได้ยังไง” สาตั้งข้อสังเกต ทั้งเจียนกับวรรศิกาต่างคิดคล้อยตาม...

อีกมุมหนึ่งในห้องนอนของหม่อมชุลี หริพันธ์นั่งกุมมือหม่อมแม่ที่สีหน้าอิดโรยไว้โดยมีหมอยืนอยู่ใกล้ๆ ท่านออกตัวว่าที่ไม่ยอมให้หมอบอกเขาก็เพราะกลัวเขาจะเป็นห่วง และที่สำคัญที่ท่านเร่งรัดให้เขาแต่งงานเร็วๆเพราะกลัวตัวเองจะอยู่ไม่ทันรดน้ำสังข์ให้เขาแล้วหลับตาลงอย่างอ่อนแรง

หริพันธ์มองหม่อมแม่ด้วยความเป็นห่วงโดยไม่รู้ว่านี่เป็นละครตบตาอีกฉากหนึ่งของท่าน โดยใช้บุญคุณที่เคยมีกับหมอบีบบังคับให้เขาโกหกหริพันธ์ว่าตนเองป่วยหนัก หวังจะใช้เหตุนี้เร่งให้ลูกแต่งงานกับชนนีเร็วขึ้น

ooooooo

การแกล้งป่วยของหม่อมชุลีครั้งนี้ทำให้หริพันธ์เป็นกังวลหนัก สอนหนังสือไปใจลอยไปจนชนนีสงสัย รอกระทั่งหมดชั่วโมง เธอจึงเข้าไปถามเขาด้วยความเป็นห่วงว่าไม่สบายหรือเปล่า

“ขอบใจนะที่เป็นห่วง พี่สบายดี...คนที่ไม่สบายคือหม่อมแม่จ้ะ พี่ขอตัวก่อนนะมีชั่วโมงสอนต่อ” พูดจบหริพันธ์ผละจากไป ชนนีได้แต่มองตามไม่สบายใจ เมื่อชนกขับรถมารับเธอจึงขอร้องให้พาไปเยี่ยมหม่อมชุลี ไม่นานนักสองพี่น้องมาถึงวังอโยธยา ล้วนรีบเข้ามาต้อนรับพอรู้ว่าทั้งคู่มาเยี่ยมหม่อมชุลีก็แปลกใจทำไมรู้เรื่องนี้เร็วนัก ชนนีเจอกับหริพันธ์ที่มหาวิทยาลัยเป็นคนเล่าให้ฟัง ชนกอดถามไม่ได้ว่าท่านป่วยเป็นโรคอะไร ล้วนบอกไม่ได้เนื่องจากท่านสั่งไว้ไม่ให้พูด ชนนีแกล้งทำเป็นรู้ความลับนี้แล้ว

“ไม่ต้องไปถามลุงล้วนหรอกค่ะพี่นก น้องรู้จากพี่ชายแล้ว”

“คุณชายบอกคุณชนนีแล้วหรือขอรับว่าหม่อมท่านเป็นโรคหัวใจ” ล้วนพาซื่อขณะที่สองพี่น้องพากันตกใจ ครู่ต่อมาทั้งคู่มานั่งอยู่ตรงหน้าหม่อมชุลีซึ่งอ้างว่าไม่ได้เป็นอะไรมากแค่โรคคนแก่ นอนดึกหน่อยก็เป็นลมเป็นแล้ง ถ้าได้นอนพักก็จะดีขึ้นเอง เธอเห็นสีหน้าไม่สบายใจของสองพี่น้องแอบยิ้มสมใจ...

ฝ่ายชนกปล่อยให้ชนนีอยู่เอาใจหม่อมชุลีส่วนตัวเองลงมานั่งที่ห้องโถง สายกของว่างกับน้ำชาเข้ามาวางให้พร้อม กับออกตัว วันนี้ของว่างอาจจะไม่อร่อย คุณหญิงไม่สบายเธอก็เลยต้องลงมือเองแล้วเชิญชวนเขาไปเยี่ยม เขาอดเป็นห่วงวรรศิกาไม่ได้ ตัดสินใจไปทำตามคำชวนของสา...

คนป่วยตัวจริงนอนน้ำตาซึมอยู่ลำพังในห้องนอน อดคิดถึงตอนที่ไม่สบายและมีแม่คอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ไม่ได้ พาลนึกถึงสร้อยห้อยจี้รูปหัวใจประดับเพชรที่ท่านพ่อให้แม่ แล้วแม่ให้เธออีกทอดหนึ่งก่อนตาย ค่อยๆเดินไปหยิบจากลิ้นชักโต๊ะขึ้นมาดู

“ท่านพ่อ แม่จ๋า หญิงเหนื่อยเหลือเกิน”

วรรศิกาไม่รู้ว่าชนกแง้มประตูห้องเข้ามาเห็นเธอลูบคลำสร้อยเพชรรูปหัวใจคล้ายกับสร้อยเงินที่ตัวเองให้ด้วยสีหน้ามีความสุขก็ไม่พอใจมาก กำที่จับประตูไว้แน่น...

ด้านชนนีคอยปรนนิบัติพัดวีให้หม่อมชุลีเป็นอย่างดี ท่านจะกินของว่างที่สาจัดมาให้ เธอรีบอาสาป้อนให้เอง ท่านอ้าปากรับของป้อนจากชนนีอย่างว่าง่าย สามองอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง หม่อมชุลียังหันมาชมสาว่าทำขนมอร่อยใช้ได้ ชนนีป้อนขนมให้ท่านอีก

“ถ้าอย่างนั้นคุณป้าต้องรับประทานเยอะๆนะคะ”

“ขอบใจนะชนนี เสียดายเหลือเกินที่พ่อเธอเขาหวงลูกมากจนไม่ยอมให้แต่งงานกับชายง่ายๆ ไม่อย่างนั้นฉันคงมีคนดูแลที่ถูกใจเร็วขึ้น” หม่อมชุลีทำเป็นถอนใจเศร้า พอเห็นชนนีมีสีหน้าไม่สบายก็แอบยิ้มพอใจ

ooooooo

ในขณะที่ชนนีตกหลุมพรางที่หม่อมชุลีขุดไว้ ชนกงับประตูห้องนอนของวรรศิกากำลังจะกลับ เจียนถือถาดใส่ข้าวต้มเข้ามาเห็นเสียก่อน ร้องทักเสียงลั่นว่ามาเยี่ยมคุณหญิงหรือ วรรศิกานั่งอยู่ในห้องได้ยินเสียงถึงกับสะดุ้ง รีบเก็บสร้อยไว้อย่างเดิมแล้วกลับมานั่งที่เตียงเป็นจังหวะเดียวกับเจียนเปิดประตูเข้ามา

“คุณหญิงคะ คุณชนกมาเยี่ยมค่ะ”

วรรศิกาเห็นชนกเดินตามเจียนเข้ามาก็ส่งยิ้มให้แต่ต้องหุบยิ้มแทบไม่ทันเมื่อเห็นสีหน้าเย็นชาของเขา เจียนเอาข้าวต้มวางไว้บนโต๊ะแล้วขอตัวไปทำงานต่อ ทันทีที่ได้อยู่กันตามลำพัง ชนกต่อว่าวรรศิกาที่แกล้งป่วยได้เก่งมากจนใครๆคิดว่าเธอไม่สบายจริงๆ เธอโต้ไม่ยอมแพ้จะทำไปเพื่ออะไร เขาหาว่าเธอต้องการเรียกร้องความสนใจจากหริพันธ์ วรรศิกาอธิบายว่าเขาเข้าใจผิด ไม่รู้ว่าหม่อมแม่พูดอะไรกับเขาบ้าง แต่ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เธอไม่เคยคิดอะไรกับพี่ชายต่างมารดา

“ถ้าอย่างนั้นคนที่โกหกก็คือคุณป้าชุลี ทำไมล่ะทำไมท่านต้องโกหกผม”

“เพราะหม่อมแม่ได้ยินที่ฉันโทรศัพท์นัดคุณมาพบ เมื่อวานฉันโดนลงโทษอย่างหนักจนไม่สบายอย่างที่คุณเห็น”

“แต่ที่ผมเห็นก็คือคุณป้าชุลีต่างหากที่ไม่สบาย ท่านคงสะเทือนใจในสิ่งที่คุณทำ โรคหัวใจถึงได้กำเริบ คนป่วยหนักใกล้ตายอย่างนั้นคงไม่มีทางกุเรื่องเลวร้ายได้เหมือนคนที่สบายดีอย่างคุณหรอก” ในเมื่อชนกปักใจเชื่อไปแล้วป่วยการที่จะแก้ตัว วรรศิกาจึงตัดบทขอตัวพักผ่อน เชิญเขากลับไปได้แล้ว จากนั้นล้มตัวลงนอนหันหลังให้ ชนกฉุนขาด ปรี่เข้าไปกระชากเธอขึ้นมา ตะคอกใส่หน้าว่าไม่ต้องมาไล่

“ใช่สิ ผมมันไม่ใช่เจ้าของสร้อยเพชรที่คุณลูบคลำอย่างแสนพิศวาสขนาดนั้น สร้อยผมมันราคาถูกคุณเลยไม่แยแส” ชนกทั้งโกรธทั้งน้อยใจ วรรศิกาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง เธอไม่เคยคิดแบบนั้น

“เหรอ...ไหนล่ะสร้อยผมอยู่ไหน ของราคาถูกอย่างนั้นคุณคงโยนทิ้งไปแล้วใช่ไหม ผมดูคุณผิดไปจริงๆ คุณมันก็แค่ผู้หญิงเห็นแก่ได้เห็นแก่เงินเห็นแก่ตัวไม่มีแม้แต่สำนึกของความผิดชอบชั่วดี” ชนกจ้องวรรศิกาด้วยสายตากร้าวก่อนจะผลักเธอลงกระแทกกับที่นอนแล้วผละจากไปไม่ไยดีทิ้งให้เธอน้ำตาซึมอยู่ตรงนั้น...

ขณะที่ชนกเข้าใจวรรศิกาผิดใหญ่โต ยอดธิดาในสภาพโทรมดูไม่จืดร้องไห้ฟูมฟายอยู่บนเตียงโดยมีเสี่ยย้งคอยปลอบ ร้องไห้ทำไมเรื่องแค่นี้ไม่สึกหรอสักหน่อย เธอไม่ได้ร้องเพราะเสียดายที่เสียตัว แต่ร้องเพราะขยะแขยงไอ้เสี่ยจอมหื่นนั่นต่างหาก แล้วต่อว่าป๋าตัวเอง

“ถ้าไม่ใช่เพราะป๋าชวนยอดไปเล่นพนัน ยอดจะต้องไปนอนกับมันไหม คนอย่างมันไม่มีทางได้เห็นขาอ่อนยอดหรอก แม้แต่ปลายเล็บก็ไม่มีวันได้แตะ...โอ๊ย...เจ็บใจๆ”

จังหวะนั้นมีเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น เสี่ยย้งรีบเดินไปดูที่หน้าต่างก่อนจะหันมารายงานลูกสาวด้วยความดีใจว่าชนกมาหา ยอดธิดาถึงกับตาเหลือก ขอให้ป๋าไปบอกเขาทีว่าเธอไม่อยู่ เสี่ยย้งงงทำไมต้องทำอย่างนั้น

“ดูสภาพยอดสิโทรมซะขนาดนี้จะมีหน้าไปเจอนกได้ยังไง คิดว่านกเขาโง่จนดูไม่ออกเหรอ ไปสิป๋าไปบอกเขาเร็วๆ” ยอดธิดาดันตัวเสี่ยย้งออกจากห้องแล้วหยิบผ้ามาเช็ดเนื้อตัวที่โดนมือของเสี่ยจอมหื่นอย่างขยะแขยงสุดๆ อึดใจเสี่ยย้งลงมาบอกชนกว่ายอดธิดายังไม่กลับสงสัยจะคุยติดพันอยู่กับเพื่อนๆอีกวันสองวันคงจะกลับ เขาจำต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง

ooooooo

ชนกขับรถเรื่อยเปื่อยมาถึงริมแม่น้ำ ความงามของสายน้ำยามพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าไม่ได้ทำให้อารมณ์ของเขาเย็นลง ยิ่งคิดถึงตอนที่วรรศิกาไม่สนใจไยดีกับของฝากของเขา แต่กลับนั่งชื่นชมสร้อยเพชรเส้นนั้นก็ยิ่งโมโห คว้าก้อนหินขว้างลงไปในแม่น้ำสุดแรงเกิด ก่อนจะขึ้นรถขับออกไปราวจะแข่งกับพายุ...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน วรรศิกานั่งเศร้าอยู่ที่ซุ้มใต้ต้นไม้นึกถึงตอนที่ชนกด่าว่าเป็นผู้หญิงเห็นแก่เงินเห็นแก่ได้ ไม่มีแม้แต่สำนึกของความผิดชอบชั่วดีแถมผลักไสอย่างไม่ไยดี ยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยใจน้ำตาไหลพราก...

ระหว่างกินข้าวอยู่กับพ่อแม่ ชนนีเล่าเรื่องหม่อมชุลีป่วยหนักให้ฟัง ชวนชื่นตกใจแต่นพกลับแปลกใจเพราะท่านแข็งแรงขนาดนั้นไม่น่าจะล้มป่วยกะทันหัน ชวนชื่นต่อว่าสามีว่าทำไมถึงพูดเหมือนกับท่านแกล้งป่วย เขาแค่ตั้งข้อสังเกตไม่ได้จะใส่ความอะไรใคร

“ความจริงคุณป้าไม่อยากให้ใครรู้หรอกค่ะ พี่ชายก็ไม่ได้บอกอะไรลูก แต่ลูกสังเกตว่าพี่ชายดูเครียดจนไม่มีสมาธิสอนหนังสือ เลยเป็นคนไปถามพี่ชายเองค่ะ”

“คุณชายหริพันธ์บอกลูกว่าคุณพี่ชุลีเป็นโรคหัวใจรึ”

“เปล่าค่ะคุณพ่อ ลูกไปเยี่ยมคุณป้ากับพี่นกที่วัง ลุงล้วนหลุดปากบอก”

นพนิ่วหน้าด้วยความแปลกใจอีกครั้ง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็แปลว่าไม่อยากบอก ชนนีพยักหน้ารับคำ เล่าเพิ่มเติมอีกว่าหม่อมชุลีห้ามไม่ให้ใครรู้ว่าป่วยเป็นอะไร ตอนที่ตนกับพี่นกไปเยี่ยม ท่านยังบอกเราสองคนเลยว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เป็นลมตามประสาคนแก่ ชวนชื่นฟังลูกสาวเล่าด้วยสีหน้าไม่สบายใจ...

เมื่อได้อยู่กันตามลำพัง ชวนชื่นซึ่งเชื่อหมดใจว่าหม่อมชุลีผู้เป็นพี่สาวป่วยหนักขอร้องนพทั้งน้ำตาให้อโหสิกรรมให้ท่านด้วยเพราะเวลาของท่านเหลือน้อยเต็มทีแล้ว

“ผมเข้าใจ ผมเองก็ไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น อาฆาตมาดร้ายใคร เอาอย่างนี้ดีไหมพรุ่งนี้เป็นวันหยุด เราไปเยี่ยมคุณพี่ชุลีด้วยกัน” คำพูดของนพทำให้ชวนชื่นยิ้มทั้งน้ำตา แต่คนพูดกลับมีสีหน้าครุ่นคิดสงสัย...

เพื่อให้แผนการเดินต่อไปอย่างราบรื่น หม่อมชุลีรอจังหวะที่หริพันธ์เดินผ่านหน้าห้องพระ ทำทีก้มกราบ พระพุทธรูปด้วยท่าทางอ่อนแรง แล้วอธิษฐานน้ำเสียงสั่นเครือ

“ขอให้คุณพระคุณเจ้าช่วยดลจิตดลใจให้พ่อนพใจอ่อน เลิกโกรธเคืองลูกยอมยกชนนีให้แต่งงานกับชายหริพันธ์ ก่อนที่ลูกจะตายด้วยเถิดค่ะ” หม่อมชุลีก้มกราบพระอีกครั้ง เหลือบเห็นขาหริพันธ์ที่ยืนฟังอยู่หน้าประตูก็ยิ้มพอใจ ขณะที่ชายหนุ่มมองหม่อมแม่ด้วยความสะเทือนใจ คิดหาทางทำอะไรสักอย่าง

ooooooo

นพกับชวนชื่นไปเยี่ยมหม่อมชุลีกันแค่สองคน ชนนีไม่ได้ไปด้วยเพราะต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบวิชาสุดท้าย หริพันธ์พาทั้งคู่ขึ้นไปเยี่ยมท่านถึงห้องนอน หม่อมชุลีขอบใจสองสามีภรรยามากที่อุตส่าห์มาเยี่ยม เสียดายที่ชนนีไม่มาด้วย เมื่อวานตอนที่เธอมาเยี่ยมท่านแทบจะไม่ต้องหยิบจับอะไรเธอจัดการให้หมด

“นี่ล่ะโบราณเขาถึงว่ามีลูกสาวจะได้พึ่งพายามเจ็บไข้ได้ป่วย น่าเสียดายจริงๆที่ฉันมีแต่ลูกชาย”

“คุณพี่พูดแบบนี้คุณชายจะน้อยใจแย่” ชวนชื่นมองหริพันธ์อย่างเกรงใจ เขายอมรับว่าตัวเองไม่สามารถดูแลปรนนิบัติหม่อมแม่ได้เหมือนที่ชนนีทำ ดังนั้นเขาจึงอยากขอความกรุณาจากนพกับชวนชื่นให้ชนนีได้มาอยู่ใกล้ชิดกับหม่อมแม่เร็วๆ หม่อมชุลีแสร้งตกใจ ตำหนิหริพันธ์พูดจาแบบนี้เท่ากับสร้างความลำบากใจให้นพ

“อย่าว่าคุณชายเลยครับ ผมมาคิดอีกทีเราพ่อแม่ก็แก่เฒ่าลงทุกวันจะอยู่กับลูกๆไปได้อีกสักเท่าไหร่ ถ้าทั้งสองคนรักกันจริง ก็ไม่จำเป็นต้องรอเวลาอะไรอีกแล้ว”

เข้าทางหม่อมชุลีทันที นี่เท่ากับนพยอมให้ชนนีแต่งงานกับหริพันธ์ รีบขอบอกขอบใจเขายกใหญ่ แล้วยื่นมือไปให้ชวนชื่นซึ่งลุกขึ้นมาโอบกอดพี่สาวไว้ แม้ปากจะยิ้มมีความสุข แต่ในใจของหม่อมชุลีกลับเต็มไปด้วยความริษยาอาฆาตแค้น...

อีกมุมหนึ่งในเรือนครัว วรรศิกากำลังพับใบตองไว้สำหรับทำขนมตอนที่สาวิ่งหน้าตั้งเข้ามารายงานว่ามีข่าวดีมาบอกคุณชายหริพันธ์จะแต่งงานกับคุณชนนีแล้ว เจียนหาว่าเธอฝันกลางวัน สองคนนั่นแค่จะหมั้นกันเท่านั้น สายืนยันว่าเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ความฝัน

“ฉันได้ยินเต็มสองหูตอนยกน้ำชาเข้าไปในคุณนพกับคุณชวนชื่น แว่วๆว่าจะหมั้นเช้าแต่งเย็นซะด้วย”

สองบ่าวมัวแต่ตื่นเต้นดีใจไม่ทันเห็นวรรศิกาที่ฟังด้วยสีหน้าไม่สบายใจ ก่อนจะลุกออกไปเงียบๆ ระหว่างเดินครุ่นคิดมาทางสวนหน้าตึก นพขับรถจะพาชวนชื่นกลับบ้านเห็นเธอเดินอยู่ก็ชะลอรถทักทาย ชวนชื่นฝากฝังชนนีไว้กับเธอด้วย อีกไม่นานก็จะมาอยู่ที่วังนี้แล้ว วรรศิกาตัดสินใจจะบอกแผนชั่วของหม่อมแม่ให้คุณน้าทั้งสองฟัง แต่เหลือบเห็นเจ้าของแผนการแอบมองอยู่ก็เลยเปลี่ยนเรื่องพูด

“คุณน้าไม่ต้องห่วงนะคะ หญิงจะดูแลคุณชนนีให้เหมือนเป็นพี่สาวคนหนึ่งของหญิงทีเดียวค่ะ”

“ขอบคุณค่ะคุณหญิง น้ากลับก่อนนะคะ”

วรรศิกาไหว้ลาคุณน้าทั้งสอง ยืนมองรถของทั้งคู่ แล่นออกไปจนลับสายตา พอหันกลับไปมองอีกทีหม่อมแม่ หายไปแล้ว เธอถึงกับถอนใจโล่งอกรีบเดินกลับห้องตัวเอง แต่ต้องตกใจสะดุ้งโหยงเมื่อเจอหม่อมแม่ยืนมองด้วยสีหน้าเอาเรื่องอยู่ในห้อง แถมแผดเสียงใส่ไปพูดอะไรกับไอ้สองคนนั่น เธอปฏิเสธว่าไม่ได้พูดอะไร หม่อมชุลีไม่เชื่อคว้ารูปภาพของแววขึ้นมาขู่ถ้าไม่บอกจะฉีกทิ้ง วรรศิกาขอร้องอย่าทำอย่างนั้น เธอมีรูปแม่ไว้ดูต่างหน้าแค่ใบเดียว หม่อมชุลีคาดคั้น ถ้าอย่างนั้นก็ต้องบอกมาก่อนว่าไปดักรอสองคนนั่นทำไม

“ไม่ได้ดักค่ะ หญิงแค่ไปเดินเล่นแล้วบังเอิญคุณน้าทั้งสองขับรถผ่านมาก็ทักทายตามประสา หญิงไม่ได้พูดอะไรเป็นความสัตย์จริงค่ะ”

หม่อมชุลีไม่เชื่อ จัดการฉีกรูปแววออกเป็นสองส่วน แล้วทำท่าจะฉีกอีก วรรศิกาสาบานว่าไม่ได้พูดอะไรจริงๆ ท่านชะงักในเมื่อเธอลงทุนสาบานก็จะลองเชื่อสักครั้ง แต่จำไว้ให้ดีถ้าคิดจะลองดีกับตนเที่ยวคาบเรื่องอะไรไปบอกใครอีก ตนจะไม่ฉีกแค่รูปของนังแวว แต่จะฉีกอกเธอ เป็นชิ้นๆด้วย แล้วขว้างรูปของแววใส่หน้าวรรศิกาก่อนจะผละจากไปเธอรีบเก็บรูปของแม่มาต่อกันด้วยใจร้าวราน

ooooooo

ทั้งนพและชวนชื่นต่างตกใจที่เห็นชนนีนิ่งอึ้งเมื่อรู้ว่าจะต้องแต่งงานในเร็ววันนี้ พาลคิดว่าลูกไม่อยากจะแต่งงาน ปรากฏว่าเธอพร้อมทำตามที่พวกท่านต้องการ แต่ที่เงียบไปเพราะไม่ทันตั้งตัว นพรีบออกตัว

“พ่อรู้ว่ามันอาจจะเร็วเกินไปแต่เพราะอาการป่วยของคุณป้าชุลีเลยทำให้ต้องเลื่อนงานให้เร็วขึ้น แต่ที่สำคัญที่สุดพ่อเชื่อในตัวของคุณชายหริพันธ์ว่าจะดูแลลูกของพ่อให้มีความสุขได้ พ่อยอมรับว่าตอนแรกที่ประวิงเวลาไว้เพราะห่วงเรื่องคุณป้าชุลีจะทำให้ลูกไม่สบายใจ แต่ตอนนี้เห็นทีจะไม่มีปัญหาอย่างที่กลัวแล้ว”

“นั่นสิ ลูกเองก็คงไม่เหงาถึงคุณชายต้องทำงานทุกวันแต่ก็ยังมีคุณหญิงวรรศิกาอีกคน เธอคงเป็นเพื่อนที่ดีของลูกได้” ชวนชื่นเสริม ชนกโพล่งขึ้นทันทีว่าแม่รู้ได้อย่างไร ท่านเจอคุณหญิงตอนจะกลับ เธอรับปากจะดูแลชนนีให้เหมือนพี่สาวคนหนึ่ง ชนกหมั่นไส้หาว่าเธอเล่นละครเก่งมากกว่า ชวนชื่นได้ยินไม่ถนัดถามว่าพูดอะไร

“เปล่าครับ” แม้ปากจะว่าไม่มีอะไร แต่ในใจของชนกไม่ค่อยจะพอใจวรรศิกานัก...

ชนกเก็บความไม่พอใจไประบายใส่ลูกเทนนิสราวกับเป็นวรรศิกา ตีอัดกับผนังแบบเอาเป็นเอาตาย จนเจตน์ต้องทักไปโกรธใครมาหรือถึงได้ตบเอาตบเอาอย่างนั้น ชนกหยุดเล่นหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดหน้า

“โน แค่เบื่อๆเซ็งๆ แกพร้อมรึยังมาลงคอร์ตกัน”

“ได้เลยเพื่อน” เจตน์ว่าแล้วเดินนำชนกไปที่คอร์ตเทนนิส สองคนตีเทนนิสกันได้สักพัก ชนกเห็นเจตน์เป็นวรรศิกาตีลูกอัดใส่ไม่ยั้ง แต่อีกฝ่ายรับกลับมาได้หมด ยิ่งทำให้เขาฉุนขาดตีแรงขึ้นๆ เจตน์รับไม่ไหวร้องลั่น

“เฮ้ย...เป็นอะไรทำไมตีดุเดือดอย่างกับจะไปแข่งทีมชาติแบบนี้”

ชนกได้สติ รีบยกมือยกไม้ขอโทษพร้อมกับหยุดเล่นแล้วเดินออกจากคอร์ตไปอย่างหงุดหงิด

ooooooo

หม่อมชุลีสมใจที่แผนแก้แค้นสำเร็จไปอีกขั้น จากนั้นก็เริ่มเดินแผนขั้นต่อไปทันที ขอร้องให้ท่านหญิงนวลช่วยไปแจ้งชวนชื่นกับครอบครัวว่าไม่ต้องการให้เชิญใครมางานนอกจากท่านหญิงคนเดียวเท่านั้น ชวนชื่นไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ทำไมถึงต้องทำขนาดนั้น

“แม่ชุลีเขาว่าเขาเจ็บป่วยอยู่มากจะลุกจะเดินก็ไม่สะดวกไม่อยากให้ใครๆมามองอย่างสมเพชเวทนา ขอแค่รดน้ำที่วังเงียบๆแล้วก็ส่งตัวกันเลย”

ชวนชื่นได้แต่อึ้ง ขณะที่ท่านหญิงนวลเองมีสีหน้าไม่สู้จะสบายใจนัก...

หลังจากสอบวันสุดท้ายเสร็จ ต๋อยกับเพื่อนๆนัดแนะจะไปฉลองกันที่ต่างจังหวัด ชนนีกลับอิดออดคงจะไปกับเพื่อนๆไม่ได้ ต๋อยคิดว่าเธอไม่กล้าขอพ่อแม่ เสนอตัวจะไปช่วยขออนุญาตให้

“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก แต่ฉันไปไม่ได้เพราะฉัน... เอ่อ ฉัน...” ชนนีอึกอักไม่กล้าบอกโชคดีที่หริพันธ์มาถึงเสียก่อนถามว่าบอกเพื่อนๆเรื่องงานแต่งงานของเราหรือยัง ต๋อยกับเพื่อนกรี๊ดสนั่นพากันล้อมหน้าล้อมหลังชนนีแข่งกันถามเสียงเซ็งแซ่เป็นทำนองว่าแต่งเมื่อไหร่แต่งที่ไหน ชนนีได้เขินอายไม่รู้จะตอบอย่างไร...

แม้ใกล้ถึงวันแต่งงานเข้ามาทุกที แต่หริพันธ์กลับไม่เคยบอกชนนีสักคำว่ารัก ได้แต่บอกว่าจะดูแลเธอให้ดีที่สุด ชนนีผิดหวังอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรักที่เธอมีต่อเขาลดน้อยลง...

ขณะที่วังอโยธยากำลังจะมีงานมงคล อบสวาทเริ่มทนอยู่ที่หัวหินต่อไม่ได้ หิ้วกระเป๋าเดินทางออกมาจากบ้านพักเพื่อจะหาสามล้อถีบ เห็นคันหนึ่งปั่นอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน ตะโกนเรียกแต่คนขี่ไม่ได้ยิน ตัดสินใจข้ามถนนไปหา อารามรีบร้อนไม่ทันมองทางรถคันหนึ่งเลี้ยวหัวมุมถนนมาอย่างรวดเร็วจะชนเธอเสียงเบรกลั่นถนน อบสวาทตกใจสะดุดขาตัวเองล้ม ทาเคชิเปิดประตูรถลงมาประคองเธอไว้

“คุณเป็นยังไงบ้าง” พอเห็นหน้าอบสวาทก็จำได้ “คุณ! คุณวิ่งตัดหน้ารถเพื่อจะฆ่าตัวตายอีกแล้วเหรอ”

“บ้า...ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าฉันไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตาย” อบสวาทโวยจบรีบลุกขึ้นจะไป แต่ต้องชะงักเอามือกุมท้องสีหน้าเจ็บปวด ก่อนจะลงไปนอนร้องโอดโอย ทาเคชิถามด้วยความเป็นห่วงว่าเป็นอะไร ถูกรถชนหรือ อบสวาทไม่ได้ถูกชนแต่ปวดท้องมาก เขาไล่กดไปตามหน้าท้องของเธอพอถึงด้านขวามือ เธอถึงกับร้องลั่น ทาเคชิไม่รอช้าอุ้มอบสวาทใส่รถ ก่อนจะขับออกไปอย่างรวดเร็ว...

ตกค่ำ ระหว่างที่ชนนีกำลังจดรายชื่อแขกที่จะเชิญมางานแต่งงานอย่างมีความสุขอยู่กับนพและชนก ชวนชื่นเดินหน้าเครียดเข้ามาแจ้งว่าหม่อมชุลีขอร้องไม่ให้เชิญแขกที่ไหนมางาน ชนกถึงกับร้องอ้าว หมายความว่าจะไม่มีการจัดงานหรือ

“มีแค่งานรดน้ำเฉพาะพ่อแม่ คุณป้ากับท่านน้าหญิงที่วังแล้วส่งตัวเลยจ้ะ” ชวนชื่นเห็นนพหน้าเครียด รีบบอกอย่างเกรงใจ “ฉันรู้ค่ะว่าคุณคงรับไม่ได้ที่ลูกต้องแต่งงานแบบนี้ แต่ฉันก็เข้าใจเหตุผลของคุณพี่ชุลี พรุ่งนี้ฉันจะไปพบคุณพี่ ฉันจะลองพูดกับเธอดูอย่างน้อยขอให้มีงานเลี้ยงเล็กๆตอนเย็นก็ยังดี ถ้าที่วังไม่สะดวกเราจัดที่บ้านก็ได้นะคะ” ชวนชื่นมองสามีที่มีสีหน้าเคร่งเครียดด้วยใจตุ๊มๆต่อมๆ แต่ปรากฏว่าเขายอมทำตามที่หม่อมชุลีร้องขอ ทั้งชนก ชนนีและชวนชื่นต่างถอนใจโล่งอก...

ในเวลาเดียวกัน หม่อมชุลีเข้ามายืนคุยกับรูปภาพของท่านชายว่าจะทำให้ชนนีไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี แต่งงานทั้งที่ไม่มีแขกไม่มีงานเลี้ยง ไม่มีพิธีใดๆก็ไม่ต่างจากสมัยพ่อแม่มันที่หนีตามกันไป แล้วหยุดมองรูปท่านชายเหมือนกำลังฟังท่านโต้ตอบ ก่อนจะหัวเราะ

“ยังหรอกเพคะนี่มันแค่เริ่มต้น นังชนนีมันเข้ามาอยู่ในวังเมื่อไหร่ มันจะได้รู้รสชาติของการที่ได้มาเป็นสะใภ้รามพงษ์ว่ามีความสุขแค่ไหน” พูดจบหม่อมชุลีหัวเราะร่วนอาการเหมือนคนโรคจิตเข้าไปทุกที

ooooooo

อบสวาทรู้สึกตัวตื่นขึ้นพบนางพยาบาลยืนอยู่ใกล้ๆ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงมาอยู่ในโรงพยา-บาลแล้วขยับจะลุกขึ้นแต่ต้องทรุดลงไปนอนอย่างเดิมเพราะเจ็บตรงช่องท้อง นางพยาบาลขอร้องอย่าเพิ่งขยับ เธอเพิ่งผ่าตัดไส้ติ่ง โชคดีที่มาทันเวลาไม่อย่างนั้นคงแย่แน่ๆ ระหว่างนั้นมีคนเปิดประตูเข้ามา นางพยาบาลร้องทัก

“อ้าว คุณหมอมาพอดี คนไข้ฟื้นแล้วค่ะ”

คนไข้สาวจะยกมือไหว้แต่ชะงักเมื่อเห็นทาเคชิในชุดหมอถึงกับร้องเอะอะว่าเขาเป็นหมอหรือ เขาพยักหน้ารับคำ นอกจากนี้เขายังเป็นคนผ่าตัดไส้ติ่งให้เธออีกด้วย แต่มันดื้อเหมือนเจ้าของกว่าจะเอาออกมาได้เหงื่อแทบตก อบสวาทเคืองมากทำท่าจะเอาเรื่อง เขาต้องขอร้องอย่าเพิ่งอาละวาดเดี๋ยวแผลปริ พักให้หายดีก่อนค่อย

เล่นงานเขาก็ยังไม่สาย...

ทางฝ่ายหม่อมชุลีป่วนชนนีหนักข้อขึ้นอีก นอกจากจะไม่ให้เชิญใครมางานแต่ง ยังไม่ยอมมอบแหวนแต่งงานประจำตระกูลรามพงษ์ที่สะใภ้ทุกคนต้องได้สวมใส่ให้เธออีกต่างหากโดยอ้างว่าแบบเชยไป ให้หริพันธ์พาไปซื้อแหวนแต่งงานวงใหม่ นพรู้เรื่องนี้ก็แปลกใจมาก บ่นอุบว่าไม่เหมาะสม ในเมื่อชนนีเป็นสะใภ้ของรามพงษ์ก็ควรจะได้สวมแหวนประจำตระกูลไม่ใช่ไปซื้อวงใหม่ ชวนชื่นพยายามแก้ตัวแทนพี่สาว แต่เขาไม่อยากฟังเดินหนีไปเลย เธอได้แต่มองตามสามีสีหน้าไม่สบายใจ...

เสี่ยย้งเห็นลูกสาวสุดเลิฟแต่งตัวสวยเดินลงมาจากบันไดปรี่เข้ามาทัก เลิกเซ็งแล้วใช่ไหม เธอรับคำ เดี๋ยวชนกจะมารับไปข้างนอก เขาเตือนลูกสาวอย่าลืมพูดเรื่องการแต่งงานหรือจะให้เขาพูดให้

“ไม่ต้องค่ะ ยอดคิดว่ายอดมีวิธีที่ดีกว่าป๋า” ยอดธิดาพูดยังไม่ทันขาดคำ เสี่ยเจ้าของบ่อนเดินหัวร่อร่าเข้ามาพร้อมกับสมุน เธอปรี๊ดแตก ไล่ตะเพิดไปให้พ้นจะมาทำไมอีก ตนจะมาเก็บเงินต้นที่สองพ่อลูกยังค้างอยู่ ยอดธิดาหันไปกระซิบกับเสี่ยย้ง ถ้าเกิดชนกมาเห็นเข้าเป็นเรื่องแน่ๆ เสี่ยย้งรู้งาน ขอร้องให้เสี่ยเจ้าของบ่อนกลับไปก่อน ตนยังไม่มีเงินจ่ายหนี้ที่ค้างอยู่ เสี่ยเจ้าของบ่อนจอมหื่นเห็นยอดธิดาแต่งตัวสวยก็เลยจะชวนไปกินข้าวแล้วเลยไปดูเพชรสวยสักสองสามกะรัต เสี่ยย้งตาโตตื่นเต้น รีบกระซิบกับลูกสาวว่าเป็นความคิดที่ดี

“ป๋า ไม่นะเป็นตายยังไงยอดก็ไม่ไป” ยอดธิดาเสียงเข้ม เสี่ยจอมหื่นหยิบเงินปึกใหญ่มาโบกหน้าเสี่ยย้ง

“ถ้าหนูยอดออกไปกับผม เสี่ยคงเหงา งั้นวันนี้เสี่ยไปแก้มือให้หายเหงาหน่อยดีไหมครับ”

เสี่ยย้งจะตะครุบเงินแต่เสี่ยจอมหื่นชักมือกลับ ฝ่ายแรกรู้งาน คะยั้นคะยอให้ลูกสาวไปกับเขา อย่าให้เขาต้องเสียน้ำใจ เธอเสียงกร้าวจะไปได้อย่างไรในเมื่อนัดชนกเอาไว้ เสี่ยย้งกระซิบกับลูกอีกครั้ง

“เอาน่าทางอาชนกเดี๋ยวป๋าจัดการให้เอง ไปเถอะ... ไปกับอาชนกก็แค่กินข้าว ไปกับเสี่ยยังได้เพชรติดไม้ติดมือกลับมาทำทุน ถ้าลื้อชักช้าเดี๋ยวอาชนกมาเจอก็จะชวดทั้งสองฝ่ายนะ”

ยอดธิดาร้อนใจกลัวชนกจะมาเห็น รีบเดินสะบัดออกไป เสี่ยจอมหื่นยิ้มพอใจ ยื่นเงินให้เสี่ยย้งแล้วรีบเดินตามเธอ เสี่ยย้งเอาเงินปึกนั้นขึ้นมาจูบยิ้มแก้มแทบปริ...

โลกกลมอย่างเหลือเชื่อ เสี่ยจอมหื่นพายอดธิดามาซื้อเพชรร้านเดียวกับหริพันธ์ที่พาชนนีมาซื้อแหวนแต่งงาน ฝ่ายหลังเห็นเสี่ยเดินโอบยอดธิดาไปที่มุมด้านในของร้านก็มองตามไม่พอใจ หริพันธ์

ชำระเงินค่าแหวนเรียบร้อยก็ชวนชนนีกลับ เธอขออนุญาตไปเยี่ยมหม่อมชุลีก่อน เขายิ้มรับอย่างพอใจ ก่อนจะพากันออกจากร้าน ชนนีไม่วายหันมองยอดธิดาที่เลือกเพชรอย่างมีความสุขอยู่กับชายอื่นโดยไม่ทันเห็นเธอ

ooooooo

ชวนชื่นเดินออกมาที่ระเบียงหน้าบ้านเห็นลูกชายเดินเซ็งกลับมา ร้องทักไหนว่าจะไปหาหนูยอด ทำไมกลับเร็วนัก เขาไปหาแล้วแต่เธอไม่อยู่ เสี่ยย้งแจ้งว่าเธอไปส่งเพื่อนกลับเมืองนอกแล้วถามแม่ว่าจะไปไหน

“จะไปบอกตาสวนให้เอารถไปรับชนนีที่วังอโยธยาจ้ะ คุณชายมาส่งไม่ได้เห็นว่ามีธุระด่วน คุณชายจะให้รถที่วังมาส่ง แต่แม่เป็นคนบอกเองว่าไม่ต้อง กลัวพี่ชุลีไม่สบายแล้วต้องใช้รถ”

ชนกอาสาจะไปรับน้องให้เองจะได้ชวนไปกินข้าวนอกบ้านแก้เซ็ง แล้วชวนแม่ไปกินด้วยกัน ท่านขอผ่าน ให้สองพี่น้องไปกินกันตามลำพังเพราะอีกไม่นานน้องก็จะแต่งงานแล้ว โอกาสแบบนี้ก็คงไม่ค่อยมี...

วรรศิกาเสียดายสร้อยที่ชนกซื้อฝากพยายามเดินหาบริเวณที่คิดว่ามันตกอยู่แต่ไม่เจอ ชนนีเห็นเธอก้มๆเงยๆ เข้ามาถามว่าหาอะไรอยู่ เธอสะดุ้งโหยงรีบลุกขึ้นทักตอบว่ามาเยี่ยมหม่อมแม่หรือ

“ค่ะ เยี่ยมเสร็จแล้ว ตั้งใจจะมาหาคุณหญิง” ชนนีเห็นคู่สนทนานิ่วหน้าแปลกใจ อธิบายเพิ่มเติมเธอคงไม่รู้ว่าจะต้องเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ตน เพราะคุณป้าขอให้จัดงานเรียบง่ายไม่ได้เชิญแขกเพราะท่านไม่ค่อยสบาย มีแต่พิธีรดน้ำเล็กๆเท่านั้น เมื่อครู่นี้ตนเพิ่งคุยกับท่านและหริพันธ์มาก็เลยต้องขอแรงเธอเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ วรรศิกาก้มมองตัวเองที่อยู่ในเสื้อผ้าชุดเก่าๆก็อึกอัก ชนนีรู้เท่าทันความคิดของเธอ

“เรื่องเสื้อผ้าไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันเรียนคุณป้าแล้วว่าจะให้คุณหญิงไปตัดที่ร้านเดียวกับฉัน แล้วก็ขอ อนุญาตคุณป้าพาคุณหญิงไปเสียวันนี้เลยค่ะ เดี๋ยวลุงสวนจะมารับเราสองคน”

ครู่ต่อมา ชนนีกับวรรศิกาเดินมาที่หน้าตึกใหญ่ของวังอโยธยา ต้องแปลกใจที่เห็นชนกจอดรถรออยู่แทนที่จะเป็นลุงสวน เขาลงจากรถเข้ามาหาน้องสาวทำเมินไม่มองวรรศิกา

“ยัยชะนี พี่อุตส่าห์มารับด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นต้องเลี้ยงข้าวเย็นพี่นะ”

ชนนียินดีเลี้ยงข้าวแต่ชนกต้องพาไปร้านตัดเสื้อ ก่อน แล้วหันไปชวนวรรศิกาขึ้นรถเพราะต้องไปตัดชุดเตรียมเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ตน ส่วนเขาก็ต้องเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้หริพันธ์ เนื่องจากคุณป้าไม่ต้องการให้มีคนนอก จากนั้นบอกให้วรรศิกานั่งหน้า ตนจะนั่งข้างหลังเอง ชนกเห็นเธอรีๆรอๆไม่วายเหน็บ

“ผมไม่กัดคุณหรอก”

วรรศิกาจำต้องนั่งเบาะหน้าข้างคนขับ แต่ยังไม่ทันปิดประตูชนกแกล้งออกรถกระชาก เธอถึงกับร้องว้ายลั่น ชนนีต้องปรามพี่ชายให้ช่วยขับรถดีๆหน่อย...

ในเวลาต่อมา ที่ร้านตัดเสื้อผ้า ชนกกำลังอ่านนิตยสารรอสาวๆลองชุดได้ยินเสียงคนขายชมว่าสวยมาก ใส่ชุดได้พอดีเลย เขาเงยหน้ามองเพราะคิดว่าเป็นชนนี ต้องชะงักเมื่อเห็นวรรศิกาในชุดไทย งามสง่าอย่างที่คนขายชมไม่มีผิดเพี้ยน เขามองตะลึงไปชั่วขณะ วรรศิกาเห็นสายตาที่เขาจ้องมาก็เขินหน้าแดง เสียงชนนีเรียกคนขายให้ไปช่วยดูชุดที่ตัวเองกำลังลองอยู่ ทำให้ชนกได้สติรีบแดกดันวรรศิกากลบเกลื่อน

“ชุดไทยนี่เหมาะกับคุณเหมือนกันนะ เหมือนผีนางตานีเลย” ว่าแล้วชนกก้มหน้าอ่านนิตยสารต่อไปไม่สนใจวรรศิกาที่มีสีหน้าผิดหวัง...

เสร็จจากลองชุด ชนกพาชนนีและวรรศิกาไปที่ร้านบะหมี่ราชวงศ์ ระหว่างนั้นเขายังกลั่นแกล้งวรรศิกาไม่เลิกตักเครื่องปรุงทุกอย่างใส่ให้จนบะหมี่รสจัดจ้าน เธอกินเข้าไปถึงกับสำลัก ชนนีต้องปรามเขาถึงได้หยุด

ขณะทั้งสามคนกำลังออกจากร้านบะหมี่ เจอต๋อยกับเพื่อนๆเดินสวนมาพอดี ต๋อยไม่ได้เจอเพื่อนรักมาหลายวันแล้ว จึงขออนุญาตชนกให้ชนนีอยู่กับพวกตนก่อน ตนเอารถมาด้วย เดี๋ยวจะไปส่งให้ถึงบ้าน

“ตามสบายเลยครับ ไม่ต้องห่วงคุณหญิงนะยัยชะนี พี่รับรองจะพาไปส่งให้ถึงที่เลยเหมือนกัน” ชนกมองวรรศิกาอย่างมีแผนขณะที่เธอมองตอบสีหน้าไม่สบายใจ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"อาเล็ก" บุกทวงคืนร่าง “กระทิง” ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย ใน “แค้นรักสลับชะตา”

"อาเล็ก" บุกทวงคืนร่าง “กระทิง” ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย ใน “แค้นรักสลับชะตา”
19 มิ.ย 2564

10:25 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564 เวลา 18:00 น.